“เธอ!” หวังอี้หมินทำได้เพียงกัดฟันกรอด ๆ เกลียดท่าทางกวน ๆ ของอีกฝ่ายเสียจริง
หยางลี่จวินก็อดรนทนไม่ไหว อยากจะดูยัยเด็กใหม่ตรงหน้าเสียหน้า
“หึ่ม มาแข่งกันเร็ว ๆ เถอะ จะได้ทำให้แม่นางนี่เลิกอวดดีซะที”
เขาไม่รอให้ใครคัดค้าน สั่งการอย่างรวดเร็ว
“เด็ก ๆ ไปจัดโต๊ะเตรียมแข่งขัน 1-1 ระหว่าง ดาร์กเดวิล (Darkdevil) กับ เธอ ๆ คนนั้นน่ะ ใช้ชื่อในเกมว่าอะไรหรอ”
(*Darkdevil ชื่อไอดีเกมของหวังอี้หมิน)
ฮารุไม่ได้ตอบอีกฝ่ายในทันที แต่กลับหันหน้าไปพูดกับไป๋จิ่นห้าวแทน
“ไป๋จิ่นห้าว ยืมไอดีนายแข่งหน่อยสิ”
คนที่เข้ามาดูเื่สนุกเอ่ยแย้งคำพูดของฮารุ
“ไม่ได้ กติกาต้องเอาไอดีตัวเองแข่งเท่านั้น”
เธอได้ยินแบบนั้น ก็ผงกศีรษะรับรู้
“อ่า ก็ได้ ข้าคือบรรพบุรุษของเ้า”
หยางลี่จวินถามกลับด้วยความฉงน
“อะไรนะ ใครคือบรรพบุรุษใครนะ พูดอีกทีซิ”
“ไอ้โง่เง่า ไอดีฉันชื่อ ‘ข้าคือบรรพบุรุษของเ้า’ โว้ย แค่นี้ยังต้องให้ขยายความ ตอนเกิดพระเ้าลืมใส่สมองให้นายหรือไง” ฮารุกลอกตาเบ้ปาก
หยางลี่จวินที่ปกติที่มีแต่คนลอบล้อมรุมเอาใจเขา มาวันนี้ถูกผู้หญิงรุ่นเดียวกันก่นด่าแบบไม่ใยดี ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของตระกูลเขา “ธ…เธอ เธอ!” ได้แต่อ้าปากค้างตื่นตะลึงกับคำพูดอีกฝ่าย
และมันช่างให้ความรู้สึกแปลกใหม่!
“อะไร เธออะไร เรียกอะไรนักหนา ติดอ่างก็ไปหาหมอรักษาสิ หรือจะให้ฉันคุณหนูผู้นี้แนะนำหมอให้ ฉันรู้จักกับหมอประเทศJ เก่ง ๆ เยอะเลยนะจะบอกนายให้น่ะ” เธอยังคงลอยหน้าลอยตาหาเื่อีกฝ่ายอย่างเกรงกลัว
ไม่รู้จักฮารุมือะเิปากกรรไกรซะแล้ว จะมาต่อปากต่อคำกับพี่เหรอ
ไปเรียนมาสัก 10 ปีก่อนเถอะไอ้น้อง
หยางลี่จวินได้แต่จ้องฮารุด้วยสายตาขุ่นเคือง เขาโมโหจนแทบกระอักเืตายอยู่แล้ว
‘ยัยผู้หญิงคนนี้ช่างกวนฝ่าเท้าคนอื่นได้เยี่ยมยอดจริง ๆ’ เขาแทบอยากจะเข้าไปหยุมหัวอีกฝ่ายอยู่รอมร่อ
ในเมื่อเขารู้ตัวเองว่าเถียงสู้อีกฝ่ายไม่ได้ จึงตัดบทกลบเกลื่อนพูดด้วยความโมโห “ใคร้ารักษากันไม่พูดกับเธอแล้ว!”
“ไม่คิดว่าลูกพี่จะกวนประสาทได้ขนาดนี้” ไป๋จิ่นห้าวพูดขึ้น นัยย์ตาเปร่งประกายเต็มไปด้วยความชื่นชอบลืมความเก่งมาดเท่ห์ของลูกพี่ตนเมื่อเช้าไปหมดจด
เฉียวปินปินพยักหน้าเห็นด้วยหงึก ๆ ก่อนจะยกนิ้วโป้งกดถูกใจให้ฮารุไปหนึ่งที
“กติกาเดิม แพ้ 2 ใน 3 เกมจ่าย พันหยวน แล้วต้องทำตามสิ่งที่อีกฝ่าย้า 1 ข้อ ทั้งสองคนยอมรับกติกานี้หรือไม่” เสียงของหยางลี่จวินพูดกติกาการแข่งขันขึ้นมากระทันหัน
“อืม” ฮารุตอบกลับคำเดียว ี้เีจะคุยกับพวกโง่เง่าแล้ว
แต่พวกโง่เง่าตรงหน้าก็ยังไม่ยอมเลิกรา…
“ถ้ายัยนี่ชนะได้ อย่าว่าแต่ข้อเดียวเลย เป็พันข้อคุณชายผู้นี้ก็ทำให้ได้ แต่ต้องชนะให้ได้จริง ๆ อะนะ” หวังอี้หมินพูดเย้ยหยันพลางหันไปเบ้ปากใส่ฮารุ
และเขาไม่รู้เลยว่าหลังจากคำพูดประโยคนี้ จะทำให้เขาเสียความภาคภูมิใจไปตลอด 1 เทอมเต็ม ๆ
ฮารุกลอกตาเบ้ปากตอกกลับไป
“ไม่เจียมตัวเลย ไอ้เด็กเมื่อวานซืน”
เดี๋ยว ๆ ได้ข่าวว่าคนในที่นี้อายุเท่ากันนะ
“เธอ..ว่าใครเด็ก ว่าใครไม่เจียมตัว ห๊าาา”
“จะมีใครล่ะ ก็แกไง ไอ้แมลงวันหัวเขียว อย่างแรกที่ฉันจะให้แกไปทำคือย้อมผมกลับไปสีธรรมชาติซะเห็นผมแกแล้วอดนึกถึงแมลงวันหัวเขียวไม่ได้เลยจริงเชียว รู้สึกeww (อี้วว) มาก ๆ ซอรี่~” ฮารุพูดพลางทำหน้ารังเกียจใส่หวังอี้หมิน
* (eww อี้วว ประมาณว่า ขยะแขยง)
หวังอี้หมินได้แต่ทำเสียงครางหึ่ม ๆ เขารู้แล้วว่าการโกรธจนอยากเข้าไปฉีกอีกฝ่ายเป็ชิ้น ๆ นั้นเป็ยังไง
“เหอะ! รอให้เธอชนะฉันให้ได้ก่อนเถอะ ค่อยมาสั่ง”
เสียงเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นก่อน ทำให้ทั้งสองคนที่กำลังปะทุอารมณ์กันอยู่เงียบลง
“เอาล่ะ ๆ โต๊ะเก้าอี้ยกมาแล้ว มาแข่งกันได้เลย จะได้รู้ว่าคนในคลับเราเก่งแค่ไหน จะให้ผู้หญิงคนนึงมาดูถูกไม่ได้”
“พูดได้ดี! เยี่ยมมาก เทาเทา” หวังอี้หมินเห็นว่ามีคนช่วยออกหน้า ทำให้อารมณ์โกรธลดลง จากนั้นก็ทำท่าอวดดีส่งสายตาเป็ต่อให้ฮารุ
ฮารุเอือมระอากับท่าทางอวดดีอย่างเด็ก ๆ ที่มีคนเข้าข้างแล้วรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็ต่อไม่ไหว
จึงหันหน้าหนีพลางก้าวเท้าเดินตรงไปโต๊ะที่ใช้ทำการแข่งขันเกม แล้วหย่อนก้นนั่งลงที่เก้าอี้ทันที
จากนั้นฮารุก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย ๆ
ขนาดเก้าอี้ยังเป็เก้าอี้เกมเมอร์รุ่นลิมิเตด นั่งแล้วสบายจริง ๆ ของแพง ๆ เนี่ย
ไอ้ลูกเศรษฐีพวกนี้จะรวยเกินไปหน่อยแล้วมั้ง!
“ใครจะเป็คนจับฉลากเลือกตำแหน่ง”
“ให้ยัยนั่นจับเถอะ” หวังอี้หมินบุ้ยปากไปทางฮารุ
“อ่า” คนถือโหลจับฉลากพยักหน้าแล้วก้าวเท้าเดินไปตรงโต๊ะฮารุ
ฮารุไม่ได้คัดค้าน ยื่นมือตัวเองลงไปในโหลแก้วแล้วจับกระดาษมั่ว ๆ ขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วส่งให้กับคนที่ถือโหลนั่น
“การแข่งขัน 1-1 ครั้งนี้ จะเป็การแข่งขันตำแหน่งไฟท์เตอร์” พอประกาศจบ เสียงในห้องก็ดังอื้ออึงขึ้นมาทันที
หวังอี้หมินได้ยินว่าเป็ตำแหน่งไฟท์เตอร์ก็ยิ้มร่า วันนี้ดวงเขาดีไม่หยอก
“ยัยเด็กใหม่นั่นโชคไม่ดีเอาซะเลย ไฟท์เตอร์นี่มันเมนอี้หมินเลยนะนั่น”
(*เมน มาจากคำว่า main เอาไว้ใช้เรียกดารานักร้องที่ชอบมากเป็พิเศษ และคนที่เล่นเกมยังเอามาใช้เรียกตำแหน่งที่ชอบเล่นเป็หลักด้วย)
“ใช่ ๆ คราวนี้คงได้โดนอี้หมินตบยับร้องไห้กลับบ้านหาแม่ไม่ทันแน่ ๆ”
“มาพนันกันมั้ยเล่า” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายดังขึ้นในกลุ่มฝูงชนนักเรียนชาย
“ไม่เอาหรอก หนิงเฟย ก็รู้อยู่แล้วว่าแข่งครั้งนี้ใครจะชนะ”
นักเรียนชายหน้าหวานผมสั้นเคียงบ่านามว่า ‘หนิงเฟย’ อดที่จะแสดงสีหน้าดูแคลนออกมาไม่ได้ ‘ไอ้พวกชอบมองคนที่ภายนอกเอ๊ย!’
“ฉันจะพนันข้างยัยเด็กใหม่นั่น ถ้าใครชนะ ต้องเป็ทาสรับใช้อีกฝ่าย 1 เดือน ว่าไง กล้าหรือเปล่าล่ะ” อีกฝ่ายได้ยินหนิงเฟยพูดขึ้นดังนั้น ก็เกิดลังเลขึ้นมา
หนิงเฟยพนันข้างยัยเด็กใหม่… ที่ทุกคนในที่นี้รู้ว่าไม่มีโอกาสชนะหวังอี้หมินได้เลย
อยู่ ๆ โชคก็หล่นทับตัว ใครจะปฏิเสธเล่านักเรียนที่หนิงเฟยท้าพนันคิดแบบนั้น จึงพยักหน้าตอบตกลง
นักเรียนชายคนนั้นรีบพูดขึ้น กลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจไม่พนันต่อ “อย่ากลับคำนะเว้ยหนิงเฟย พวกนายเป็พยานให้ฉันนะ ว่าหนิงเฟยท้าพนันข้างยัยเด็กใหม่ ส่วนฉันพนันข้างหวังอี้หมิน ถ้าฝ่ายไหนแพ้ ฝ่ายนั้นต้องเป็ทาสรับใช้ 1 เดือน ใครกลับคำเป็หมา”
ทุกคนในที่นี้ อดที่จะลอบมองด้วยแววตาสงสารเห็นใจให้หนิงเฟยไม่ได้ จากนั้นก็ส่ายหัวเบา ๆ ให้กับความดื้อด้านของอีกฝ่าย
เฮ้อ!
เป็การแข่งขันที่รู้อยู่แล้วว่าใครจะชนะ ก็ยังเกิดการพนันขันต่อขึ้นมาอีก
“ยอมแพ้ซะเถอะ อย่าแข่งให้ตัวเองขายหน้าไปมากกว่านี้เลย” จู่ ๆ หวังอี้หมินพูดขึ้นก่อนเริ่มการแข่งขันน้ำเสียงที่ใช้เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ยอมแพ้? ขายหน้ามากกว่านี้?”
ฮารุทวนคำพูดอีกฝ่ายที่ขัดหูตัวเอง จากนั้นก็พ่นวาจาร้ายกาจใส่อีกฝ่ายทันที “เหอะ! ช่างกล้าพูด คอยดูนะ ฉันจะตบแกให้ยับให้ลืมบรรพบุรุษตัวเอง แล้วเอาฉันขึ้นไปกราบไหว้เป็บรรพบุรุษแกแทน แกเชื่อไหมเล่า”
คำพูดคำจาเหิมเกริมของฮารุ ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
หยางลี่จวิน ไป๋จิ่นห้าว เฉียวปินปิน ได้ยินคำพูดของฮารุ ก็ได้แต่ตื่นตระหนกจนอ้าปากค้าง
‘ลูกพี่จะยกบรรพบุรุษคนอื่นขึ้นมาพูดแบบนี้ไม่ได้ โอยยย’ เขาไม่คิดเลยว่าลูกพี่ของตนจะมีนิสัยไม่รักตัวกลัวตายขนาดนี้
ขนาดจะเอาตัวเองขึ้นไปเป็บรรพบุรุษของอีกฝ่ายด้วย ช่างกล้าจริง ๆ เยี่ยมจริง ๆ เลย ถุยยย
ส่วนหวังอี้หมินโกรธจนแทบจะกระอักเืออกมาอยู่ร่อมร่อ
โว้ยยย เื่ต่อปากต่อคำ เขาสู้ยัยเด็กใหม่ไม่ได้จริง ๆ!
ได้แต่เก็บความเกรี้ยวกราดเปลี่ยนพลังเอาไว้ฆ่าอีกฝ่ายในเกมให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลย คอยดูเถอะ!
หยางลี่จวิน ได้สติขึ้นมาก็กระแอมไอเบา ๆ แล้วพูดขึ้น “มาเริ่มการแข่งขันกันเถอะ”