ผู้คนทั้งหมดทั่วสนามถึงกับอึ้งไปทันที
ใครกันที่มันโอหังถึงขนาดบังอาจกล้าพูดขัดคำพูดคนอื่นต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้จะก่อความวุ่นวายหรืออย่างไร?
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือพลังอันดุดันที่แฝงมากับเสียงนั้นให้ความรู้สึกราวกับว่ามีมีดเล่มเล็กๆทิ่มแทงเข้าใส่แก้วหูและหัวใจของผู้คน เสียงคำรามอันเย็นชาเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ผู้คนทั้งสนามรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องแล้ว
ต้วนอวี่ที่อยู่บนเวทีหลักนั้นพลันหน้าซีดลงทันที
เหล่าทหารรักษาการณ์ทั้งหลายของเจ้าผู้ครองเมืองต่างก็ลุกขึ้นเตรียมพร้อมกันทันทีแต่สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนต่างก็ดูกังวลไม่แน่ใจกันอย่างชัดเจนสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ทำได้แค่กัดฟันแต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป
เพราะว่า เงาร่างที่สวมใส่ชุดแขนยาวสีน้ำเงินสายนั้นได้ค่อยๆ ลอยขึ้นจากฝั่งของศาสนาดาบสวรรค์อย่างช้าๆแล้วจากนั้นเขาก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเอื่อยๆ ไปทางลานประลอง
“โอ้สวรรค์ คนๆ นั้น คนๆ นั้น กำลังเดินบนอากาศหรือ?”
ผู้คนทั้งหลายตกตะลึงขึ้นทันที
พวกเขาเห็นเงาร่างนั้นกำลังลอยอยู่กลางอากาศจริงๆราวกับว่าเขากำลังเหยีบบันไดที่มองไม่เห็นอยู่ก็ไม่ปานเขาก้าวทีละก้าวอย่างนั้นจนมาถึงบนลานประลองยืนอยู่ท่ามกลางสุดยอดผลงานทั้งสี่ชิ้นด้วยท่าทางอันองอาจและน่าเกรงขามสุดขีดสยบทุกผู้คนทั่วบริเวณ
ต้วนอวี่ที่อยู่บนเวทีหลักดูจะรู้จักว่าเงาร่างเสื้อน้ำเงินนั้นคือใครสีหน้าของเขาดูแข็งเกร็งขึ้นมาทันที แต่ก็ยังแอบซ่อนความโมโหเอาไว้นิดๆ ด้วยเหมือนกันเขาทำได้แค่เอ่ยปากขึ้นถามว่า
“ท่านกู่...ท่านหมายความว่าอะไร?”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านกู่นั้นไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เขาเอาสองมือไขว้หลังไว้พร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาว่า
“อย่างที่บอกไปนั่นแหละพิธีการของเจ้ามันวุ่นวายมากเกินไปหรือว่าจะให้พวกเราศาสนาดาบสวรรค์ทำการแสดงโชว์เหมือนลิงให้พวกคนธรรมดาพวกนั้นดูหรืออย่างไร?”
พอคำพูดนี้หลุดออกจากปากก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นทันที
“ไอ้นั่นใครน่ะ? มันพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร...ที่มันมาร่วมงานนี้ก็เพื่อจะแสดงให้พวกเราดูอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
“ทำเป็นอวดดีอะไรของมัน...ถึงกับพูดขัดท่านประธานต้วนเลยรึมันคิดว่าตัวเองเจ๋งมากเลยรึอย่างไร?”
“เฮ้ย! รีบหุบปากเลย เจ้าไม่รู้หรือว่าการเดินบนอากาศเมื่อกี้นี้มันหมายความว่าอะไร?”
“หมายถึงอะไรล่ะ?”
“นั่นมันความสามารถขั้นสูงที่มีแต่ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่เท่านั้นถึงจะทำได้นะ...”
“แม่เจ้า...ระดับโพ่ไห่!!”
เสียงพูดคุยถกเถียงยิ่งมายิ่งดังขึ้นเรื่อยๆไม่รู้ว่าผู้คนทั้งหลายจะเข้าใจถึงพลังอันแข็งแกร่งของท่านกู่คนนั้นหรือเปล่าแต่สิ่งเดียวที่พวกเขาต่างก็คิดเหมือนกันก็คือ
งานจัดรางวัลครั้งนี้คงไม่มีทางดำเนินไปได้แบบปกติแล้ว
“เงียบ!!”
ท่านกู่คนนั้นที่กำลังหันหลังให้กับอัฒจันทร์ของผู้ชมอยู่นั้นพลันกระดิกหูขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เหมือนว่าจะเริ่มรู้สึกรำคาญเสียงพูดคุยอันวุ่ยวายของผู้ชมแล้วจึงส่งเสียงสั่งเงียบออกมาสั้นๆ เบาๆ
“อ๊าก! หูขอข้า!!”
ทุกคนในงานพลันรู้สึกเหมือนกับว่าแก้วหูของตัวเองถูกทุบด้วยค้อนอย่างรุนแรงจนรู้สึกปวดหัวเจียนตายไม่มีใครกล้าส่งเสียงขึ้นมาอีกแม้แต่แอะเดียว...
“ท่านกู่พะ...พวกเขาเป็นแค่ประชาชนคนธรรมดาเองนะ!!”
ต้วนอวี่รีบไปกดปุ่มๆ หนึ่งที่อยู่บนเวทีหลักลงไปทันที จากนั้นเหล่าบทสวดมนต์ของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่สลักอยู่รอบๆของลานประลองก็ทำงานขึ้นทันทีขอบสนามประลองพลันปรากฏม่านพลังป้องกันสายหนึ่งขึ้นมาทำให้พลังฟ้าดินของท่านกู่คนนั้นไม่สามาถเล็ดลอดออกไปยังนอกเวทีได้อีก
“ดังนั้นการที่เจ้าเอาพวกคนธรรมดามากองรวมอยู่ตรงนี้มันก็เป็นเรื่องที่ผิดพลาดตั้งแต่แรกแล้ว!”ท่านกู่คนนั้นยังคงไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิดแถมยังรู้สึกไม่พอใจในรูปแบบการจัดการอย่างนี้ด้วย
“พวกเราดาบสวรรค์นั้นเป็นหนึ่งในชี่อู่คอยปกปักรักษาบ้านเมืองทางทิศเหนือมานานนับร้อยนับพันปีถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราคอยเผชิญหน้าต่อสู้กับพวกอสูรทะเลที่อยู่ในภาคเหนืออยู่ตลอดเวลาละก็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะมีทางยั่งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ได้หรือ...น่าขันสิ้นดี”
ทุกคำพูดของเขาล้วนแฝงความรู้สึกกดดันอันรุนแรงเอาไว้ด้วยมองกดคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนของศาสนาดาบสวรรค์ของตัวเองซะเละ
ต้วนอวี่ที่อยู่บนเวทีหลักนั้นถูกท่านกู่ยั่วโมโหจนหน้าแดงก่ำแล้ว
เขารู้สึกโกรธอยู่ในใจ ไอ้ยอดฝีมือตรงหน้านี้มันจะโอหังอวดเบ่งมากเกินไปหน่อยรึเปล่าทั้งที่ตัวเองเข้าร่วมคัดเลือกเองแท้ๆ แต่ตัวเองยังกลับมาก่อความวุ่นวายอย่างไร้เหตุผลขึ้นอีก
แต่พลังของอีกฝ่ายก็น่ากลัวอย่างแท้จริงเหมือนกันตัวเขาเองไม่มีพลังมากพอที่จะไปต่อกรกับอีกฝ่ายจึงได้แต่นั่งเงียบไม่กล้าเอ่ยปากขึ้นอีก
ต้วนอวี่หน้าบูดลงหันสายตาขึ้นไปดูกลุ่มคนของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนเวทีหลักเช่นกันพวกเขาเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะสามารถช่วยเขาดำเนินกิจกรรมให้ไปต่อได้แต่ว่าเหล่าผู้อาวุโสของศาสนานั่นกลับดูท่าทางเหมือนกำลังนอนหลับอยู่อย่างไรอย่างนั้นไม่ได้คิดที่จะมาสนใจเขาเลยสักนิด
ทำบ้าอะไรกันอยู่!!
ต้วนอวี่พลันสบถออกมาในใจทันที จากนั้นก็เห็นท่านกูหันหลังกลับไปทางเหล่าผู้ชมทั้งหลายแล้ว
ในที่สุดผู้คนก็ได้เห็นหน้าตาเต็มๆ ของเขาสักที
เขาเป็นชายที่ดูท่าทางเหมือนคนอายุสามสิบกว่า มีผมยาวสีดำตรงหน้าผากมีสัญลักษณ์รูปดาบสีฟ้าครามสายหนึ่งถูกสักเอาไว้ ดวงตาสองข้างที่ข้างหนึ่งเป็นสีดำอีกข้างเป็นสีขาวสลับกันอย่างชัดเจนภายในนั้นราวกับมีประกายแสงของสำนึกกระบี่อันไร้เทียมทานอยู่
เขาสวมใส่เสื้อสีน้ำเงินแต่ไม่ได้พกกระบี่หนึ่งเล่มเอาไว้เหมือนลูกศิษย์คนอื่นๆแต่มันให้ความรู้สึกราวกับว่าทั้งตัวของเขาเองนั่นแหละคือกระบี่ดำอันหนักอึ้งดุดันอย่างมิอาจเทียบได้
ไม่ต้องคิดอะไรเยอะแล้ว คนๆ นี้ย่อมต้องเป็นกู่เซียวเฟิงคนนั้นอย่างแน่นอน
ยอดฝีมือที่เก่งที่สุดของศาสนาดาบสวรรค์ตอนนี้เป็นตัวตนที่มีพลังระดับโพ่ไห่ขั้นกลาง
กู่เซียวเฟิงแค่พูดออกมาไม่กี่คำก็สามารถสยบทั่วทั้งลานกว้างได้แล้วในลานกว้างแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ได้กลายเป็นเวทีแสดงของเขาเพียงคนเดียวไปแล้วด้วยตอนนี้นั้นเงียบจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงแมลงแล้ว
เขาที่มาจากภพภูมิภายนอกนั้นมีทั้งพลังและความน่าเกรงขามในระดับที่เหนือกว่าทั่วทั้งทวีปชี่อู่หลายเท่า ในลานกว้างนี้คนที่เข้าตาเขาก็มีแค่คนสองคนเท่านั้นเวลาปกติไอ้งานไร้สาระแบบนี้เขาไม่มีทางเข้าร่วมอยู่แล้วแต่ครั้งนี้เขามีเป้าหมายที่ทำให้ต้องเข้าร่วมอย่างช่วยไม่ได้
กู่เซียวเฟิงยืนเฉยๆ ด้วยท่าทางเย็นชาสาดส่องสายตาไปทั่วบริเวณ ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความคิดดูถูกเหยียดหยาม
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแค่เดินไปที่ตรงหน้าของยอดยุทธภัณฑ์ทั้งสี่นั่น จากนั้นก็ค่อยๆ ยกกระบี่ผลึกสีแดงเลือดเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วพูดขึ้นอย่างเย็นชาว่า “ภพภูมิชั้นต่ำแบบนี้ แค่สายตาที่ใช้ประเมินระดับพลังของกระบี่เล่มนี้ยังไม่มีเลย...”
เขากวาดตามองไปที่ผลงานอีกสามชิ้นที่ได้อันดับหนึ่งร่วมเหมือนกันกับของเขามุมปากเขาพลันยกขึ้นอย่างเย็นชามืออีกข้างก็ยื่นออกไปหยิบเอาตราผนึกทรงสี่เหลี่ยมที่ทำจากหยกชิ้นหนึ่งขึ้นมาทันที
มันคือยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ “ตราผนึกผู้สรรค์สร้าง”นั่นเอง
เขาหันหลังกลับไปแล้วค่อยๆ เดินไปอยู่ตรงหน้าของกลุ่มศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่นั่งอยู่บนเวทีแล้วกล่าวขึ้นว่า
“ศาสนาศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม?”
ต่อให้เป็นศาสนาศักดิ์สิทธิ์เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้วมันก็ไม่มีค่าควรให้ใส่ใจเลยสักนิด
“แม้แต่ ‘นิกายฟ้าศักดิ์สิทธิ์’ ของพวกเจ้าที่อยู่ใน ‘ภพเทียนหยวน’ ยังต้องเคารพยำเกรง ‘ศาสนาดาบเทวะ’ ของพวกเราถึงสามส่วน แล้วในทวีปชี่อู่นี่พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรเรียกขานตัวเองว่าศาสนาอันดับหนึ่ง...แถมยังมาสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์อะไรนี่ขึ้นมาอีกไอ้พวกไม่เจียมตัว!!”
ทั่วทั้งบริเวณดูเหมือนจะถูกบรรยากาศของกู่เซียวเฟิงสะกดข่มเอาไว้แล้ว
มันเป็นยอดฝีมือสุดแกร่งที่มาจาก “ศาสนาดาบเทวะ” นั่นเองเขาได้รับคำสั่งมาจากเบื้องบนให้ทำการสะกดข่มเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในทวีปชี่อู่ทั้งหมดให้ยอมสยบแทบเท้าเขาเพื่อให้กองกำลังหลักที่กำลังตามมาสามารถทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น
“เลี่ยนคุนหลุนล่ะ?”
กู่เซียวเฟิงเรียกชื่อของเลี่ยนคุนหลุนขึ้นมา
จากนั้นผู้คนก็ได้เห็นผู้ที่เคยเป็นนักการช่างอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินผู้อาวุโสเลี่ยนคุนหลุนยันตัวลึกขึ้นยืนด้วยสีหน้ามืดมน
“ในตราผนึกนี่มีอักขระโบราณขั้นสองถูกสลักเอาไว้ซึ่งเจ้าไม่ได้เป็นคนทำเองแน่ๆ พวกเจ้าศาสนาศักดิ์สิทธิ์เรียกใครมา?”
คำพูดของกู่เซียวเฟิงนั้นมีเพียงเหล่าผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปชี่อู่เท่านั้นถึงจะฟังรู้เรื่องทำเอาเลี่ยนคุนหลุนหน้าแดงขึ้นจนต้องก้มหน้าแล้วตอบกลับไปว่า
“ผู้อาวุโส คนของเราเขายังเก็บตัวฝึกวิชาอยู่วันนี้ไม่ได้มาร่วมงานด้วย”
“ขี้ขลาด ข้าว่ามันไม่กล้ามามากกว่ากระมัง...”กู่เซียวเฟิงตอกกลับอย่างเย็นชาจากนั้นก็ยกตราผนึกในมือซ้ายขึ้นเบาๆ
“ชาวชี่อู่ไม่รู้ความอย่างพวกเจ้าดูเอาไว้ให้ดีล่ะถ้าพวกเจ้าไม่สามารถแยกออกได้ว่าอันไหนแข็งแกร่งกว่าละก็อย่างนั้นข้าจะแสดงให้พวกเจ้าได้เห็นเองว่า ไอ้ตราผนึกนี่มันขยะไร้ค่ามากแค่ไหน!!”
ฟึบ!
ผู้คนพลันมองเห็นเส้นสายสีแดงสายหนึ่งปรากฏขึ้น แสงของประกายดาบที่สว่างจ้าจนผู้คนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นได้ฟาดฟันลงมา
ไม่มีใครมองเห็นเลยว่าประกายดาบนั่นเร็วแค่ไหนไม่มีใครดูออกเลยว่าประกายดาบนั่นแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด
หลังจากที่ผู้คนตั้งสติกลับมาได้อีกครั้ง ทั่วทั้งลานกว้างก็มีแต่เสียงร้องตกใจด้วยความเหลือเชื่อดังขึ้น
ตราผนึกผู้สรรค์สร้างชิ้นนั้นที่แต่เดิมมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับสุดยอดยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันอีกสามชิ้นที่เหลือตอนนี้มันกลับถูกฟันจนกลายเป็นซากอันแหลกละเอียดกองอยู่บนพื้น
ประกายดาบสีเลือดนั่นฟาดฟันผ่านไปได้อย่างรวดเร็วราวกับอสนีบาตแต่มันกลับแฝงไว้ด้วยคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วนจนสามารถผ่าตราผนึกนั่นให้แหลกเป็นผุยผงได้ในชั่วพริบตา
เป็นเพลงกระบี่ที่รวดเร็วมาก!
แต่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นก็คือกระบี่สีโลหิตที่อยู่ในมือของกู่เซียวเฟิงนั่นต่างหาก
เหล่ายอดฝีมือระดับสูงที่อยู่ในที่แห่งนี้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากู่เซียวเฟิงนั้นใช้แค่พลังฟ้าดินระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายในการปล่อยพลังเท่านั้นแต่ก็สามารถทำให้ “กระบี่ประกายโลหิต”เล่มนั้นกลายเป็นสุดยอดอาวุธสังหารอันไร้เทียมทานได้แล้ว
ตราผนึกผู้สรรค์สร้างแทบไม่ต่างอะไรกับเต้าหู้ก้อนหนึ่งเลยเมื่อเผชิญกับการโจมตีจากกระบี่ประกายโลหิต
ทั่วทั้งบริเวณนั้นพลันเงียบลงราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยก็ไม่ปาน
หรือว่าผลการประลองในวันนี้จะเป็นหนึ่งคนหนึ่งดาบที่สามารถปราบคู่ต่อสู้ทั้งหมดได้?
ทั้งเลี่ยนคุนหลุนและเหล่าผู้อาวุโสของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ต่างก็หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะกลั่นเป็นน้ำหมึกออกมาได้แล้ว
ศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นใหญ่ในชี่อู่ไม่เคยถูกหยามเกียรติรุนแรงขนาดนี้มาก่อน
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขากลับไม่กล้าเถียงกลับแม้แต่ครึ่งคำ!!
พวกเขาต่างก็รู้สึกไม่พอใจพลางแอบคิดในใจว่าทำไม่ท่านผู้นำแล้วก็ยอดฝีมือที่ถูกส่งมาจากนิกายฟ้าศักดิ์สิทธิ์คนนั้นถึงได้ไม่ยอมเข้าร่วมงานจะได้ให้เขามาจัดการกับไอ้จอมโอหังนั่นให้หงายเงิบไปเลย!!
“ศาสนาอันดับหนึ่งรึ หึ น่าขัน...”
กู่เซียวเฟิงที่ทำลายตราผนึกลงได้ในดาบเดียวก็ได้หันสายตากลับมายังส่วนกลางของลานประลองอีกครั้ง
ตรงนั้นยังมีผลงานที่เข้าร่วมการจัดอันดับอีกสองชิ้น
เขาจะทำอะไร?
หรือว่าเขาเพียงคนเดียวคิดจะทำลายผลงานที่เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งหมดทิ้งเลยอย่างนั้นหรือ?
ไม่มีใครกล้าหายใจเสียงดังขึ้นมาเลย
ตอนที่กู่เซียวเฟิงเดินไปถึงตรงกลางลานประลองแล้วตอนแรกเขาได้หยิบเอาโล่อันหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนพระอาทิตย์ซึ่งวางอยู่ทางฝั่งซ้ายมือขึ้น
“นี่หรือกำแพงแห่งความว่างเปล่า?”
กู่เซียวเฟิงมองโล่ที่อยู่ในมืออันนั้น
มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งเมตรเป็นโล่ที่ถูกสร้างขึ้นจากผลึกโปร่งใสตอนที่ถืออยู่ในมือนั้นมันใส่ราวกับไม่ได้ถืออะไรอยู่เลย
ส่วนในของมันนั้นมีด้ามจับสำหรับมือเดียวอยู่พอถือไว้ในมืออย่างมั่นคงแล้วก็พบว่าโล่เล่มนี้มีขนาดที่ใหญ่กว่าฝ่ามือไม่มากเท่าไรนักเป็นโล่มือเดียวที่มีน้ำหนักเบาและคล่องตัวมากๆ อันหนึ่งเลย
กู่เซียวเฟิงที่ลองพินิจดูโล่ในมือตัวเองแล้วก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชาขึ้นมา“ก็แค่ผลึกที่ถูกหลอมขึ้นมาจากวัตถุดิบขั้นห้าจำนวนหนึ่งก็เท่านั้นเองแต่เรื่องความบริสุทธิ์นี่นับว่าสูงมากเลยทีเดียว น่าเสียดาย..ไม่มีอักขระโบราณสลักไว้ด้วยด้อยค่ายิ่งกว่าขยะเสียอีก”
เคร้ง
เขาไม่มีอารมณ์แม้แต่จะชักดาบออกมาด้วยซ้ำพลันโยนโล่เล่มนั้นทิ้งลงพื้นทันที พร้อมกับใช้ขาข้างหนึ่งเหยียบซ้ำลงไปด้วย
กร๊อบ
ผู้คนต่างก็ได้ยินเสียงโล่รูปดวงตะวันอันจิ๋วนั่นกำลังถูกบี้อยู่กับพื้น
นั่นมันเป็นการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงถึงขีดสุด
นั่นมันผลงานของหลินหยางนะ...กลับถูกเหยียบอยู่บนพื้นทั้งที่ยังไม่ได้ลองเลยอย่างนั้นหรือ?
ผู้คนทั้งหลายต่างก็หันมามองทางหลินหยางที่กำลังยืนเงียบอยู่บนเวทีขนาดย่อมข้างๆ
ในฐานะเจ้าของของกำแพงแห่งความว่างเปล่าแล้วแววตาของหลินหยางตอนนี้เย็นยะเยือกยิ่งกว่ากำแพงน้ำแข็งหมื่นปีเสียอีก