“เรื่องของนิกายถือว่าแล้วเสร็จสำหรับการรับศิษย์นั้นข้ายกให้กับต้วนเฉิน อย่างแรกเขาอยากได้เด็กกำพร้าและเด็กขอทานแร่ร่อนข้าเห็นด้วยกับเขาเพราะมันเป็นเรื่องของคุณธรรมตามที่เราเคยคุยก่อนหน้าดังนั้นแล้วรบกวนองค์ชายทั้งสองช่วยประสานงาน ส่วนตำราเรียนต่างๆนั้นต้องรอการก่อสร้างหอตำรา อาจารย์นั้นพวกท่านจัดการกันเอง”
“โอ้ นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างมากพวกเราแค่ทำโรงทานเพื่อให้อาหารพวกเขา”องค์ชายถังเมิ่งกล่าวด้วยความสนใจ
“เราจะมีรับศิษย์จากสำนักต่างๆ ในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสมาคมวิญญาณซึ่งจะถูกตั้งขึ้นใหม่ รบกวนองค์ชายทั้งสองเลือกสถานที่ในเมืองหลวงมันจะเป็นแหล่งรายได้สำหรับนิกาย”
“ในอนาคตข้าว่ามันต้องเป็นสามสมาคมหลักของทุกอาณาจักรแน่นอนรูปแบบคือไม่ข้องเกี่ยวกับการเมืองเหมือนสมาคมปรุงยา และสมาคมหลอมกลั่นหรือไม่”
“ใช่ เหมือนกันแต่ที่ต่างคือจะต้องรับภารกิจต่างๆ ให้กับศิษย์ในสำนักด้วยข้าอยากจะทิ้งภารกิจไว้หนึ่งภารกิจถือเป็นภารกิจแรก คือการหาข้อมูลเกี่ยวกับพิษซีเซ่วิญญาณรางวัลให้แจ้งว่าได้รับจากผู้ก่อตั้งนิกายโดยตรง ข้าจะทิ้งเสี้ยววิญญาณไว้กับพิราบหยกตัวหนึ่งสำหรับไว้สื่อสารกับข้าเมื่อมีเรื่องสำคัญ”
“ไม่เคยได้ยินมาก่อนพิษชนิดนี้” ทุกคนต่างส่ายหน้า
“อืมในอนาคตเมื่อสมาคมวิญญาณขยายตัว เอ่อ ...ข้าอยากขอร้องให้ช่วยขยายตัวให้เร็วที่สุดข้าคิดว่าคงมีโอกาสที่จะได้ข้อมูลหอภารกิจนั้นสำคัญอย่างมากกับความก้าวหน้าของนิกาย ภารกิจต่างๆเมื่อทำสำเร็จก็จะมีแต้ม เพื่อจะได้รับสิทธิ์ยืมตำราจากหอคัมภีร์ซึ่งจะถูกแบ่งเป็นสามชั้นชั้นแรกเป็นทั่วไป ชั้นสองเป็นวิชาต่างๆ ส่วนชั้นสามถือเป็นส่วนความลับ”
“โอ้ มีวิชาด้วย”ต้วนเฉินพูดพร้อมยิ้มร่าเริง
“แน่นอน ของมันต้องมี ฮาฮา”
มีวิชาต่างๆ มากมายจากนิกายเทพสงครามจางเฉินนั้นได้เตรียมให้เหล่าโสมและกรีน คัดลอกไว้เรียบร้อยแล้วส่วนวิชาที่ค่อนข้างสำคัญจะถูกบันทีกเป็นหยกวิญญาณไว้ชั้นที่สามแต่บางวิชานั้นดีเกินไปจางเฉินไม่อยากทิ้งไว้ให้เป็นเป้าสายตาของผู้คนเขาจะเก็บไว้เองพูดคุยกันจนดึกทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน จางเฉินนั้นหลบออกไปแล้วแอบเข้าสู่มิติเพื่อฝึกฝน
“การเตรียมการเสร็จหมดแล้วรอแต่ผลลัพ ด้วยจำนวนคนขนาดนี้ในปีสองปีน่าจะกระจายไปทั่วทั้งทวีปเพื่อหาข่าว”
จางเฉินยังคงฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทั้งเพลงดาบ และท่าเท้าสำหรับท่าเท้าท่องเมฆาก่อนหน้านี้เป็นธาตุลมแต่ปัจจุบันด้วยร่างสายฟ้าจางเฉินจึงปรับปรุงใหม่ตั้งชื่อว่าท่าเท้าเทพอัศนี เป็นวิชาที่ระดับสูงขึ้นและมีความเร็วกว่าเดิมมากน้ำพุปราณในตันเถียนนั้นยังคงสะสมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ถึงเป้าหมายสำหรับหลอมรวมสู่ธาราระทม
การก้าวสู่ระดับนักรบปราณนั้นยากมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่มีนักรบปราณหรือราชาปราณอยู่ไม่มากนัก
ยี่สิบวันผ่านไปจางเฉินออกจากมิติเพื่อตรวจความก้าวหน้าต่างๆ และพูดคุยกับสหายเกี่ยวกับการฝึกการปรุงยา และหลอมกลั่นอยู่เสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การก่อสร้างนั้นค่อนข้างรวดเร็วเพราะมีพร้อมทุกอย่าง
หอฝึกเสร็จแล้วสินะจางเฉินเดินตรวจหอฝึกเก้าชั้นซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของความก้าวหน้านิกายที่เขาคิดไว้จางเฉินนำเอาเส้นเลือดวิญญาณปฐพีและน้ำพุเซียนระดับกลางมาวางไว้ไม่ไกลจากหอฝึกฝนมากนักการจะเคลื่อนย้ายเส้นเลือดและน้ำพุเซียนนั้นคิดว่าไม่น่าจะมีใครสามารถทำได้ แต่จางเฉินก็สร้างอาเรย์ป้องกันแล้วเอาไม้ไผ่มาปลูกล้อมรอบจนทั่วกลายเป็นป่าไผ่หลังหอฝึกตนซึ่งเขาจะกำหนดเป็นเขตหวงห้ามอีกทีหนึ่ง
ชั้นที่หนึ่งถึงสี่จางเฉินพาเหล่าโสมตั้งค่าการก่อตัวอาเรย์เป็นแบบแรงโน้มถ่วงสองเท่า สี่เท่า หกเท่า และสิบเท่า ชั้นห้าและหกเป็นความกดดันทางวิญญาณชั้นเจ็ดเป็นการผสมทั้งสองอย่างแรงโน้มถ่วงยี่สิบเท่าและความดันทางวิญญาณสี่เท่าชั้นแปดนั้นเป็นการสะท้อนภาพจากจิตสำนึกส่วนชั้นเก้านั้นจางเฉินจัดทำอาเรย์ขนส่งทางไกลซึ่งเขาได้เรียนรู้อาเรย์นี้จากดินแดนลับการสร้างแท่นขนส่งนั้นยุ่งยากมาก จางเฉินกำหนดปลายทางไว้ที่มิติของตนเองเผื่อที่เขาจะได้เดินทางไปมา
ชั้นเก้านั้นจะไม่มีอะไรเลยจางเฉินนำน้ำพุเซียนระดับต่ำมาวางไว้เพื่อไว้สนับสนุนอาเรย์ขนส่งทางไกลเขาย้ายดินและผลไม้วิญญาณ สมุนไพรวิญญาณระดับสูงมาทิ้งไว้เพื่อถือว่าเป็นรางวัลที่ผ่านการทดสอบทั้งเก้า เปิดหลังคาเป็นรูเป็นให้แสงเข้าและระบายอากาศเสร็จแล้วก็สร้างอาเรย์ครอบคลุมไม่ให้มีสิ่งอื่นสามารถเข้ามาได้และอาเรย์ลวงตามองจากภายนอกนั้นจะเห็นเป็นหลังคาปกติ
เดินออกจากหอฝึกตนเขาก็เปิดใช้อาเรย์ทั้งหมดแล้วก็เดินไปบอกเรื่องนี้กับเหล่าสหาย
“เจ้าคิดว่าข้าจะผ่านไหม”ต้าไห่ถามด้วยความสงสัย
“ไม่ตัวข้าเองก็น่าจะแทบไม่สามารถผ่านได้ เงื่อนไขการเข้าคือระดับต่ำกว่าราชาปราณถ้าเป็นราชาปราณแล้วจะไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จะมีแต่ระดับราชาปราณเท่านั้นที่สามารถผ่านขึ้นไปชั้นเก้าเรียกได้ว่าคนที่จะผ่านจะต้องฝึกอย่างหนักทั้งร่างกายและวิญญาณแต่ไม่เน้นพลังปราณมิฉะนั้นคงเป็นราชาปราณไปซะก่อน”
“พิลึก”
“ข้าทำไว้ไม่ให้ผ่านได้นั่นแหละ แต่ก็คงมีคนผ่านสักวัน เจ้าไม่ต้องสนใจหรอกแต่ความหนาแน่นของพลังวิญญาณตรงนั้นก็สูงกว่าทั่วไปหลายเท่าอยู่แล้ว”
จางเฉินเดินทางมาที่ลานกว้างเพื่อหาหลินเทียน เขาพบหลินเทียนอยู่กับรูปปั้นสี่คนตั้งอยู่พร้อมกับมีแท่นบูชา เมื่อมองดูรูปปั้นทั้งสี่นั้นก็เห็นได้ชัดว่าคือเขาและสหายอีกสามคน
“ท่านหลินเทียนนี่คือ ...”
“เป็นผู้ก่อตั้งนิกายที่ทุกคนต้องเคารพบูชา เราตั้งนิกายนี่คือสิ่งที่จะต้องทำคือเป็นศูนย์รวมจิตใจ”
“ข้านำตำรามาให้ท่าน อันนี้เฉพาะผู้อาวุโสนิกายเป็นเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับวิญญาณต่อสู้ และรายละเอียดอื่นๆ ทั้งการสร้างอักขระและการก่อตัวอาเรย์ปลุกวิญญาณข้าอยากให้ท่านช่วยเหลือเรื่องการขยายตัวสมาคมวิญญาณจริงๆ เพื่อให้ภารกิจของข้าสำเร็จ”
“ลูกศิษย์เองก็ต้องเดินทางไปตามที่ต่างๆ ทั่วทวีปเพื่อทำภารกิจด้วยสินะ”
“คิดว่าตามนั้นแต่คงอีกยาวไกล เบื้องต้นก็ให้ความสำคัญกับสองอาณาจักรของเราก่อนเรื่องจิตวิญญาณต่อสู้นั้นข้าอยากให้เฉพาะนิกายเราที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆไม่เปิดเผยสู่ภายนอกแม้คนอื่นปลุกวิญญาณแล้วก็จะไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ต้องมาเป็นศิษย์เราเท่านั้นพวกท่านเหล่าอาจารย์ก็ดูแลกันอีกที”
“ลูกศิษย์กลุ่มแรกนั้นมาถึงเมื่อห้าวันก่อนมีจำนวนกว่าสองพันคน และมีทาสที่ซื้อมาจากที่ต่างๆ อีกห้าพันคน ตอนนี้งานเยอะมาก โชคดีที่มีองค์หญิงถังชิ่วอิงและฉินเป๋าเอ๋อดูแลแต่ข้อดีคือการก่อสร้างนั้นเสร็จเร็วขึ้นมาก"
“จากนี้ไปก็เปลี่ยนเป็นรับปีละครั้งแล้วก็คงต้องคัดคนออกด้วย ส่วนวิธีนั้นแล้วแต่พวกท่านอีกไม่นานข้าก็ต้องเดินทางแล้ว จากนี้ไม่นานข้าก็ต้องเดินทางแล้ว”
“ข้าเข้าใจยังไงที่นี่ก็เหมือนบ้านที่เจ้าสร้างเดี๋ยวเจ้าก็คงกลับมา”
จางเฉินเดินไปที่ตึกใหม่อีกแห่งเพื่อดูถังชิ่วอิงนางนั้นกำลังยุ่งอยู่กับเอกสารจำนวนมากกับฉินเป่าเอ๋อทั้งสอนทาสหญิงหลายสิบคนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ไปด้วยจางเฉินเพียงแอบมองอยู่ห่างๆ แล้วก็หลบออกมา
เขาเดินไปที่ตึกของประมุขนิกายเกือบยอดเขาเพื่อคุยกับต้วนเฉินเมื่อเดินทางไปถึงก็พบว่าตึกแล้วเสร็จ และสวยงามมาก เหลือเพียงตกแต่งเล็กน้อยก็คล้ายอาคารที่ลอยอยู่บนก้อนเมฆ ทั้งทิวทัศน์ที่มองไปรอบๆ และการก่อสร้างที่สวยงามทำให้จางเฉินรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
“จางเฉินห้องเสร็จแล้วห้องเจ้าอยู่ด้านนี้มาดู” ต้วนเฉินเห็นจางเฉินก็รีบลากจางเฉินเข้าห้องทันที
“โอ้วิวที่มองเห็นทางหน้าต่างด้านนี้ช่างงดงามยิ่งนัก”
“ข้าเลือกให้เจ้าเป็นพิเศษเลยห้องนี้เป็นของเจ้า คืนนี้เจ้าก็พักที่นี่ได้เลย”
หลังจากนั่งพูดคุยเรื่องต่างๆกับต้วนเฉินแล้วจางเฉินก็เข้าห้องแล้วเข้าสู่มิติเพื่อฝึกฝนต่อไป การปลีกเวลาเล็กๆน้อยเพื่อพูดคุยกับมิตรสหายนั้นทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายพอกลับมาฝึกนั้นเขาพบว่ามันได้ผลดีกว่าที่จะมุ้งมั่นฝึกอย่างเดียวโดยไม่สนใจโลกภายนอกบางทีเขาก็คิดหาเหตุผลเกี่ยวกับมัน แต่เขาก็คิดได้คำเดียวจากคำสมัยโบราณว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม
หลังจากฝึกเพลงดาบ ก็ฝึกท่าเท้าแล้วก็นั่งสมาธิเดินลมปราณไร้ลักษณ์เพื่อเติมเต็มพลังปราณในร่างกายด้วยหินวิญญาณมากมายจางเฉินจึงควบแน่นน้ำพุปราณในตันเถียนอย่างต่อเนื่อง