บทที่ 27 เสียงจากห้องข้าง ๆ
เงินเดือนตอนนั้นก็น้อยนิดจนน่าใจหาย ไม่ถึงสามพันหยวนด้วยซ้ำ พอหักค่านั่นค่านี่ออกไป ก็แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ด้วยเหตุนี้ ผมเลยตัดสินใจไปเช่าตึกแถวชานเมืองอยู่
มันเป็นแฟลตเก่า ๆ สูงเก้าชั้นที่สภาพซอมซ่อสุด ๆ ชั้นหนึ่งมีสี่ห้อง มีลิฟต์คร่ำครึอยู่ตัวเดียว ส่วนเรื่องความปลอดภัยน่ะเหรอ... อย่าไปหวังเลยครับ เรียกว่าแย่เข้าขั้นเลวร้ายเลยล่ะ
แต่ข้อดีอย่างเดียวคือค่าเช่าถูกมาก เดือนละแค่สามร้อยหยวน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ผมพอจะจ่ายไหว ผมยอมควักกระเป๋าจ่ายรวดเดียวหนึ่งปี เพราะกลัวว่าอยู่ ๆ ไปแล้วเจ้าของบ้านจะมาขึ้นราคาเอาทีหลัง แต่หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ได้ไม่กี่วัน ผมก็เริ่มรู้สึกเสียใจ
เพราะผนังห้องมันบางจนเหมือนไม่มี การเก็บเสียงน่ะเหรอ... ห่วยแตกสิ้นดี!
ห้องข้าง ๆ ผมมีคู่รักวัยรุ่นคู่หนึ่งพักอยู่ พอถึงเวลาสักสองสามทุ่ม เสียง ‘กิจกรรม’ อันชวนสยิวของพวกเขาก็จะเริ่มดังขึ้น และมันมักจะลากยาวไปชั่วโมงสองชั่วโมงทุกคืน
สำหรับชายโสดอย่างผม บอกเลยว่ามันเป็นการรบกวนที่น่ารำคาญใจสุด ๆ
หลายครั้งที่ผมอยากจะเดินไปเคาะห้องเจรจาให้รู้เรื่องรู้ราว แต่สุดท้ายก็มานั่งคิดว่า เรามาอาศัยเขาอยู่ อะไรทนได้ก็ทนไปเถอะ ยึดคติ ‘รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี’ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ผมเลยเลือกที่จะเงียบไว้
ในเมื่อคนอื่นยังทนได้ แล้วทำไมผมจะทนไม่ได้ล่ะ?
แต่แล้ว... ความสงบสุขนั้นก็ถูกทำลายลงจนได้ วันนั้น เพื่อนเก่าสมัยเรียนโทรมาบอกว่าจะมาเยี่ยมที่บ้าน พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทไม่กี่คนของผมในรั้วมหาวิทยาลัย
ประกอบกับไม่ได้เจอกันมาครึ่งปีแล้ว ผมเองก็คิดถึงพวกเขามาก เลยตอบตกลงไปทันที ผมถึงขั้นยอมลางานช่วงบ่ายเพื่อไปจ่ายตลาด ซื้อพวกอาหารทะเลมาเตรียมทำกับข้าวรอเพื่อน
พอถึงเวลาหกโมงเย็นพวกเขาก็มาถึง รวมทั้งหมดห้าคน เป็นเพื่อนร่วมหอพักเดียวกันสมัยเรียน ความสัมพันธ์เรียกได้ว่าแน่นปึกสุด ๆ
แม้ห้องเช่าของผมจะทั้งเก่าทั้งโทรม เป็นเพียงห้องนอนเดียวห้องนั่งเล่นเดียว แต่พวกเขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไร เพราะทุกคนต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว
ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า ฝีมือการทำอาหารของผมเนี่ยไม่ธรรมดา สมัยเรียนเวลาไปออกค่ายหรือไปเที่ยวกัน ผมนี่แหละคือเชฟมือหนึ่งประจำกลุ่ม
เหล้าเข้าปากไปได้สักพัก บรรยากาศก็เริ่มคึกคัก ทุกคนต่างผลัดกันเล่าเรื่องตลกในที่ทำงานบ้าง บ่นด่าเจ้านายบ้างตามประสา
เวลาผ่านไปจู่ ๆ เสียงอันชวนให้ใจสั่นจากห้องข้าง ๆ ก็ดังขึ้นมาอีกจนได้! ผมจำได้แม่นว่าตอนนั้นคือเวลาสามทุ่มห้านาที เพราะ ‘เสี่ยวพ่าง’ เพื่อนผมมันจงใจก้มลงมองนาฬิกาพอดี
เสี่ยวพ่างแสยะยิ้มออกมาทันที “เชดดด พี่เซียว ร้ายไม่เบานะเนี่ย ห้องข้าง ๆ นี่เด็ดจริงว่ะ ตื่นเต้นน่าดูเลยดิ นี่เพิ่งสามทุ่มห้านาทีเองนะ เริ่มบรรเลงเพลงรักกันซะแล้วเหรอ?”
พอได้ยินคำนี้ ผมรู้สึกหน้าชาจนทำตัวไม่ถูก
“เรื่องแบบนี้มันน่าเอามาอวดที่ไหนกันล่ะ”
แต่ว่าพอผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาที เสียงผู้หญิงที่กำลังโหยหวนอย่างเคลิบเคลิ้มนั้นกลับหยุดกึกไปดื้อ ๆ โหวจื่อเพื่อนอีกคนหัวเราะเยาะ
“เหอะ ไอ้ผู้ชายห้องข้าง ๆ นี่ไม่ได้เรื่องเลยว่ะ ไม่ถึงครึ่งนาทีก็จอดซะแล้ว ยอมแพ้ไวชะมัด”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากขึ้นไปอีก แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก รีบยกแก้วเหล้าขึ้นมาชวนเปลี่ยนเรื่องคุยทันที แต่ผ่านไปเพียงสองนาที เสียงนั้นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง!
พวกเสี่ยวพ่างกับโหวจื่อยังคงคุยเล่นเรื่องนี้กันอย่างสนุกปาก แต่สำหรับผม คำพูดล้อเล่นเหล่านั้นมันเหมือนคำเสียดสีที่ทิ่มแทงใจ!
ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอกทันที ผมลุกพรวดขึ้นโดยไม่สนเสียงทัดทานของพวกเพื่อน ๆ เดินตรงดิ่งไปที่ห้องข้าง ๆ ทันที ผมยืนอยู่หน้าบานประตูไม้ที่ปิดสนิทนั่น หูได้ยินเสียงลมหายใจหอบกระเส่าที่ดังลอดออกมาอย่างต่อเนื่อง
จู่ ๆ ผมก็เกิดลังเลขึ้นมา... จะว่าไป ตอนนั้นผมก็ยังเป็นแค่เด็กจบใหม่ ประสบการณ์ชีวิตก็น้อยนิด เกิดคนในห้องนั้นเป็นพวกนักเลงร่างยักษ์ขึ้นมา ผมไม่โดนยำเละเหรอ
แต่สุดท้าย ความรำคาญก็ชนะความกลัว ผมรวบรวมความกล้าเคาะประตูไปดัง ๆ
“พี่ครับ! รบกวนเบาเสียงลงหน่อยได้ไหมครับ!”
ได้ผลแฮะ... คำพูดของผมทำให้คนข้างในเงียบกริบลงทันที ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
พอกลับเข้าห้องมา พวกเราก็นั่งดื่มกินกันต่ออย่างสนุกสนาน หลังจากนั้น ห้องข้าง ๆ ก็ไม่มีเสียงอะไรดังออกมาอีกเลย จนกระทั่งเวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง
พวกเสี่ยวพ่างเริ่มเมาได้ที่ จึงพากันขอตัวกลับ หลังจากผมเก็บกวาดจานชาม ถูพื้นเสร็จ ก็เป็นเวลาห้าทุ่มกว่า ๆ ผมอาบน้ำล้างตัวเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเปล่า ผมนอนพลิกไปพลิกมาอยู่นานก็ยังนอนไม่หลับ จนพอเริ่มเคลิ้ม ๆ จะเข้าสู่ห้วงนิทรา...
จู่ ๆ ก็มีลมเย็นยะเยือกวูบหนึ่ง พัดผ่านมาที่หลังคอของผม!
มันเป็นลมหนาวที่จู่ ๆ ก็พัดมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ร่างกายของผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว ความเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วร่าง ผมสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นมานั่งทันที!
ความรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งก้อนใหญ่มาวางแหมะอยู่บนคอ ทำเอาผมขนลุกชันไปทั้งหัว
จริง ๆ แล้ว ผมเป็นคนที่ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์และไม่เชื่อเรื่องลี้ลับเลยนะ แต่... สัมผัสเมื่อกี้มันสมจริงเกินไปจนน่ากลัว ผมอดไม่ได้ที่จะเริ่มคิดฟุ้งซ่าน
และในจังหวะที่ผมกำลังจะเอนตัวลงนอนอีกรอบนั่นเอง... ที่หน้าต่างห้อง กลับปรากฏเงาร่างของคนคนหนึ่งยืนตะคุ่มอยู่!
ห้องที่ผมอยู่มันชั้นสามนะ!
วินาทีที่เห็นเงานั้น คำว่า ‘โจร’ ก็ผุดขึ้นมาในสมองผมทันที!
“นั่นใครน่ะ! ”
ผมกระโดดลงจากเตียงแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง เงานั้นหายวับไปในทันตา
คราวนี้แหละ ผมหวาดกลัวของจริงแล้ว ถ้าเป็นโจรจริง ๆ ขอบอกเลยว่าลำพังตัวผมคนเดียวสู้ไม่ไหวแน่ ๆ ผมรีบเดินไปที่หน้าต่าง จัดการล็อคสลักทุกอย่างให้แน่นหนาที่สุด
ผมกลับมานอนบนเตียงด้วยความรู้สึกกระสับกระส่าย ความง่วงหายไปเป็นปลิดทิ้ง
ทั้งคืนนั้น... ผมแทบไม่ได้ข่มตาหลับเลย
เวลาผ่านไปอีกสองสามวัน
ทุกคืนตอนสามทุ่มกว่า ๆ ห้องข้าง ๆ ก็ยังคงมีเสียงเดิมดังออกมาไม่ขาดสาย
แต่ที่แปลกคือ... มีแค่ผมคนเดียวที่เดินไปเคาะห้องประท้วง ส่วนเพื่อนบ้านอีกสองห้องที่เหลือ กลับดูเหมือนจะชินชาหรือมีภูมิคุ้มกันเสียงพวกนี้ไปแล้ว
จนกระทั่งวันหนึ่ง... ผมตัดสินใจไปเคาะประตูห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องผม คนที่มาเปิดประตูเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขามีกลิ่นเหล้าโชยหึ่งออกมาจากตัว
ชายคนนั้นกวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพ่นคำด่าออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ไอ้หนู! เอ็งจะส่งเสียงดังอะไรนักหนาวะทั้งวันทั้งคืน?!”
พอได้ยินแบบนั้น ผมถึงกับอึ้งไปเลย
ผมเนี่ยนะส่งเสียงดัง? นี่มันใส่ร้ายกันชัด ๆ!
ผมรีบฝืนยิ้มแห้ง ๆ บอกเขาไป
“พี่ครับ ผมไม่ได้ส่งเสียงดังนะครับ”
ชายคนนั้นทำหน้ายักษ์ใส่ “ก็แกไม่ใช่เหรอ ที่มาเดินเคาะประตูห้องนั้นทุกคืนน่ะ?! ”
เหอะ ๆ ผมหัวเราะขื่น ๆ ในใจ จะมาโทษผมได้ยังไงล่ะ ก็ในเมื่อคู่รักห้องข้าง ๆ ผมมันทำตัวเกินงามขนาดนั้น
คิดได้ดังนั้น ผมเลยรีบเอ่ยขอโทษขอโพย
“พี่ครับ ผมก็ไม่อยากทำแบบนั้นหรอก แต่ประเด็นคือ คู่รักห้องข้าง ๆ ผมเนี่ยสิ พวกเขาเล่นส่งเสียงครางกันทั้งคืน ผมทนไม่ไหวจริง ๆ พี่ก็เข้าใจผมหน่อยนะครับ”
ทว่า... ทันทีที่ชายคนนั้นได้ฟังคำพูดของผม สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องเขม็งมาที่ผม... สายตาคู่นั้นมันเหมือนกับเขากำลังมองดู ‘สัตว์ประหลาด’ ตัวหนึ่งยังไงยังงั้น
การถูกจ้องมองแบบนั้นทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว และแล้ว ชายคนนั้นก็เอ่ยประโยคหนึ่งออกมา ประโยคที่ทำให้ผมถึงกับวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง...