ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 ร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์ ความตกตะลึงขององค์หญิงเก้า ซูจื่อยวนดุจเทพธิดา

                    ซูฉางเซิงเมื่อสามปีก่อน แม้พลังยุทธจะแข็งแกร่งอยู่ในระดับเซียนนักบุญขั้นหก แต่ภัยคุกคามที่เขามีต่อนางนั้นมีเพียงน้อยนิด

             

                   ทว่าซูฉางเซิงในปัจจุบันกลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ฝ่าทะลวงสู่ขั้นแปดแล้วและพลังต่อสู้ก็น่าหวั่นเกรงไม่น้อย แม้ว่าภัยคุกคามที่เขามีต่อนางจะยังไม่มากนัก ทว่านั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้ไพ่ตายต่างๆของนางด้วยเช่นกัน

             

                   ในฐานะองค์หญิงเก้าแห่งราชสำนัก แม้ระดับขั้นของนางจะยังไม่สูงนัก แต่ไพ่ตายที่นางมีนั้นมากมายมหาศาลแม้แต่ราชานักบุญนางก็สังหารได้อย่างง่ายดาย การเผชิญหน้ากับมหาเซียน นางยังคงมั่นใจเช่นกันว่าพร้อมที่จะถอยได้อย่างปลอดภัย

             

                   ซูฉางเซิงเป็นเซียนนักบุญที่เพิ่งเข้าสู่ระดับนี้ พรสวรรค์ก็ยังไม่ได้โดดเด่น ไม่มีร่างกายพิเศษใดๆทว่าความเร็วในการเพิ่มพลังของเขานั้นน่าตกใจยิ่ง แม้แต่องค์หญิงเก้าก็ยังประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

             

                   ความเร็วในการเลื่อนขั้นเช่นนี้เทียบเท่ากับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดแล้วทว่าอัจฉริยะเหล่านั้นล้วนได้รับการบ่มเพาะอย่างเต็มที่จากตระกูลและสำนักต่างๆ จึงจะมีความเร็วในการเลื่อนขั้นเช่นนี้แล้วซูฉางเซิงทำได้อย่างไร

             

                   “ทุกคนย่อมมีความลับของตนเอง องค์หญิงเก้าก็เช่นกันมิใช่หรือ” ซูฉางเซิงหันไปมองนางเล็กน้อยดวงตาเป็นประกายและยิ้มจางๆ

             

                   สามปีที่ผ่านมา แม้ว่ากู้ชิงเกอและคนอื่นๆ จะยังไม่มีทายาท ทว่าด้วยทรัพยากรจากแพ็กเกจของขวัญตระกูลพลังของซูฉางเซิงก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันเขาอยู่ในระดับเซียนนักบุญขั้นแปดแล้วด้วยผลของโอสถตรัสรู้ พลังต่อสู้หมื่นภัยพิบัติและคัมภีร์ลับเก้าภัยพิบัติของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

             

                   พลังต่อสู้ในปัจจุบันของเขานั้นแข็งแกร่งมากพอที่จะต่อกร หรือแม้แต่สังหารราชานักบุญทั่วไปได้

             

                   อย่างไรก็ตาม ราคาของการเพิ่มพลังอย่างมากเช่นนี้คือทรัพยากรในตระกูลที่ช่วยในการบำเพ็ญเพียรของเซียนเขาใช้พวกมันจนหมดเกลี้ยงในระยะเวลาอันสั้น การจะฝ่าทะลวงขั้นต่อไปก็คงไม่เร็วอีกต่อไปทำได้เพียงรอคอยการกำเนิดของบุตรทั้งสอง

             

                   สามปีผ่านไป ท้องของกู้ชิงเกอก็ใหญ่ขึ้นมาก คาดว่าอีกหนึ่งหรือสองปีก็จะคลอด

             

                   “หึ ไม่อยากพูดก็ช่างเถิด” องค์หญิงเก้าส่งเสียงหึในลำคออย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ใช้มือเท้าคางมองไปยังลานประลองด้วยท่าทางเกียจคร้าน

             

                   “อย่างไรก็ตาม อัจฉริยะจากตระกูลซูของเจ้าก็ธรรมดาทั่วไป แล้วสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่นั้นเล่าเหตุใดจึงไม่ปรากฏตัว”

             

                   ด้วยสายตาของนาง แน่นอนว่าไม่อาจมองเห็นอัจฉริยะธรรมดาๆ ของตระกูลซู อย่าว่าแต่อัจฉริยะเลยแม้แต่สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์หรือสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ขั้นสุดยอด ในราชสำนักฉางเซิงก็มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน

             

                   “ตระกูลซูเพิ่งจะก่อตั้งได้ไม่นาน อัจฉริยะจึงมีไม่มากนัก ทว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป!” ซูฉางเซิงส่ายหน้าและยอมรับอย่างเปิดเผย

             

                   คนรุ่นเยาว์ของตระกูลซูในรุ่นนี้ค่อนข้างธรรมดา สามารถเทียบเคียงได้กับสำนักกองกำลังระดับสูงบางแห่งเท่านั้นไม่เข้าตาองค์หญิงเก้าก็ไม่แปลก

             

                   “อย่างไรก็ตาม หากเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์นั่น องค์หญิงเก้าอาจจะต้องประหลาดใจก็ได้”ซูฉางเซิงยิ้มเบาๆ

             

                   “เช่นนั้นข้าจะรอดู!” องค์หญิงเก้าประหลาดใจอยู่บ้าง สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาๆจะทำให้นางประหลาดใจได้อย่างไร

             

                   “หากไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าก็มาเป็นผู้ติดตามของข้าก็แล้วกัน!” องค์หญิงเก้ามีประกายในดวงตากล่าวด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์

             

                   จากนั้นนางก็กอดอก เท้าคางไว้บนหน้าขา ใช้เท้าเปล่าเหยียบเก้าอี้ และจ้องมองซูฉางเซิงด้วยดวงตาเป็นประกายไร้ซึ่งท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขามขององค์หญิงเก้าโดยสิ้นเชิง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปสามปีแล้วทว่ารูปร่างของนางก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงบอบบาง ผมสีทองสยายลงมาปกคลุมร่างกายของนางดวงตาสีทองที่ดูเกียจคร้านยังคงเปล่งแสงแห่งขัตติยวงศ์ผู้สูงส่ง

             

                   “องค์หญิงเก้ายังไม่ยอมแพ้สินะ ทว่าข้าก็ยังคงยืนยันคำเดิม ข้าไม่ตกลง” ซูฉางเซิงส่ายหน้ากล่าวจริงจัง

             

                   “เจ้า...ดื้อด้าน!” องค์หญิงเก้าโกรธขึ้นมาอยู่บ้าง

             

                   สามปีที่ผ่านมา องค์หญิงเก้าเสด็จมาเยือนตระกูลซูเป็นครั้งคราวเพื่อพูดคุยกับซูฉางเซิงหลังจากการติดต่อกันหลายครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็สนิทสนมกันมากขึ้น ในช่วงเวลานี้องค์หญิงเก้าไม่เคยยอมแพ้ในการชักชวนซูฉางเซิงเลยสักครั้ง

             

                   อย่างไรก็ตาม ซูฉางเซิงปฏิเสธทุกครั้งไป ทำเอาองค์หญิงเก้าโกรธจนกัดฟันแน่นประเด็นสำคัญด้วยเงื่อนไขของนาง ในดินแดนฉางเซิงนี้ อัจฉริยะคนใดบ้างที่ไม่หลงใหลนางแม้แต่สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด บุตรแห่งเผ่าเต่ามังกรดำและเสือขาวที่ต้องการเป็นพาหนะของนางนางยังปฏิเสธอย่างดูถูกเหยียดหยาม

             

                   มีเพียงซูฉางเซิง ชายผู้นี้ที่ปฏิเสธนางมาโดยตลอด!

             

                   อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะซูฉางเซิงปฏิเสธนางมาโดยตลอด องค์หญิงเก้าจึงสนใจเขามากขึ้นนางอยากรู้จริงๆ ว่าชายผู้นี้จะยืนหยัดต่อไปได้อีกนานเท่าใด

             

                   ตูม!

             

                   ในการประลองของตระกูล เหล่าอัจฉริยะของตระกูลซูต่างก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือดปลดปล่อยพลังและความสามารถต่างๆ คลื่นพลังอันรุนแรงกวาดไปทั่วลานกว้างขนาดมหึมา เสียงดังกึกก้องน่าตกใจ

             

                   อย่างไรก็ตาม อัจฉริยะของตระกูลซูในรุ่นนี้ค่อนข้างธรรมดา ไม่อาจสร้างความฮือฮาได้มากนักแน่นอนว่านี่เป็นเพียงการเปรียบเทียบ สำหรับสำนักกองกำลังชั้นหนึ่งและชั้นรองแล้ว นี่ถือเป็นสิ่งที่น่าตกใจอยู่บ้าง

             

                   ในไม่ช้า อัจฉริยะคนใหม่ของตระกูลซูก็ปรากฏตัวขึ้น ซูจื่อยวนนั่นเอง การปรากฏตัวของนางสร้างความตะลึงให้กับผู้อาวุโสระดับสูงสุดที่อยู่ในเหตุการณ์

             

                   “กลิ่นอายของสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์!”

             

                   “ตระกูลซูมีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรือ ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายนี้ช่างน่าทึ่งอย่างน้อยก็เป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง!”

             

                   “โอ้ ตระกูลซูช่างโชคดีนัก ที่มีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงปรากฏขึ้น ในอนาคตเมื่อเติบโตขึ้นอย่างน้อยก็จะเป็นราชานักบุญ!”

             

                   ผู้นำสำนักกองกำลังต่างๆ รวมถึงระดับกึ่งเซียนนักบุญ และแม้แต่เซียนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดต่างก็เบิกตากว้าง

             

                   ตระกูลซูมีผู้ฝึกตนสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรือ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงอีกด้วย!

             

                   สังขารหรือร่างกายไม่เพียงแบ่งออกเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์และสังขารเซียนเท่านั้นทว่าร่างกายในระดับเดียวกันก็ยังแบ่งออกเป็นระดับสูงต่ำอีกด้วย โดยคร่าวๆ แบ่งเป็นระดับต่ำระดับกลาง ระดับสูง และระดับสูงสุด

             

                   โดยทั่วไปแล้ว อัจฉริยะสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดในทวีปเจินเซิ่งล้วนเป็นระดับธรรมดาในอนาคตสามารถกลายเป็นเซียนได้ ทว่าการจะก้าวหน้าไปอีกขั้นนั้นช่างยากลำบาก

             

                   ส่วนสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง ในอนาคตอย่างน้อยก็จะเป็นราชานักบุญ และยังมีหวังที่จะกลายเป็นมหาเซียน อัจฉริยะเช่นนี้อย่าว่าแต่ทวีปเจินเซิ่งเลย แม้แต่ในแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนทั้งหมดก็ยังถือเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่ง

             

                   เมื่อคิดเช่นนี้ ผู้นำสำนักกองกำลังระดับสูงต่างๆ และแม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักกองกำลังต่างๆก็ขนลุกขนพองกันบ้าง พวกเขาตระหนักรู้แล้วว่าตระกูลซูกำลังจะก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่และการกลายเป็นตระกูลโบราณในอนาคตก็หาใช่เรื่องยาก

             

                    มหาเซียน!

             

                   ครั้นปรากฏขึ้น ตระกูลซูอาจแซงหน้าสำนักไท่สื่อได้ทีเดียว

             

                   “สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด ไม่สิ ไม่ใช่ นี่คือร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หรือไม่ถูกต้อง นี่ต้องไม่จริง” องค์หญิงเก้าเบิกตากว้างเช่นกัน ร่างกายโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยดวงตาเบิกกว้างสุดขีด

             

                   สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดอย่างนั้นหรือ

             

                   นี่มันมากกว่านั้น เมื่อมองจากกลิ่นอายแล้ว อย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับสังขารเซียนแล้วคล้ายกับร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์ในตำนาน

             

                   “ซูฉางเซิง นี่คือร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หรือ” องค์หญิงเก้ามองไปยังซูฉางเซิงน้ำเสียงเร่งร้อนเล็กน้อย หากเป็นร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์จริงๆ เช่นนั้นก็น่ากลัวมาก

             

                    เพราะนั่นคือระดับสังขารเซียน

             

                   ครั้นเติบโตขึ้นถึงขีดสุด อย่างน้อยก็จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงสุด และยังมีหวังที่จะบรรลุเต๋าและกลายเป็นจักรพรรดิ!

             

                   แม้ว่าจะไม่อาจกลายเป็นจักรพรรดิได้ เพียงแค่กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดในราชสำนักฉางเซิงก็ถือเป็นบุคคลสำคัญแล้ว

             

                   ในราชสำนักฉางเซิง สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์นั้นไร้ค่า สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดก็ไม่สำคัญกระไรทว่าสังขารเซียนนั้นแตกต่าง เพียงแค่สังขารเซียนปรากฏขึ้น ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้อาวุโสระดับกึ่งจักรพรรดิแย่งชิงกันแล้วแม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดก็ต้องปรากฏตัวเพื่อรับเป็นศิษย์

             

                   ซูฉางเซิงเลิกคิ้ว

             

                   สมกับเป็นองค์หญิงแห่งราชสำนักจริงๆ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์

             

                   “ไม่ใช่” ซูฉางเซิงส่ายหน้า

             

                   นี่ไม่ใช่ร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์ ทว่าเป็นร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวน ซึ่งเป็นสังขารเซียนระดับสูงสุด ใกล้เคียงกับระดับสังขารอมตะ

             

                   อย่างไรก็ตาม ภายใต้การปกปิดสองชั้นของเขากับกู้ชิงเกอ กลิ่นอายของนางก็พร่าเลือนไปแล้วในตอนนี้ดูเหมือนจะอยู่ระหว่างสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงและระดับสูงสุดเท่านั้น

             

                   นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดในสายตาของผู้นำสำนักกองกำลังระดับกึ่งเซียนนักบุญ ซูจื่อยวนจึงเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงทว่าองค์หญิงเก้ากลับมองออกว่าเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด

             

                   นี่คือความแตกต่างของความสามารถ

             

                   “ใช่แล้ว แค่คล้ายกันเล็กน้อย อาจจะเป็นร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์ก็ได้”องค์หญิงเก้าขมวดคิ้ว นางสังเกตอย่างละเอียด จากนั้นก็ส่ายหน้าผิดหวัง

             

                    ร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์และร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวน

             

                   แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันเพียงคำเดียว ทว่าระดับและศักยภาพกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

             

                    ร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์ทำให้นางประหลาดใจและอยากชักชวนอย่างสุดกำลัง แม้ว่าจะชักชวนไม่สำเร็จก็ยังลงทุนล่วงหน้าได้ เพียงเพื่อที่จะได้รับมิตรภาพและความโปรดปราน

             

                   ทว่าหากเป็นเช่นตอนนี้ สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาๆ แม้จะเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดก็ไม่ควรค่าที่นางจะให้ความสำคัญมากนัก

             

                   “อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ใช่สังขารเซียน ทว่าการที่ทวีปเจินเซิ่งเล็กๆ แห่งนี้มีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดปรากฏขึ้นก็ทำให้ข้าประหลาดใจอย่างมาก เจ้าชนะแล้ว” องค์หญิงเก้ามองไปยังซูฉางเซิง ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเปิดเผย

             

                   นี่คือนิสัยของนาง แพ้ก็คือแพ้ จะไม่ใช้วิธีสกปรกใดๆ

             

                   “องค์หญิงเก้าช่างมีน้ำใจนัก” ซูฉางเซิงปรบมือชื่นชม องค์หญิงเก้าผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆแม้ว่าจะมีความเย่อหยิ่งของขัติยวงศ์ ทว่ากลับเปิดเผยและกล้าเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ของตนเองได้อย่างสงบ

             

                   “หึ แน่นอนอยู่แล้ว มาดูการแข่งขันกันเถิด!” องค์หญิงเก้าครางในลำคออย่างภาคภูมิใจจากนั้นก็หันไปมองที่ลานประลอง

             

                   ในเวลานี้ การต่อสู้บนลานประลองได้เริ่มขึ้นแล้ว

             

                   ทว่าบัดนี้ตรงหน้าซูจื่อยวนที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทุกคนล้วนถูกสังหารในดาบเดียว

             

                   สามปีที่ผ่านมา นางได้ก้าวขึ้นสู่ระดับมนุษย์สวรรค์ ความเร็วในการพัฒนาของนางนั้นน่าตกใจยิ่งพลังต่อสู้ในปัจจุบันของนางแข็งแกร่งมาก จนทำให้ผู้อาวุโสรุ่นก่อนตะลึงและหวาดกลัว

             

                   ตูม!

             

                   บนลานประลอง ซูจื่อยวนมีสีหน้าสงบนิ่ง เพียงแค่โจมตีเบาๆ พลังอันมหาศาลก็ดึงดูดสายโซ่แห่งกฎเกณฑ์ระหว่างสวรรค์และพิภพกวาดล้างอัจฉริยะของตระกูลซูผู้นั้น

             

                   คลื่นพลังอันน่าตกตะลึงนั้น แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับต้นกำเนิดระดับต้นก็ยังหวาดกลัว

             

                   ระดับพลังของนางเทียบเท่ากับระดับของพวกเขาแล้ว

             

                   ประเด็นสำคัญ นางอยู่ในระดับต้นของขั้นมนุษย์สวรรค์ เพียงแค่ขั้นที่สามเท่านั้น

             

                   “ระดับมนุษย์สวรรค์ขั้นสาม ทว่ากลับระเบิดพลังออกมาใกล้เคียงกับระดับต้นกำเนิดระดับต้นขั้นห้า!”

             

                   “นี่คือสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง การสังหารข้ามระดับนั้นง่ายดายไม่ต่างจากการกินข้าวและดื่มน้ำ!”

             

                   “น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ยุทธภพนี้ระหว่างคนด้วยกันกลับช่างต่างมากเหลือเกิน!”

             

                   บนลานประลอง ผู้อาวุโสระดับสูงสุดต่างๆ แม้แต่ผู้นำสำนักกองกำลังต่างๆ ในระดับกึ่งเซียนนักบุญก็ยังขมวดคิ้วงุ่นด้วยความตกใจ

             

                   พวกเขาในฐานะเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญ แม้ว่าจะมีสายตาที่เฉียบแหลม ทว่าก็ยังไม่เทียบเท่ากับองค์หญิงเก้ามองออกได้เพียงว่าซูจื่อยวนเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง

             

                   ถึงกระนั้น ก็ยังน่ากลัวมากอยู่ดี

             

                   ควรทราบว่าในวัยหนุ่ม พวกเขาก็เคยเป็นอัจฉริยะเช่นกัน ครอบครองทวีป มิฉะนั้นพวกเขาจะกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์หรือแม้แต่ระดับกึ่งเซียนนักบุญได้อย่างไร

             

                   ทว่าเมื่อเทียบกับซูจื่อยวนบนลานประลองแล้ว ก็ยังคงห่างไกลกันมาก

             

                   ซูจื่อยวนระเบิดพลังต่อสู้ที่น่าตกใจออกมา ซึ่งเหนือกว่าระดับขั้นของนางไปถึงขั้นใหญ่

             

                   “นั่นซูจื่อยวนหรือ เหตุใดนางถึงเก่งกาจเช่นนี้ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย!”

             

                   “นางไม่ใช่พวกไร้พรสวรรค์หรือ ฝึกฝนสามปีไม่ก้าวหน้า แถมยังถอยหลังลงอีก แล้วเหตุใดตอนนี้นางถึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้แถมยังมีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงอีกด้วย”

             

                   “สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง ตระกูลซูของเราจะยิ่งใหญ่แล้ว ในอีกหลายพันหรือหมื่นปีข้างหน้านางจะเป็นราชานักบุญ!”

             

                   ไม่เพียงผู้อาวุโสของสำนักกองกำลังต่างๆ เท่านั้น เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลซูรวมถึงซูอวิ๋น และแม้แต่คนรุ่นเยาว์ต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน

             

                   โดยเฉพาะญาติพี่น้องของซูจื่อยวน ตอนนี้พวกเขาต่างก็ตกตะลึง

             

                   ซูจื่อยวนเก่งกาจเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด

             

                   เด็กหนุ่มสาวของตระกูลซูบางคนมองไปยังซูจื่อยวนบนลานประลอง ผู้ซึ่งเปล่งประกายดุจเทพธิดานัยน์ล้วนส่อเค้าประหลาดใจ

             

                   งดงามและทรงพลังยิ่งนัก

             

                   “นี่คือคลื่นพลังของคัมภีร์จักรพรรดิหรือ” องค์หญิงเก้าเลิกคิ้วเล็กน้อย มองไปยังซูฉางเซิงด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

             

                   “องค์หญิงเก้า เพียงเศษชิ้นส่วนของคัมภีร์จักรพรรดิหนึ่งถึงสองชิ้น ไม่น่าตกใจถึงเพียงนั้นกระมัง”ซูฉางเซิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

             

                   ไม่น่าตกใจอย่างนั้นหรือ

             

                   องค์หญิงเก้าหัวเราะเยาะ ควรทราบว่าแม้แต่มหาเซียนหรือจักรพรรดิก็ยังกระหายและสนใจเศษชิ้นส่วนของคัมภีร์จักรพรรดิอย่างยิ่ง

             

                   ซูฉางเซิงเป็นเพียงเซียนธรรมดาๆ ทว่ากลับได้รับเศษชิ้นส่วนของคัมภีร์จักรพรรดิซึ่งแสดงให้เห็นถึงความลึกลับของเขาได้เป็นอย่างดี

             

                   ต้องมีความลับยิ่งใหญ่ใดซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

             

                   อย่างไรก็ตาม ในเมื่อซูฉางเซิงไม่ต้องการพูด องค์หญิงเก้าก็จะไม่เซ้าซี้อีกต่อไป

             

                   “ตูม!”

             

                   บนลานประลอง ร่างกายของซูจื่อยวนเปล่งประกายด้วยแสงแห่งเต๋า กฎเกณฑ์ปรากฏขึ้นรอบๆตัวนาง ดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์บานสะพรั่งสง่างาม เพียงตบฝ่ามือลงเบาๆ เสียงดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดินดึงดูดพลังแห่งกฎเกณฑ์ระหว่างสวรรค์และพิภพให้ตกลงมา พลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง…

             

                   “อัก!”

             

                   อัจฉริยะอีกคนของตระกูลซูถูกปราบลงด้วยฝ่ามือเดียว แม้ว่าระดับขั้นจะสูงกว่าซูจื่อยวนทว่าก็ยังคงกระอักเลือดไม่หยุด ทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยรอยยิ้มขมขื่น

             

                   “น้องหญิงผู้นี้ช่างเก่งกาจนัก ในอนาคตมีหวังที่จะกลายเป็นบุคคลเช่นบรรพบุรุษฉางเซิง!”อัจฉริยะของตระกูลซูผู้นั้นกล่าวชื่นชม เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม สวมชุดคลุมสีขาว ดูสง่างามและมีสง่าราศี

             

                   “ข้าน้อยซูชางไห่ ไม่ทราบน้องหญิงมีนามว่ากระไร” เขามองไปยังซูจื่อยวน ดวงตาฉายแววประหลาดใจนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอสตรีที่งดงามเช่นนี้

             

                   “จำเอาไว้ บรรพบุรุษฉางเซิงคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด เป้าหมายในชีวิตของข้าคือการได้ติดตามอยู่เคียงข้างบรรพบุรุษ!”อย่างไรก็ตาม ซูจื่อยวนก็ตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา จากนั้นก็ไม่แม้แต่จะมองซูชางไห่ หันหลังกลับและเดินลงจากลานประลอง

             

                   ฉากนี้ทำให้ซูชางไห่หน้าเสียเล็กน้อย เขารู้สึกอับอาย อีกฝ่ายดูถูกเขาอย่างชัดเจนเขาจึงทำได้เพียงจากไปอย่างเงียบๆ

             

                   “เก่งกาจมาก ชางไห่เป็นอัจฉริยะอันดับต้นๆ ของตระกูล เขายังพ่ายแพ้ในไม่กี่กระบวนท่าคนอื่นๆ คงไม่ต้องพูดถึง!”

             

                   “ดูเหมือนว่าผู้กำชัยในการประลองของตระกูลครั้งนี้จะเป็นนางเสียแล้ว!”

             

                   “ซูจื่อยวน พรสวรรค์ของสมาชิกตระกูลซูผู้นี้ช่างหาที่เปรียบมิได้ ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษจะชอบนางบ้างหรือไม่!”

             

                   บนลานประลอง เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลซูต่างก็พูดคุยกันด้วยความตกใจ

             

                   ส่วนซูอวิ๋นก็คิดในใจเงียบๆ

             

                   เขาไม่ลืมคำสั่งของบรรพบุรุษฉางเซิง ที่ให้ตามหาเทพธิดาหรือเซียนสาวที่มีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์

             

                   ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยอำนาจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของตระกูลซู เขาได้พบเจอผู้ที่เหมาะสมหลายคนแล้วเพียงแค่รอการยืนยันเท่านั้น

             

                   และตอนนี้ พรสวรรค์อันน่าทึ่งของซูจื่อยวนกอปรกับทัศนคติของนางที่มีต่อบรรพบุรุษฉางเซิงซูอวิ๋นจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาทันใด

             

                   จะจับคู่ซูจื่อยวนกับบรรพบุรุษฉางเซิงดีหรือไม่

             

                   ประเด็นหลักคือซูจื่อยวนมีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง พรสวรรค์ที่น่าทึ่งจะต้องไม่แต่งงานออกไปจากตระกูลและอยู่ที่ตระกูลซูเท่านั้น เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่แต่งงานกับบรรพบุรุษฉางเซิงเสียเลยเล่า

             

                   ด้วยพรสวรรค์ของซูจื่อยวนบวกกับบรรพบุรุษฉางเซิง นางจะต้องให้กำเนิดอัจฉริยะที่น่าทึ่งอย่างแน่นอนบางทีในอนาคตอาจจะเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงอีกคนก็ย่อมได้

             

                   ซูอวิ๋นคิดคำนวณในใจ แสดงความสามารถในการเป็นพ่อสื่ออย่างเต็มที่

             

                   ตูม!

             

                   ในการประลองของตระกูลที่เหลือ ซูจื่อยวนแสดงความสามารถที่โดดเด่น กวาดล้างคู่ต่อสู้ทั้งหมดและปราบปรามคู่ต่อสู้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

             

                   ในที่สุดนางก็ได้อันดับหนึ่ง และขึ้นไปบนลานประลองเพื่อรับรางวัลร่วมกับสมาชิกตระกูลที่อยู่ในอันดับหนึ่งถึงร้อย

             

                   อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รับรางวัล สายตาของนางจ้องมองไปยังบัลลังก์ประธานบนลานประลองตลอดเวลา

             

                   นั่นคือที่นั่งของซูฉางเซิง

             

                   สายตาที่ร้อนแรงและโจ่งแจ้งนั้น ชวนให้ซูฉางเซิงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

             

                   นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้ใดบางคนหมายปองร่างกายอย่างโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้กระทั่งถึงขั้นรอแทบไม่ไหว

             

                   ไม่ใช่ว่าเขาควรจะเป็นฝ่ายทำเช่นนี้หรือ

             

                   “ฮิๆ ซูฉางเซิง สมาชิกตระกูลซูของเจ้าดูเหมือนจะมีแผนการบางอย่างกับเจ้านะ”ข้างๆ ซูฉางเซิง องค์หญิงเก้าก็สังเกตเห็นสายตานี้เช่นกัน นางเป็นอัจฉริยะเช่นใด เป็นผู้ครอบครองสังขารเก้าหงส์ศักดิ์สิทธิ์ ลูกหลานของเผ่าหงส์สายตรง สายตาของนางนั้นเฉียบแหลมเพียงใด นางมองออกถึงความหมายที่แฝงอยู่ภายในทันที

             

                   ชั่วขณะหนึ่ง นางมองไปยังซูฉางเซิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายที่ยากจะเข้าใจ

             

                   นี่นางผู้นั้นคิดจะขึ้นคร่อมบรรพบุรุษเลยนี่นา!

             

                   ต้องบอกว่ากล้าหาญและแหวกขนบมาก

             

                   ทว่าองค์หญิงเก้ากลับชื่นชมคนเช่นนี้ นางมองซูจื่อยวนด้วยความชื่นชมมากขึ้น

             

                   “องค์หญิงเก้า ท่านคิดไปเอง” ซูฉางเซิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย กล่าวเสียงแผ่ว

             

                   เขาไม่อาจตอบองค์หญิงเก้าได้ว่าลูกหลานที่อกตัญญูผู้นี้อาจจะคิดจะขึ้นคร่อมเขาในราตรีนี้หรือไม่

             

                   แม้ว่าซูฉางเซิงจะมีหนังหน้าหนา ทว่าก็ไม่อาจพูดออกมาได้ ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น

             

                   “เหอะๆ...ในเมื่อการประลองจบลง ข้าก็ควรจะไปแล้ว” องค์หญิงเก้าหัวเราะ และไม่ได้พูดกระไรต่อจากนั้นนางก็ลุกขึ้น มองไปยังซูฉางเซิง ดวงตาเป็นประกาย และเอ่ยเชิญ “ว่าแต่… ในอาณาจักรลับแห่งมหาเซียนที่กำลังจะมาถึงเจ้าจะไปกับข้าหรือไม่”


    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน