ซูหนี่นอนขี้เซาอยู่บนเตียงแม้แดดจะส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาผ่านม่านแต่สาวขี้เซายังไม่แม้แต่อยากลุกจากเตียงนุ่ม จนพี่ชายต้องเข้ามาปลุกให้ลุกออกไป
"หนีหนี่ ตื่นได้แล้ว ตื่น!!เ้าเด็กนี่จะตื่นสายไปถึงไหนกัน"
แม้ถูกพี่ชายดึงตัวให้ลุกแต่หญิงสาวยังคงต้านแรงดึงทิ้งตัวลงไปนอนกับเตียงนางเพียงอยากนอนฝันต่อเท่านั้น บุรุษสวมหน้ากากช่วยนางไว้เมื่อคืนยามนี้ฝังลึกเข้ามาในใจนางเสียแล้ว ในฝันนางกำลังจะได้เปิดหน้ากากของเขาออกแล้วเชียวแต่โชคร้ายที่มารดาเข้ามาปลุกเองเสียก่อนนางจำยอมต้องฝืนใจตื่น
"หนีหนี่เ้าจะตื่นดีๆหรือจะให้ข้ายกน้ำมาเรียก"
ทันทีที่ได้ยินเสียงมารดานางเปิดตากว้างลุกขึ้นอย่างกระทันหัน
"หวีผมให้เรียบร้อยท่านลุงหยางเฉินมาที่บ้าน เ้าจะเอาแต่ี้เีไม่ได้นะ"
"ท่านลุงมาทำไมไม่มีใครแจ้งข้าเลย"
"รีบแต่งตัวเร็วเข้า"
"รู้แล้วน่ะ"
ซูหนี่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเดินออกมาจากห้องบิดา มารดา พี่ชาย ท่านลุงหยางเฉินและลูกชายทั้งสองของเขาต่างก็จ้องมองมาที่ซูหนี่นางกำลังเดินเข้ามา ลุงหยางเฉินพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "หนีหนี่โตเป็สาวแล้วงามยิ่งนัก"
ซูหนี่ก้มลงไปทำความเคารพลุงแล้วเปล่งเสียงหวาน "คำนับท่านลุงขอบคุณท่านลุงที่ชม"
"หนีหนี่สองคนนี้คือลูกพี่ลูกน้องเ้ามู่เฉินและอี้เฉิน"
ซูหนี่หันไปคำนับหนึ่งที
หน้าตาของญาติผู้พี่ทั้งสองดูดีหล่อเหลาทั้งคู่แต่บุคลิกกลับแตกต่างกันสิ้นเชิง
"เอาล่ะในเมื่อมากันครบแล้วก็รีบกินข้าวเช้ากันเถอะ" บิดาของซูหนี่พูดขึ้นเพื่อเริ่มกินข้าวเช้าอาหารบนโต๊ะล้วนแต่เป็อาหารเลิศรสของที่นี่ทั้งนั้น
บิดาของซูหนี่พูดขึ้น "อีกเดี๋ยวให้ซูห่าวกับซูหนี่พาพวกเ้าไปดูโรงย้อมผ้าของพวกเรานะ"
หลังจากกินข้าวเสร็จซูหนี่กับซูห่าวนำทางมู่เฉินกับอี้เฉินออกไปดูโรงย้อมผ้าภายในโรงย้อมผ้าล้วนมีแต่ผ้ากับถังสีอีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอี้เฉินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม "โรงย้อมผ้าตระกูลซูเนี่ยหอมมากจริงๆนี่คงเป็เสน่ห์ของผ้าตระกูลซูสินะ"
ซูหนี่ที่ได้ยินคำชื่นชมยิ่งรู้สึกดีไปใหญ่จนรู้สึกว่าตัวเองเป็ที่น่านับถือ"แน่นอนอยู่แล้ว ผ้าตระกูลซูดูแลครอบคลุมไปทุกอย่างเลยนี่แหละที่พวกเรารวยเป็อันดับสองของกุ้ยหลิน" นางลำพองไม่พอหนำซ้ำยังเบ่งบารมี
รอยยิ้มสดใสเมื่อครู่ของซูหนี่ซึมลึกเข้ามาในใจของอี้เฉินทำให้คนหล่อที่ยืนมองพลอยยิ้มตามไปด้วย ส่วนมู่เฉินนั้นกลับรู้สึกว่าสตรีนางนี้ขี้โม้โอ้อวดไร้สาระ
เดินดูโรงย้อมผ้าเกือบครึ่งวันคนหนุ่มสาวทั้งสี่เริ่มหิวจึงตัดสินใจออกมากินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารเล็กๆข้างถนนซูหนี่รีบทำหน้าที่เ้าบ้านที่ดี วิ่งไปเช็ดเก้าอี้ให้อี้เฉินนั่ง
"มาพี่อี้นั่งตรงนี้นะข้าจะสั่งบะหมี่อายุยืนให้ ร้านนี้อยู่มาร้อยกว่าปีแล้วรสชาติดั้งเดิมอร่อยสุดๆ"
ทุกครั้งที่ซูหนี่พูดนางมักส่งยิ้มสดใสเสมอทำให้หัวใจคุณชายรูปงามอย่างอี้เฉินถูกนางมอมเมา
ทางด้านมู่เฉินกลับไม่ค่อยอยากเป็มิตรกับซูหนี่เท่าไรเขามองว่าสตรีนางนี้กะล่อนเกินไป อีกทั้งเมื่อคืนนี้นางน่าจะแสร้งตกน้ำเพื่อเรียกร้องความสนใจ
เถ้าแก่ยกบะหมี่อายุยืนสี่ชามเข้ามาถ้วยใหญ่ได้เยอะ อีกทั้งยังอร่อยมากด้วย อี้เฉินกินเข้าไปหนึ่งคำ"อื๊ม..อร่อยมากเลย"
"ข้าบอกแล้วว่าไม่ผิดหวัง"ซูหนี่พูดออกมารั้งท้าย
หลังจากกินบะหมี่เสร็จทั้งสี่คนเดินกลับจวนตระกูลซูซูหลงบิดาของซูหนี่กับซูห่าวกำลังนั่งจิบชาอยู่ในศาลาทักขึ้น "เด็กๆกลับมากันแล้วเหรอ"
"พวกเรากลับมากันแล้วค่ะท่านพ่อ"ซูหนี่ชิงตอบก่อนใคร ราวกับว่ากลัวใครจะแย่งนางพูด นางพูดจบมุ่งหน้าวิ่งเข้าไปหยิบขนมกุ้ยฮวาบนโต๊ะ ยัดขนมเข้าไปเต็มปากจนล้นออกมา สามหนุ่มที่มองอยู่ถึงกับขำนางเสียงดังแม้แต่มู่เฉินยังอดไม่ได้ที่จะขำ ความตะกละน่ารักน่าชังของนางทำให้หนุ่มๆตราตรึง
ตกเย็นซูหนี่นอนไม่หลับหิวตอนดึกจึงลุกขึ้นออกมาทำบะหมี่กิน ผ่านไปครู่ใหญ่ในครัวเกิดไฟไหม้จนคนในจวนแตกตื่นกันออกมาช่วยกันดับไฟ ยามนี้ไฟกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆซูหนี่ติดอยู่ด้านในได้แต่ะโร้องเรียกให้คนช่วย
"ช่วยด้วย!!ช่วยข้าด้วย!!"
เสียงร้องขอของนางทำให้พี่ห่าวปวดใจนักเขาจะวิ่งเข้าไปแต่ช้ากว่ามู่เฉินหลายก้าวมู่เฉินฝ่ากองเพลิงเข้าไปข้างในไม่สนใจชีวิต เรียกหานางจนเจอเจอตัวซูหนี่แล้วเขาอุ้มนางขึ้นมา พานางหนีออกมาจากกลุ่มควันดำซูหนี่มองใบหน้าหล่อตรงหน้า เขาคือวีรบุรุษที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้เศษไม้ที่ถูกเผาตกลงมาโดนแผ่นหลังของมู่เฉินเข้าเต็มๆ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยนางลงอุ้มนางออกมายังด้านนอกจนสำเร็จ ซูห่าวรีบรับน้องสาวจากมู่เฉินอย่างไว
"หนีหนี่!!หนีหนี่เ้าได้ยินพี่มั้ย" ยามนี้ซูหนี่สำลักควันจนสลบไปไม่ได้ยินเสียงอื่นใด
ห้องครัวทั้งหลังถูกไหม้จนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
รุ่งเช้าซูหนี่ยังคงหลับอยู่บนเตียง ข้างๆมีซูหลงผู้เป็บิดานั่งอยู่เขามองดูลูกสาวผู้โชคร้ายที่เกือบถูกไฟคลอกเมื่อคืน
ไม่นานด้านนอกเกิดเสียงวุ่นวายขึ้นเพื่อนบ้านของจวนซูวิ่งมาบอกว่าเมื่อคืนลมพัดแรงทำให้โรงย้อมผ้าพัง ซูหลงลุกขึ้นยืนมุ่งหน้าไปยังโรงย้อมผ้าโดยข้างหลังมีซูห่าววิ่งตามมาด้วย
สภาพของโรงย้อมผ้าพังจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมคงต้องใช้เวลาซ่อมอีกหลายวันลำพังตระกูลซูคงจะซ่อมได้ช้าซูหลงจึงขอตระกูลเฉินให้อยู่ต่ออีกหลายวันเพื่อช่วยซ่อมแซมโรงย้อมผ้า