ณ สถานที่แห่งหนึ่งในอวกาศอันกว้างใหญ่ที่ซึ่งเป็เขตปกครองพิเศษของกองทัพอาร์ค ในใจกลางของเขตปกครองแห่งนั้นได้มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางของสถานที่แห่งนั้น สิ่งนั้นมีชื่อว่า เอริกา ดาวเคราะห์เทียมขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของดวงจันทร์ของโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาจากโลหะชนิดพิเศษที่มีความทนทานสูงที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งเกือบที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้
ภายในดวงดาวนั้นมีแรงดึงดูดกับชั้นบรรยากาศเทียมที่ถูกจำลองขึ้นมาให้เหมือนกับเป็ดวงดาวจริงๆและที่้ารอบๆของดวงดาวนั้นได้มีบาเรียอนุภาคที่มองไม่เห็นจำนวนมากครอบดวงดาวทั้งดวงเอาไว้เพื่อค่อยป้องกันอันตรายจากภายนอกที่อาจจะเข้ามาได้ทุกเมื่อ
ซึ่งสิ่งที่คอยให้พลังงานกับทั้งดวงดาวอยู่นั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า คอร์ มันเป็วัตถุทรงกลมขนาดพอๆกับลูกบอลที่สามารถผลิดพลังงานขึ้นมาเองได้แทบที่จะไม่สิ้นสุด โดยส่วนมากนั้นมักนิยมใช้เป็แหล่งพลังงานของยานพาหะนะต่างๆที่ใช้เดินทางในอวกาศและยังมักจะถูกใช้เป็แหน่งพลังงานของสถานีอวกาศต่างๆอีกด้วย ในส่วนของเอริกานั้นเป็คอร์ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็พิเศษสามารถให้พลังงานได้มากกว่าคอร์ปกติ ซึ่งคอร์ขนาดใหญ่นั้นได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้อยู่ที่ด้านในสุดที่ใจกลางของดาวเคราะห์เทียมแห่งนี้
ครืน~~~ ณ ที่้าของเอริกานั้นได้มีประตูมิติขนาดใหญ่ถูกเปิดออกมาแล้วมียานขนาดใหญ่พอๆกันกับประตูมิตินั้นพุ่งออกมาจากภายใน
“ที่นี่ยานหน่วยสเลเยอร์ขออนุญาตลงจอด”
“ที่นี่ท่าจอดยานแห่งเอริกาจะเริ่มทำการตรวจสอบรหัสโค้ดของยาน...ตรวจสอบเสร็จสิ้นอนุญาตให้ลงจอดที่ท่าจอดยานหมายเลข5ได้”
“ที่นี่ยานหน่วยสเลเยอร์ รับทราบแล้วจะเริ่มทำการลงจอด”
หลังจากที่พวกเขาได้รับอนุญาตบาเรียพลังงานอนุภาคส่วนหนึ่งที่ล้อมรอบเอริกาอยู่ได้ถูกเปิดออกมาให้มีขนาดกว้างมากกว่าขนาดของยานลำนั้นไม่มากนัก เมื่อบาเรียได้ถูกเปิดออกยานของหน่วยสเลเยอร์ก็ได้เข้าไปที่ด้านในนั้น พอพวกเขาได้ผ่านเข้ามาแล้วบาเรียที่ถูกเปิดอยู่ก็ได้ถูกปิดลงเช่นเดิม
ยานหน่วยสเลเยอร์ที่ผ่านบาเรียเข้ามาได้เคลื่อนที่ไปยังท่าจอดยานหมายเลข5ในทันที ยานที่ไปถึงได้ร่อนลงจอดไปที่ลานกว้างของท่าจอดยานหมายเลข5แห่งนั้น หลังจากที่ยานได้ลงจอดเรียบร้อยแล้วประตูของยานก็ได้ถูกเปิดออกยูโตะ,วีวแลนและลาน่าก็ได้เดินออกมาจากที่ด้านในนั้น
“เฮ้อ~ตัวข้าเกลียดที่นี่ชะมัดเลย!…อยากจะกลับเร็วๆซะแล้วสิ...”
“อย่ามาบ่นไปหน่อยเลยน่าก็นายทำตัวเองไม่ใช้เหรอ”
“นั่นสิโดนแค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ อย่าบ่นไปหน่อยเลยน่ายูโตะ!”
“ก็เข้าใจดีอยู่หรอก...แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ชอบที่นี่อยู่ดีนั่นแหละ”
“ฉันสงสัยมาตั้งนานแล้วล่ะ ทำไมนายถึงเกลียดที่นี่มากนักล่ะ”
“ก็ที่นี่มันปล่อมน่ะสิ ทั้งอากาศพื้นดินและผู้คนที่เดินผ่านไปมา ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันดูไม่จริงไปหมดเลยน่ะสิ”
“ก็พอจะเข้าใจเหตุผลอยู่หรอก แต่เพราะเื่แค่นี้เนี่ยนะที่เป็เหตุผลที่ตัวนายไม่อยากที่จะมาที่นี่น่ะ”
“ก็ส่วนหนึ่ง...แต่ว่าจริงๆแล้วก็มีอยู่อีกเื่หนึ่งล่ะนะ...”
“อีกเื่หนึ่ง? อะไรงั้นเหรอยูโตะ”
“ก็...แบบว่าที่นี่น่ะมีใยนั้นอยู่ด้วยน่ะสิ...”
“ใยนั่น?...หรือว่าจะเป็...”
“ใช้แล้วใยเด็กช่างนั่นแหละ...”
ในระหว่างที่พวกเขาทั้งสามคนกำลังพูดคุยกันในระหว่างที่เดินทางไปยังกองบัญชาการใหญ่ของเอริกาอยู่นั้นก็ได้มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกเขาแล้วมันก็กำลังใกล้เข้ามาเลื่อยๆด้วยความเร็ว
“รุ่นพี่~~~~~~~ยูโตะ!”
“เสียงนี่มัน! อย่าบอกนะว่า อ่า!...”
ยูโตะที่กำลังจะหันไปมองได้ถูกเ้าของเสียงนั้นที่วิ้งเข้ามาอย่างเร็วชนเข้าใส่จนทั้งสองคนนั้นล้มลงไปกองอยู่กับพื้น
“ยูโตะเป็อะไรรึป่าว?”
“ไม่เป็ไรหรอกแค่นี้เอง ให้ตายสิเธอน่ะเมื่อไหร่จะเลิกโผล่ออกมาแบบนี้สักทีล่ะเนี่ยอลิชา!”
ยูโตะที่นอนกองอยู่ที่บนพื้นได้เงยหน้ามองไปยังเธอคนนั้นที่กำลังนอนทับตัวเขาเอาไว้ด้วยร่างกายเล็กๆของเธอ
เธอนั้นมีนามว่าอลิชา ศิริธรเป็หญิงสาวชาวโลกที่ทำหน้าที่เป็ช่างเทคนิคอยู่ที่เอริกาแห่งนี้ เธอนั้นเป็หญิงสาวตัวน้อยที่มีขนาดตัวที่เล็กประมาณ160ซม.ผิวสีแทน มีผมสั้นสีดำที่มีแววตาที่ร่าเริงและในตาสีนํ้าตาลที่ส่องประกายสดใสออกมาเมื่อกระทบเข้ากับแสงไฟของซุมก่อสร้างที่ตั้งอยู่ข้างๆที่กำลังสาดส่องเข้ามาที่ตัวเธอราวกับว่าเป็สปอตไลท์ของเวทีที่กำลังทำการแสดงอยู่ไม่มีผิด
“แฮ่..แฮ่ ขอโทษด้วยค่ะรุ่นพี่ยูโตะ แต่ว่าหนูไม่ได้เจอกับรุ่นพี่มาตั้งนานแล้วก็เลยเผลอตัวไปหน่อยน่ะค่ะ”
“ให้ตายสิ นานงั้นเหรอ ถ้าจำไม่ผิดมันแค่ประมาณ3เดือนเองไม่ใช้เหรอ”
“แค่นั้นก็นานแล้วค่ะ แค่2-3วันก็เกินขีดจำกัดแล้วค่ะ!”
“เฮ้อ~จะยังไงก็ช่างเถอะ แต่ในตอนนี้น่ะเธอช่วยลุกออกไปก่อนได้มั้ยล่ะ”
“ไม่เอาค่ะ! หนูจะต้องเอาคืนในส่วนของ3เดือนที่ผ่านมาค่ะ”
อลิชาที่คิดแบบนั้นได้เข้ามาใกล้ๆกับยูโตะที่ตัวเธอนั้นนอนทับอยู่แล้วได้ใช้ใบหน้าซุกเข้าไปที่อกซ้ายของตัวเขาพร้อมกับหลับตาลงัักับไออุ่นของรุ่นพี่ที่เธอนั้นเคารพรักเป็อย่างมากด้วยใบหน้าที่เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ
(ความอบอุ่นของรุ่นพี่ที่ััได้จากร่างกายนี้ยังคงทำให้รู้สึกสบายใจเหมือนเดิมกับเมื่อในตอนนั้นไม่มีผิดเลยนะ….)
(...มะ...ไม่ไหวแล้ว ถ้ายังคงเป็แบบนี้ต่อไปมีหวังตัวข้าได้ทำอะไรไม่ดีกับใยรุ่นน้องคนนี้แน่เลย...ขอร้องล่ะช่วยลุกออกไปสักทีเถอะ...จะไม่ไหวอยู่แล้วเนี่ย...)
ก่อนที่จิตใจแห่งหมีของยูโตะจะตื่นขึ้นมา ลาน่าที่ยืนมองอยู่ที่ข้างๆนานแล้วก็ได้เข้ามาดึงตัวของอลิชาที่กำลังผ่อนคลายอยู่ให้ลอยขึ้นออกมาจากตัวของยูโตะที่กำลังจะคุมตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
“ปล่อยหนูนะคะคุณลาน่า หนูยังรับพลังจากรุ่นพี่มาไม่มากพอในส่วนของ 3 เดือนเลยนะ~~”
“เฮ้อ~เธอเนี่ยไม่ระวังตัวเองเอาซะเลยนะ ถ้ายังทำแบบนั้นต่อไปมีหวังเธอได้ถูกเ้าหมีตัวนี้จับกินเอาแน่ๆเลยนะ”
“ถึงจะเป็แบบนั้นก็ไม่เป็ไรค่ะ! ถ้าเป็รุ่นพี่แล้วล่ะก็ถึงจะโดนกินสักกี่ครั้งหนูก็ยินดีเลยค่ะ!”
“เธอเนี่ยนะ ยังเด็กอยู่แท้ๆเลยยังจะมาพูดแบบนั้นได้อีกหรอเนี่ย”
“ไม่เด็กแล้วค่ะ! หนูน่ะอายุ 18 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช้เด็กอีกแล้วค่ะ คุณลาน่าที่อายุมากแล้วจะดูไม่ออกก็ไม่แปลกหรอกค่ะ~”
“ว่าไงนะ! ฉันน่ะพึ่งจะอายุได้แค่20เองนะ! ยังไม่ได้อายุมากถึงขนาดนั้นสักหน่อย!”
“ไม่ค่ะ! แค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะเรียกได้ว่าอายุมากน่ะ จริงมั้ยล่ะคะรุ่นพี่ยูโตะ!”
“หึ! ไม่เป็แบบนั้นสักหน่อย จริงไหมล่ะยูโตะ!”
ทั้งสองคนได้หันไปหายูโตะที่นั่งอยู่ที่พื้น แต่พอพวกเขาทั้งสองหันไปยูโตะก็ไม่อยู่ที่ตรงนั้นแล้วเหลือเอาไว้เพียงแค่พื้นว่างๆเท่านั้น
“ยูโตะ! หายไปไหนน่ะ?”
“รู่นพี่! อยู่ที่ไหนกันคะ?”
“ถ้าเป็ยูโตะล่ะก็เห็นบอกว่าจะขอล่วงหน้าไปก่อนแล้วรีบวิ้งไปแล้วน่ะ”
วีวแลนที่กำลังมองดูรายระเอียดของการก่อสร้างที่ข้างๆอยู่ได้พูดขึ้นมาบอกให้ทั้งสองคนที่กำลังมองหายูโตะอยู่นั้นได้รับรู้
“งั้นก็หมายความว่าหนีไปอีกแล้วสินะ….ยูโตะ-----!”
ลาน่าที่พอได้รู้แบบนั้นได้ะโออกมาดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณด้วยความหงุดหงิด
ตัดมาที่อีกด้านหนึ่งไม่นานหลังจากนั้น
ณ ตึกกองบัญชาการใหญ่ของอาร์คที่สูงหลายสิบชั้น ยูโตะที่ได้เข้าไปหลบซ่อนตัวที่ด้านในนั้นได้ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ใช้ทางร่างกายแต่เป็ทางจิตใจ
“เฮ้อ~เกือบไปแล้ว ถ้าไม่ได้ลาน่าเข้ามาช่วยเอาไว้ก่อน ตัวข้าคงจะคุมสติของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แน่เลยนะ..."
(แต่จะว่าไปที่หลบหนีออกมาในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่แบบนี้มันจะไม่แย่เอางั้นเหรอ...หวังว่าคงจะไม่โดนโกรธใส่อีกหรอกนะ...พอลองมาคิดดูดีๆแล้ว…..ก็คงน่าจะโดนโกรธใส่อีกอยู่ดีนั่นแหละ…)
“เฮ้อ~ให้ตายสิ รีบไปที่ห้องประชุมก่อนที่พวกลาน่าจะไปถึงน่าจะตัวเลือกสุดท้ายที่ดีที่สุดแล้วล่ะนะ”
ยูโตะที่ได้ตัดสินใจแบบนั้นจึงได้มุ่งหน้าไปที่ห้องประชุมในทันที แต่ทว่าตัวเขานั้นก็ต้องหยุดลงเสียก่อนที่จะได้ก้าวเดินออกไป
“แต่จะว่าไปพวกเขาประชุมกันที่ห้องไหนกันล่ะ...ให้ตายสิดันลืมถามเื่สำคัญแบบนี้กับวีวแลนมาซะได้….ไม่มีทางเลือกแล้วคงจะต้องเดินหาเองซะแล้วสิ...”
“เออ...ขอโทษด้วยครับ”
“หือ?...”
ยูโตะที่กำลังล่นลานอยู่เพราะไม่รู้ว่าสถานที่ประชุมนั้นอยู่ที่ไหนได้ถูกใครบางคนพูดทันตัวเขาขึ้นมาจากทางด้านหลัง พอยูโตะได้ยินแบบนั้นตัวเขาจึงได้หันหลังกลับไปมองในทันที
ณ ที่ตรงนั้นตัวเขาได้เห็นชายหนุ่มรูปร่างมนุษย์ที่แต่งตัวด้วยชุดโค้ทยาวสีขาวที่ดูดีบ่งบอกให้รู้อย่างชัดเจนว่าเป็คนของกองทัพอาร์คไม่ผิดแน่ ตัวเขานั้นมีส่วนสูงน่าจะพอๆกันกับยูโตะที่ประมาณ185ซม. ไว้ผมยาวสีเงินที่มัดหางม้าที่กำลังโบกสะบัดไปมาอยู่เอาไว้ แววตาที่ดูมุ่งมั่นและจริงใจที่มาพร้อมกับในตาสีนํ้าเงินที่กำลังส่องสว่างเป็ประกายออกมาราวกับว่าเป็ประกายของดวงดาวบนฟากฟ้าไม่มีผิด
“ดูเหมือนว่าตัวคุณนั้นกำลังลำบากอยู่...ก็เลยอยากที่จะถามว่ามีอะไรพอที่จะให้ข้านั้นช่วยได้บ้างรึป่าวน่ะครับ...”
“อือ...จะว่าไปมันก็มีอยู่หรอกนะ พอดีไม่รู้ว่าห้องประชุมมันอยู่ที่ไหนน่ะ...”
“ห้องประชุม? คุณกำลังหมายถึงการประชุมครั้งใหญ่ที่เรียกตัวพวกหัวหน้ากับรองหัวหน้าหน่วยทั้ง5ให้มารวมตัวกัน การประชุมนั้นสินะครับ...”
“อือ!ใช้แล้วล่ะนั่นแหละ นายพอจะรู้มั้ยว่ามันอยู่ที่ไหนน่ะ”
“ครับแน่นอน ที่จริงแล้วข้านั้นก็กำลังที่จะไปที่นั่นอยู่พอดีเลยครับ ถ้าไม่รังเกียจแล้วล่ะก็ไปด้วยกันมั้ยล่ะครับ”
“อือ!แน่นอน ช่วยได้มากเลยล่ะ….แต่จะว่าไปนายคือ?....”
“อ๋อ จริงด้วยยังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะครับ ข้านั้นมีนามว่าลาโน่ ฮาฟิก้าหัวหน้าหน่วย มิราเคิล ฉายาผู้ใช้เวทย์มนต์แห่งอาร์คพ่อมดสีครามครับ ขอฝากตัวด้วยนะครับ แล้วท่างตัวคุณนั้นคือ?...”
“ตัวข้านั้นมีนามว่า ยูโตะ! อากิละ ยูโตะน่ะ ขอฝากตัวด้วยก็แล้วกัน”
พอลาโน่ได้ยินชื่อของยูโตะตัวเขาก็ได้หยุดคิดไปคู่นึงก่อนที่จะเริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยท่าทางที่ดูตื่นเต้นว่า
“งั้นตัวคุณก็คือผู้ที่ได้รับฉายาว่าอสูรสีเท่าแห่งอาร์คงั้นสินะครับ!”
ลาโน่ได้ยื่นมือเข้ามาจับมือของยูโตะเอาไว้ในทันที
“ข้านั้นเคยได้ยินเื่ราวของตัวคุณมามากมายเลยครับ พอได้มาเจอตัวจริงเข้าแบบนี้นั้นรู้สึกเป็เกียรติมากๆเลยครับ”
“งะ...งั้นเหรอ...”
(ก็ไม่รู้หรอกนะว่าไปได้ยินเื่อะไรเกี่ยวกับตัวข้ามา แต่คิดว่ามันน่าจะไม่ใช้เื่จริงแน่นอนเลย...แต่เื่นั้นจะเป็ยังไงก็ช่างมันเถอะ ที่สำคัญกว่านั้นผู้ใช้เวทย์มนต์งั้นเหรอ?...พึ่งจะเคยเห็นตัวจริงเป็ครั้งแรกเลย ชักอยากที่จะรู้แล้วสิว่าเวทย์มนต์นั้นมันเป็ของแบบไหนกัน...ลองถามดูหน่อยน่าจะดีแฮะ)
“จะว่าไปแล้วเวทย์มนต์เนี่ย...มันเป็ของแบบไหนกันงั้นเหรอ?”
“...คุณถามว่าเวทย์มนต์มันเป็ของแบบไหนกัน....งั้นเหรอครับ?...”
ลาโน่ที่จับมือของยูโตะอยู่นั้น จู่ๆก็ได้ทำหน้าจริงจังขึ้นมาแล้วจ้องเขม็งมองมาที่ตัวเขาอย่างไม่วางตา
“อือ...ก็ใช้อยู่หรอกนะ...แต่ถ้าบอกไม่ได้ก็ไม่เป็ไรหรอกนะ...”
“บอกไม่ได้งั้นเหรอ….อะไรกันเื่แบบนั้นน่ะ...มันก็ต้องบอกได้แน่นอนอยู่แล้วสิครับ!”
“ห๊ะ?...”
ลาโน่ที่จู่ๆก็ได้เปลี่ยนสีหน้าจากจริงจังไปเป็สีหน้าที่ดูเหมือนกับว่ากำลังดีใจนั้นได้ใช้มือของตนที่จับมือของยูโตะอยู่ในการลากตัวเขาไปยังที่แห่งหนึ่งในทันที
“ดะ...เดี๋ยวก่อนจะไปไหนน่ะ...”
“ไม่เห็นจะต้องถามเลยครับ ก็ไปยังสถานที่ที่สามารถนั่งคุยเื่เวทย์มนต์กันได้อย่างสงบสุขยังไงล่ะครับ! เอาล่ะไปกันเถอะครับ!”
“ละ...แล้วการประชุมล่ะ?...”
“เื่แบบนั้นช่างมันเถอะครับ! ในตอนนี้น่ะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการที่จะได้คุยเื่เวทย์มนต์กับตัวคุณต่างหากล่ะครับ”
“แต่เดี๋ยวก็ไปสายหรอก!”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ! จะสายก็ไม่สำคัญในตอนนี้นั้นเื่ที่สำคัญที่สุดก็คือเื่ของเวทย์มนต์ยังไงล่ะครับ!”
(ไม่เป็ไรที่ไหนกันล่ะ! ถ้าเกิดตัวข้าไปสายแล้วล่ะก็จะต้องโดนลาน่ากับวีวแลนบ่นใส่อีกแน่เลย แบบนั้นน่ะไม่เอาด้วยหรอกนะ! แต่จะหนีไปเลยก็...ไม่ได้! ตัวข้าที่ไม่รู้ทางไปที่ห้องประชุมสุดท้ายก็ต้องไปสายอยู่ดีนั่นแหละ ให้ตายสิทางเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้นั้นก็คงจะมีแค่ต้องนั่งทนฟังเื่เวทย์มนต์ที่เ้าหมอนี้จะเล่าให้ฟังจนจบก่อนถึงจะไปได้งั้นสินะ...)
“เฮ้อ~ให้ตายสิ ซวยจริงๆเลยนะวันนี้น่ะ~~~!”
ยูโตะที่ไม่มีทางเลือกนั้นจึงต้องจำใจเดินตามลาโน่ที่กำลังลากตัวเขาไปอย่างช่วยไม่ได้...