ไม่ใช่เพียงแค่พวกมันที่ตามหาสมบัติอันล้ำค่าชิ้นนี้ ทางด้านเจ้าภูแสนก็กำลังตามหาบางสิ่งจากในถ้ำด้วยเช่นกันเพราะสิ่งนี้อาจจะสำคัญต่อเมืองทั้งเมืองและชีวิตประชาชนในเมืองอย่างหาอะไรเทียบมิได้เลยและเหนืออื่นใด ต้องหาสมบัติชิ้นนั้นให้พบก่อนพวกหมอผีมนต์ดำให้ได้..ไม่อย่างนั้นภัยพิบัติจะมาถึงเมืองเชียงภูแสนและเมืองอื่นๆ แห่งแว่นแคว้นแดนเหนือนี้แน่นอน
ทุกคนเดินมุ่งหน้าเงียบๆแต่เมื่อผ่านมาได้เกือบห้าร้อยเมตรครึ่งทางที่จะถึงถ้ำ ก็ปรากฏว่ามีทองคำถึง 5 แท่งวางอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ส่องแสงอร่ามตาออร่าแห่งความมีมูลค่าเปล่งประกายราวกับจะเชิญชวนให้ผู้คนที่กำลังเดินผ่านเข้าไปหยิบมัน ซึ่งทางด้านหนานเมืองอินทร์ เจ้าภูแสน และชัยยันตร์ต่างก็เดาได้ทันทีว่าอลินตาจะต้องหยิบมันใส่ก๋วยแน่ๆ
ทว่า..อลินตากลับเดินผ่านราวกับมองไม่เห็นทองคำล้ำค่าห้าแท่งนั้นทำเอาทุกคนแปลกอกแปลกใจยิ่งนักในที่สุดชัยยันตร์ก็อดที่จะถามไม่ได้
“แม่หญิงไม่เห็นทองคำนั่นรึถึงได้เดินผ่านไปเฉยๆ” อลินตาตอบยิ้มๆ
“เห็นสิ...”
“อ้าว..” คราวนี้เป็นเจ้าภูแสนที่อุทานด้วยความแปลกใจ
“แล้วไม่เอาเหรอเห็นงกจนเกลือขึ้นตอนแรกนึกว่าจะถลาเข้าไปหยิบมันเสียอีก” อลินตาหยุดยืนแล้วหันกลับมามองทุกคนก่อนตอบหน้านิ่งๆ
“ไม่อ่ะ ทองคำพวกนั้นมันไม่ใช่ของฉันแล้วดวงของฉันถ้าจะได้เงินได้ทองก็ต้องเหนื่อยชนิดรากเลือด ถ้าเหงื่อไม่ออกต่างน้ำไม่มีวันได้เงินกับเค้าหรอกอีกอย่างในถ้ำนู่น..” หญิงสาวทำหน้าบุ้ยใบ้
“ก็มีทองคำเยอะกว่าตรงนี้อีกพ่อฉันเคยสอนว่าอะไรที่ได้มาง่ายๆ มันน่าสงสัยทั้งนั้นแหละแล้วทองคำพวกนี้ก็ไม่มีสัญญาจะให้ หรือว่าจ้างฉันอย่างเป็นทางการแสดงว่ามันไม่ใช่ของฉันฉันไม่เอาหรอก แต่ถ้าอะไรที่เป็นของฉัน หรือฉันควรจะได้รับรองฉันกัดไม่ปล่อยแน่นอน...” หนานเมืองอินทร์ได้ยินก็ยิ้มมันเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจอย่างที่สุด
เพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเนื้อแท้แล้วทายาทของเขาหาใช่คนละโมบโลภมากไม่อลินตาจะงกและหน้าเลือดก็เฉพาะสิ่งของที่เป็นของเธอเท่านั้นส่วนของของคนอื่นเธอจะไม่แตะต้องนี่ก็เท่ากับสำแดงให้เห็นแล้วว่าผู้หญิงคนนี้มีศีลธรรมประจำใจเต็มเปี่ยมทีเดียวไม่เฉพาะแต่หนานเมืองอินทร์ที่รู้สึกภูมิใจในตัวอลินตา
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เจ้าภูแสนรู้สึกประทับใจและชื่นชมผู้หญิงคนนี้จากใจจริงนอกจากจะมีจิตใจที่อาจหาญแกล้วกล้าแล้วยังเป็นคนที่จริงใจและจริงจังต่อความต้องการของตัวเองอย่างยิ่งยวดอีกด้วยนั่นบ่งบอกถึงความหนักแน่นในจิตใจของผู้หญิงคนนี้
“เจ้าทำถูกแล้วนั่น...ดูนั่น...” โหรหลวงหนานเมืองอินทร์พูดขึ้นพลางชี้มือไปที่มุมหนึ่งซึ่งเป็นมุมทึบมีต้นไม้สูงชะลูดขึ้นรกชัฏเต็มพื้นที่ ทุกคนหันมองไปตามมือของหนานเมืองอินทร์แล้วก็ต้องผวาไปตามๆ กัน เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือดวงตาสีแดงฉานหลายคู่กำลังมองจับจ้องมาที่กลุ่มของพวกตน
“ผีกองกอย!!”โหรหลวงจอมขมังเวทย์เอ่ยออกมาในที่สุด
“ทองคำพวกนั้นเป็นของผีกองกอยพวกมันมักจะหลอกล่อคนเดินป่าด้วยการเอาทรัพย์สมบัติมาวางไว้ตามทางคนไหนที่มีความโลภอยู่ในตัวก็จะเอาทรัพย์สมบัติที่ไม่ใช่ของตนติดตัวไปด้วยแต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการนำหายนะมาสู่ตัวเอง เพราะพวกผีกองกอยมันจะตามมาเอาสมบัติของมันคืนและสูบเลือดคนที่เอาของของมันไปด้วย..และถึงแม้ว่าจะกลับไปถึงบ้านเรือนของตนมันก็จะตามมาถึงเรือนเพื่อเอาสมบัติของมันกลับคืนในที่สุด..”ชัยยันตร์ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับขยับเข้าใกล้หนานเมืองอินทร์อย่างรวดเร็วและไม่หันกลับไปมองทองคำแท่งพวกนั้นอีกเลยนี่เองที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเอาไว้ว่าทรัพย์สินเงินทองของนอกกายมีพิษร้ายยิ่งกว่าอรสรพิษเสียอีก
ทางด้านอลินตาปรายตามองทองคำแท่งเหล่านั้นแล้วหันกลับมามองฝูงผีกองกอยด้วยแววตาครุ่นคิดก่อนจะเดินออกไปอย่างไม่สนใจในที่สุด เมื่อทุกคนเดินมาถึงปากถ้ำ ก็พบว่าถ้ำเงียบสนิทผิดสังเกตอลินตายืนนิ่งมองไปรอบบริเวณ พลางพูดเคร่งเครียด
“ระวัง!!!..”พูดยังไม่ทันขาดคำก็มีลมกรรโชกแรงโผทะยานออกจากถ้ำกระแทกร่างทุกคนกระเด็นกระดอนออกไปกันคนละทิศละทางอลินตาตั้งสติได้ก่อนก็รีบดีดตัวลุกขึ้นทันทีด้วยความคล่องแคล่ว ชัยยันตร์กอดก๋วยอลินตาไว้แน่นทำหน้าที่ดูแลก๋วยอย่างดี
จังหวะเดียวกันนั้นอลินตายืนอยู่ตรงทางเข้าปากถ้ำ ฉับพลัน..ตะปูตัวใหญ่หลายตัวก็ดาหน้าพุ่งเข้ามาอย่างมาดร้าย อลินตาที่รับรู้ได้ถึงอันตรายปู่หนานเมืองที่สัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัยทุกคนสะดุ้งสุดตัวเพราะบางสิ่งบางอย่างกำลังพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน
อลินตาที่ยืนอยู่ด้านหน้าของทุกคนด้วยสัญชาตญาณหญิงสาวก็ไม่รอช้า หันกลับไปแล้วกางแขนเพื่อปกป้องกลุ่มของตนเอาไว้แต่แล้ว..!
“ฉึก! ฉึก! ฉึก!”ตะปูแหลมคมหลายตัวลอยปะทะปักเข้าที่ร่างของอลินตาอย่างจังท่ามกลางสายตาที่สุดจะตกใจของเจ้าภูแสน หนานเมืองอินทร์ และชัยยันตร์ ชัยยันตร์นั้นถึงกับกอดก๋วยไว้แน่นราวกับไม่เชื่อว่าอลินตาจะถูกทำร้ายง่ายๆถึงเพียงนี้ เจ้าภูแสนสะอึกในลำคอ เพิ่งได้พบกันแท้ๆ ทำไมเป็นเช่นนี้ไปได้ขณะนั้นเอง
เจ้าภูแสนถลาเข้าไปจะพยุงอลินตาแต่แล้วเสียงวิ่งตึกตักก็ดังออกมาจากในถ้ำเจ้าภูแสนหันกลับไปมองภายในถ้ำด้วยสายตาที่โกรธจัด ตั้งท่าตั้งรับอย่างไม่กลัวเกรงหนานเมืองอินทร์ควักมีดสั้นออกจากย่าม ชัยยันตร์ที่ตอนนี้มีเพียงคบไฟในมือก็กระชับคบไฟพร้อมสู้ตายแต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ปล่อยให้ก๋วยของอลินตาหลุดออกจากมือ
และเมื่อเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากในถ้ำพากันดาหน้ามาจนถึงหน้าถ้ำ กลุ่มของเจ้าภูแสนก็พบว่ามันเป็นกลุ่มของชายฉกรรจ์ถึงเจ็ดคนที่มีดาบยาวพร้อมสู้วิ่งดาหน้ากันเข้ามาโดยที่อลินตาตอนนี้ได้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ริมฝีปากมีเลือดไหลซิบๆ
“นี่มันมนุษย์ไม่ใช่ภูตผีวิญญาณนี่” หนานเมืองอินทร์อุทานขึ้นด้วยความแปลกใจจุดมุ่งหมายของพวกมันหาใช่ใครอื่น แต่เป็นอลินตา 5 ใน 7คนวิ่งเตลิดมาต่อสู้กับเจ้าภูแสน หนานเมืองอินทร์ และชัยยันตร์ซึ่งทั้งหมดก็เข้าฟาดฟันกันอย่างสมชาติชายนักสู้
แต่มีเพียงชายร่างกำยำสองคนคนหนึ่งดูดุดันน่าเกรงขาม เดินนำชายอีกคน ที่เดินสะพายย่ามสีแดงเลือดหมูตามมาทางด้านหลังแต่หน้าเหี้ยมไม่ต่างกันสองคนเดินมุ่งมาทางอลินตาอย่างเอาเรื่อง ซึ่งอลินตาตอนนี้หมดสภาพสุดๆเพราะโดนตะปูอาคมเป็นสิบๆ ตัวทิ่มแทงเข้าที่ร่างกาย หญิงสาวทรุดนั่งคุกเข่าก้มหน้าด้วยความเจ็บปวด
เจ้าภูแสนต่อสู้อย่างห้าวหาญชายหนุ่มก้มตัวหลบดาบฝ่ายตรงข้ามก่อนจะสะบัดเท้าคล้ายท่าจระเข้ฟาดหางเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายอย่างแรงเป็นเหตุให้ดาบในมือของมันหลุดร่วงคู่ต่อสู้ถึงกับผงะหน้าซีดเพราะนอกจากจะมีฝีมือการต่อสู้ที่ร้ายกาจแล้ว มันก็รู้สึกได้ว่าผู้ชายคนนี้มีรัศมีแห่งบารมีที่น่าเกรงขามอยู่ไม่ใช่น้อยแต่ที่พวกมันไม่รู้คือเจ้าภูแสนซ่อนพลังงานพวกนั้นไว้อย่างมิดชิด!
เจ้าภูแสนช่วงชิงจังหวะทีเผลอกระโดดเตะเข้าที่ก้านคอของมันอีกครั้งก่อนที่คนร้ายจะเซถลาถอยกรูดเจ้าภูแสนเห็นดังนั้นไม่รอช้ารีบถลาเข้าไปหยิบดาบของพวกมันฟาดฟันกับพวกคนร้ายที่วิชาการต่อสู้ไม่ใช่ย่อยสู้ไปสายตาก็มองไปทางอลินตาด้วยความเป็นห่วงแต่ก็ยังหาช่องเข้าไปถึงตัวอลินตาไม่ได้...