เมิ่งฝานอดทนต่อความเจ็บปวดที่หัวไหล่ก่อนจะลูบที่ปลายจมูกจากนั้นจึงเอ่ยออกไปอย่างจนปัญญา “ระวังตัวด้วยสิคนที่อยู่ด้านหลังกำลังมองอยู่!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกู่ซินเอ๋อร์พลันหน้าแดงขึ้นมาทันทีก่อนที่ร่างบางอรชรและผิวเนื้อเนียนขาวนั้นจะขยับถอยห่างด้วยท่าทีที่น่ารักทางฝั่งของกู่หยวนได้แต่ส่ายหน้าแต่ก็หาได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเพียงแค่ยืนรออยู่ที่เดิมเท่านั้น
นัยน์ตาของบรรดาเด็กหนุ่มแห่งอูเจิ้นทั้งหลายล้วนแต่เต็มไปด้วยความริษยาแต่ก็ต้องยอมรับว่าภายในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ผู้ที่คู่ควรกับกู่ซินเอ๋อร์มีเพียงเมิ่งฝานเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ทว่าพญาอินทรีนั้นกลับขยับปากเอ่ยออกมาเสียงเรียบ“หึ หัวใจของนังหนูสั่นคลอนแล้วสินะ แม้ว่าเจ้าเด็กผู้นี้จะดูแล้วไม่เลวแต่หากเทียบกับเหล่าจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งดุจปีศาจในพรรคก็ยังคงด้อยกว่าอย่างยิ่งเมื่อใดที่นังหนูเข้าไปในพรรคคงจะทำให้คนพวกนั้นบ้าคลั่งไม่น้อย เมื่อถึงยามนั้นนางก็คงจะมีตัวเลือกมากมายจนไม่สนใจเจ้าหนุ่มผู้นี้แล้วล่ะ”
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานปรากฏตัวสีหน้าของกู่ฉิงก็เปลี่ยนไปนางมายืนอยู่ตรงหน้าของเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่เย็นชา “เมิ่งฝาน พวกข้าจะต้องไปแล้ว ว่าแต่เจ้าจะทำตามพันธสัญญาสามปีนั่นจริงหรือ?”
มันเป็นน้ำเสียงที่เย็นชาทว่านัยน์ตาที่มองไปยังเมิ่งฝานนั้นกลับมีความกังวลปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบัง
เมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นก่อนจะคลี่ยิ้มและเอ่ยเสียงเรียบว่า“เรื่องบางอย่างเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมันเจ้าเองก็ต้องไปด้วยหรือ?”
“แน่นอน!”
กู่ฉิงพยักหน้ารับเจ้าของท่อนขาอันเรียวสวยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะบอกว่า “สถานที่ที่ข้าต้องไปก็คือวิหารวัฏจักรเป็นพรรควรยุทธ์เดิมที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งของท่านพ่อข้าเมิ่งฝาน...ข้าหวังว่าสามปีหลังจากนี้เจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ เมื่อถึงยามนั้นข้ากับเจ้ามาประลองกันอีกครั้งข้าไม่เชื่อว่าเมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะยังแพ้ให้เจ้าอยู่เช่นเดิม!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ได้เลย!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาสายตาของเขาก็เหลือบมองมองท่อนขาเรียวของกู่ฉิงไปด้วยเมิ่งฝานต้องยอมรับว่าทุกชุดที่กู่ฉิงสวมใส่ล้วนแต่เข้ากับตัวนางเป็นอย่างยิ่งสามารถทำให้มองเห็นสัดส่วนอันน่าหลงไหลนั้นได้อย่างเด่นชัด หน้าอกนูนเด่นสะโพกผายน่าหลงใหลเป็นที่สุด
เนื้อผ้าปกปิดร่างกายแต่ก็ยังสามารถมองเห็นภายในได้เป็นครั้งคราวซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานคลี่ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ทว่ากู่ฉิงกลับขมวดคิ้วอันดกดำนั้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“สายตาสุนัขของเจ้ากำลังมองสิ่งใดอยู่!”
“เจ้างดงาม!”
เมิ่งฝานเอ่ยพลางยิ้มขึ้นทั้งยังลูบปลายจมูกตนเองไปด้วย “หวังว่าเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นในวิหารวัฏจักรแต่ก็ขอแค่เจ้านั้นมีศักยภาพในการป้องกันตนเองเพราะข้าไม่อยากให้ผู้ใดมาแตะต้องเจ้าอีกแล้วถึงแม้มันจะไม่เกี่ยวกับข้าแต่ข้าก็จะดีใจแทนคนพวกนั้น!”
เมื่อเขาพูดจบร่างกายของกู่ฉิงก็สั่นเทาไปชั่วครู่สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อยคล้ายดั่งนึกถึงเรื่องใดขึ้นมาได้ นางจ้องเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยความเยือกเย็นหากไม่ใช่เพราะกู่หยวนและคนอื่นๆ อยู่ที่นี่ด้วยนางก็คงจะเล่นงานเมิ่งฝานไปแล้ว
เมิ่งฝานส่ายหน้าก่อนจะมองไปยังกู่ซินเอ๋อร์แล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ไปเถอะ เจ้าไม่ต้องห่วง ข้ารับปากว่าหากมีโอกาสข้าจะต้องไปเยี่ยมเจ้าแน่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นน้องสาวของข้าขอแค่เมื่อวันนั้นมาถึงเจ้าอย่าได้ลืมข้าก็พอ!”
แม้ว่าในใจเขานั้นไม่อยากจากไปที่ใดแต่เมิ่งฝานก็ทำได้เพียงเก็บความคิดนั้นเอาไว้
กู่ซินเอ๋อร์สบตากับเมิ่งฝานแล้วกัดเม้มริมฝีปากแน่นหัวใจของนางในยามนี้หม่นหมองเป็นอย่างยิ่งหลังจากที่เงียบงันอยู่ชั่วครู่กู่ซินเอ๋อร์จึงเอ่ยเสียงเบา “พี่เมิ่งฝาน ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน ท่านรักษาตัวด้วยนะเจ้าคะเอาไว้ซินเอ๋อร์แข็งแกร่งขึ้นเมื่อใดก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกท่านเป็นแน่ต่อให้เป็นปราชญ์สตรีของพรรคเหมันต์สวรรค์ก็ไม่ได้!”
นัยน์ตาของกู่ซินเอ๋อร์เต็มไปด้วยความแน่วแน่จากนั้นกู่ฉิงก็จูงมือนางไปหาพญาอินทรีที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว พญาอินทรีกางปีกออกมาเพื่อให้กู่ฉิงและกู่ซินเอ๋อร์ขึ้นไปนั่งด้านบน
จากนั้นพญาอินทรีก็มองมายังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง“ไว้เจอกันใหม่นะเจ้าหนุ่มแต่พวกเราคงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ!”
นอกจากขั้นพลังของทั้งสองที่แตกต่างก็ยังมีระยะทางอันยาวไกลหลายร้อยหลายหมื่นลี้แม้จะเป็นพญาอินทรีก็ยังต้องใช้เวลาในการบินถึงหนึ่งเดือนจึงจะไปถึงที่หมายฉะนั้นแล้วโอกาสในการพบหน้ากันจึงน้อยนิดเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดออกไปนัยน์ตาของพญาอินทรีก็วาวโรจน์ก่อนที่ร่างกายขนาดยักษ์ของมันจะสั่นสะท้านจนแทบล้มลงไปกับพื้น มันมองมายังเมิ่งฝานด้วยใบหน้าอันบ่งบอกถึงความสะพรึงกลัว
เหตุใดเมื่อครู่จึงได้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งแต่กลับทำให้พญาอินทรีอยากจะก้มลงคารวะประหนึ่งว่าได้พบกับบรรพบุรุษก็ไม่ปานซึ่งมันเป็นอานุภาพระหว่างสัตว์อสูรกับสัตว์อสูรตามธรรมชาติ!
พญาอินทรีตกตะลึงไปทั้งหัวใจเมื่อมองเมิ่งฝานอย่างละเอียดอีกครั้งก็ไม่พบสิ่งใดที่แปลกประหลาด
หรือมันจะเป็นเพียงลางสังหรณ์ที่ผิดพลาด?
พญาอินทรีชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะสบถในใจอูเจิ้นแห่งนี้แปลกประหลาดไปเสียหน่อยสำหรับพญาอินทรีนอกจากจะมีผู้ที่ครอบครองกายาวัฏจักรแล้วก็ยังมีเด็กหนุ่มที่แปลกประหลาดยิ่งกว่า
ร่างของพญาอินทรีขยับก่อนจะบินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าไกลทะยานไกลดุจดั่งดาวตกก็ไม่ปาน
กู่ซินเอ๋อร์ร่างสั่นเทาเมื่อนั่งอยู่บนหลังของพญาอินทรีแม้ว่ากู่ฉิงจะกอดนางเอาไว้ก็ตาม เมื่อพญาอินทรีบินขึ้นสูงเส้นผมของกู่ซินเอ๋อร์จึงปลิวสะบัดแต่นางก็ยังตะโกนบอกไปยังเมิ่งฝานที่อยู่ด้านล่าง“พี่เมิ่งฝาน ท่านจำคำที่ท่านบอกกับข้าเอาไว้ให้ดีแล้วข้าจะรอท่านอยู่ที่วิหารวัฏจักร...”
เมื่อผู้ที่อยู่ในขั้นราชาขยับก็ทะยานไปในกลีบเมฆาอย่างฉับพลันเพียงขยับก็ไกลนับพันลี้ ภาพรอบกายขยับเคลื่อนไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าฟ้าดินอันกว้างใหญ่หดเล็กลงไปก็ไม่ปานร่างของกู่ซินเอ๋อร์ที่อยู่กลางอากาศเลือนหายไปในฟากฟ้าอย่างช้าๆเหลือไว้เพียงเสียงที่ยังคงดังขึ้นในอากาศ
ในที่สุด ก็ไปเสียแล้ว...
เมิ่งฝานครุ่นคิดขึ้นมาในใจ ต่อไปก็ถึงเวลาที่ตนเองต้องลาจากแล้วหลังจากที่ประสานมือลาต่อคนอูเจิ้นมากมายเขาก็จากไปโดยไม่หันหลังกลับ
ฝ่าเท้าเหยียบย่ำไปบนพื้นส่วนในหัวก็มีภาพมากมายเคลื่อนผ่าน ทว่าในหูกลับเป็นเสียงของรั่วสุ่ยอี “หึหึ ร่างกายของนังหนูคนนั้นแข็งแกร่งยิ่งภายภาคหน้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นแน่!”
เมื่อเสียงของนางจบลงร่างกายของเมิ่งฝานก็สั่นสะท้านแม้แต่รั่วสุ่ยอีก็ยังเอ่ยเช่นนี้ย่อมแสดงว่ากู่ซินเอ๋อร์นั้นน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง
หากมีวาสนาต่อให้โลกกว้างใหญ่เพียงใดก็ยังได้พบพานหากไร้ซึ่งวาสนาต่อให้อยู่เบื้องหน้าก็ไม่ได้พบเจอ
เมิ่งฝานครุ่นคิดอยู่ในใจถึงอย่างไรแล้วกู่ซินเอ๋อร์ก็คือสตรีที่เขาชอบเสมอมาทว่าในวันนี้เขากลับต้องเก็บความชอบนั้นเอาไว้ในใจและหันมาสนใจเพียงการบำเพ็ญตน!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองก่อนจะถามออกไป “เมื่อครู่ฝีมือท่านใช่หรือไม่ขอรับ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาอย่างไม่สนใจสิ่งใด “หึเป็นแค่ไก่ไร้ขนมาเจอข้าแล้วยังกล้าอวดดี ข้าไม่ทำให้เขากลัวจนตัวสั่นก็นับว่าดีเพียงใดแล้ว!”
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ“ตอนนี้ข้าต้องทำอย่างไรต่อไปขอรับ?”
เนื่องด้วยก่อนหน้านี้เขาได้รับปากรั่วสุ่ยอีเอาไว้ฉะนั้นแล้วนับจากนี้ไปเขาจะต้องเชื่อฟังในสิ่งที่นางวางแผนเอาไว้
รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ไม่ต้องห่วงข้ารับประกันได้เลยว่าหากเจ้าฝึกฝนคัมภีร์ทวนเทพนี้ให้ดีก็จะประสบความสำเร็จไม่ด้อยไปกว่านังหนูผู้นั้นแน่นอนพรสวรรค์นั้นสำคัญ แต่การบำเพ็ญตนก็สำคัญเช่นกัน ฉะนั้นแล้วข้าจึงไม่ต้องการให้เจ้าก้าวเดินไปบนเส้นทางธรรมดาและสถานที่ในการฝึกฝนครั้งนี้มีนามว่าสุสานสวรรค์!”
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใด ก่อนจะโพล่งออกไป “สถานที่ต้องห้ามอันดับหนึ่ง!”
เมิ่งฝานเคยได้ยินชื่อของสถานที่แห่งนี้มานานแล้วซึ่งการที่มันถูกขนานนามว่าสุสานสวรรค์เป็นเพราะที่นั่นเป็นพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ทว่ากลับเต็มไปด้วยสุสานมากมายนับไม่ถ้วน
เล่าว่าภายในนั้นฝังร่างของจอมยุทธ์ขั้นปราณมายาทมิฬผู้หนึ่งเอาไว้โดยรอบไร้ซึ่งต้นหญ้า ดำทะมึน และน่าพิศวงหากมีจอมยุทธ์ที่ขั้นพลังค่อนข้างต่ำเข้าไปในอาณาเขตก็จะถูกกลิ่นอายศพของสุสานกลืนกินจนทำให้สติเลือนรางไม่สมประกอบ
สถานที่แห่งนั้นถือเป็นเขตพื้นที่ปิดผนึกโดยความร่วมมือของอาณาจักรต้าก้านและอาณาจักรอื่นในบริเวณใกล้เคียงซึ่งไม่มีมนุษย์ธรรมดาผู้ใดจะเข้าไปภายใน
เมื่อนึกถึงตำนานเรื่องเล่าของสถานที่แห่งนั้นหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นไหวขนลุกไปทั้งร่างก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไปสถานที่แบบนั้นเพื่อสิ่งใดกันขอรับ?”
รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “จะไม่ไปได้อย่างไรเจ้าคิดว่าคัมภีร์ทวนเทพของตนเองฝึกฝนง่ายนักหรือไร? ข้าจะบอกให้นะว่าการกลืนกินสิ่งใดเรื่อยเปื่อยนั้นไม่อาจทำให้วิชายุทธ์ของเจ้าพัฒนาได้เป็นแน่สิ่งที่เจ้าควรจะกลืนกินต้องเป็นวัตถุเทพ ซึ่งภายในวัตถุเทพนั้นจะแฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินอันยิ่งใหญ่ยิ่งมีระดับสูงเท่าใดก็ยิ่งทำให้คัมภีร์ทวนเทพของเจ้าพัฒนาได้ดีเท่านั้นฉะนั้นเจ้าต้องออกตามหาวัตถุเทพ!”
วัตถุเทพ!
เมื่อได้ยินคำนั้นมุมปากของเมิ่งฝานกระตุกขึ้นมาหนึ่งครั้งยามนี้เขาอยากจะเอาไข่อสูรทมิฬใบนี้ออกมาบีบให้แหลกคามือเสียจริงนี่มันคัมภีร์วิชายุทธ์แบบใดกัน! สิ่งที่จะถูกขนานนามว่าเป็นวัตถุเทพได้จะต้องเป็นถึงศัสตราวุธระดับเจ็ดขึ้นไปและถูกเรียกว่าศัสตราเทพเมื่อใดที่ของดังกล่าวปรากฏขึ้นบนโลกจะต้องนำมาซึ่งการนองเลือด ทว่าภารกิจของเขาในครานี้คือการกลืนกินพวกมันฉะนั้นแล้วเห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องที่ยากเย็นเพียงใด
“บัดซบ!”
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็สบถออกมาอย่างไม่อาจห้ามใจ
........
สถานที่อันห่างไกลออกไปหลายร้อยหลายพันลี้นั้นณ เขาเทียนหาน พรรคเหมันต์สวรรค์
หิมะผืนหนาปกคลุมอยู่บนยอดเขาเป็นเวลานานนับหมื่นปีไม่หลอมละลายไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้หากไม่จำเป็นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงพรรคเหมันต์สวรรค์ซึ่งเป็นคล้ายดั่งสถานที่ต้องห้ามท่ามกลางขุนเขาอันสูงตระหง่าน
ภายในหอไม้แห่งหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาท่ามกลางขุนเขามากมายสิ่งของล้ำค่ามากมายจัดวางเรียงรายอยู่ภายในทุกชิ้นล้วนแต่เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากบนโลกมนุษย์ บนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ใจกลางของสถานที่แห่งนี้ก็คือหนังสัตว์ที่ได้มาจากสัตว์อสูรที่สูงส่ง
สัตว์อสูรผู้แข็งแกร่งนั้น หากบรรลุระดับห้าก็จะกลายเป็นราชาอสูรหลังจากที่อยู่ในขั้นราชาอสูรก็จะพัฒนาต่อไปเป็นขั้นบรรพอสูร จักรพรรดิอสูรอริยะอสูร เทวะอสูร!
เทียบเท่ากับจอมยุทธ์ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งในบรรดามนุษย์ทั้งหลายสัตว์อสูรนั้นสามารถบำเพ็ญพลังปราณได้เช่นกันซ้ำยังมีข้อได้เปรียบอยู่ในสายเลือดตามธรรมชาติที่เลิศล้ำยิ่งกว่าด้วยเล่าว่าทางเผ่าพันธุ์มังกรสามารถเรียกลมเรียกฝนหรือดูดซับพลังปราณได้ตั้งแต่กำเนิด
ซึ่งไม่ผู้ใดคาดคิดว่าหนังของสัตว์อสูรในขั้นบรรพอสูรอันแข็งแกร่งและหาได้ยากจะถูกนำมาใช้เป็นที่รองนั่งหากมนุษย์โลกรับรู้เรื่องนี้ก็คงจะบ้าคลั่งกันเลยทีเดียว
บนนั้นก็คือดรุณีน้อยสวมชุดสีขาว ท่อนขาเรียวสวยทั้งสองเหยียดตรง เส้นผมงามปกอยู่บนหลังนั่งพิงเก้าอี้ขนาดใหญ่ตัวนั้นด้วยใบหน้าราบเรียบคล้ายดั่งไม่ได้สนใจสิ่งใด นางคือมู่อวี่อินนั่นเองเพียงไม่นานก็มีชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามา ซึ่งเขาผู้นั้นก็คือเอินไท่
หลังจากทำความเคารพเด็กสาวตรงหน้าเอินไท่ก็เอ่ยเสียงเข้ม“คุณหนูศิษย์ที่พามาพร้อมกันในครั้งนี้ได้รับการจัดหาที่พักให้เรียบร้อยแล้วขอรับ”
“อืม” มู่อวี่อินหยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ท่านพ่อเหนื่อยมากแล้ว เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้อย่าได้ไปรบกวนท่านเลย”
“ทราบแล้วขอรับ!”
เอินไท่เอ่ยเสียงเข้มจากนั้นจึงเงยหน้าแล้วพูดต่ออย่างช้าๆ “คุณหนูขอรับ เมิ่งฝานผู้นั้น...ในตอนที่อยู่ในเมืองเหยียนเฉิงข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งพลังของจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างสูงสุดในตัวเขาจะให้ส่งคนไปสังหารหรือไม่ขอรับ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของมู่อวี่อินก็วาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “ไม่ต้องเขาก็แค่มนุษย์ตัวน้อยผู้หนึ่งเท่านั้นต่อให้มีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งหนุนหลังแล้วจะอย่างไร จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งที่ถูกพรรคเหมันต์สวรรค์สังหารไปในช่วงเวลาหลายปีนี้สามารถนำไปกองเรียงรายได้ทั่วทั้งขุนเขาไม่ต้องไปสนใจเขา หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปก็จะเป็นที่น่าขบขันเสียเปล่า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเอินไท่คล้ายกำลังจะเอ่ยสิ่งใดออกมาทว่าสุดท้ายก็จากไปเหลือเพียงมู่อวี่อินที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ภาพในวันเก่าๆผุดขึ้นมาในหัวของนางหลายสิ่ง
“เจ้าผู้นี้นับว่าไม่เลวมารู้จักกันเสียหน่อยเป็นไร ข้ามีนามว่ามู่อวี่อิน!”
“เดิมทีการรู้จักของพวกเราทั้งสองก็เป็นเพียงข้อแลกเปลี่ยนกันเท่านั้นซึ่งในยามนี้มันก็จบลงแล้ว”
“สามปีหลังจากนี้ข้าเมิ่งฝานจะบุกไปถึงยอดเขาเทียนหานเอาชนะจอมยุทธ์น้อยแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์ทุกคนรวมถึงเจ้าด้วย ให้สัญญานี้เป็นพยานหากใครแพ้พ่ายจะต้องเชื่อฟังอีกฝ่ายไปชั่วชีวิต!”
นัยน์ตาของนางวาวโรจน์เพราะจดจำผู้ที่ขโมยจูบแรกของตนเองได้เป็นอย่างดีก่อนที่ฝ่ามือเรียวนั้นจะขยับกระบี่ข้างตัวแล้วดึงออกมาจากฝัก พลังปราณแผ่ซ่านใช้กระบี่ชี้ไปทางทิศเหนือกลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลันก่อนนางจะตวาดออกมาด้วยเสียงอันเยือกเย็น“เมิ่งฝาน เจ้าคิดจริงหรือว่าตนเองสามารถเอาชนะข้าได้? ไม่ว่าเจ้าจะทำไปเพราะเหตุใดแต่สุดท้ายก็ต้องแพ้พ่ายให้กับข้าอยู่ดีพรรคเหมันต์สวรรค์ของข้าเกรียงไกรในพรมแดนจตุทิศ ทรัพยากรในการบำเพ็ญตนมากมายมหาศาลทั้งยังได้ท่านพ่อคอยชี้แนะข้าอีกด้วย แล้วเจ้ามีสิ่งใด เจ้าถือสิทธิ์ใด? เมิ่งฝานข้ามู่อวี่อินจะรอเจ้าอยู่ที่พรรคเหมันต์สวรรค์ ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างไร!”
..........
ในขณะเดียวกันนั้นณ สถานที่อันห่างไกลออกไปหลายพันลี้ทางทิศเหนือ เด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินไปในผืนป่าอย่างใจเย็น
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากอิงตามสิ่งที่รั่วสุ่ยอีบอกมานั้นหากเขาจะเดินทางไปยังสุสานสวรรค์ก็หาได้มีพญาอินทรีไปส่งแต่ต้องเดินทางไปด้วยตนเองทั้งยังไม่ใช่เส้นทางที่ปกติธรรมดา แต่เป็น...เดินตรงไปตามเทือกเขาชิงหลง!
เทือกเขาแห่งนี้ยาวไกลอย่างยิ่งจะต้องข้ามผ่านพื้นที่ของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั้งสอง สัตว์อสูร ทหารรับจ้างและยังมีจอมยุทธ์ยอดฝีมือมากมาย นับเป็นเส้นทางที่นองไปด้วยเลือดเลยก็ว่าได้เพียงชั่วพริบตานั้นต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ มองไปยังที่ไกลๆแล้วเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้า ก่อนจะรู้สึกราวกับว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองตนเองมาจากที่ไกลๆ
ฝืนต่อสวรรค์อย่างนั้นหรือ ใช่แล้ว มันคือการฝืนสวรรค์!
ฝ่าเท้าเหยียบย่ำไปบนพื้น เด็กหนุ่มเดินทางไปบนเทือกเขาที่เก่าแก่โบราณนี้เพียงลำพังพร้อมทั้งขับร้องบทเพลงดังก้องไปทั่วผืนป่า
การเดินทางครั้งนี้แม้ต้องเผชิญกับขุนเขาแห่งคมมีดหรือทะเลแห่งเปลวเพลิงก็ไม่หันหลังกลับ!
การเดินทางครั้งนี้แม้สรวงสวรรค์จะพังทลายข้าก็จะไป!
การเดินทางครั้งนี้ แม้โลหิตอาบสองมือก็จะไม่ให้น้ำตาไหลนอง!
ชีวิตนี้ข้านั้นไซร้จะต้องทำให้ทั่วสารทิศในใต้หล้าสั่นสะท้าน!
ผู้ใดจะขวาง แม้จะเป็นผีร้ายมากมายก็เป็นได้เพียงสายลมที่เฝ้ามองข้าเฉิดฉาย!
เดิมข้านั้นคือผู้อิสระผู้ใดกล้าทำตนเหนือกว่า?