ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 185 อับอาย

        ผู้คนทั้งหมดทั่วสนามถึงกับอึ้งไปทันที

        ใครกันที่มันโอหังถึงขนาดบังอาจกล้าพูดขัดคำพูดคนอื่นต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้จะก่อความวุ่นวายหรืออย่างไร?

        และที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือพลังอันดุดันที่แฝงมากับเสียงนั้นให้ความรู้สึกราวกับว่ามีมีดเล่มเล็กๆทิ่มแทงเข้าใส่แก้วหูและหัวใจของผู้คน เสียงคำรามอันเย็นชาเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ผู้คนทั้งสนามรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องแล้ว

        ต้วนอวี่ที่อยู่บนเวทีหลักนั้นพลันหน้าซีดลงทันที

        เหล่าทหารรักษาการณ์ทั้งหลายของเจ้าผู้ครองเมืองต่างก็ลุกขึ้นเตรียมพร้อมกันทันทีแต่สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนต่างก็ดูกังวลไม่แน่ใจกันอย่างชัดเจนสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ทำได้แค่กัดฟันแต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป

        เพราะว่า เงาร่างที่สวมใส่ชุดแขนยาวสีน้ำเงินสายนั้นได้ค่อยๆ ลอยขึ้นจากฝั่งของศาสนาดาบสวรรค์อย่างช้าๆแล้วจากนั้นเขาก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเอื่อยๆ ไปทางลานประลอง

        “โอ้สวรรค์ คนๆ นั้น คนๆ นั้น กำลังเดินบนอากาศหรือ?”

        ผู้คนทั้งหลายตกตะลึงขึ้นทันที

        พวกเขาเห็นเงาร่างนั้นกำลังลอยอยู่กลางอากาศจริงๆราวกับว่าเขากำลังเหยีบบันไดที่มองไม่เห็นอยู่ก็ไม่ปานเขาก้าวทีละก้าวอย่างนั้นจนมาถึงบนลานประลองยืนอยู่ท่ามกลางสุดยอดผลงานทั้งสี่ชิ้นด้วยท่าทางอันองอาจและน่าเกรงขามสุดขีดสยบทุกผู้คนทั่วบริเวณ

        ต้วนอวี่ที่อยู่บนเวทีหลักดูจะรู้จักว่าเงาร่างเสื้อน้ำเงินนั้นคือใครสีหน้าของเขาดูแข็งเกร็งขึ้นมาทันที แต่ก็ยังแอบซ่อนความโมโหเอาไว้นิดๆ ด้วยเหมือนกันเขาทำได้แค่เอ่ยปากขึ้นถามว่า

        “ท่านกู่...ท่านหมายความว่าอะไร?”

        ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านกู่นั้นไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เขาเอาสองมือไขว้หลังไว้พร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาว่า

        “อย่างที่บอกไปนั่นแหละพิธีการของเจ้ามันวุ่นวายมากเกินไปหรือว่าจะให้พวกเราศาสนาดาบสวรรค์ทำการแสดงโชว์เหมือนลิงให้พวกคนธรรมดาพวกนั้นดูหรืออย่างไร?”

        พอคำพูดนี้หลุดออกจากปากก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นทันที

        “ไอ้นั่นใครน่ะ? มันพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร...ที่มันมาร่วมงานนี้ก็เพื่อจะแสดงให้พวกเราดูอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”

        “ทำเป็นอวดดีอะไรของมัน...ถึงกับพูดขัดท่านประธานต้วนเลยรึมันคิดว่าตัวเองเจ๋งมากเลยรึอย่างไร?”

        “เฮ้ย! รีบหุบปากเลย เจ้าไม่รู้หรือว่าการเดินบนอากาศเมื่อกี้นี้มันหมายความว่าอะไร?”

        “หมายถึงอะไรล่ะ?”

        “นั่นมันความสามารถขั้นสูงที่มีแต่ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่เท่านั้นถึงจะทำได้นะ...”

        “แม่เจ้า...ระดับโพ่ไห่!!”

        เสียงพูดคุยถกเถียงยิ่งมายิ่งดังขึ้นเรื่อยๆไม่รู้ว่าผู้คนทั้งหลายจะเข้าใจถึงพลังอันแข็งแกร่งของท่านกู่คนนั้นหรือเปล่าแต่สิ่งเดียวที่พวกเขาต่างก็คิดเหมือนกันก็คือ

        งานจัดรางวัลครั้งนี้คงไม่มีทางดำเนินไปได้แบบปกติแล้ว

        “เงียบ!!”

        ท่านกู่คนนั้นที่กำลังหันหลังให้กับอัฒจันทร์ของผู้ชมอยู่นั้นพลันกระดิกหูขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เหมือนว่าจะเริ่มรู้สึกรำคาญเสียงพูดคุยอันวุ่ยวายของผู้ชมแล้วจึงส่งเสียงสั่งเงียบออกมาสั้นๆ เบาๆ

        “อ๊าก! หูขอข้า!!”

        ทุกคนในงานพลันรู้สึกเหมือนกับว่าแก้วหูของตัวเองถูกทุบด้วยค้อนอย่างรุนแรงจนรู้สึกปวดหัวเจียนตายไม่มีใครกล้าส่งเสียงขึ้นมาอีกแม้แต่แอะเดียว...

        “ท่านกู่พะ...พวกเขาเป็นแค่ประชาชนคนธรรมดาเองนะ!!”

        ต้วนอวี่รีบไปกดปุ่มๆ หนึ่งที่อยู่บนเวทีหลักลงไปทันที จากนั้นเหล่าบทสวดมนต์ของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่สลักอยู่รอบๆของลานประลองก็ทำงานขึ้นทันทีขอบสนามประลองพลันปรากฏม่านพลังป้องกันสายหนึ่งขึ้นมาทำให้พลังฟ้าดินของท่านกู่คนนั้นไม่สามาถเล็ดลอดออกไปยังนอกเวทีได้อีก

        “ดังนั้นการที่เจ้าเอาพวกคนธรรมดามากองรวมอยู่ตรงนี้มันก็เป็นเรื่องที่ผิดพลาดตั้งแต่แรกแล้ว!”ท่านกู่คนนั้นยังคงไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิดแถมยังรู้สึกไม่พอใจในรูปแบบการจัดการอย่างนี้ด้วย

        “พวกเราดาบสวรรค์นั้นเป็นหนึ่งในชี่อู่คอยปกปักรักษาบ้านเมืองทางทิศเหนือมานานนับร้อยนับพันปีถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราคอยเผชิญหน้าต่อสู้กับพวกอสูรทะเลที่อยู่ในภาคเหนืออยู่ตลอดเวลาละก็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะมีทางยั่งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ได้หรือ...น่าขันสิ้นดี”

        ทุกคำพูดของเขาล้วนแฝงความรู้สึกกดดันอันรุนแรงเอาไว้ด้วยมองกดคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนของศาสนาดาบสวรรค์ของตัวเองซะเละ

        ต้วนอวี่ที่อยู่บนเวทีหลักนั้นถูกท่านกู่ยั่วโมโหจนหน้าแดงก่ำแล้ว

        เขารู้สึกโกรธอยู่ในใจ ไอ้ยอดฝีมือตรงหน้านี้มันจะโอหังอวดเบ่งมากเกินไปหน่อยรึเปล่าทั้งที่ตัวเองเข้าร่วมคัดเลือกเองแท้ๆ แต่ตัวเองยังกลับมาก่อความวุ่นวายอย่างไร้เหตุผลขึ้นอีก

        แต่พลังของอีกฝ่ายก็น่ากลัวอย่างแท้จริงเหมือนกันตัวเขาเองไม่มีพลังมากพอที่จะไปต่อกรกับอีกฝ่ายจึงได้แต่นั่งเงียบไม่กล้าเอ่ยปากขึ้นอีก

        ต้วนอวี่หน้าบูดลงหันสายตาขึ้นไปดูกลุ่มคนของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนเวทีหลักเช่นกันพวกเขาเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะสามารถช่วยเขาดำเนินกิจกรรมให้ไปต่อได้แต่ว่าเหล่าผู้อาวุโสของศาสนานั่นกลับดูท่าทางเหมือนกำลังนอนหลับอยู่อย่างไรอย่างนั้นไม่ได้คิดที่จะมาสนใจเขาเลยสักนิด

        ทำบ้าอะไรกันอยู่!!

        ต้วนอวี่พลันสบถออกมาในใจทันที จากนั้นก็เห็นท่านกูหันหลังกลับไปทางเหล่าผู้ชมทั้งหลายแล้ว

        ในที่สุดผู้คนก็ได้เห็นหน้าตาเต็มๆ ของเขาสักที

        เขาเป็นชายที่ดูท่าทางเหมือนคนอายุสามสิบกว่า มีผมยาวสีดำตรงหน้าผากมีสัญลักษณ์รูปดาบสีฟ้าครามสายหนึ่งถูกสักเอาไว้ ดวงตาสองข้างที่ข้างหนึ่งเป็นสีดำอีกข้างเป็นสีขาวสลับกันอย่างชัดเจนภายในนั้นราวกับมีประกายแสงของสำนึกกระบี่อันไร้เทียมทานอยู่

        เขาสวมใส่เสื้อสีน้ำเงินแต่ไม่ได้พกกระบี่หนึ่งเล่มเอาไว้เหมือนลูกศิษย์คนอื่นๆแต่มันให้ความรู้สึกราวกับว่าทั้งตัวของเขาเองนั่นแหละคือกระบี่ดำอันหนักอึ้งดุดันอย่างมิอาจเทียบได้

        ไม่ต้องคิดอะไรเยอะแล้ว คนๆ นี้ย่อมต้องเป็นกู่เซียวเฟิงคนนั้นอย่างแน่นอน

        ยอดฝีมือที่เก่งที่สุดของศาสนาดาบสวรรค์ตอนนี้เป็นตัวตนที่มีพลังระดับโพ่ไห่ขั้นกลาง

        กู่เซียวเฟิงแค่พูดออกมาไม่กี่คำก็สามารถสยบทั่วทั้งลานกว้างได้แล้วในลานกว้างแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ได้กลายเป็นเวทีแสดงของเขาเพียงคนเดียวไปแล้วด้วยตอนนี้นั้นเงียบจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงแมลงแล้ว

        เขาที่มาจากภพภูมิภายนอกนั้นมีทั้งพลังและความน่าเกรงขามในระดับที่เหนือกว่าทั่วทั้งทวีปชี่อู่หลายเท่า ในลานกว้างนี้คนที่เข้าตาเขาก็มีแค่คนสองคนเท่านั้นเวลาปกติไอ้งานไร้สาระแบบนี้เขาไม่มีทางเข้าร่วมอยู่แล้วแต่ครั้งนี้เขามีเป้าหมายที่ทำให้ต้องเข้าร่วมอย่างช่วยไม่ได้

        กู่เซียวเฟิงยืนเฉยๆ ด้วยท่าทางเย็นชาสาดส่องสายตาไปทั่วบริเวณ ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความคิดดูถูกเหยียดหยาม

        เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแค่เดินไปที่ตรงหน้าของยอดยุทธภัณฑ์ทั้งสี่นั่น จากนั้นก็ค่อยๆ ยกกระบี่ผลึกสีแดงเลือดเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วพูดขึ้นอย่างเย็นชาว่า “ภพภูมิชั้นต่ำแบบนี้ แค่สายตาที่ใช้ประเมินระดับพลังของกระบี่เล่มนี้ยังไม่มีเลย...”

        เขากวาดตามองไปที่ผลงานอีกสามชิ้นที่ได้อันดับหนึ่งร่วมเหมือนกันกับของเขามุมปากเขาพลันยกขึ้นอย่างเย็นชามืออีกข้างก็ยื่นออกไปหยิบเอาตราผนึกทรงสี่เหลี่ยมที่ทำจากหยกชิ้นหนึ่งขึ้นมาทันที

        มันคือยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ “ตราผนึกผู้สรรค์สร้าง”นั่นเอง

        เขาหันหลังกลับไปแล้วค่อยๆ เดินไปอยู่ตรงหน้าของกลุ่มศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่นั่งอยู่บนเวทีแล้วกล่าวขึ้นว่า

        “ศาสนาศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม?”

        ต่อให้เป็นศาสนาศักดิ์สิทธิ์เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้วมันก็ไม่มีค่าควรให้ใส่ใจเลยสักนิด

        “แม้แต่ ‘นิกายฟ้าศักดิ์สิทธิ์’ ของพวกเจ้าที่อยู่ใน ‘ภพเทียนหยวน’ ยังต้องเคารพยำเกรง ‘ศาสนาดาบเทวะ’ ของพวกเราถึงสามส่วน แล้วในทวีปชี่อู่นี่พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรเรียกขานตัวเองว่าศาสนาอันดับหนึ่ง...แถมยังมาสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์อะไรนี่ขึ้นมาอีกไอ้พวกไม่เจียมตัว!!”

        ทั่วทั้งบริเวณดูเหมือนจะถูกบรรยากาศของกู่เซียวเฟิงสะกดข่มเอาไว้แล้ว

        มันเป็นยอดฝีมือสุดแกร่งที่มาจาก “ศาสนาดาบเทวะ” นั่นเองเขาได้รับคำสั่งมาจากเบื้องบนให้ทำการสะกดข่มเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในทวีปชี่อู่ทั้งหมดให้ยอมสยบแทบเท้าเขาเพื่อให้กองกำลังหลักที่กำลังตามมาสามารถทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

        “เลี่ยนคุนหลุนล่ะ?”

        กู่เซียวเฟิงเรียกชื่อของเลี่ยนคุนหลุนขึ้นมา

        จากนั้นผู้คนก็ได้เห็นผู้ที่เคยเป็นนักการช่างอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินผู้อาวุโสเลี่ยนคุนหลุนยันตัวลึกขึ้นยืนด้วยสีหน้ามืดมน

        “ในตราผนึกนี่มีอักขระโบราณขั้นสองถูกสลักเอาไว้ซึ่งเจ้าไม่ได้เป็นคนทำเองแน่ๆ พวกเจ้าศาสนาศักดิ์สิทธิ์เรียกใครมา?”

        คำพูดของกู่เซียวเฟิงนั้นมีเพียงเหล่าผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปชี่อู่เท่านั้นถึงจะฟังรู้เรื่องทำเอาเลี่ยนคุนหลุนหน้าแดงขึ้นจนต้องก้มหน้าแล้วตอบกลับไปว่า

        “ผู้อาวุโส คนของเราเขายังเก็บตัวฝึกวิชาอยู่วันนี้ไม่ได้มาร่วมงานด้วย”

        “ขี้ขลาด ข้าว่ามันไม่กล้ามามากกว่ากระมัง...”กู่เซียวเฟิงตอกกลับอย่างเย็นชาจากนั้นก็ยกตราผนึกในมือซ้ายขึ้นเบาๆ

        “ชาวชี่อู่ไม่รู้ความอย่างพวกเจ้าดูเอาไว้ให้ดีล่ะถ้าพวกเจ้าไม่สามารถแยกออกได้ว่าอันไหนแข็งแกร่งกว่าละก็อย่างนั้นข้าจะแสดงให้พวกเจ้าได้เห็นเองว่า ไอ้ตราผนึกนี่มันขยะไร้ค่ามากแค่ไหน!!”

        ฟึบ!

        ผู้คนพลันมองเห็นเส้นสายสีแดงสายหนึ่งปรากฏขึ้น แสงของประกายดาบที่สว่างจ้าจนผู้คนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นได้ฟาดฟันลงมา

        ไม่มีใครมองเห็นเลยว่าประกายดาบนั่นเร็วแค่ไหนไม่มีใครดูออกเลยว่าประกายดาบนั่นแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด

        หลังจากที่ผู้คนตั้งสติกลับมาได้อีกครั้ง ทั่วทั้งลานกว้างก็มีแต่เสียงร้องตกใจด้วยความเหลือเชื่อดังขึ้น

        ตราผนึกผู้สรรค์สร้างชิ้นนั้นที่แต่เดิมมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับสุดยอดยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันอีกสามชิ้นที่เหลือตอนนี้มันกลับถูกฟันจนกลายเป็นซากอันแหลกละเอียดกองอยู่บนพื้น

        ประกายดาบสีเลือดนั่นฟาดฟันผ่านไปได้อย่างรวดเร็วราวกับอสนีบาตแต่มันกลับแฝงไว้ด้วยคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วนจนสามารถผ่าตราผนึกนั่นให้แหลกเป็นผุยผงได้ในชั่วพริบตา

        เป็นเพลงกระบี่ที่รวดเร็วมาก!

        แต่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นก็คือกระบี่สีโลหิตที่อยู่ในมือของกู่เซียวเฟิงนั่นต่างหาก

        เหล่ายอดฝีมือระดับสูงที่อยู่ในที่แห่งนี้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากู่เซียวเฟิงนั้นใช้แค่พลังฟ้าดินระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายในการปล่อยพลังเท่านั้นแต่ก็สามารถทำให้ “กระบี่ประกายโลหิต”เล่มนั้นกลายเป็นสุดยอดอาวุธสังหารอันไร้เทียมทานได้แล้ว

        ตราผนึกผู้สรรค์สร้างแทบไม่ต่างอะไรกับเต้าหู้ก้อนหนึ่งเลยเมื่อเผชิญกับการโจมตีจากกระบี่ประกายโลหิต

        ทั่วทั้งบริเวณนั้นพลันเงียบลงราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยก็ไม่ปาน

        หรือว่าผลการประลองในวันนี้จะเป็นหนึ่งคนหนึ่งดาบที่สามารถปราบคู่ต่อสู้ทั้งหมดได้?

        ทั้งเลี่ยนคุนหลุนและเหล่าผู้อาวุโสของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ต่างก็หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะกลั่นเป็นน้ำหมึกออกมาได้แล้ว

        ศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นใหญ่ในชี่อู่ไม่เคยถูกหยามเกียรติรุนแรงขนาดนี้มาก่อน

        แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขากลับไม่กล้าเถียงกลับแม้แต่ครึ่งคำ!!

        พวกเขาต่างก็รู้สึกไม่พอใจพลางแอบคิดในใจว่าทำไม่ท่านผู้นำแล้วก็ยอดฝีมือที่ถูกส่งมาจากนิกายฟ้าศักดิ์สิทธิ์คนนั้นถึงได้ไม่ยอมเข้าร่วมงานจะได้ให้เขามาจัดการกับไอ้จอมโอหังนั่นให้หงายเงิบไปเลย!!

        “ศาสนาอันดับหนึ่งรึ หึ น่าขัน...”

        กู่เซียวเฟิงที่ทำลายตราผนึกลงได้ในดาบเดียวก็ได้หันสายตากลับมายังส่วนกลางของลานประลองอีกครั้ง

        ตรงนั้นยังมีผลงานที่เข้าร่วมการจัดอันดับอีกสองชิ้น

        เขาจะทำอะไร?

        หรือว่าเขาเพียงคนเดียวคิดจะทำลายผลงานที่เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งหมดทิ้งเลยอย่างนั้นหรือ?

        ไม่มีใครกล้าหายใจเสียงดังขึ้นมาเลย

        ตอนที่กู่เซียวเฟิงเดินไปถึงตรงกลางลานประลองแล้วตอนแรกเขาได้หยิบเอาโล่อันหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนพระอาทิตย์ซึ่งวางอยู่ทางฝั่งซ้ายมือขึ้น

        “นี่หรือกำแพงแห่งความว่างเปล่า?”

        กู่เซียวเฟิงมองโล่ที่อยู่ในมืออันนั้น

        มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งเมตรเป็นโล่ที่ถูกสร้างขึ้นจากผลึกโปร่งใสตอนที่ถืออยู่ในมือนั้นมันใส่ราวกับไม่ได้ถืออะไรอยู่เลย

        ส่วนในของมันนั้นมีด้ามจับสำหรับมือเดียวอยู่พอถือไว้ในมืออย่างมั่นคงแล้วก็พบว่าโล่เล่มนี้มีขนาดที่ใหญ่กว่าฝ่ามือไม่มากเท่าไรนักเป็นโล่มือเดียวที่มีน้ำหนักเบาและคล่องตัวมากๆ อันหนึ่งเลย

        กู่เซียวเฟิงที่ลองพินิจดูโล่ในมือตัวเองแล้วก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชาขึ้นมา“ก็แค่ผลึกที่ถูกหลอมขึ้นมาจากวัตถุดิบขั้นห้าจำนวนหนึ่งก็เท่านั้นเองแต่เรื่องความบริสุทธิ์นี่นับว่าสูงมากเลยทีเดียว น่าเสียดาย..ไม่มีอักขระโบราณสลักไว้ด้วยด้อยค่ายิ่งกว่าขยะเสียอีก”

        เคร้ง

        เขาไม่มีอารมณ์แม้แต่จะชักดาบออกมาด้วยซ้ำพลันโยนโล่เล่มนั้นทิ้งลงพื้นทันที พร้อมกับใช้ขาข้างหนึ่งเหยียบซ้ำลงไปด้วย

        กร๊อบ

        ผู้คนต่างก็ได้ยินเสียงโล่รูปดวงตะวันอันจิ๋วนั่นกำลังถูกบี้อยู่กับพื้น

        นั่นมันเป็นการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงถึงขีดสุด

        นั่นมันผลงานของหลินหยางนะ...กลับถูกเหยียบอยู่บนพื้นทั้งที่ยังไม่ได้ลองเลยอย่างนั้นหรือ?

        ผู้คนทั้งหลายต่างก็หันมามองทางหลินหยางที่กำลังยืนเงียบอยู่บนเวทีขนาดย่อมข้างๆ

        ในฐานะเจ้าของของกำแพงแห่งความว่างเปล่าแล้วแววตาของหลินหยางตอนนี้เย็นยะเยือกยิ่งกว่ากำแพงน้ำแข็งหมื่นปีเสียอีก

คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

นิยาย แฟนตาซี
196K 740
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

นิยาย แฟนตาซี
127K 373
อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
58.22M 2245
ความโกรธแค้นของชูร่า

ความโกรธแค้นของชูร่า

นิยาย เกมออนไลน์
2.39M 852
หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.44M 2988
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
355K 668
ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

นิยาย แฟนตาซี
81K 280