ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    รีบหนีไปจากที่นี่

    “นี่นาย ทำแบบนี้ได้ยังไง...”

    จางฝูเทียนมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ

    เธอและสมาชิกทีมหมาป่าดำมาที่นี่ก็หลายครั้ง

    ผลก็อย่างที่รู้ไม่มีใครเลยที่สามารถผลักหินก้อนใหญ่ได้ แม้แต่ม๋าเข่อพ่อบุญธรรมที่แข็งแกร่งของเธอก็ตาม

    “แรงของ'มด'มันจะผลักได้ยังไง เธอว่าจริงไหมล่ะ” หลินอู๋เฉินหันหน้ามา หลังจากที่ผลักหินก้อนใหญ่ที่เป็นเหมือนประตูทางเข้าออกลงล็อกของมัน

    “มด...ฉันเนี่ยนะ” จางฝูเทียนรู้สึกโกรธ

    เธอถูกฝึกให้มีจิตใจเข้มแข็งเป็นทหารกล้าที่ผ่านศึกโหดร้ายมานับไม่ถ้วน ผู้ชายตัวใหญ่น้ำหนักตัวเยอะกว่าก็เคยฆ่ามาแล้ว แต่พอออกจากปากชายหนุ่มตรงหน้า ก็ไม่ต่างจาก'มด'

    เธออยากเดินเข้าไปอัดเขาให้รู้จักคำว่ากลัว แต่มู่เจาเจาและศาสตราจารย์เจิงรวมถึงกลุ่มทหารรับจ้างหมาป่าดำได้เดินเข้ามาเสียก่อน จึงต้องถอยหลังออกไป แต่ยังจ้องมองหลินอู๋เฉินตาไม่กระพริบ

    “ดูเหมือนว่าเธอจะเปิดได้จริงๆ นี่มันเยี่ยมมาก อาจารย์ไม่ขายหน้าแล้ว” มู่เจาเจาจับหน้าอกตัวเองแล้วถอนหายใจทีหนึ่ง เนื่องจากความสามารถของหลินอู๋เฉินหน้าชั้นเรียนได้เตะตาเธอ จึงชวนมาทำวิจัย ภายหลังเขาบอกว่าเปิดได้ ตอนนั้นแค่รับปากเพราะมองว่าเขาค่อนข้างฉลาดและมีประโยชน์ เก็บไว้ใกล้ตัวน่าจะดี

    แต่อย่างใดก็ตามคำโอ้อวดวันนั้นได้เป็นจริงแล้ว

    มันพลอยทำให้อาจารย์อย่างเธอกลายเป็นคนมีหน้าตาไปด้วย

    “ลงไปดูกันเถอะ” ศาสตราจารย์เจิงไม่แม้แต่ขอบคุณ เขาหันไปพูดกับม๋าเข่อซึ่งเป็นหัวหน้าทีมทหารรับจ้าง

    “เดี๋ยวผมนำ พวกคุณตาม พยายามเกาะกลุ่มกันไว้ห้ามเดินออกไปนอกแถวล่ะ” ม๋าเข่อเหลือบมองหลินอู๋เฉินทีหนึ่งแล้วพยักหน้าให้ จากนั้นหยิบเอาไฟฉายออกมาจากกระเป๋าลายพราง นำกลุ่มคนเดินเข้าไปในโพรงขนาดใหญ่

    ทีมถูกเตรียมตัวมาอย่างดี ทุกคนมีกระบอกไฟฉายคนละกระบอก ไม่เว้นแม้แต่มู่เจาเจา

    “อาจารย์ ใส่นี่ไว้ในกระเป๋า” ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปหลินอู๋เฉินได้หยิบบางอย่างออกมา

    มู่เจาเจาหยิบกระดาษสีเหลืองจากมือเขาขึ้นมาดู ใบหน้าปรากฏความรังเกียจ

    “อะไรเนี่ย กระดาษเช็ดก้นเหรอ หยี๋...สกปรก”

    เธอกำลังจะโยทิ้งแล้วเช็ดมือด้วยแอลกอฮอล์ แต่หลินอู๋เฉินเข้ามาจับมือแล้วห้ามไว้

    “อาจารย์มู่ ยันต์แผ่นนี้ไม่ใช่กระดาษเช็ดก้น มันคือของไว้ป้องกันตัวจากภัยอันตราย”

    “อะไรนะ...นี่พูดจริงเหรอ ยันต์แผ่นนี้คือเครื่องราง?”

    มู่เจาเจาทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ

    ในมือก็แค่แผ่นกระดาษสีเหลืองมีตัวอักษรสีแดงยึกยือ อ่านไม่ได้ศัพท์จับใจความไม่ถูก

    “ใช่ ฉันซื้อมาให้อาจารย์โดยเฉพาะเลยนะ ราคายันต์หนึ่งแผ่นไม่ใช่ถูกๆ เพราะงั้นเก็บไว้ให้ดีๆ ล่ะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    มู่เจาเจาสองจิตสองใจแต่สุดท้ายก็เก็บไว้ในกระเป๋า

    “ก็ได้ อาจารย์จะลองเก็บไว้ดู แต่ถ้าหากมันไม่ได้ผลละก็...”

    “อาจารย์จะทำไม หรือว่าจะจูบคืนก็ได้นะ ฉันไม่ถือ จะยอมเสียสละให้จูบทั้งตัวก็แล้วกัน”

    “คนบ้า! ไม่คุยด้วยแล้ว รีบตามพวกเขาเข้าไปในถ้ำเร็ว เดี๋ยวก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรอก”

    สองแก้มเธอแดงซ่านถึงใบหู นึกถึงเรื่องราวเมื่อคืนก็ยิ่งโกรธ กระทืบเท้าเขาทีหนึ่งแล้วส่องไฟฉายตามติดกลุ่มทหารรับจ้าง

    หลินอู๋เฉินหัวเราะมุมปาก เดินอยู่ด้านหลังเป็นคนสุดท้าย

    จากนั้นประตูหินค่อยๆ ปิดลง ความมืดในถ้ำและบรรยากาศเย็นเยียบพัดผ่านร่างกาย อาศัยแสงไฟดวงเล็กจากไฟฉายในมือ พวกเขาบรรจงย่างกรายไปด้านหน้าอย่างช้าๆ

    ศาสตราจารย์เจิงซุ่นซีไม่ได้สนใจเรื่องเมื่อคืนอีกต่อไป ตอนนี้เขาอยากจะสำรวจทุกอย่างของที่นี่จนใจจะขาด อยากจะรู้ว่าภายในถ้ำแห่งนี้ซ่อนความลับอะไรไว้ ทำไมกราฟมันถึงได้เคลื่อนไหวแบบนั้น ราวกับว่ามันมีชีวิตแน่ะ

    “ที่นี่เย็นมาก ทำไมถึงเป็นแบบนั้นนะ?” คังชิงจื่อที่เดินอยู่ตรงกลางกลุ่มทหารรับจ้างพึมพำ หล่อนถือไฟฉายหลอดเล็ก อีกมือหนึ่งถือสะมุดพกและปากกาไว้เขียนสิ่งที่พบเจอ

    “ไม่เห็นแปลก ที่มันเย็นแบนนี้ก็เพราะ...” แต่ก่อนที่เจิงซุ่นซีจะได้พูดจบ เขาก็พบว่าทางด้านหน้ามีรากไม้ขนาดใหญ่ขวางเส้นทาง ต้องลอดผ่านทางช่องเล็กๆ ด้านล่างด้วยการคลานเข้าไปถึงจะผ่านไปอีกด้านได้

    “เอาล่ะผมจะเข้าไปก่อน หลังจากนั้นพวกคุณค่อยตามไป”

    ม๋าเข่อผู้นำกลุ่มทหารรับจ้างก้มตัวลง หมอบคลานลงกับพื้นเพื่อผ่านช่องทางแคบๆ

    เมื่อเขาเข้าไปแล้วเจิงซุ่นซีก็ตะโกนถาม “หัวหน้าม๋า เป็นยังไงบ้างครับ ที่นั่นมีรากไม้เหมือนกันไหม”

    “ครับ ที่นี่มีรากไม้ขึ้นอยู่เต็มเลย เหมือนกับว่าพวกมัน...เดี๋ยวสินี่มันอะไรกันเนี่ย มันคือตัวบ้าอะไร!”

    “หัวหน้าม๋า เกิดอะไรขึ้น?”

    “รากไม้...รากไม้มัน...อ๊ากกก!”

    ม๋าเข่อที่อยู่อีกด้านร้องเจ็บปวดรวดร้าว พร้อมกับเสียงยิงปืนกลเบาที่ดังขึ้นติดต่อกัน

    กระทั่งเสียงยิงหยุดลงม๋าเข่อก็เงียบหายไป พร้อมกับกลิ่นโชยเลือดที่ลอยออกมาจากอีกด้านของรากไม้

    “พ่อ...” จางฝูเทียนต้องการคลานเข้าไปในช่องเล็กๆ ของรากไม้ที่ขวางทางเดิน

    ม๋าเข่อคือพ่อบุญธรรมที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นเธอจึงเป็นห่วงเขามากกว่าชีวิตของตัวเอง

    แต่ทันใดนั้นเองรากไม้ที่อยู่ข้างหน้าพลันขยับโยกไหว มันเคลื่อนตัวเข้ามาหาจางฝูเทียนด้วยความเร็วอันน่าสะพรึง

    กลุ่มทหารรับจ้างปฏิกิริยารวดเร็ว พวกเขายิงปืนใส่เจ้ารากไม้นั้นทันที

    หนึ่งในชายตัวโตขยับตัวเข้ามาดึงจางฝูเทียนออกไป

    “เห้ยเห้ยเห้ย นี่มันสุดยอดเลยนี่นา เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ต้นไม้มีชีวิตล่ะ!” เจิงซุ่นซีไม่สนใจการตายของม๋าเข่อ ในฐานะศาสตราจารย์ที่พรั่นเพียรเรียนมาอย่างหนัก ค้นคว้าแล้วค้นคว้าอีก ในที่สุดโอกาสที่เขาจะได้ฉายแสงก็มาถึงแล้ว

    “ศาสตราจารย์เจิงถอยออกมาก่อนครับ มันอันตราย” หนึ่งในทหารร้องบอก

    “มันไม่อันตรายหรอกครับ สิ่งมีชีวิตประเภทนี้แค่สัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม ถ้าหากคุณลดอาวุธลง รับรองว่ามันจะไม่ทำร้ายคุณ” เจิงซุ่นซีแนะนำด้วยรอยยิ้ม

    “คุณมันบ้าไปแล้ว เห็นอยู่ว่ามันโจมตีเรา พ่อของฉันที่อยู่อีกฟากไม่รู้ว่ารอดชีวิตหรือเปล่า แต่คุณกลับให้เราลดอาวุธลงเนี่ยนะ!” จางฝูเทียนคำรามเสียงแหลม

    “นั่นได้แต่โทษว่าเขาโชคร้าย แต่มันก็นับเป็นเกียรติไม่ใช่เหรอครับ”

    “อะไรนะ...”

    “เป็นเกียรติไงครับ ม๋าเข่อตายเพื่อการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะทหารรับจ้างที่ไม่มีใครเหลียวแล ผมว่าเขาน่าจะดีใจนะ”

    “ไอ้ระยำเอ้ย!” จางฝูเทียนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า กล้าพูดถึงพ่อบุญธรรมแบบนั้นได้ยังไง

    เธอโกรธจนต้องการฆ่าเจิงซุ่นซีด้วยมือของตัวเอง

    รากไม้เริ่มขยับอีกครั้ง

    คราวนี้มันก่อตัวขึ้นมาไม่ได้โจมตีด้วยรากไม้แบบคราวแรก แต่กลายเป็นรากไม้ที่มีรูปร่างเหมือนกับมนุษย์ทุกประการ

    “วิเศษมาก ดูเหมือนว่ามันกำลังวิวัฒนาการ มันเรียนรู้จากพวกเรา...”

    เจิงซุ่นซีดวงตาเป็นประกายจ้า ต้องการเข้าไปสัมผัสร่างกายของมนุษย์รากไม้ตรงหน้า แต่อนิจจามันได้เคลื่อนไหว ยื่นมือที่เหมือนกับใบมีดแหลมผ่าร่างกายของเขาแยกครึ่ง

    คังชิงจื่อกรี๊ดสนั่น เธอกลัวจนเผลอทำไฟฉายหล่นลงพื้น

    ในสภาพดังกล่าวมนุษย์รากไม้เริ่มเคลื่อนไหว พวกมันวิ่งเข้ามาด้วยเส้นทางในถ้ำที่ค่อนข้างคับแคบ โจมตีด้วยรากไม้จากส่วนต่างๆ ของร่างกาย

    อาวุธปืนที่อยู่ในมือทหารรับจ้างเริ่มยิงกราด สะเก็ดไฟสาดทั่วทางเดินเส้นเล็กจนเกิดแสงพร่ามัว มนุษย์รากไม้ไม่สะทกสะท้าน มันกรูกันเข้ามาแล้วใช้รากของมันคร่าชีวิตของทหารรับจ้างไปทีละคนสองคน

    คิงชิงจื่อที่อยู่ในกลุ่มทหารรับจ้างเสียชีวิต สภาพศพเละเทะเหมือนถูกสับเป็นร้อยชิ้น

    จางฝูเทียนกราดยิง ถอยร่นจนมาถึงคนด้านหลังสองคน

    รากไม้แต่ละเส้นที่อยู่บนร่างกายของมนุษย์รากไม้โจมตีด้วยการเหวี่ยงลงมาเหมือนใบมีด

    มู่เจาเจากรีดร้องพร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมา แต่เมื่อรากไม้โจมตีถึงร่างกายของเธอก็เกิดม่านพลังบางอย่างคุ้มกาย มันป้องกันการโจมตีเมื่อครู่ เธอรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด

    “เกิดอะไรขึ้น...หรือว่าจะเป็นเพราะยันต์ใบนี้...”

    มู่เจาเจากลัวเกินกว่าที่จะขยับ มองเห็นยันต์สีเหลืองที่กำลังส่องแสงพร่างพราวจากกระเป๋าจนต้องหยิบออกมาดู

    “มาหลบข้างหลัง!”

    หลินอู๋เฉินดึงเธอมาไว้ด้านหลัง นิ้วของเขาโป่งพองเหมือนกับมีเลือดคลั่งอยู่ภายในนั้น มู่เจาเจาอยากจะดึงเขากลับมาทว่าวินาทีถัดมาเธอมองเห็นแสงสว่างจ้าสีฟ้าจากนิ้วชี้พุ่งออกไป ทำลายร่างกายของมนุษย์รากไม้จนเป็นรูโหว่

    ตอนนี้หลินอู๋เฉินอยู่ในขั้นกลางของทะเลวิญญาณแล้ว พลังจึงมากกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับตระกูลเย่

    ดังนั้นดรรชนีไร้วิญญาณจึงเปล่งแสงสว่างของพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์

    มนุษย์รากไม้ถูกทำลายไปก็จริง แต่ไม่นานร่างกายก็กลับมาเหมือนเดิม และนอกจากนั้นพวกมันยังมีจำนวนมาก

    หลินอู๋เฉินใช้ดรรชนีไปหลายครั้ง แต่มันกลับเปล่าประโยชน์

    มนุษย์รากไม้ผสานร่างกายแล้วเข้าจู่โจมไม่หยุดหย่อน จำนวนพวกมันเหมือนกับมดในรังนับร้อยนับพัน

    ชายหนุ่มตบที่ข้างเอว ถุงต่างมิติพลันปล่อยยันต์ใบหนึ่งที่เป็นสีแดงลอยไปข้างหน้ามนุษย์รากไม้

    “ระเบิด!” หลินอู๋เฉินตะโกนเสียงดัง พริบตาเปลวไฟก็สว่างไสวจากยันต์สีแดง คร่าชีวิตของมนุษย์รากไม้นับสิบตัว