ตอนที่112 ครอบครัวแท้จริง
รุ่งเช้าเสิ่นอี้และโซเฟียหิ้วกระเป๋าเดินทางใบโตไปนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวยังสนามบินนานาชาติบอสตันเขาโทรแจ้งกำหนดการใหม่ให้ลูกน้องทางจีนรับรู้ก่อนแล้ว โดยมีโอกาสได้สนทนากับแฟนสาวด้วยเขารู้สึกพอใจที่แฟนสาวมีความเข้มแข็งมากกว่าที่คิดไว้โดยสามารถปรับตัวให้กลับมาเข้มแข็งดังเดิม หลังจากผ่านเหตุร้ายในการถูกแฟนคลับลักพาตัวไปกักขัง
เสิ่นอี้ตัดสินใจบอกกล่าวเรื่องของโซเฟียให้กู้หลิงหลิงรับรู้ปรากฏว่ากู้หลิงหลิงสามารถยอมรับเรื่องการมีอยู่ของโซเฟียได้ โดยต้องการสนทนากับโซเฟียเป็นการส่วนตัวเมื่อเดินทางมาถึงจีนแล้ว
ครั้นเสิ่นอี้และโซเฟียเดินทางมาถึงจีนโดยมีลูกน้องครบทีมมายืนรอต้อนรับ หนึ่งในนั้นมีคนสำคัญของชายหนุ่มมายืนรออยู่ด้วยรอยยิ้มหวานอย่างมีความสุข
“สามีคุณกลับมาแล้ว ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน”
กู้หลิงหลิงโผเข้ากอดแฟนหนุ่มเมื่อเขาเดินลงมาจากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเธอคิดถึงเขามากมายจนไม่มีคำใดจะกล่าวออกมาอีกพลางร้องไห้ด้วยความยินดีและเป็นการปลดปล่อยความหวาดกลัวทั้งหลายที่เคยมีออกไป
“ผมอยู่นี่แล้วคนดี”เสิ่นอี้โอบกอดภรรยาคนแรกของตนด้วยความรักใคร่และห่วงใย
เขาจุมพิตเรือนผมเงางามของเธอพลางกอดเธอไว้แนบแน่นโดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่มายืนรอต้อนรับอยู่อย่างหนาตา
ซินดี้ปราดเข้าไปทักทายโซเฟียเพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศตึงเครียดในการพลอดรักของสองหนุ่มสาวว่า
“สวัสดีคะคุณโซเฟีย ฉันพูดอังกฤษไม่เก่งเท่าไรนะคะ อย่าถือสาฉันเลย”
ซินดี้รีบกล่าวออกตัวกับโซเฟียด้วยความกังวลใจเพราะกลัวว่าจะทำหน้าที่ดูแลเจ้านายหญิงอีกคนไม่ดีพอ จนทำให้เจ้านายไม่พอใจได้
โซเฟียกวาดตามองลูกน้องของแฟนหนุ่มพลางยิ้มละไมแล้วกล่าวตอบซินดี้อย่างผ่อนคลายว่า
“ไม่เป็นไรใช้ภาษามือก็ได้ ฉันกำลังเรียนรู้ภาษาจีนอยู่ พวกคุณสบายดีไหมคะ”
ประโยคสุดท้ายโซเฟียจงใจพูดออกมาเป็นภาษาจีนอย่างกระท่อนกระแท่นเพราะเพิ่งหัดเรียนรู้ได้ไม่นานกระนั้นซินดี้และอีกหลายคนต่างพากันตาโตเป็นประกายด้วยความยินดีเพราะรับรู้แล้วเจ้านายหญิงต่างชาติเป็นคนอัธยาศัยดีและมีน้ำใจต่อพวกตนเหมือนเจ้านายหนุ่มไม่ผิดเพี้ยน
“สบายดีค่ะขอบคุณมาก” ซินดี้รีบกล่าวตอบโซเฟียอย่างมีความสุข
ซินดี้ได้แต่หวังว่าเจ้านายหญิงทั้งสองคนจะเข้ากันได้ดีและไม่มีปัญหาต่อกันซึ่งจะช่วยทำให้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้านายหนุ่มเป็นไปด้วยดีและมีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย
ลูกน้องเสิ่นอี้คนอื่นต่างกล่าวตอบโซเฟียเป็นภาษาอังกฤษด้วยคำง่ายๆ อย่างยินดีเพราะรับรู้แล้วว่าเจ้านายคนสวยชาวต่างชาติให้ความเป็นกันเองและไม่ถือตัวทุกคนจึงพร้อมให้การช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มใจ
สักพักหนึ่งเสิ่นอี้และกู้หลิงหลิงผละออกจากอ้อมกอดของกันและกันชายหนุ่มจูงมือแฟนสาวไปหาโซเฟียที่ยืนสนทนาอยู่กับลูกน้อง เขาเรียกแฟนสาวอีกคนให้เผชิญหน้ากันโดยตรงว่า
“โซเฟียนี่กู้หลิงหลิง ภรรยาอีกคนของผม กู้หลิงหลิงครับ นี่โซเฟีย ภรรยาอีกคนของผม”
เสิ่นอี้บอกกล่าวทั้งคู่เป็นภาษาอังกฤษโดยหวังว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายแรงระหว่างสตรีที่ตนรักทั้งสองคนได้
อย่างไรก็ตามชายหนุ่มต้องลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อพบว่าหญิงสาวสองคนโผเข้ากอดทักทายกันอีกทั้งเขายังพบว่าความคิดของทั้งคู่เป็นไปในเชิงบวกจึงยิ้มกว้างอย่างมีความสุขแล้วตรงเข้าไปโอบกอดทั้งคู่ไว้ซ้ายขวาของตน
“ผมจะปล่อยให้พวกคุณคุยกันไปก่อนนะครับอากวาง พาฉันไปทำธุระหน่อย ส่วนที่เหลือให้พานายหญิงกลับบ้านไปก่อน ซินดี้ช่วยเรียกเล่าตงกับหวงฟาหลงมาหาหน่อยนะให้พวกเขามาหาที่บ้านพรุ่งนี้เช้าเลย”
เสิ่นอี้สั่งการซินดี้ให้ติดต่อเลขานุการเล่าตงผู้ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจในเครือมิราเคิลกรูปแทนตนได้เป็นอย่างดี จนไม่มีปัญหาใดซึ่งเขาแอบตรวจสอบในทางลับร่วมกับให้อินทรีดำช่วยตรวจสอบด้วย ปรากฏว่าชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์สามารถทำงานได้ดีจึงต้องการมอบรางวัลตอบแทนให้
สำหรับหวงฟาหลงผู้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งความสุข สามารถทำหน้าที่ได้เรียบร้อยเช่นกันจึงต้องการพบปะเพื่อตรวจสอบทัศนคติอีกครั้ง ก่อนมอบรางวัลใหญ่ให้
“ได้ค่ะเจ้านาย”ซินดี้รับคำสั่งจากเสิ่นอี้อย่างกระตือรือร้น
ในเวลานี้เสิ่นอี้ต้องการที่จะไปตามหาครอบครัวแท้จริงทว่าเขาไม่ต้องการให้มีลูกน้องตามไปด้วยหลายคนจึงเลือกเพียงสงกวางให้ทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาตนไปเพียงคนเดียว
“ครับเจ้านาย”สงกวางขานรับคำสั่งจากเสิ่นอี้ด้วยความยินดี
เขารอที่จะรับใช้เจ้านายหนุ่มอยู่ตลอดเวลาโดยที่ผ่านมาได้ช่วยเหลืองานกับซินดี้และงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย พลางรู้สึกดีที่ได้รับโอกาสให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและมีงานทำมั่นคงจากเจ้านายหนุ่ม
เมื่อเสิ่นอี้ขึ้นนั่งบนรถยนต์เบนท์ลีย์แล้วเขาตัดสินใจเปิดระบบโกลาหลขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากระงับการทำงานของมันชั่วคราวพลางใช้ความคิดเลือกเงื่อนไขอันสำคัญที่สุดในชีวิตของตนเองว่า
“รีเซ็ตระบบใหม่กลับไปสู่จุดเริ่มต้น เดี๋ยวนี้!”
วินาทีถัดมาพลันมีเสียงราบเรียบอันคุ้นเคยดังขึ้นตอบรับคำสั่งของเสิ่นอี้ว่า
“รับคำสั่งระบบโกลาหลกำลังทำการรีเซ็ตตัวเองใหม่ เริ่มทำงาน ณ บัดนี้!”
เสิ่นอี้มองเห็นแถบสีเข้มพร้อมตัวเลขในระบบโกลาหลกำลังเคลื่อนตัวในท่อสี่เหลี่ยมสีฟ้าจากซ้ายไปขวา พร้อมตัวเลขเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างใจจดจ่อ
พลันมีเสียงสงกวางสอบถามเจ้านายในสถานที่เป้าหมายที่จะเดินทางไปด้วยความอยากรู้ว่า
“เจ้านายครับจะให้ผมขับรถพาไปที่ไหนหรือครับ”
“เดี๋ยวฉันบอกนายพาฉันขับรถชมเมืองเสียหน่อย ไม่มีโอกาสได้ชมทิวทัศน์นานแล้ว”
เสิ่นอี้กล่าวตอบสงกวางด้วยความผ่อนคลายเขาใช้โอกาสในช่วงเวลาส่วนตัวเพื่อรับชมความสวยงามของเมืองหลวงไปพลางก่อนที่จะสั่งการลูกน้องให้นำตนไปยังสถานที่อยู่ของครอบครัวแท้จริงต่อไป
เมื่อระบบโกลาหลทำการรีเซ็ตเสร็จเรียบร้อยเสิ่นอี้ตรวจสอบข้อมูลในระบบอีกครั้งซึ่งเขาพบว่าทักษะทั้งหมด สมบัติที่ได้รับจากการเสี่ยงโชคและทรัพย์สินทั้งหลายยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยคือจำนวนภารกิจทว่ามีปุ่มให้เขาเลือกโผล่ขึ้นมาในกรอบสีฟ้าช่องที่สามแทน เป็นปุ่มที่ระบบโกลาหลเคยแจ้งก่อนหน้าแล้วแต่เขาจะยังไม่เลือกหนทางดำเนินชีวิตต่อไปในตอนนี้
เสิ่นอี้สั่งการระบบโกลาหลทันทีเมื่อเหลือบเห็นสถานะพร้อมรับคำสั่งโดยในตอนนี้เขากลายเป็นเจ้าของระบบโกลาหลโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่ทาสที่ต้องคอยรับฟังคำสั่งในการทำภารกิจต่างๆ อีก เขาจึงสั่งการให้ระบบทำการตรวจสอบค้นหาครอบครัวแท้จริงของตนทันทีว่า
“ระบบโกลาหล ค้นหาครอบครัวแท้จริงของฉันเดี๋ยวนี้!”
พลันมีเสียงตอบรับราบเรียบดังขึ้นมาว่า“รับคำสั่ง ระบบกำลังประมวลผล โปรดรอสักครู่”
ไม่กี่วินาทีต่อมาระบบโกลาหลดังขึ้นมาอีกรอบพร้อมบอกข้อมูลยาวเหยียดให้เจ้าของระบบรับรู้ว่า
“ตรวจสอบแล้วระบบโกลาหลพบว่า เจ้านายชื่อเสิ่นอี้ เกิดเมื่อวันที่หนึ่ง เดือนตุลาคมปีคริสต์ศักราชสองพัน บิดาชื่อเสิ่นจ้าน อายุสี่สิบห้าปี มารดาชื่อไป๋เจียอีอายุสี่สิบสี่ปี ทั้งคู่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อยี่สิบสองปีที่แล้วขณะขับรถยนต์ไปติดต่อลูกค้า ญาตินำร่างทั้งคู่ไปฝังไว้ที่สุสานทางเหนือของเมืองหลวงเจ้านายสามารถไปตามหาได้ที่นี่.......”
เสิ่นอี้นั่งนิ่งตัวแข็งทื่อทันใดเขาไม่คาดคิดว่าสุดท้ายแล้วตัวเขาจะเหลืออยู่คนเดียวเหมือนเดิมโดยพ่อแม่เป็นเพียงชาวบ้านที่ขยันขันแข็งจนสามารถสร้างฐานะขึ้นมาร่ำรวยระดับหนึ่งได้แต่เกิดปัญหาในการคลอดจึงทำการเปลี่ยนแปลงวันเกิดตนเองตามคำแนะนำของหลวงจีนชราเป็นเหตุให้วันเกิดตนมีความคลาดเคลื่อนไป
ประการสำคัญหลังจากพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้วไม่มีญาติคนใดรับเลี้ยงดูตนเองอีกต่อไป ทำให้เขาต้องไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เด็กในตอนนี้ชายหนุ่มเข้าใจที่มาของตนอย่างละเอียดแล้ว พลางรู้สึกเศร้าใจและหดหู่ยิ่งนัก
“อากวาง พาฉันไปสุสานที่นี่หน่อย”เสิ่นอี้แจ้งสถานที่อยู่ของสุสานแก่สงกวาง
ชายหนุ่มต้องการไปทำความเคารพสุสานของพ่อแม่และบูรณะให้ดีอย่างน้อยยังเป็นสิ่งที่เขาพอทำได้เพื่อความสบายใจ ทั้งนี้เขาไม่คิดให้ความช่วยเหลือญาติสักคนเพราะทุกคนล้วนทอดทิ้งเขาให้เติบโตจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยไม่คิดเลี้ยงดูเขาในฐานะญาติอีกคน
หนึ่งชั่วโมงต่อมาเสิ่นอี้มาถึงสุสานนอกเมืองหลวงเขาให้อินทรีดำช่วยค้นหาที่อยู่ของสุสานพ่อแม่ด้วยชื่อซึ่งรับรู้มาจากระบบโกลาหลเพราะไม่ต้องการเสียเวลาเดินค้นหาเอง เนื่องจากพื้นที่สุสานกว้างใหญ่เกินไป
สักพักหนึ่งอินทรีดำส่งภาพมาให้เจ้านายโดยตรงซึ่งเสิ่นอี้รีบวิ่งตรงไปยังตำแหน่งที่อยู่เพียงลำพัง โดยปล่อยให้ลูกน้องรออยู่กับรถยนต์เนื่องจากต้องการทำภารกิจอย่างเป็นส่วนตัว
เสิ่นอี้หยุดยืนอยู่ต่อหน้าเนินเขาเล็กๆ ในพื้นที่ด้านหลังของสุสาน พลางดวงตาแดงก่ำเมื่อเหลือบเห็นสภาพของป้ายหลุมศพที่เก่าแก่จนซีดหมองทว่ายังพออ่านได้ว่าเป็นป้ายชื่อหลุมศพของ เสิ่นจ้านและไป๋เจียอี ทั้งคู่ถูกฝังไว้เคียงข้างกันในวาระสุดท้าย
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าพลางโขกหัวคำนับเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ให้กำเนิดทันที
“พ่อครับแม่ครับ ผมเติบโตมาดีและมีความสุข ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีก ขึ้นสวรรค์กันได้แล้วนะครับ”
เสิ่นอี้กล่าวตอบแทนความรู้สึกของร่างเก่าที่ตายจากไปโดยคิดว่าผู้เป็นลูกชายแท้จริง อาจมีโอกาสได้พบกับพ่อแม่บนสวรรค์แล้วก็เป็นไปได้
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านและสนับสนุนไรต์สัปดาห์หน้าจะเป็นตอนยาวตอนเตียว(ติดเหรียญ)และเป็นตอนจบของเรื่องนี้แล้ว รบกวนฝากติดตามอ่านและให้กำลังใจขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงจ้า