ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ!
เสียงของเมิ่งฝานดังก้องไปทั่วทั้งภูเขาน้ำแข็งแม้ว่าที่นี่จะมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อยแต่ต่างย่นคิ้วแล้วมองมายังเหตุการณ์ในยามนี้ทั้งสิ้น
เวลานี้เมิ่งฝานต้องเผชิญหน้ากับคนของตระกูลมู่ถึงแปดคนแม้ว่าล้วนแต่เป็นจอมยุทธ์ชนรุ่นหลังแต่ก็มีศักยภาพที่ไม่เลวเป็นจอมยุทธ์ในแนวหน้าของบรรดาบุรุษสตรีทั้งหลาย
ที่มากไปกว่านั้นคือค่ายกลเทวะพฤกษาในยามนี้มีมู่หลงซึ่งอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณรวมอยู่ด้วยต่อให้จอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนต้องมาพบเจอก็ยังไม่กล้ารับมือโดยตรง
ทว่าเมิ่งฝานกลับเอ่ยออกมาด้วยคำว่า ‘ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ’ ฉะนั้นแล้วจึงบ่งบอกว่าเขาเหิมเกริมเป็นอย่างยิ่ง
สีหน้าของผู้คนทั้งหลายที่มองมายังเมิ่งฝานล้วนแต่บ่งบอกถึงความรู้สึกอันเหลือเชื่อทั้งสิ้นหรือว่าเจ้าเด็กคนนี้จะบ้าไปแล้ว
เพียงชั่วพริบตาพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งพุ่งเข้าหาเมิ่งฝานเขาคือจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับเซียนที่ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความเดือดดาล ขณะเดียวกันก็ใช้ฝ่ามือที่คล้ายดั่งคมดาบฟาดฟันออกไป!
มันเป็นความเร็วที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงและกำลังพุ่งตรงไปยังต้นคอของเมิ่งฝาน
จากนั้นในเสี้ยววินาทีต่อมาเมิ่งฝานพลันก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวนิ้วทั้งห้าขยับแล้วพุ่งเข้าไปถูกท่อนแขนของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
ยามนี้เมิ่งฝานได้ฝึกฝนวิชากายามหาธาตุจึงทำให้มีความเร็วและร่างกายที่น่าสะพรึงไม่น้อย
แม้การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจะรวดเร็วเป็นอย่างยิ่งในสายตาของผู้อื่นแต่สำหรับเมิ่งฝานแล้วยังห่างชั้นอีกไกล!
เมื่อเขาออกแรงบีบใบหน้าของบุรุษจากตระกูลมู่ผู้นั้นพลันบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวดและร้องออกมาอย่างน่าอนาถเมื่ออยู่ภายใต้พละกำลังอันน่าสะพรึงเขาก็รู้สึกราวกับว่าแขนของตนเองหักไปแล้วก็ไม่ปานคล้ายดั่งถูกคีมเหล็กคีบเอาไว้เลยก็ว่าได้
เมิ่งฝานจับแขนของบุรุษผู้นั้นเอาไว้ก่อนจะเหวี่ยงออกไปไกลเสียง ‘ตู้ม’ ดังขึ้นพร้อมกับหลุมขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นคนผู้นั้นสลบไปทันใด
ทั้งความเร็วและความทรงพลังทำให้สีหน้าคนของตระกูลมู่ทั้งหลายเปลี่ยนไปด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดา
ในวินาทีต่อมาฝ่ามือคนของตระกูลมู่ทั้งหลายพลันขยับเตรียมพร้อมที่จะลงมือพร้อมกันโดยใช้พลังที่เหนือกว่าเพื่อสังหารเมิ่งฝาน
ทว่าเมิ่งฝานไม่มีทางให้โอกาสพวกเขาเป็นแน่เมื่อใดที่ต้องต่อสู้เขาก็พร้อมที่จะลงมืออย่างสุดกำลัง
เขาก้าวออกไปเบื้องหน้าจากนั้นร่างกายพลันหายวับไปในอากาศแม้ว่าพลังค่ายกลเวทย์ของตระกูลมู่จะตรวจจับพลังปราณของเป้าหมายได้แต่เมิ่งฝานกลับขยับไปอย่างไร้ซึ่งตำแหน่งที่แน่นอน
ทุกย่างก้าวรวดเร็วปานสายฟ้าเมิ่งฝานไม่ถอยซ้ำยังพุ่งเข้าเผชิญหน้าด้วยพลังยาตราเซียนเหินทำให้เขาเป็นดั่งวิญญาณร้ายก็ไม่ปานเมื่อปรากฏขึ้นในอากาศก็จู่โจมไปด้วยฝ่ามืออันทรงพลัง
สายธารหลั่งสมุทร!
เมื่อขยับก็เป็นดั่งอัสนีบาตเมื่อเขายื่นมือออกไปพลันมีพลังปราณที่คล้ายดั่งสามารถเคลื่อนขุนเขาพลิกสมุทรถาโถมออกไปเมื่อฝ่ามือนั้นปรากฏสีหน้าคนของตระกูลมู่ที่ต้องเผชิญกับมันพลันเปลี่ยนไป ก่อนจะปล่อยพลังปราณทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวออกมาเพื่อป้องกันตนเอง
ทว่าในวินาทีต่อมานั้นเมื่ออยู่ภายใต้พลังฝ่ามืออันรุนแรงและดุดัน คนของตระกูลมู่ผู้นั้นจึงถูกตะปบจนจมลงไปในพื้นเบื้องล่าง
ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ชี้นิ้วออกไปในอากาศก่อนจะมีแสงสว่างเปล่งประกายออกมาระหว่างนิ้วทั้งยังแฝงไปด้วยพลังปราณมากมายไร้เทียมทาน
หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!
ภายใต้พลังดรรชนีนั้นพลังปราณอันมากมายดั่งสายธารหลากได้หลั่งไหลออกไปราวกับลูกศรอันคมกริบก็ไม่ปาน มันรวมอยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวแล้วพุ่งทะยานไปยังเป้าหมาย
เสี้ยววินาทีต่อมา บุรุษผู้นั้นไม่ทันได้ส่งเสียงร้องหน้าอกก็ทะลุไปเสียแล้วเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นจนกลายเป็นดั่งฝนสีเลือดในอากาศ
เพียงชั่วพริบตา หนึ่งกรงเล็บหนึ่งฝ่ามือ หนึ่งนิ้ว เพียงสามกระบวนท่าก็ทำให้คนของตระกูลมู่ทั้งสามล้มลงบนพื้นเช่นสุนัขตายหมดสิ้นพลังในการต่อสู้ แล้วค่ายกลเทวะพฤกษาที่น่าทะนงตนพลันแตกสลาย!
โดยรอบนั้นทุกอย่างตกอยู่ในความชะงักงัน ทุกคนล้วนแต่มองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงและนึกไม่ถึงว่าบุรุษหนุ่มไร้ชื่อเสียงจะมากด้วยความสามารถถึงเพียงนี้!
แม้ว่าจอมยุทธ์หนุ่มแห่งตระกูลมู่เหล่านี้จะไม่ได้แข็งแกร่งสักเท่าใดแต่การที่ได้เสพสุขกับทรัพยากรแห่งการบำเพ็ญตนของตระกูลในส่วนใหญ่เช่นนี้ต่อให้เป็นหมูก็ยังสามารถบำเพ็ญตนจนมาอยู่ในขั้นที่น่าสะพรึงได้นับประสาใดกับมนุษย์ที่มีการร่วมมือกันอย่างเลิศล้ำเพียงนี้ทว่าค่ายกลอันเลิศล้ำของพวกเขากลับถูกเมิ่งฝานทำลายลงไปแล้ว
เมื่ออยู่ภายใต้พลังของเมิ่งฝานมันก็ไม่อาจยืนหยัดให้ครบรอบการจู่โจมด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นผู้คนทั้งหลายจึงตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่คนของตระกูลเจียและตระกูลเมิ่งที่อยู่บนยอดเขาก็ยังมองลงมาการเป็นคนของสี่ตระกูลใหญ่ทำให้สามารถพูดได้เลยว่าพวกเขาทะนงตนเป็นอย่างยิ่งถึงขั้นที่คิดว่าไม่มีผู้ใดสามารถทัดเทียมกับตนเองได้
ทว่าบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าของพวกนั้นกลับดูเหมือนว่าจะมีความสามารถที่แม้แต่คนของสี่ตระกูลใหญ่ก็ยังตกตะลึง!
“หืม!”
เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของเมิ่งฝานสีหน้าของเมิ่งเฟยเอ๋อร์พลันเปลี่ยนไปในทันใดทั้งสองอยู่ห่างกันอย่างมากจนไม่อาจเห็นได้ชัดเจน ทว่าในระยะห่างเช่นนี้ก็ได้ทำนางรู้สึกคุ้นตาขึ้นมาเล็กน้อย
“เขาหรือ?เป็นไปได้อย่างไรกันตอนนั้นเขาอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนเท่านั้นเหตุใดจึงมาอยู่ในขั้นที่เหนือกว่าข้าได้!”
นางมองไปยังเมิ่งฝานแล้วพึมพำขึ้นมาเสียงเบาแม้จะคิดเช่นนั้นแต่ฝีมือของอีกฝ่ายกลับคล้ายเมิ่งฝานเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นความดุดันหรือความอวดดี! ในยามนี้คนของตระกูลเจียและตระกูลเมิ่งต่างก็คิดไปในทิศทางเดียวกันว่าความสามารถของบุรุษผู้นั้นไม่ด้อยไปกว่าตนเองเลย
“น่าสนใจแต่การที่จะรับมือกับมู่หลงและคนที่เหลือก็หาใช่เรื่องง่ายไม่!” สตรีของตระกูลเจียเอ่ยขึ้นพร้อมหัวเราะเสียงเบา
กลางอากาศ
สีหน้าของมู่หลงในเวลานี้บ่งบอกว่ากำลังเดือดดาลเป็นที่สุดนัยน์ตาคู่นั้นจ้องเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตาก่อนจะตวาดเสียงดัง “เจ้าหนู เจ้าช่างรนหาที่ตายเสียจริง วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าสิ่งใดคือสี่ตระกูลใหญ่!”
หลังจากที่เอ่ยวาจาร่างของมู่หลงพลันพุ่งทะยานออกไปดั่งเสือดาวการอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับสองทำให้เขามีสิทธิ์ที่จะหยิ่งทะนง ขณะเดียวกันพลันมีฝ่ามือแห่งพลังปราณปรากฏขึ้นในอากาศคนของตระกูลมู่ที่อยู่ด้านหลังเขาทุกคนเริ่มขยับจากนั้นจึงมีพลังปราณถาโถมออกมาอย่างไม่ขาดสาย
หากปล่อยให้อีกฝ่ายเอาชนะตระกูลมู่ที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ได้คงไม่ต่างไปจากการตบหน้าพวกเขาฉาดใหญ่ฉะนั้นแล้วคนของตระกูลมู่จึงลงมือพร้อมกันอย่างไม่อาจอดทนได้
ตระกูลมู่วิชายุทธ์ที่พวกเขาฝึกฝนคือวิชาจุติมิดับสูญ ซึ่งเป็นวิชาที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก เวลานี้ฝ่ามือแห่งพลังปราณขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้นในอากาศดั่งเมฆฝนดำทมิฬก็ไม่ปาน
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งสีหน้าของหยางเถียนก็เปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ระวังตัวด้วย นี่คือวิชายุทธ์ของตระกูลมู่ซึ่งเป็นวิชาในระดับอักษรฮวง!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่หยางเถียนเอ่ยออกมาสีหน้าของมู่หลงบ่งบอกถึงความเดือดดาลมากมายยิ่งกว่าเดิมเขาระเบิดพลังปราณทั้งหมดที่มีออกมาจากร่างกายอย่างไม่ออมมือเงาร่างของคนทั้งห้าลอยขึ้นในอากาศ จากนั้นฝ่ามือขนาดใหญ่ก็พุ่งตรงมายังเมิ่งฝาน
การโจมตีในครั้งนี้นับว่าเป็นการใช้พลังปราณทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวคนของตระกูลมู่ที่เหลือทั้งห้าเพราะต้องการสังหารเมิ่งฝานให้สิ้นชีพลง!
“หัตถ์แห่งปราณตระกูลมู่!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นฝ่ามือขนาดยักษ์ในอากาศพลันดิ่งลงมาเบื้องล่างทว่าในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานกลับเงยหน้าขึ้นมองด้วยนัยน์ตาที่เฉยชา
ขณะเดียวกันก็วาดมือออกไปพลังปราณมากมายถาโถมออกมาผสานกันเป็นฝ่ามือลอยขึ้นไปปะทะกับอีกฝ่าย
“มหาหัตถ์สยบมาร!”
ใช้พลังสยบพลัง ทำการสยบในทันใด! ฝ่ามือใหญ่วาดออกไปฝ่ามือที่อยู่ในอากาศจึงมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าเดิม น่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิมเมื่อฝ่ามือปรากฏขึ้นก็ปะทะเข้ากับพลังฝ่ามือของตระกูลมู่ทันที
ตู้ ม!
ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณถาโถม ลมพายุรุนแรงพัดกรรโชกไปทั่วบริเวณในทันใดขณะเดียวกันพื้นก็แตกร้าวโดยมีพวกเขาเป็นศูนย์กลาง แม้รอบกายจะเป็นน้ำแข็งก็ยังมีรอยปรากฏขึ้นมาเป็นเส้นสายการปะทะกันของฝ่ามือขนาดยักษ์เมื่อครู่ทำให้ผู้คนทั้งหลายล้วนแต่ต้องตกตะลึงไปกับระลอกคลื่นแห่งพลังที่แผ่ซ่าน
ยามนี้แม้แต่ปีศาจสาวอย่างหยางเถียนก็ยังมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปก่อนที่ร่างบางอรชรนั้นจะล่าถอยไปโดยเร็วนางนึงไม่ถึงว่าเจ้าของร่างอันสูงโปร่งแต่ค่อนข้างบางอย่างเมิ่งฝานจะมีพลังอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ซ่อนอยู่ภายใน
เมื่ออยู่ภายใต้แรงสั่นสะเทือนของระลอกคลื่นทำให้มีเศษน้ำแข็งมากมายนับไม่ถ้วนพลันลอยกระจายในอากาศจากนั้นเงาร่างของคนจากตระกูลมู่ทั้งห้าคนพลันลอยกระเด็นออกไป
ปัง ปัง!
เสียงตกกระทบพื้นดังขึ้นมาติดๆ กันทั้งมู่หลงและคนอื่นๆ ต่างก็ถูกแรงปะทะทำให้เส้นแขนงปราณเสียหาย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือร่างกายของพวกเขายังอาบไปด้วยเลือด
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเมื่อปะทะกันผู้ที่ได้รับชัยชนะจะกลายเป็นเมิ่งฝานที่มากไปกว่านั้นคือเขาใช้เพียงฝ่ามือเดียว!
ผู้คนทั้งหลายล้วนแต่มองไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างพูดไม่ออกแม้ว่าตระกูลมู่จะเป็นตระกูลที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่ แต่ก็นับว่าเป็นตระกูลเก่าแก่และทรงพลังของอาณาจักรต้าก้าน
ทว่าเมิ่งฝานกลับเอาชนะไปได้อย่างไม่ปรานีซ้ำยังเป็นผู้ที่มีอายุไล่เลี่ยกับคนของตระกูลมู่อีกด้วย
บุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นใครกันเหตุใดจึงได้น่าสะพรึงดั่งปีศาจเช่นนี้
ผู้คนที่อยู่โดยรอบล้วนแต่เริ่มคาดเดาชาติกำเนิดของเมิ่งฝานในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้คงมีจอมยุทธ์เพียงไม่มากที่สามารถทำเช่นนี้ได้
เกรงว่าต่อให้เป็นเมิ่งอวี่หุนที่อยู่ณ ที่แห่งนี้ก็ยังต้องใช้พลังไม่น้อย
ขณะที่ผู้คนมากมายกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความตกตะลึงนั้นเมิ่งฝานก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเศษน้ำแข็งโดยที่เสื้อผ้าบนร่างไม่ได้เสียหายเลยแม้แต่น้อยเขาหันหลังกลับไปอย่างเฉยชาแล้วเอ่ยออกมาสั้นๆ
“อย่าได้หาเรื่องข้า!”
เมื่อเขาเอ่ยออกไปเช่นนั้นผู้คนทั้งหลายต่างสั่นสะท้านไปทั้งร่างจากนั้นไม่ว่าเมิ่งฝานจะเดินไปถึงที่ใดพวกเขาเหล่านั้นก็ล้วนแต่หลีกทางให้ทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้มีคนไม่น้อยที่คิดจะฉวยโอกาสหาประโยชน์ในยามชุลมุนแต่เมื่อเห็นเมิ่งฝานในยามนี้ความคิดดังกล่าวก็ดับสิ้นไปเพราะการที่จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งดังเช่นเมิ่งฝานไม่มาช่วงชิงพวกเขาก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เลวแล้วพวกเขาจะไปปล้นชิงเมิ่งฝานได้อย่างไร
หลังจากที่ผู้คนทั้งหลายหลีกทางให้เมิ่งฝานกับหยางเถียนก็เดินมายังจุดที่ค่อนข้างเงียบสงบเพื่อรอให้ภูเขาน้ำแข็งเปิดโดยผู้คนทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็รู้ดีว่าเมิ่งฝานจะต้องเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะได้สมบัติปราณประสานไปครอบครอง
นอกจากสายตาอันบ่งบอกถึงความตกตะลึงของผู้คนทั้งหลายแล้วนั้นผู้คนที่มีสีหน้าค่อนข้างย่ำแย่ก็คงไม่พ้นตระกูลเจียและตระกูลเมิ่ง
แม้ว่าสี่ตระกูลใหญ่จะมีการช่วงชิงซึ่งกันและกันแต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าอยู่ในส่วนยอดของพีระมิดแห่งอาณาจักรต้าก้านทว่าในขณะนี้ตระกูลมู่ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว ฉะนั้นสี่ตระกูลใหญ่อย่างพวกเขาจึงรู้สึกสั่นสะท้านไม่น้อย
ยามนี้สายตาของคนจากตระกูลเจียและตระกูลเมิ่งต่างมองไปยังเมิ่งฝานด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตรเท่าใดนักให้ความรู้สึกดั่งต้องการสู้ไม่น้อย!
ซึ่งในเวลานี้เองที่เมิ่งเฟยเอ๋อร์พลันยกมือขึ้นปิดปากนางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า “ถือว่ามีศักยภาพที่ไม่เลวแต่หากเทียบกับพี่ใหญ่อวี่หุนย่อมด้อยกว่าเป็นแน่ ...ทว่าเขากลับคล้ายกับใครบางคน!”
“ใครกัน?”
ข้างกายนางนั้นเมิ่งอวี่หุนหันมาแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
แม้จะยังไม่แน่ใจแต่เมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นว่า“ดูคล้ายกับ....ผู้ที่เอาชนะข้าในพื้นที่ราบจงยาง เมิ่งฝาน!”
เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาของเมิ่งอวี่หุนพลันเบิกโตทันทีเขามองไปยังทิศที่เมิ่งฝานอยู่ด้วยนัยน์ตาซึ่งแฝงไปด้วยจิตสังหารที่ดุดัน แม้ว่าเมิ่งฝานจะนั่งอยู่ที่ชายเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังดังกล่าว
เมิ่งฝานจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับมองไปยังยอดเขาทั้งสองสบตากันจากที่ไกลๆ และทำให้เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่อยู่บนยอดเขาสูงแม้ว่ายังไม่ได้อยู่ในขั้นปราณทะลวงแต่กลับให้ความรู้สึกดั่งสามารถควบคุมมิติทมิฬได้ก็ไม่ปานซึ่งมันก็คือ...ขั้นจวนปราณทะลวง!
จิตสังหารของอีกฝ่ายนั้นเยือกเย็นอย่างที่สุดทำให้เมิ่งฝานรู้สึกราวกับถูกสัตว์อสูรจับจ้องก็ไม่ปาน เขาพลันเกร็งไปทั้งร่างอีกทั้งเลือดลมในร่างกายก็ยังเดือดพล่านขึ้นเรื่อยๆ
เมิ่งอวี่หุนมองลงไปยังเมิ่งฝานที่อยู่ชายเขาจากนั้นพลันกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุขุมใจเย็น “ใช่แล้วอย่างไรไม่ใช่แล้วอย่างไรจะอย่างไรเสียก็เป็นเพียงมดตัวหนึ่งเท่านั้น...บางทีข้าไม่ทันได้เหยียบย่ำก็คงจะตายระหว่างทางไปเสียก่อนแล้ว!”