"หากมิสามารถปลดผนึกคัมภีร์ม้วนนี้ได้นำพาออกไปก็มิมีประโยชน์อันใด เนื่องจากคัมภีร์ม้วนนี้โดนผนึกไว้ด้วยปราณราชันย์ตั้งแต่หลังจากบรรพชนผู้ก่อตั้งตระกูลมาจวบจนปัจจุบันนี้ในตระกูลเรามิมีผู้ใดที่สามารถปลดผนึกคัมภีร์ม้วนนี้ออกได้เลยแล้วเจ้าจะให้ใครเป็นผู้ปลดผนึกให้เพื่อจะเรียนรู้ภายในเจ็ดวันนี้เจ้าควรเปลี่ยนใจไปเลือกคัมภีร์ม้วนใหม่เถอะ"
กังหลงไม่อยากอธิบายและมิอยากจะบอกออกไปว่าตนมีความสามารถในการปลดผนึกนี้และหากแม้นสมมุติตนมิสามารถปลดผนึกได้นงคราญสุรางสวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะก็ยังสามารถปลดผนึกได้เช่นกันแต่ตนมิต้องการบ่งบอกเรื่องนี้แก่ผู้ใดให้เกิดการตระหนกจึงกล่าวว่า
"มิเป็นไรแม้มิอาจปลดผนึกได้ ข้าเพียงแค่อยากครอบครองมันไว้กับตัวนำไปดูเล่นสักเจ็ดวันเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันข้าก็จะนำม้วนคัมภีร์นี้มาคืนท่านผู้อาวุโสเอง"
ได้ยินกังหลงยืนกรานเช่นนั้นผู้อาวุโสที่ดูแลหอคัมภีร์ก็มิอาจทำอันใดได้ได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความรู้สึกเสียดายในสิทธิ์ของกังหลงที่มีโอกาสได้เข้ามาเลือกคัมภีร์ในหอแล้วแท้ ๆ แต่กลับมิได้ประโยชน์ใด ๆกับสิทธิ์นี้
ออกจากหอคัมภีร์กังหลงรีบกลับห้องพักของตัวเองทันทีเมื่อมาถึงเรือนพักได้เจอนงคราญสุรางสวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ หยางเสี่ยวเอ๋อร์และเยี่ยนฟางต่างยืนรอตนอยู่ทันทีที่กังหลงมาถึงเยี่ยนฟางกล่าวถามทันทีด้วยความอยากรู้
"พี่กังท่านเลือกวิชาฝีมือใดมารึไหนมาให้ข้าดูหน่อย .."
กังหลงยื่นม้วนคัมภีร์ที่เลือกมาส่งให้ทั้งสตรีทั้งสามดูเมื่อพบเห็นข้อความที่สลักไว้ "คัมภีร์วิญญาณเทวะ" ต่างฉงนเล็กน้อยแต่เมื่อเยี่ยนฟางตรวจสอบดูกลับพบว่าคัมภีร์ถูกผนึกไว้ด้วยพลังของปราณระดับราชันย์สีหน้าพลันซีดเผือดลง หันไปต่อว่ากังหลงเป็นการใหญ่จนนงคราญสุรางสวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะหยางเสี่ยวเอ๋อร์ต่างหัวเราะขึ้นมา
"พี่กังหลงพี่เป็นบ้าไปแล้วรึม้วนคัมภีร์นึ้ถูกผนึกไว้ด้วยปราณราชันย์ แล้วใครจะเปิดผนึกให้ท่านฝึกปรือได้ผู้ฝึกยุทธปราณราชันย์ใช่จะหากันได้ง่าย ๆ ที่ไหนพี่รีบนำกลับไปแลกเปลี่ยนคัมภีร์ม้วนใหม่มาเถอะ เลือกม้วนที่สามารถเปิดผนึกได้เองหากท่านเลือกเอาคัมภีร์ที่เปิดผนึกไม่ได้ก็เท่ากับไร้ประโยชน์และสูญเสียโอกาสอันล้ำค่าของการได้เข้าไปเลือกวิชาฝีมือในหอคัมภีร์เท่านั้นเองพี่รีบไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย.."
"อิ.อิ.."
"คิก..คิก.."
"พี่สาวทั้งสองหัวเราะอะไรกันไม่ห้ามปรามพี่กังหลงแล้วยังมาหัวเราะข้าอีก..คอยดูข้าจะไม่สนับสนุนพี่สาวทั้งสองอีกแล้ว..!!"
"......"
เยี่ยนฟางพูดอย่างแง่งอนจนสองสาวถึงกับสะอึกหน้าแดงระเรื่อ พูดออกมาอย่างเอียงอายพร้อมกัน
"พูดอะไรเหลวไหล..นี่แนะ..ๆ ..เจ้าไม่รู้จักพี่ชายของเจ้าเลยการเปิดม้วนคัมภีร์นี้ย่อมไม่มีปัญหาสำหรับเขาหากแม้นเขาเปิดไม่ได้พวกเราทั้งสองก็ย่อมเปิดให้เขาได้เจ้าไม่ต้องกังวลแม่สาวน้อยอิอิ.."
"พี่เหมี่ยวเซี๊ยะแสดงให้น้องเยี่ยนฟางดูหน่อย..จะได้หายกังวล"
หยางเสี่ยวเอ๋อร์พูดกับนงคราญสุรางค์สวรรค์อย่างแย้มยิ้ม
"จะดีหรือ ?"
นงคราญสุรางค์สวรรค์หมี่ยวเซี๊ยะกล่าว
"เอาน่าเร็วๆ..วูบเดียวมิเป็นไรหรอก และขณะนี้ในที่นี้มิมีใครนอกจากพวกเรา"
"พวกพี่จะแสดงอะไรกันรึ ?"
"พรึ่บ.."
"คว้างงง.."
หลังจากโดนคะยั้ยคะยอนงคราญสุรางค์สวรรค์หมี่ยวเซี๊ยะจึงแสดงปีกยุทธออกมาเมื่อปียุทธเปิดเผยพลังระดับราชันย์ก็ได้แผ่กระจายออกวูบหนึ่งเช่นกัน เยี่ยนฟางเมื่อได้เห็นและสัมผัสถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจและบ่นพึมพำออกมา
" โอ..ปีกยุทธ...พลังระดับราชันย์..ที่แท้เป็นเช่นนี้เองมิน่าพวกท่านถึงมิได้แปลกใจกับการเลือกของพี่กังเลย"
"ก็เจ้ามิได้ไตร่ตรองดูเลยสาวน้อย..พี่ชายเจ้าจะทำอะไรไร้สาระปานนั้นกันเล่าท่าทางเจ้าห่วงใยวุ่นวายกับพี่ชายเจ้ายิ่งกว่าภรรยาห่วงใยสามีเสียอีกระวังหากวุ่นวายจนพี่ชายเจ้ารำคาญ พี่ชายเจ้าอาจจะรักเอ็นดูเจ้าน้อยลงนะ..อิอิ.
"บ้า..พวกท่านพูดเหลวไหล."
เยี่ยนฟางบ่นออกมาด้วยสีหน้าที่เริ่มมีสีชมพูเข้มเนื่องจากความเอียงอาย
ชายหนุ่มแสร้งเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่สามสาวหยอกล้อกันเมื่อเห็นสามสาวหยอกล้อกันเป็นเวลาชั่วครู่แล้ว กังหลงจึงกล่าวขึ้น
"เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าๆ ที่จะมีการคัดเลือกตัวแทนระดับเมืองในช่วงเวลานี้ข้าจะออกไปฝึกปรือวิชาฝีมือเพิ่มเติมข้ามีสถานที่หนึ่งที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อพวกท่านทั้งสามมิทราบจะคิดเห็นเป็นอย่างไรกัน ใครตัดสินใจจะไปฝึกกับข้าบ้าง ? ข้าต้องการจะออกเดินทางทันทีหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการรับตำแหน่งผู้นำตระกูลของท่านพ่อ"
"ข้าจะไปฝึกด้วย..!!"
"ข้าจะไปฝึกด้วยเช่นกัน..!!"
"ข้าก็จะไปฝึกกับท่านพี่ด้วย..!!"
เมื่อเห็นทั้งสามสาวต้องการจะออกไปฝึกฝนด้วยกังหลงมองไปที่เยี่ยนฟางและหยางเสี่ยวเอ๋อร์พร้อมกล่าวขึ้น
"เยี่ยนฟางเจ้าต้องไปขออนุญาตท่านพ่อท่านแม่ก่อนส่วนแม่นางหยางเสี่ยวเอ๋อร์มิทราบต้องขออนุญาตจากท่านลุงหยางก่อนรึไม่ ?"
ด้านนงคราญสุรางสวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะกังหลงมิอาจกล่าวอันใดได้เนื่องจากนางยึดถือและอ้างคำของบรรพชนเป็นหลัก อย่างไรก็ต้องขอติดตามกังหลงทุกหนทุกแห่ง
หยางเสี่ยวเอ๋อร์ส่งหยกสื่อสารแจ้งผู้เป็นบิดาเรียบร้อยกังหลงและเยี่ยนฟางเข้าไปขออนุญาตกังหยางและฟางเหม่ย สำหรับกังหยางนั้นไม่ขัดข้องแต่ฟางเหม่ยเป็นห่วงเยี่ยนฟางจึงมิใคร่ยินยอมให้นางจากบ้านไปไกลหลายคนจึงช่วยกันเกลี้ยกล่อมยกเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ มาจนฟางเหม่ยจำต้องอนุญาตให้เยี่ยนฟางติดตามทั้งสามไปด้วยสร้างความดีใจแก่เยี่ยนฟางเป็นยิ่งนัก กังหลงกำหนดจะออกเดินในอีกสามวันหลังจากนี้
......................................................................................................................................
วันพิธีการรับตำแหน่งผู้นำตระกูลกังก็มาถึงงานถูกจัดขึ้นแบบเรียบง่าย แต่เนื่องด้วยกังหยางเป็นผู้มีอัธยาศัยดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น บรรดาผู้ที่นิยมชอบพอกังหยางเมื่อทราบข่าวต่างก็นำของขวัญมาแสดงความยินดีกันล้นหลามงานพิธีได้เริ่มขึ้นโดยผู้อาวุโสสูงสุด กล่าวเริ่มพิธี
"ในเวลาอันเป็นมงคลนี้เชิญกังหยางผู้เข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลกังรุ่นต่อไปอีกเป็นระยะเวลาสิบปีกราบไหว้บรรพชน"
"กราบไหว้บรรพชนครั้งที่หนึ่ง !! "
"กราบไหว้บรรพชนครั้งที่สอง !! "
"ช้าก่อน..!!"
ทันใดนั้นมีเสียงหยาบใหญ่ปานฟ้าร้องกล่าวขัดจังหวะการทำพิธีขึ้นสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ที่กำลังสนทนากันอย่างเบิกบานใจสะดุ้งกันไปตาม ๆ กันเมื่อทุกคนหันไปมองตามเสียงนี้กลับพบคนกลุ่มหนึ่งกำลังก้าวเข้ามายังห้องทำพีธีของตระกูลกังผู้มาเป็นบุรุษกลางคนจำนวนสามคน ผู้ที่เดินนำมามิใช่อื่นไกลทุกผู้คนต่างรู้จักเป็นอย่างดี "หม่าเทียนหลง" ผู้นำตระกูลหม่าพร้อมด้วยผู้คนที่ติดมาด้วยจำนวนสองคน
สองคนนี้ที่ติดตามผู้นำตระกูลหม่ามานับเป็นคนแปลกหน้าที่ทั้งหลายมิเคยเห็นมาก่อนครานี้ผู้ติดตามผู้นำตระกูลหม่ามากลับมิใช่ทั้งองค์รักษ์และผู้อาวุโสของตระกูล จึงสร้างความแปลกใจให้กับหลายคนที่เคยพบเจอผู้นำตระกูลหม่า ทั้งสามต่างเดินเข้ามาอย่างถือดีคล้ายมิเห็นใครอยู่ในสายตาการแสดงออกเช่นนี้สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้คนของตระกูลกังยิ่งนักผู้อาวุโสหนึ่งผู้อาวุโสของตระกูลกังที่มีอารมณ์ร้อนแรงผุดลุกขึ้นตวาดขึ้น
"หม่าเทียนหลงเจ้าและพวกต่างไม่ได้รับเชิญมิทราบอาศัยอะไรถึงมาแหกปากลั่นในพื้นที่ของตระกูลกัง..!!"