บทที่ เจ็ดสิบสี่
ยามเฉินดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้าเสียงฝีเท้าบ่าวไพร่เบาแผ่วไปทั่วลานด้านหน้ากระโจมสายหมอกบางเบาคลอเคลียกลีบดอกไม้ที่ปลูกเรียงรายหยาดน้ำค้างบนปลายใบเปล่งประกายเมื่อแสงแดดอ่อนส่องกระทบ ท่ามกลางความเงียบสงบแห่งยามเช้าภายในกระโจมอาหารที่จัดเตรียมเรียบร้อยกลิ่นหอมน่าทาน เกี๊ยวน้ำและธัญพืชอบแช่เหล้าระเหยตลบอ้อยอิ่งเคล้ากับไอร้อนจากน้ำชาในถ้วยหยก
หลี่ผินในชุดลำลองสีเขียวแก่ปักลายนกบนกิ่งไม้ดวงหน้าเปล่งปลั่งขึ้นเล็กน้อยหลังได้พักผ่อนเต็มที่หลังการเดินทางริมฝีปากบางขับสีน่ามอง แต่แววตานั้นกลับฉายแววสงบเยียบเย็น
“วันนี้ไม่ต้องมีของหวานแล้วกัน ช่วงสายต้องขี่ม้าข้าไม่อยากอิ่มจนท้องปั่นป่วนกลางทาง” สิ้นวาจาเสียงฝีเท้าเบาแผ่วดังขึ้นจากด้านข้างฟ่านหรูในชุดสีเทาค้อมตัวถวายความเคารพก่อนเอ่ยรายงาน
“ทูลหลี่ผิน สืบความมาแล้วเพคะ ขบวนของเฉียนอ๋องเมื่อวานพาสตรีติดตามมาด้วยสองคน”
หลี่ผินวางตะเกียบในมือลงช้าๆน้ำเสียงยังราบเรียบแต่แววตาเป็นประกายทันที “สองคนหรือ..หน้าตาเช่นไรเจ้าสืบได้หรือไม่ว่าพวกนางเป็นใคร?”
ฟ่านหรูสั่นศีรษะเบาๆสีหน้าฉายแววกังวล “ลองเลียบถามบ่าวจากจวนเฉียนอ๋องแต่ไม่มีใครจำได้ว่าทั้งสองเป็นใคร คาดว่าเพิ่งรับเข้ามาใหม่ คิดว่าเป็นบ่าวจากจิงเหยียนที่ติดตามมาด้วยหน้าตางดงามเรียบร้อย ทั้งผิวพรรณดีและท่วงท่ามั่นใจ ดูไม่ใช่บ่าวธรรมดาเจ้าค่ะ”นางไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าก็พอจะคาดได้ว่าบ่าวทั้งสองมิใช่บ่าวแท้แน่นอน
ดีนักที่พาฟ่านหรูมาด้วยนางเก่งเรื่องสืบข่าวภายในยิ่งเป็นเรื่องซุบซิบ “เจ้าทำดีมาก ฟ่านหรู” นางกล่าวชมเสียงเรียบก่อนจะหยิบผ้าปักดอกหางนกยูงเช็ดมุมปากแล้วลุกขึ้น“ไปเถอะได้เวลาตระเตรียมเข้าร่วมพิธีเปิดแล้ว”
กล่าวจบหลิวชิงเซียงจึงเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับพิธีล่าสัตว์ด้วยอาภรณ์ไหมเนื้อแน่นสีกรมท่าตัดเข้ารูปร่างไม่อึดอัดขยับตัวคล่องแคล่วสะโพกคาดเข็มขัดหนังฝังหยกจันทน์ กระโปรงสั้นกว่าปกติเผยขอบรองเท้าหนังลายเกล็ดปลาคลื่นสลับ
ออกมาหน้ากระโจมพบองครักษ์ทั้งสี่ที่ได้รับมาจากฮ่องเต้เมื่อวานยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบดวงตาทั้งสี่คู่ต่างเฉียบคม
“ไปกันเถิด” เพียงคำเดียวร่างของหลี่ผินก็ตวัดขึ้นหลังม้าแผงคอขาวตัวงามพร้อมนำขบวนออกไป
บริเวณลานพิธีเปิดในทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยดอกอินทนิลบานสะพรั่งขบวนของเหล่าขุนนางฝ่ายในฝ่ายหน้าจัดเรียงตามลำดับบรรดาศักดิ์ แถวของสตรีฝ่ายในล้วนแต่งกายงามสง่าต่างสีต่างลวดลายฝ่ายบุรุษก็นำขบวนบนม้าทรงสูงสง่า ฮ่องเต้ในชุดล่าสัตว์ลายมังกรตะวันทองบนผืนไหมดำแผงทองสาดแสงวาววับขณะพระองค์ควบม้าผ่าน
โม่เหวินหานทอดพระเนตรไปรอบแต่ขณะที่สอดสายพระเนตรไปทั่วก็เฉียดมายังกลุ่มของหลี่ผินแล้วยกพระหัตถ์ขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็นสัญญาณเงียบๆ ให้ผู้บัญชาการขบวนเบี่ยงทางนิดหนึ่ง
หลิวชิงเซียงเห็นเช่นนั้นแม้จะไม่มีผู้ใดออกคำสั่งตรงมาแต่เส้นทางของนางและขบวนฮ่องเต้ก็เริ่มใกล้กันขึ้นทีละน้อย ‘เจ้าเสือร้าย..’ รอยยิ้มบางคล้ายครุ่นคิดปรากฏบนมุมปากนางก่อนจะควบม้าตามเส้นทางนั้นอย่างเงียบเชียบอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่เช่นนั้นก็ห่างกันพอสมควรไม่ให้สังเกตง่ายนักและก็ไม่ไกลจนมิอาจเบี่ยงทางออกได้
ผ่านไปครึ่งชั่วยามกลุ่มกิ่งไม้ข้างหน้าเริ่มหนาแน่นขึ้นเถาวัลย์ขึ้นเกาะพุ่มไม้เตี้ยอวดใบเล็กปลายเรียวเป็นลอนสายลมพัดให้ใบไม้นั้นไหวระริกคล้ายเชื้อเชิญให้ลัดเลาะเข้าไปด้านข้าง
หลิวชิงเซียงหรี่ตาสังเกตรอบพลางชะลอม้าลงทันใดนั้นผ้าคลุมกันลมตัวนอกก็ปลิวหล่นจากหลังลอยห่างออกจากขบวนไป“เอ้อซือ ซานซือ ไปเก็บให้ที” นางสั่งองครักษ์ด้านหลังอย่างเนิบนาบในจังหวะที่ม้าทั้งห้าตัวชะลอ สองคนแยกออกไปเก็บผ้าคลุมที่ร่วง
ขณะเดียวกันหลิวชิงเซียงก็ไม่คอยท่ารอควบม้าเข้าใต้เงาพุ่มไม้ทันทีคว้าคันธนูขึ้นยิงกระต่ายที่ไกลออกไปแน่นอนว่านางไม่มีพลาด “เก็บให้ข้าที” แล้วก็ออกคำสั่ง องครักษ์อีกหนึ่งคนก็ควบม้าห่างไปเก็บกระต่ายป่าเวลานี้เหลือเพียงหัวหน้าองครักษ์หยางฉินที่ประจำข้างกาย นางจึงใช้ร่มเงาธรรมชาติบดบังมุมสายตาจากแนวหลังทันที“หยางฉินเจ้ารอตรงนี้เข็มขัดข้าแน่นไปปรับจะแก้ขนาดสักครู่” คำสั่งนี้ทำให้หยางฉินที่ตามมาอย่างใกล้ชิดตลอดพลันชะงักห่างออกมา
เมื่อเข้าไปในแนวป่าเตี้ยเล็กน้อยนางก็ลงจากหลังม้า ปล่อยให้มันเดินเตร่อยู่ใกล้ๆ สร้างสถานการณ์ว่านางยังอยู่แถวนั้นแล้วเปลี่ยนเส้นทางผ่านหญ้าแห้ง หลบไปตามโขดหินลัดเลาะราวกับเป็นเพียงนักล่าผู้พลัดหลงถึงจะตามพบที่หลังนางก็จะบอกว่าหลังแก้สายเข็มขัดเงยหน้าขึ้นม้าก็หายไปแล้ว
ขณะที่หลบไปตามพุ่มไม้ซ่อนตัวไม่ให้ใครเห็นเสียงกลุ่มสนทนาแผ่วดังขึ้นใกล้พุ่มกกใหญ่กลิ่นหอมของกล้วยไม้ลอยมาก่อน ใครใช้กลิ่นเครื่องหอมแรงกลางป่าเช่นนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเหล่าสนมรอเพียงครู่หนิงผินและเจินกุ้ยเหรินก็ควบม้าเหยาะๆ ผ่านมา พวกเจ้าใช้เครื่องหอมแรงขนาดนี้พวกสัตว์คงจะอยู่ให้พวกเจ้าล่าหรอกนะหลิวชิงเซียงคิดแล้วส่ายหน้าเบาๆ
เมื่อเส้นทางนี้นางไปไม่ได้หญิงสาวจึงชะงักฝีเท้าสะบัดผ้าคลุมซ่อนร่างหลบเข้าหลังต้นไม้หยั่งฟังเสียงสนทนาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบี่ยงตัวเร้นหายไปอีกทางหากแต่ไม่ทันข้ามเนินทรายขนาดย่อม เสียงกีบม้าก็ดังขึ้นเบื้องหน้าขบวนเล็กจากเส้นทางด้านเหนือกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้แค่เสียงก็รู้ว่ากลุ่มนี้ต้องเป็นของบุรุษแน่รอเพียงครู่ก็พบคนข้างหน้าสุดคือบุรุษสูงศักดิ์ในอาภรณ์ล่าสัตว์สีดำลายเมฆคราม
นัยน์ตาเรียวยาวปราดมองรอบข้างด้วยสายตาที่เคยชินกับการระแวดระวังแม้คนรอบข้างจะยิ้มแย้ม แต่มือของแต่ละคนกลับอยู่ไม่ห่างจากด้ามดาบ เขาเดินทางพร้อมกับคนติดตามอีกหกคนในจำนวนนั้นมีสตรีสวมชุดนักล่าอยู่สองคน
‘โชคเข้าข้างเสียจริง’ นางผ่อนลมหายใจก่อนจะเก็บรอยยิ้มกว้างแล้วทำท่าทีเหมือนคนหลงทาง ก้าวเดินโซซัดโซเซออกไปจากกลุ่มพุ่มไม้มือแตะหน้าผากเสแสร้งเหมือนเวียนหัว
“ท่าน..ท่านอ๋อง!” น้ำเสียงนางแผ่วหอบเล็กน้อย “ข้าหลงทาง..เห็นเส้นทางล่าสัตว์แต่พลัดกับขบวนไม่รู้จะกลับทางไหน”
เฉียนอ๋องยังไม่ได้เห็นผู้มาใหม่ก็ชะงักมือที่จับบังเหียนก่อนดวงตาสีเข้มจะมองอีกฝ่ายนิ่งงันครู่หนึ่ง เฉียนอ๋องมิได้ตอบทันทีแค่ยกมือให้ขบวนหยุดผ่อนคลายมือและเอ่ยเรียบ “หลี่ผินหรือ? ไยจึงมาอยู่ทางนี้ผู้เดียว?”
หญิงสาวก้มหน้าต่ำกว่าเดิม“ข้าลงจากม้าเพียงครู่ก็หลงทาง..เห็นเส้นทางนี้จึงลองเดินมา แต่ไม่พบใครเลยอยู่นานจนได้มาพบพวกท่าน”
บุรุษสูงศักดิ์เอียงศีรษะเล็กน้อยมุมปากยกคล้ายยิ้มแต่เพียงเล็กน้อยจนไม่มีใครสังเกตเห็น เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเรียบ“หานอี้จง” หันไปเรียกคนสนิทผู้อยู่ด้านหลังทันที“พาหลี่ผินกลับไปยังเส้นทางหลักอย่าให้พลัดขบวนอีก”
ชายหนุ่มในชุดครึ่งนักรบค้อมกายรับคำสั่งแล้วหันไปพยักหน้าให้หญิงสาวผู้หนึ่งที่ขี่ม้าเคียงข้างๆหลิวชิงเซียงตวัดตัวขึ้นม้าของนางผู้เป็นสาวใช้ผู้ติดตามเฉียนอ๋องที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันร่างบางระหงในชุดรัดเข่าโทนเทาเงินหม่นใบหน้าเรียวคางมนจุดประกายความคุ้นเคยของหลิวชิงเซียงเป็นอย่างดี
หญิงสาวผู้แสร้งรับคำโดยก้มศีรษะเบาๆให้นาง สีหน้าอ่อนน้อมบังคับอาชานำหน้าให้หลิวชิงเซียงพร้อมคุณชายหานอี้จิงหลังจากนั้นทั้งสามจึงควบม้าเบี่ยงออกจากขบวนพร้อมกันมุ่งหน้ากลับสู่แนวป่าอีกทาง
ห่างออกมาได้หลายจั้งที่มั่นใจว่าไกลพอสมควรก่อนที่หลิวชิงเซียงจะได้ถอนหายใจเบาๆสักครึ่งเฮือก แล้วหันไปไถ่ถามเป้าหมายที่อาศัยบนหลังม้าเดียวกันหากเสียงขยับของพุ่มไม้ทางด้านหลังกลับดังขึ้นเบาๆ เสียก่อนใบหญ้ากกสั่นไหวคล้ายบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในนั้นหลิวชิงเซียงเบนสายตามองไปยังต้นเสียงอย่างว่องไว
ทันใดนั้นบุรุษร่างสูงในชุดองครักษ์ก็ออกจากพุ่มไม้ร่างสูงผ่าเผยอยู่บนหลังอาชา ใบหน้าคมสันไม่ประดับรอยยิ้มดวงตาดุดันประหนึ่งพญาอินทรีเขามองตรงมาที่นางก่อนจะเอ่ยอย่างกล่าวโทษไม่เกรงใจตำแหน่งพระสนม “หลี่ผินไม่ควรแยกจากขบวนมาเช่นนี้” ถึงวาจาจะตรงไปตรงมาของหยางฉินแต่แววตาที่มองหลี่ผินกลับมิได้เย็นชาสักนิด จากนั้นเขาคุมม้าเข้ามาใกล้พลางดึงบังเหียนม้าของนางส่งมาให้“ม้าของท่านข้าไปตามมาให้แล้ว”
หลิวชิงเซียงนิ่งไปอึดใจหนึ่งแล้วจึงถอนหายใจยาวเพราะถูกพบเจอเร็วกว่าที่ควร นางยังไม่ได้คุยกับหลี่เสวี่ยสักคำ! นางเสมองหน้าชายหนุ่มแวบหนึ่งอย่างตัดใจก่อนจะคว้าเชือกบังเหียนและกระโดดตวัดขาข้ามไปขึ้นอานม้าอย่างคล่องแคล่ว
“ขอบใจเจ้ามากหยางฉิน” น้ำเสียงของนางเบาแต่มีร่องรอยอ่อนใจซ่อนอยู่เมื่อม้านั้นเริ่มเคลื่อนตัวได้เล็กน้อย หญิงสาวจึงหันกลับไปหาหานอี้จงและหลี่เสวี่ยแล้วถามอีกคำถามคล้ายเพิ่งนึกบางสิ่งขึ้นมาได้
“เจ้าชื่ออะไรนะ?” คำถามชัดเจนว่ากล่าวกับถึงหญิงสาวผู้ปลอมเป็นบ่าวไม่ใช้หานอี้จงที่เป็นคนสนิทของเฉียนอ๋อง
“ชุนเหมยเจ้าค่ะ” หลี่เสวี่ยหันมาตอบแทบจะทันที
หลิวชิงเซียงหรี่ตาลงครู่หนึ่งก่อนยกยิ้มมุมปากเบาบาง “ชุนเหมย..หรือ” นางทวนชื่อเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มจางผุดขึ้นบนริมฝีปากก่อนจะเปลี่ยนท่าทีทันที“ข้าฝากเรื่องไว้กับเจ้าด้วยเจ้ากลับไปกับคุณชายหานเรียนต่อเฉียนอ๋องแทนข้าด้วยว่าขอบใจที่ช่วยเหลือตอนที่ข้าหลงทาง ไว้จบพิธีแล้วเจ้าแวะไปรับรางวัลจากข้าที่กระโจมด้วย”
‘ชุนเหมย’ เงยหน้าขึ้นสบตานางเป็นครั้งแรก “เพคะหลี่ผินหม่อมฉันจะนำความไปกราบทูลท่านอ๋องให้ครบถ้วน”หลี่เสวี่ยมองตามหลังสหายที่กำลังควบม้าหายไปอย่างน้อยนางก็วางแผนไว้ให้พวกเราเจอกันอีกทีหลังพิธีล่าสัตว์จบลง
หยางฉินเร่งฝีเท้าเข้ามาเคียงข้างแล้วเอ่ยขึ้น“ข้าจะพาท่านกลับขบวน เส้นทางเดียวกับฝ่าบาท”
หากแต่หลิวชิงเซียงไม่ใส่ใจ“กลับเข้าขบวนเช่นนั้นจะได้ล่าสัตว์สักกี่ตัวกันเชียว” น้ำเสียงนางเจือเยาะเย้ยเล็กน้อยริมฝีปากคลี่ยิ้มบางพลางหันหน้ามาทางเขาแวบหนึ่ง “เจ้าตามข้ามาอย่างน้อยก็ให้ข้าได้แข่งขันจริงๆ สักหน ตามขบวนจะสนุกอะไร”
จากนั้นนางไม่รอคำตอบก็ตวัดเชือกม้าแล้วควบแซงออกไปยังเส้นทางป่าอีกแนวซึ่งรกและทึบกว่าทางเดิมนักพงไผ่หนาทึบขึ้นแซมด้วยกอหญ้าสูงถึงต้นขาถ้าลงไปยืนซ้ำป่าฉ่ำน้ำและกออ้อป่าระยับไหวตามทางเท้า
หยางฉินกลอกตาเงียบๆแวบหนึ่ง ก่อนกระตุกเชือกม้าแล้วตามนางไปติดๆใต้พุ่มเถาวัลย์และพงป่าที่ทึบแสงอากาศชื้นเย็น กลิ่นดินและกลิ่นเปลือกไม้แรงขึ้นตามทางเท้าที่คดเคี้ยวกลุ่มนกน้อยบินเฉียดขึ้นฟ้าเมื่อม้าเคลื่อนไปใกล้
หลิวชิงเซียงควบม้าไปอย่างคล่องแคล่วท่วงท่านางหลังตรงมือจับเชือกมั่น แม้ส่วนมากนางฝึกจะควบม้าจากพื้นที่ทะเลทรายที่ไร้ที่กีดขว้างเช่นตอนนี้แต่ป่าทึบก็ไม่ทำให้นางพลาดพลั้งได้เพราะข้อหนึ่งที่ได้มาจากล่าสัตว์กลางทะเลทรายคือตาต้องไวกว่าสัตว์ไม่เช่นนั้นก็อย่างหวังจะล่าได้สักตัว เพราะหากเหล่าสัตว์รู้ตัวก็หายตัวทันทีเมื่อเป็นคนตาไวแล้วป่าทึบก็ไม่คณามือนาง ดวงตาจับจ้องเงาไหวตามพงหญ้าด้วยความชำนาญเมื่อเงาสัตว์เล็กแว้บผ่านปลายหญ้า นางก็สะบัดข้อมือคว้าธนูมาจากข้างด้านหลังเล็งแล้วปล่อยในพริบตา
เสียงปึ่ก! ดังลั่น ห่านป่าตัวหนึ่งเสียงกระพือปีกเงียบลงในชั่วลมหายใจ
“ตัวที่หนึ่ง” นางเอ่ยเสียงเรียบแล้วควบม้าไปเก็บร่างสัตว์กลับเก็บไว้ด้านหลังกระเป๋าข้างอาน
เพียงไม่นานพอเข้าแนวป่าหลังเนินเล็กๆ นางก็พบหมูป่าวิ่งผ่านนางไม่รีรอวาดกระบี่ข้างเอวสะบัดแล้วปาแฉลบไปด้านข้าง กระบี่เฉียดไหล่หมูป่าให้ล้มลงได้อย่างแม่นยำโดยไม่ทำลายหนังหรือเนื้อจนเสียหาย“ตัวที่สอง”
“ฝีมือหลี่ผินแม่นยำในครั้งเดียว” หยางฉินบนหลังม้ากล่าวเสียงขรึมแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
ขณะที่ทั้งสองขี่ต่อมากระรอกตัวหนึ่งพุ่งออกจากพงไม้หลิวชิงเซียงเบนตัวในอานเพียงนิดเดียวแล้วสะบัดกระบี่จากมืออีกข้างหนึ่งแทงเฉียงขึ้นในอากาศไม่ทันได้กระพือร่างกระรอกก็ตกกระแทกพื้นแน่นิ่ง หลังไปเก็บขึ้นมาวางในกระเป๋าบอย่างใจเย็นใบหน้ายังคงสงบ ไม่ดีใจไม่เหนื่อยล้า แต่พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็ถอนหายใจ
ก่อนจะเริ่มบ่น“ส่วนมากมีแต่สัตว์เล็ก..ข้าจะได้แสดงฝีมืออย่างไรกัน” พร้อมหันไปดูที่ด้านหลังม้าของตนนัยน์ตาของหญิงสาวฉายแววว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เรียกเสียงหัวเราะเบาออกมา
ยังไม่ทันที่หลิวชิงเซียงจะสิ้นเสียงหัวเราะเสียงฝีเท้าสัตว์กระทบพื้นดินแข็งดังขึ้นถี่ๆตามจังหวะที่พุ่มหญ้าสะบัดสะท้าน เถาวัลย์ไหวกระเพื่อมเหมือนถูกรบกวนจากบางสิ่งสายตาของหลิวชิงเซียงหรี่ลงทันควัน มือข้างหนึ่งลูบข้างบั้นเอวแตะด้ามกระบี่ที่เหน็บไว้โดยสัญชาตญาณ
เสียงนกร้องโหวกเวกดังลั่นเป็นระลอกคล้ายฝูงนกเล็กถูกรบกวนจนโผบินขึ้นจากรังโดยไม่ได้นัดหมายเสียงนั่นไม่ได้อยู่ไกลและยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวคลื่นซัดผ่านทุ่งหลิวชิงเซียงเหลือบมองพงหญ้าทางด้านขวาที่โอนตัวแรงกว่าปกติ พยายามตั้งใจฟังแต่เสียงนั้นมิใช่เพียงฝีเท้าของสัตว์ตัวเดียวหากแต่คล้ายขบวนที่มีมากกว่าสามตัวขึ้นไป
“เสียงอะไรน่ะ?” นางถามเสียงต่ำดวงตาเข้มทอแววระแวงเล็กน้อย พลางเบี่ยงตัวบนหลังม้าเพื่อมองหาต้นตอให้แน่ชัด
หยางฉินที่อยู่ด้านข้างขยับตัวเบาๆไปทางหน้าม้า ใบหน้าคมเข้มของเขานิ่งสนิท ริมฝีปากเม้มแน่นความเรียบเฉยที่เคยมีเริ่มถูกแทนด้วยร่องรอยเคร่งเครียดที่ชัดเจนขึ้นทุกขณะ
“ไม่ควรอยู่ตรงนี้” เขาเอ่ยเสียงต่ำกระบี่ในมือข้างหนึ่งถูกคลายออกจากฝักอย่างไร้เสียงก่อนจะกระตุกบังเหียนหันม้ากลับ “ตามข้ามา”
ยังไม่ทันให้หลิวชิงเซียงเอ่ยถามซ้ำบุรุษผู้นั้นก็ควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งคำตอบไว้ในสายลมขมุกขมัวนางกัดฟันแน่นก่อนตวัดขาแนบลำตัวม้าแล้วกระตุกเชือกตามไปติดๆ
ม้าสองตัวถูกควบเคลื่อนผ่านแนวพุ่มเถาสีคล้ำตัดกับกลีบดอกขาวที่กำลังเบ่งบานพงหญ้าสูงเกือบเอวแยกทางเมื่อถูกแหวกผ่านเสียงฝีเท้าและเสียงหายใจของม้ากระชั้นถี่ความเงียบในใจนางกลับดังยิ่งกว่าเสียงภายนอก 'เขาไม่ตอบ..แปลว่าต้องมีสิ่งผิดปกติ' ความคิดนั้นแล่นวาบขึ้นกลางอกทำให้หลิวชิงเซียงหันซ้ายแลขวาอยู่ตลอดราวนักรบที่รู้ว่ากำลังถูกจับตา
กระทั่งผ่านแนวเนินเตี้ยพื้นดินเริ่มร่วนทรายหน่อยๆ สองม้าจึงค่อยชะลอความเร็ว หยางฉินหยุดม้าแล้วกระโดดลงดหยียบพื้นขณะที่หลิวชิงเซียงยังนั่งอยู่บนหลังม้าสายตาคมของนางจ้องร่างขององครักษ์หนุ่มไม่กะพริบ
“หยางฉิน” นางเอ่ยพลางหายใจแผ่ว “เมื่อครู่..เราหนีอะไรอยู่หรือเปล่า?”
อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตอบวาจาเสียงแหวกอากาศของสิ่งหนึ่งก็ปะทะเข้าหูพร้อมกับสายวัตถุพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วลูกธนูปลายเหล็กดำพุ่งตรงมาทางหลิวชิงเซียงอย่างไร้เสียงเตือนหากแต่ก่อนจะถึงร่างของนางเพียงครึ่งแขนหยางฉินกลับใช้ข้อมือสะบัดกระบี่ในมือขึ้นตวัดกลางอากาศจนแฉลบให้ปลายธนูเบี่ยงเฉียงไปทางข้างกระแทกกระทบก้อนหินเสียงสนั่นแล้วกระเด้งตกสู่พื้นเบื้องล่างหยางฉินดึงร่างหญิงสาวให้ลงมาจากหลังม้าใช้กอหญ้าสูงพรางตัว
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียวหลิวชิงเซียงหายใจเข้าแรงจังหวะหนึ่งแล้วรีบหันหน้ากลับไปทางเดิม สองตากวาดตามแนวพุ่มไม้ด้วยความว่องไวปลายนิ้วข้างหนึ่งแตะด้ามกระบี่ที่ข้างเอว ทว่ากลับไม่เห็นอะไรนอกจากกอหญ้าสูงที่สั่นไหวและเงาของพุ่มไม้ที่คล้ายถูกรบกวน
“มีคนลอบยิงจากที่สูง” นางเอ่ยกระซิบ “ข้าไม่รู้จุด”
หยางฉินกระชับดาบไว้แน่นแล้วหันหลังชนกับม้าของนางป้องกันเงาใดที่จะพุ่งมาซ้ำ“อืม..ข้าก็หันไปไม่ทัน”
หลิวชิงเซียงยกมือแตะหน้าอกตนเองซึ่งยังสะท้านอยู่เบาๆ“ไม่ใช่ลอบโจมตีธรรมดาแน่”
แววตาทั้งสองสบกันชั่วขณะนางไม่จำเป็นต้องพูดมากหยางฉินเองก็รู้ว่าผู้ลอบโจมตีสามารถลอบยิงในระยะนี้ได้ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนระดับสูงไม่ใช่พวกพรานหรือทหารทั่วไป
“ไปกันก่อนเถอะ” หลิวชิงเซียงกล่าวน้ำเสียงเยียบสงบลง แม้ข้างในจะยังเต้นแรงจากแรงสะท้านเมื่อครู่แต่นางไม่ปล่อยให้มันเห็นบนใบหน้าแม้แต่น้อย