เมื่อถึงยามอู่สองเค่อ[1] จิ้นเหอก็ได้เตรียมอาหารที่ถูกนำมาส่งขึ้นโต๊ะเสวยอาหารนั้นดูเรียบง่ายไม่ได้หรูหรามากนัก หากเป็ตำหนักอื่นคงมีอาหารมากกว่านี้ ตอนนี้เขายังไม่ค่อยเข้าใจกับสถานภาพขององค์ชายสามจะว่าตกต่ำก็เหมือนไม่ใช่เสียทีเดียวเพราะอาภรณ์ที่สวมใส่ไม่ได้เก่าอีกทั้งเครื่องประดับตกแต่งภายในตำหนักก็ยังมีค่าเพียงแต่มันน้อยชิ้นและเรียบง่ายเท่านั้น
“ฝ่าาได้เวลาเสวยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นเหอเดินเข้าไปใกล้ร่างองค์ชายสามที่นั่งนิ่งอยู่ที่เดิมและท่าเดิมจากยามซื่อ ใบหน้าที่ปกปิดด้วยหน้ากากหันกลับมามองเขาก่อนจะลากเก้าอี้ซึ่งมีล้อไม้ไปยังโต๊ะเสวยที่ถูกจัดไว้ จึงเข้าไปช่วยเข็นรถเข็นอย่างระวังดวงตาหงส์คู่สวยมองมาที่เขาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองอาหารตรงหน้า
จิ้นเหอจัดโต๊ะให้องค์ชายเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มทดลองอาหารบนโต๊ะเสวยอย่างช้า ๆ เพราะร่างกายต้านพิษจากหมอปีศาจทำให้ต้องใช้กลิ่นพิสูจน์แทนใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านเลิกคิ้วขึ้นสูง เมื่อชิมหมาผ่อโต้วฝู่[2]ในจาน ก่อนจะเงยหน้ามององค์ชายตรงหน้าแต่เมื่อเห็นแววตาคมกริบที่สบตามาจึงคุกเข่ากราบกรานแล้วเอ่ยบอกเสียงร้อนรน
“ทูลฝ่าาข้าบาทสมควรตาย ที่นำกระยาหารที่มีพิษมาขึ้นโต๊ะเสวยให้พ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาคู่หงส์มองคนที่คุกเข่าหมอบกรานตัวสั่นระริกด้วยความแปลกใจเ้าตัวกินเข้าไปไม่เห็นเป็อะไรไยถึงบอกว่ามีพิษ หยางจินดึงปิ่นปักผมมาจุ่มอาหารที่ขันทีน้อยชิมไปเมื่อครู่ใบหน้าภายในใต้หน้ากากเย็นเยียบเมื่อปิ่นเปลี่ยนเป็สีดำ ดวงตาคมกริบมองขันทีคนใหม่อย่างพิจารณาร่างน้อยตรงหน้าไม่ได้เป็อะไร
“พิษอะไรพูดมา”
หยางจินเอ่ยถามเสียงเรียบเก็บปิ่นที่ตรวจจับพิษไว้ที่เดิมยกมือขึ้นสูงเพื่อไม่ให้อวี้เหินองครักษ์เงาที่อยู่คานไม้ลงมา
“ทูลฝ่าาข้าบาทไม่แน่ใจมันคล้ายพิษสลายกระดูกพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นเหอเอ่ยตอบเสียงสั่นความจริงเขารู้ว่ามันเป็ผงสลายกระดูกจริง ๆ แต่หากตอบไปอย่างมั่นใจเขาไม่ตกเป็ผู้ต้องสงสัยเองหรอกหรือว่าเหตุใดขันทีธรรมดาถึงมีความรู้ แค่ที่เอ่ยออกไปมันก็เปิดเผยความสามารถไปหลายส่วนแล้ว
“แล้วเ้ารู้สึกเช่นไร”
“ข้าบาท...”
จิ้นเหอฉายแววหนักใจไม่ว่าจะหาเหตุผลใดมากล่าวอ้างก็คงไม่สามารถหลีกหนีพ้น ดวงตาคู่หงส์ที่จ้องมาอย่างกดดันได้ นั่นทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็ครั้งแรก
“เปิ่นหวาง้าความจริงหากคิดจะรับใช้เปิ่นหวางจงรับใช้ด้วยหัวใจ หาไม่แล้วชีวิตของเ้าจะถูกทอดทิ้งให้หายไปจากวังหลวง”
น้ำเสียงเย็นนิ่งขององค์ชายเวลานี้ทำให้จิ้นเหอเงยหน้าสบพระพักตร์อีกครั้งก่อนจะหลุบตาลงเขาชั่งใจอยู่เป็เวลานาน “นายอยู่ข้าอยู่นายตายข้าตาย” แต่ตอนนี้ นายอยู่ข้าจะตาย!หากเขาไม่เอ่ยความจริง
“ทูลฝ่าาก่อนข้าบาทมาเป็ขันทีข้าบาทมีความรู้สมุนไพรและยาพิษอยู่บ้างนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
หยางจินมองขันทีน้อยด้วยสีหน้านิ่งเฉยทว่าเมื่อพิจารณาแล้วคงไม่ใช่มีความรู้นิดหน่อยอย่างที่เ้าตัวกล่าวอ้างหรอกกระมังเห็นทีร่างกายอาจต้านพิษได้ด้วยไม่เช่นนั้นกินยาพิษที่ร้ายแรงเป็อันดับต้น ๆจะนั่งหมอบกรานนิ่งเฉยได้อย่างไร เห็นทีเขาต้องมองขันทีน้อยผู้นี้ใหม่เสียแล้ว
“มีคนรู้ความสามารถเ้าหรือไม่”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะข้าบาทเพิ่งเข้าวังมาได้สามเดือนพ่ะย่ะค่ะ”
หยางจินพยักหน้าพอใจดวงตามองอาหารมื้อนี้ซึ่งก็เหมือนทุก ๆ วัน ไม่รู้ว่าพวกนั้นคิดจะสังหารเขาไปถึงเมื่อไรทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เป็แค่องค์ชายพิการซึ่งไม่ได้ขัดผลประโยชน์ของผู้ใด แต่พวกมันก็ยังไม่ละเว้นเห็นทีคงต้องสั่งสอนบ้างแล้วกระมัง พยัคฆ์อย่างไรก็ยังเป็พยัคฆ์จะเปลี่ยนเป็ลูกแมวได้อย่างไร
“ดีมากอย่าให้ใครรู้ความสามารถของเ้านอกจากเปิ่นหวาง”
จิ้นเหอเงยหน้ามองตามอย่างไม่เข้าใจก่อนจะก้มหน้าเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง
“ขอบพระทัยฝ่าาที่เมตตา”
จิ้นเหอมองใบหน้านิ่งเฉยขององค์ชายอย่างกังวลแม้จะเห็นแค่ดวงตากับริมฝีปากแต่ก็พอเดาออกว่าองค์ชายคงงดงามไม่ต่างจากองค์ชายองค์อื่นๆ แต่เมื่อเห็นอาหารที่เย็นชืดไปแล้วอีกทั้งมียาพิษทำให้เขารู้สึกกังวลเพราะองค์ชายยังไม่ได้เสวยอาหารกลางวันเลย
“ฝ่าาข้าบาทเห็นห้องครัวอยู่ทางปีกขวาของตำหนัก ทรงอนุญาตให้ข้าบาททำอาหารให้เสวยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หยางจินมองหน้าขันทีน้อยอย่างแปลกใจ
“เ้าทำอาหารเป็หรือ”
“พ่ะย่ะค่ะแม้จะทำได้เล็กน้อยแต่ก็มั่นได้ว่ามันไม่มียาพิษพ่ะย่ะค่ะ”
หยางจินมองขันทีน้อยด้วยสีหน้าเรียบเฉยแววตาล้ำลึกมุมปากยกยิ้มบางเห็นทีเขาคงได้เจอเพชรในตมเสียแล้วกระมัง หากนำมาขัดเกลาอีกเล็กน้อยก็คงจะใช้งานได้แต่ก่อนอื่นเขาต้องมั่นใจเสียก่อนว่าจิ้นเหอผู้นี้ไม่ใช่สายลับจากตำหนักไหนส่งมาก่อน
“อืมอวิ้นหลางไปหาวัตถุทำอาหารให้จิ้นเหอ ข้าจะรอทานอาหารถึงยามเว่ย[3]หากเกินกว่านี้ก็ทำเป็อาหารเย็นเลย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นเหอเหลือบมองเงาร่างตรงทางเข้าประตูอย่างกังวลอวิ้นหลางมีวรยุทธ์ขั้นสูงและยังมีอีกคนที่เขายังไม่เห็นหน้าอยู่บนคานไม้ในมุมสลัวภายในห้อง
“ข้าบาททูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
หยางจินพยักหน้ารับมองขันทีที่ลุกขึ้นถอยห่างออกไป จนในที่สุดภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบเช่นเดิม ทว่าดวงตาหงส์คู่สวยกลับมองตามเงาร่างที่หายไปอย่างไม่วางตา
“อวี้เหินสืบประวัติของเด็กนั่นและตอบแทนคนที่วางยาข้าให้เหมาะสม”
หยางจินยกยิ้มบางเมื่อเอ่ยประโยคว่า“เหมาะสม” ออกมา อวี้เหินพลิ้วกายหายไปทันทีที่จบคำสั่ง จึงเหลือแค่เขาคนเดียวเท่านั้นซึ่งยังนั่งนิ่งท่าเดิมไม่เปลี่ยนเขาเป็เช่นนี้มาหกปีแล้วจึงชินชาที่อยู่นิ่ง ๆทว่าหากเมื่อไรที่เขาขยับตัวคลื่นใต้น้ำคงไม่สงบเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป
[1]ยาม อู่ เท่ากับเวลา 11.00 น. จนถึง 12.59 น. สองเค่อเ ป็นคำระบุเวลาประมาณ30นาที ยามอู่สองเค่อจึงเท่ากับ 11.30 น.
[2]หมาผ่อโต้วฝู่ หรือเรียกอีกอย่างว่า เต้าหู้ผัดซอสเสฉวน
[3]ยามเว่ย เท่ากับเวลา 13.00 น. จนถึง 14.59 น.