Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 369 หญ้าเวทมนตร์

หญ้าเวทมนตร์

 

            ค่ำคืนนั้นเป็นค่ำคืนที่มิโดริหลับสนิทที่สุดในรอบปี หรืออาจจะบอกว่าเป็นค่ำคืนที่เธอหลับสนิทที่สุดหลังจากที่เธอให้กำเนิดลูกสาวและเก็บซ่อนความหวาดกลัวเอาไว้ในใจ

            ความหวาดกลัวที่เธอมีอยู่นั้น ไม่ได้เพิ่งจะมีขึ้นหลังจากตอนที่ความลับของเธอถูกตัวแทนเผ่าภูตพฤกษาค้นพบแต่อย่างใด แต่มันมีมาตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจที่จะให้กำเนิดลูกสาวในดันเจี้ยนแล้ว

            นับจากวันนั้นเธอก็หวาดกลัวมาตลอด กลัวว่าสักวันหนึ่งความลับนี้จะถูกเปิดเผย กลัวว่ากัสจะโกรธและเกลียดเธอ กลัวว่าเธอจะถูกทอดทิ้ง

            นับจากวันนั้นนอกจากวันที่เธอได้รับความรักความเอ็นดูจากกัสและมีเขานอนอยู่ข้างกายแล้ว มิโดริก็ไม่ได้หลับอย่างสนิทเลยสักครั้ง

            หากไม่ใช่ว่าเธอคือเผ่าภูตพฤกษาที่สามารถพักผ่อนร่างกายและจิตใจด้วยการหยั่งรากลงสู่พื้นดินแล้วละก็ เธอคงจะล้มป่วยไปนานแล้ว

            แต่ถึงจะสามารถพักผ่อนด้วยการหยั่งรากได้ เธอก็ยังมีความเหนื่อยล้าในจิตใจซ่อนอยู่โดยที่ตัวเธอเองก็ไม่รู้สึกตัว

            ทว่าหลังจากเงื่อนปมที่หนักอึ้งในจิตใจถูกคลายออก จิตใจของมิโดริก็ได้รับการปลดปล่อย ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจนเธอสัมผัสได้

            วินาทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา มิโดริก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในจิตใจและจิตวิญญาณของเธอ

            วินาทีที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สัมผัสวิญญาณของเธอก็แผ่ขยายออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ มันผสานเข้ากับพลังของพรศักดิ์สิทธิ์และพริบตานั้น อาณาเขตของสัมผัสวิญญาณก็ขยายตัวขึ้นและเปลี่ยนแปลงสภาพของมันไป

            มิโดริสัมผัสได้ว่าสัมผัสวิญญาณของเธอกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้ภาพที่เธอเห็นผ่านสัมผัสวิญญาณกลายเป็นพร่ามัว

            ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งอาณาเขตของสัมผัสวิญญาณขยายตัวออกไปมากเท่าไหร่ สิ่งที่เห็นก็ยิ่งพร่ามัวมากขึ้นเท่านั้น

            ทว่าในความพร่ามัวที่เพิ่มขึ้น เธอกลับเห็นสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปและชัดเจนมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เธอเห็นก็คือ ‘จิตใจ’ ของพืช มันเป็นความรู้สึกที่แสนวิเศษสำหรับมิโดริ มันเป็นความรู้สึกราวกับว่าเธอนั้นได้หลอมรวมเข้ากับดินแดนแห่งนี้ผ่านทางพืชทุกชนิดที่อยู่ในดินแดน

            ความคิดและความรู้สึกทั้งหมดของพืชส่งตรงเข้าสู่จิตใจของเธอพร้อมกัน มันเป็นความรู้สึกที่หลั่งไหลมารวมกันราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ มันอ่อนโยน นุ่มนวลและเต็มไปด้วยสีสันแห่งชีวิต

            ความรู้สึกนี้ทำให้มิโดริรู้สึกลุ่มหลงอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้สึกเหมือนคนเมาที่ดื่มเหล้าเข้าไปมากจนเกินไป มันเป็นความรู้สึกที่ดื่มด่ำและวิเศษจนยากที่จะอธิบาย

            เพียงชั่วอึดใจสั้นๆ ขณะที่เธอตกลงสู่ความรู้สึกที่ลุ่มหลง สัมผัสวิญญาณของเธอก็ขยายตัวออกไปจนเกือบจะครอบคลุมดินแดนแห่งนี้ทั้งหมด

            ‘ช่างเป็นความรู้สึกที่วิเศษนัก..’

            มิโดริลืมตาตื่นขึ้นมาในที่สุด เธอลุกขึ้นจากเตียงนอนโดยไม่ทำให้กัสรู้สึกตัวและเคลื่อนตัวออกไปจากบ้านโดยปราศจากเสียง

            ทุกย่างก้าวที่เธอเดินไปจะมียอดอ่อนของพืชปรากฏขึ้นและหายไป ราวกับพวกมันกำลังเคลื่อนไหวติดตามเธอไปทุกย่างก้าว

            ประตูไม้เปิดออกด้วยตัวของมันเอง ราวกับไม้ที่ถูกใช้ในการสร้างกลับมามีชีวิตและทำตามความต้องการของเธอจนทำให้เธอสามารถเปิดประตูได้โดยไม่เกิดเสียงใดๆ

            มิโดริไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ จิตใจของเธอจดจ่ออยู่กับโลกทั้งใบที่เธอมองเห็น จากนั้นก็มองไปยังสวน มองดูลูกสาวทั้ง 6 คนที่อยู่ในครรภ์พฤกษาและมองเห็นร่างกายที่เริ่มก่อตัวของพวกเธอได้อย่างชัดเจน

            ความรู้สึกนี้แปลกใหม่มากสำหรับเธอเพราะเธอรู้สึกว่าเธอสามารถดำดิ่งเข้าไปในจิตใจของลูกสาวของเธอได้และไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเข้าไปในจิตใจของพืชที่อยู่รอบตัวได้อีกด้วย

            มิโดริเดินต่อไปอย่างช้าๆ ก่อนที่ความรู้สึกที่แสนวิเศษนี้จะอ่อนจางลงทีละน้อยจนเหลือเพียงความรู้สึกที่ปกคลุมจิตใจอย่างอ่อนจาง มันไม่ลึกซึ้งเหมือนก่อนหน้านี้แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความมั่นคงทางจิตใจที่เพิ่มสูงขึ้น

            โดยไม่ต้องให้ใครมาอธิบาย มิโดริก็เข้าใจได้ด้วยตัวของเธอเองผ่านทางความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากแม่ของเธอและรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อครู่นี้คืออะไร

            นั่นคือสภาวะ ‘จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ’ มันเป็นสภาวะที่จิตใจหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติโดยสมบูรณ์ มันเป็นสภาวะที่พิเศษ ซึ่งเทียบได้กับการรู้แจ้งของมนุษย์

            สภาวะที่แสนวิเศษนี้ช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจที่มีต่อพืชให้กับเธอและทำให้เธอค้นพบวิธีการใหม่ที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนในการปรับปรุงสายพันธุ์ของพืช

            ‘น่าตกใจจริงๆ ข้าถึงกับเข้าสู่สภาวะที่น่าทึ่งนี้ได้..’

            มิโดริยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะหันไปทางสวนและมองไปรอบตัว จากนั้นเธอก็นึกถึงงานที่กัสมอบให้เธอขึ้นมาได้

            ‘พืชที่มีพลังชีวิตที่กล้าแข็งสินะ’

            ความคิดของเธอก่อตัวขึ้น ก่อนจะกลายมาเป็นคำตอบในเวลาเพียงชั่วอึดใจ สายตาของมิโดริก็มองไปยังคอกสัตว์ที่อยู่ห่างออกไป

            มิโดริมองผ่านสัมผัสวิญญาณที่ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติของเธอและมองเห็นต้นหญ้าสีเขียวสดใสที่สูงราวๆ 1 ฟุตซึ่งปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดภายในคอก

            เป้าหมายของพืชที่ใช้ในการปรับปรุงสายพันธุ์ของเธอคือ ‘ต้นหญ้า’ พืชที่เธอเห็นว่ามีพลังชีวิตกล้าแข็งมากที่สุดชนิดหนึ่งและน่าจะเหมาะที่สุดที่จะใช้เป็นเครื่องสังเวยเพื่อฟื้นฟูพลังให้กับท่านหญิงมิวลีฟ

            ต้นหญ้านั้นเติบโตได้เร็ว ขยายพันธุ์ง่ายและไม่ต้องการสารอาหารที่มากจนเกินไป เรียกได้ว่ามันเป็นวัชพืชที่สามารถงอกเงยออกมาได้จากทุกหนทุกแห่ง

            แม้ว่าต้นหญ้าที่เธอเลือกจะเป็นสายพันธุ์ที่พิเศษกว่าหญ้าทั่วไปที่ถูกมองว่าเป็นวัชพืชเพราะมันเป็นหญ้าที่มีค่าในฐานะอาหารสัตว์ แต่คุณสมบัติทั่วไปของมันก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก เว้นเพียงสารอาหารที่มากกว่า

            เมื่อเลือกได้ มิโดริก็ยื่นมือออกไป พริบตานั้นหญ้าต้นหนึ่งก็ถูกดึงออกมาจากพื้นดินและบินมาหาเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะตกลงบนพื้นที่ว่างข้างสวนของเธอ

            มิโดริมองไปรอบๆ แล้วโบกมือ พืชที่อยู่บนพื้นที่แถบนั้นก็แยกตัวออกไปจนเผยให้เห็นพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ ตามมาด้วยการปลูกต้นหญ้าและให้พลังแก่มัน

            พริบตาสั้นๆ ต้นหญ้าที่มิโดริเลือกก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแห้งเหี่ยวลงเมื่อมันเติบโตจนสูงถึง 2 ฟุต จากนั้นไม่นานต้นหญ้าต้นใหม่ก็งอกออกมาจากซากของต้นหญ้าต้นเก่าและเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น

            ในเวลาเดียวกันนั้นมิโดริก็โบกมือออกไปด้านข้าง แสงสว่างสีเขียวก็บินออกไปและตกลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าต้นเล็กๆ ก่อนที่แสงสว่างสีเขียวจะแผ่ขยายออกไปรอบด้านจนปกคลุมพื้นที่โดยรอบทั้งหมด เว้นไว้เพียงสวนของเธอเท่านั้น

            อึดใจต่อมาต้นหญ้าทั้งหมดที่ถูกแสงสีเขียวปกคลุมก็เริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับได้รับสารกระตุ้น พวกมันโตขึ้นก่อนจะแห้งเหี่ยวลงและโตขึ้นซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ

            ทว่าทุกครั้งที่มันเติบโตและแห้งเหี่ยว มันจะมีสายธารแสงสีเขียวที่อ่อนจางปรากฏขึ้นและหลั่งไหลไปยังต้นหญ้าที่มิโดริดึงออกมาจากคอกสัตว์

            ช่วงเวลาสั้นๆ ต้นหญ้าต้นนี้ก็ผ่านการเติบโตและแห้งเหี่ยวซ้ำไปซ้ำมาถึงสิบครั้ง ซึ่งหลังจากผ่านช่วงเวลาของการเติบโตและแห้งเหี่ยวซ้ำไปซ้ำมา ต้นหญ้าต้นนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่ามันเป็นหญ้าชนิดอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับหญ้าในคอกสัตว์เลย

            แม้จะเปลี่ยนไปมากจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว ทว่ามิโดริก็ยังไม่พอใจ คุณภาพของหญ้าต้นนี้ยังไม่อยู่ในจุดที่เธอพึงพอใจ เธอยังคงทำมันต่อไปจนเกือบจะผ่านไปหนึ่งร้อยครั้งของวัฏจักรการเติบโตและแห้งเหี่ยว ต้นหญ้าที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ดูไม่เหมือนต้นหญ้าอีกต่อไป

            ในตอนนี้ต้นหญ้าที่อยู่เบื้องหน้าของมิโดริมีความสูงมากถึง 2 เมตร มันมีใบสีเขียวแกมฟ้า ขนาดของใบยาวและใหญ่กว่าเดิมมาก มันดูอวบน้ำเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังมีพลังเวทที่อ่อนจางแฝงอยู่ในต้นหญ้าอีกด้วย

            เมื่อเห็นแบบนั้นมิโดริก็รู้ว่าต้นหญ้าที่เธอปรับปรุงสายพันธุ์นั้นได้กลายเป็นพืชเวทมนตร์ไปแล้ว

            ความสำเร็จที่น่าทึ่งนี้ทำให้มิโดริตกตะลึงไปชั่วขณะเพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอจะสามารถเปลี่ยนพืชธรรมดาให้กลายเป็นพืชเวทมนตร์ได้

            พืชธรรมดากับพืชเวทมนตร์ ทั้งสองชนิดแม้จะเป็นพืชเหมือนกัน แต่พวกมันอยู่ในโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง มันเทียบได้กับความต่างระหว่างท้องฟ้ากับพื้นดิน

            พืชชนิดแรกไม่ว่าจะมีคุณสมบัติที่ดีเลิศเพียงใด คุณสมบัติของมันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายเพียงเท่านั้นและเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นตามกลไกของธรรมชาติ

            ในขณะที่พืชเวทมนตร์นั้นนอกจากจะส่งผลกระทบต่อร่างกายแล้ว มันยังส่งผลกระทบต่อพลังในร่างกายได้อีกด้วย แถมกลไกในการแสดงผลของมันยังต่างจากกลไกในธรรมชาติเป็นอย่างมาก

            เช่นยาที่ทำจากพืชธรรมดานั้น หากต้องการให้มันส่งผลต่อร่างกาย คนผู้นั้นก็จำเป็นต้องบริโภคเข้าไปและรอให้ร่างกายดูดซึม ในขณะที่ยาที่สร้างจากพืชเวทมนตร์นั้น ขอเพียงรับเข้าไปในร่างกาย มันก็จะแสดงผลในทันที

            หากจะให้อธิบายให้ชัดเจนที่สุด ก็สามารถพูดถึงยาพิษที่สร้างโดยพืชธรรมดากับพืชเวทมนตร์

            พิษที่เกิดจากพืชธรรมดานั้นจะแสดงผลก็ต่อเมื่อมันเข้าไปในร่างกายและจะทำปฏิกิริยากับร่างกายโดยตรง ซึ่งในจุดนี้ขอเพียงมีความรู้สักหน่อยก็สามารถขจัดออกไปได้อย่างง่ายดาย

            ในขณะที่พิษจากพืชเวทมนตร์นั้น ไม่เพียงแค่มันจะทำปฏิกิริยากับร่างกายเท่านั้น มันยังส่งผลกระทบต่อพลังภายในร่างกายด้วย ซึ่งทำให้มันยากที่จะกำจัด

            ด้วยความต่างนี้ต่อให้สิ่งที่เธอพัฒนาขึ้นเป็นเพียงต้นหญ้าก็ตาม แต่เมื่อมันกลายเป็นพืชเวทมนตร์ คุณค่าของมันก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

            มิโดริจ้องมองต้นหญ้าที่ทั้งสูงและมีใบอวบหน้าด้วยความสับสนอยู่ครู่หนึ่งเพราะเธอรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อไปหน่อย เนื่องจากเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้มันกลายเป็นพืชเวทมนตร์

            หรืออาจจะพูดได้ว่าเธอไม่เคยคิดว่าตัวเธอเองจะทำแบบนี้ได้ ทำให้เธอไม่เคยคิดถึงคุณสมบัติทางเวทมนตร์ที่เธอต้องการมาก่อนทำให้เธอไม่รู้ว่ามันมีคุณสมบัติอะไร

            แต่ด้วยความสามารถที่เธอมีเพียงแค่คิด มิโดริก็เข้าใจคุณสมบัติทางเวทมนตร์ของมันได้อย่างง่ายดายและอดไม่ได้ที่จะจ้องมองด้วยความทึ่ง

            “นี่ข้า..ทำให้เจ้ากลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน”

            แม้จะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่หลังจากได้สติมิโดริก็สะบัดมือ ต้นหญ้าก็ถูกตัดเป็นชิ้นๆ และกระจายไปทั่วพื้นที่โดยรอบ จากนั้นเธอก็ส่งพลังเข้าไปเพิ่ม

            อึดใจต่อมาจากหญ้า 1 ต้น ก็กลายเป็นทุ่งหญ้าและมันก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงที่ความสูง 1 ฟุต เนื่องจากพลังที่ได้จากต้นหญ้าที่อยู่รอบๆ หมดลงไปแล้ว

            ผลลัพธ์จากการ ‘ถ่ายทอดพลัง’ ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่เธอค้นพบหลังจากเข้าสู่สภาวะจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติทำให้มิโดริสามารถบังคับให้พืชต้นอื่นถ่ายทอดพลังมาให้กับพืชที่เธอต้องการได้

            ด้วยความสามารถนี้ทำให้มิโดริสามารถสร้างวัฏจักรของการเติบโตและแห้งเหี่ยวได้โดยที่แทบไม่ต้องใช้พลังของตัวเองเลย

            หากไม่มีความสามารถนี้แล้วละก็ ด้วยพลังของเธอในปัจจุบันเธอไม่มีทางที่จะสร้างวัฏจักรของการเติบโตและแห้งเหี่ยวได้มากกว่า 10 ครั้งแน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสร้างวัฏจักรถึง 100 ครั้งกับหญ้าตนนี้

            มิโดริมองทุ่งหญ้าเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันหลังกลับไปและตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นกัสยืนอยู่ข้างหลังเธอ

            “ท..ท่านกัส..”

            “เจ้าเสร็จงานแล้วหรือ”

            “ค่ะ ข้าพัฒนาสายพันธุ์ของมันเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มันมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการใช้เป็นเครื่องสังเวยของท่านหญิงมิวลีฟแล้วละคะ”

            กัสพยักหน้ารับน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร แม้ว่าเขาจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งของต้นหญ้าต้นนี้แล้วก็ตาม

            ทว่าเขาก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากนักเพราะเขาชินแล้วกับความสามารถที่น่าทึ่งของเธอ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนพืชธรรมดาให้กลายเป็นพืชเวทมนตร์นั้นมันยากขนาดไหน

            อาจจะพูดได้ว่าไม่มีใครเลยที่รู้ ยกเว้นเพียงคนที่มีประสบการณ์ในการปรับปรุงสายพันธุ์พืชมานานกว่าร้อยปี หรือได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงสายพันธุ์พืชให้กลายเป็นพืชเวทมนตร์เท่านั้น

            มิโดริอาจจะรู้ แต่เธอก็ไม่ใช่คนชอบอวดอยู่แล้วเธอจึงไม่พูดอะไร

            แต่การที่เธอไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครมองเห็นความสามารถของเธอ

            หลังจากที่มิโดริพัฒนาสายพันธุ์ของต้นหญ้าเสร็จ กัสก็ทำการส่งมอบต้นหญ้าให้กับข้ารับใช้ของท่านหญิงมิวลีฟในทันที ซึ่งทันทีที่มีการส่งมอบต้นหญ้าเวทมนตร์พวกนี้ สีหน้าของข้ารับใช้จากกลุ่มรอยัลการ์เด้นเนอร์ก็เปลี่ยนไป

            ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนข้ารับใช้หรือข้ารับใช้คนอื่น ล้วนมองดูต้นหญ้าเวทมนตร์ด้วยความตกตะลึง ยิ่งพวกเธอรู้ว่าคนที่ปรับปรุงสายพันธุ์ของต้นหญ้าต้นนี้ขึ้นมาคือมิโดริ สีหน้าของพวกเธอก็ยิ่งแตกตื่นเข้าไปอีก

            “ไม่น่าเชื่อ..ด้วยความสามารถระดับนี้ ทำไมตระกูลอันดูวเดธถึงยอมให้นางมาอยู่กับทายาทได้!”

            “ใช่! ความสามารถของนางเกินกว่าระดับของผู้ดูแลสวนเทพมังกรเสียอีก!!”

            เสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความตกใจนี้แน่นอนว่าไม่มีทางหลุดรอดประสาทสัมผัสที่แหลมคมของกัสไปได้ เขาได้ยินทุกคำพูดของพวกเธอและสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นตกใจและความชื่นชมที่พวกเธอมีต่อมิโดริได้อย่างชัดเจน

            ความชื่นชมนี้ทำให้กัสต้องหันกลับไปมองมิโดริอีกครั้งและครุ่นคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับความสามารถที่น่าทึ่งของเธอว่าแท้ที่จริงแล้ว เขาเข้าใจความสามารถของเธอมากน้อยขนาดไหน

            กัสสบตากับมิโดริและได้รับรอยยิ้มที่อ่อนหวานเป็นคำทักทาย เมื่อเห็นแบบนั้นความคิดของเขาก็หยุดลงก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ และยื่นมือออกไปลูบกุมมือของเธอเอาไว้

            “ขอบใจเจ้ามากนะมิโดริ”

            “ด้วยความยินดีค่ะท่านกัส!”

            ทั้งสองคนสบตากันและยิ้มให้กัน จากนั้นกัสก็หันกลับไปคุยกับข้ารับใช้ของท่านหญิงมิวลีฟอีกครั้งและทำการปลูกต้นหญ้าสายพันธุ์ใหม่นี้ลงบนพื้นที่รอบป่าและใช้มันทดแทนพื้นที่บางส่วนของป่าที่ขยายตัวออกมา

            หน้าที่นี้ตกเป็นของข้ารับใช้ของกลุ่มการ์เด้นเนอร์โดยมีข้ารับใช้อีกสองกลุ่มคอยช่วยเหลือ ซึ่งไม่ได้ยากเลยเพราะนอกจากพวกเธอจะมีความสามารถในการเพาะปลูกที่ดีอยู่แล้ว พวกเธอยังทำงานภายใต้อาณาเขตของพลังที่ท่านหญิงมิวลีฟปลดปล่อยออกมา

            ด้วยการสนับสนุนของดันเจี้ยน พลังของท่านหญิงและความสามารถของข้ารับใช้ระดับเตรียมทั้ง 300 คน งานนี้เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ

            เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทุ่งหญ้าสีฟ้าแกมเขียวก็ปรากฏขึ้นปกคลุมพื้นที่เอาไว้จนหมดจนมองดูราวกับทะเลสาบมากกว่าทุ่งหญ้า

            ประกายแสงที่สะท้อนมาจากต้นหญ้าที่อวบอิ่มนี้ทำให้เกิดเป็นภาพมายาของทะเลสาบสีเขียวครามที่สวยงาม มันยังมีกลิ่นอายของธาตุน้ำที่ล่องลอยออกมา ซึ่งเกิดจากคุณสมบัติพิเศษของหญ้าเวทมนตร์

            คุณสมบัติพิเศษของหญ้าเวทมนตร์ก็คือ ‘การดักจับธาตุน้ำ’ นี่เป็นพลังที่ทำให้พื้นที่โดยรอบมีธาตุน้ำหนาแน่นขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังการเจริญเติบโตของต้นหญ้า ทั้งการสังเคราะห์แสงจนทำให้ต้นหญ้ามีสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าหญ้าปกติ

            นอกจากนั้นพลังชีวิตของมันก็จะกล้าแข็งมากยิ่งขึ้น มีปริมาณมากขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อการใช้เป็นเครื่องสังเวยของท่านหญิงมิวลีฟมากยิ่งขึ้น

            หลังจากรู้เรื่องนี้กัสก็ไม่ได้ปลูกต้นหญ้าชนิดนี้เพียงแค่พื้นที่เดียว แต่ขยายไปยังพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์

            และด้วยความที่มันกลายเป็นพืชเวทมนตร์ ทำให้มิโดริสามารถย้ายมันเข้าไปปลูกในดินแดนอื่นได้อีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้หญ้าต้นนี้สูญเสียคุณสมบัติในการขายเป็น DP ไปและทำให้ผลผลิตจากสัตว์ที่กินหญ้าพวกนี้สูญเสียมูลค่าไปด้วย

            แต่กัสก็ไม่ลังเลที่จะขอให้มิโดรินำมันไปขยายพันธุ์ในดินแดนแห่งทุ่งหญ้าของโกลเด้นเทลเลยเพราะคุณค่าในฐานะอาหารสัตว์ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมากของมันมีค่ามากในการเลี้ยงสัตว์

            ซึ่งผลลัพธ์จากการทำเช่นนี้จะทำให้สัตว์เลี้ยงในดินแดนแห่งทุ่งหญ้านั้นให้ผลผลิตมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

            หลังจากวางแผนเพื่อขยายพันธุ์ต้นหญ้าชนิดใหม่แล้ว กัสก็ยังได้รับข่าวดีอีกข่าวหนึ่ง นั่นคือหนอนโลหะสาวทั้งสามประสบความสำเร็จในการสร้าง ‘หุ่นเชิดโลหะ’ ของพวกเธอ

            นี่เป็นวิชาขั้นสูงของเผ่าหนอนโลหะ เป็นวิชาที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อทำให้เผ่าหนอนโลหะมีความสามารถในการต่อสู้มากยิ่งขึ้นด้วยการใช้เมือกโลหะของพวกเธอสร้างเป็นหุ่นเชิดขึ้นมา จากนั้นจึงใช้เมือกโลหะชักเชิดพวกมันให้เคลื่อนไหวต่างร่างกายของตัวเอง

            วิชานี้ไม่ใช่วิชาที่เรียนรู้ได้ยากนัก ความยากของมันคือการสร้างหุ่นเชิดที่มีคุณภาพ ซึ่งจุดนี้แองจี้ได้เข้ามาช่วยเหลือหนอนโลหะสาวทั้งสามด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีต่อโครงสร้างของพวกแมลงที่ลึกซึ้ง ทำให้หุ่นเชิดหนอนโลหะถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ภายใน 1 อาทิตย์ก่อนที่ตัวแทนเผ่าหนอนโลหะจะกลับ หนอนโลหะสาวของกัสก็สร้างหุ่นเชิดสำเร็จแล้ว หลังจากนั้นอีกสองวันพวกเธอก็ประสบความสำเร็จในการควบคุมและทำให้ปริมาณดินที่พวกเธอเก็บเกี่ยวได้เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในวันเดียว

            ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของพวกเธอ แต่ยังสามารถเพิ่มได้อีกหากพวกเธอควบคุมหุ่นเชิดได้ชำนาญกว่านี้และจะเพิ่มได้มากกว่านี้มากหากมีการปรับปรุงหุ่นเชิดให้มีประสิทธิภาพและขนาดที่มากขึ้น

            นอกจากหนอนโลหะสาวทั้งสามคนแล้ว แมงมุมสาวเองก็มีพัฒนาการที่น่าพอใจ ผีเสื้อสาวเองก็ด้วย แม้กระทั่งอิจิโกะกับน้องเองก็นับว่ามีพัฒนาการที่น่าชื่นชม

            ทว่าคนที่พัฒนาจนโดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นหนอนโลหะสาว เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของพวกเธอนั้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน