ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่5 ตอนที่ 5 ต่างคนต่างวางแผน 3/4

            “วายุคราม? ลมปราณของตระกูลเซวียนเยวี๋ยน?” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ จ้องมองไปยังร่างของผู้มาใหม่ คนผู้นั้นสวมชุดของอาจารย์จากสถาบันเทพราชัน และจากสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนชุดบ่งบอกได้ว่าคนคนนี้อยู่ในระดับของรองผู้อำนวยการและจากที่ดูจากเลขบนชุด คนผู้นี้คือรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด สาขาพลังจิต

            “รู้สึกว่าจะเดินทางมาช้าจึงได้ออกมาดูด้วยตนเอง แต่ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะรู้ตัวแล้วสินะ” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าว หลังจากที่เขาสังเกตเห็นว่าคนนำทางเดินทางมาช้า จึงได้ออกมาจากจุดที่ทางสถาบันวางค่ายกลกับดัก จึงเข้ามาพบว่าลูกศิษย์คนที่นำทางกำลังถูกโจมตี หมายความว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วว่าสถาบันไม่ใช่มิตรของพวกเขา

            “ขออภัยด้วย รองผู้อำนวยการ” ลูกศิษย์ของสถาบันที่ได้รับหน้าที่ในการนำคนทั้งหมดเดินทางมากล่าวขอโทษออกมาด้วยความเกรงกลัว

            “ไม่เป็นไรเจ้ารีบไป ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนลูกหลงจนตายก็ได้” รองผู้อำนวยการสาขาเจ็ดกล่าว

            “ตระกูลเซวียนเยวี๋ยน ถึงกับสามารถเป็นถึงรองผู้อำนวยการได้ น่าแปลกใจจริงๆ ที่ราชวงศ์โชติช่วงไม่รับรู้เรื่องนี้เลย” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว หลังจากที่เซวียนเยวี๋ยนเข้าโจมตีตระกูลมู่หรง ผู้ตรวจการแผ่นดินจากราชวงศ์โชติช่วงต่างตามหาคนจากตระกูลเซวียนเยวี๋ยน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถสืบพบข่าวคราวได้ แต่คนจากเซวียนเยวี๋ยนกลับสามารถเป็นถึงรองผู้อำนวยการในสถาบันแห่งนี้ได้โดยที่สายข่าวจากราชวงศ์โชติช่วงไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

            “เรื่องนั้นข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายให้กับเจ้า ยอมให้จับซะโดยดีหากยังไม่อยากตาย” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวออกมา พร้อมกับที่เร่งพลังลมปราณของตนเอง รัศมีแห่งชนชั้นจักรพรรดิพุ่งออกมากดดัน เหล่าผู้เยาว์อัจฉริยะที่อยู่ตรงหน้าแม้ว่ากลุ่มคนตรงน่าจะเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งและมีความสามารถในการต่อสู้ข้ามขั้นได้ แต่ว่าผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดก็เป็นผู้ที่มีลมปราณสายเลือดโบราณเช่นเดียวกัน ระดับสายเลือดที่ไม่ธรรมดาและยังมีระดับพลังถึงชนชั้นจักรพรรดิ มีเขาเพียงคนเดียวย่อมสามารถที่จะสยบทุกคนในที่นี้ได้

            “คิดว่าพวกเราจะยอมงั้นหรือ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับโคจรลมปราณของคนเอง แต่ไม่ใช่เพียงแค่เฟิ่งหวงเซียเอ๋อร์เท่านั้น มีอีกหลายคนที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นหลางหลินหลินที่กลายร่างเป็นครึ่งมนุษย์หมาป่าพร้อมกับโคจรลมปราณอสูรจันทรา ลมปราณสีเงินที่รุนแรงพวยพุ่งออกจากร่างกาย มุราคามิ มิซากิ เรียกหุ่นเชิดศพของตนเองที่เป็นถึงระดับราชันออกมาสามตน ตงฟางจิ๋ว โคจรลมปราณมหาสมุทรของตนเองลมปราณสีฟ้านะที่มีลักษณะราวกับคลื่นทะเลค่อยๆ ไหลออกมาจากร่างกาย อูหมินจิงเรียกปีกอัสนีม่วงออก ถงต้าเหวยโคจรลมปราณของตนเองตั้งท่าต่อสู้เช่นเดียวกัน กวนซ่างซีหยิบธนูระดับเก้าที่ได้มาจากจงหมิ่นเล็งไปยังรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด

            เพลิงฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ กระบวนท่าที่หนึ่ง ฟินิกซ์ทะยานฟ้า

             เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์โคจรลมปราณเพลิงของตนเอง เปลวเพลิงสีทองที่ร้อนแรงค่อยๆ ประสานกันจนเป็นวิหคขนาดใหญ่พุ่งออกไปอย่างรุนแรง

            ปราณอัสนีม่วง ปีกแห่งวิหคอัสนีม่วงกระบวนท่าที่หนึ่ง ขนวิหคอัสนีกัมปนาท

            อูหมินจิง สะบัดปีกแห่งอัสนีม่วงของตัวเองส่งขนที่แฝงด้วยพลังอัสนีที่รุนแรงล่องลอยออกไปโจมตี ขนนกพวกนั้นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นลูกศรอัสนีสีม่วง

            ปราณอสูรจันทรา กรงเล็บฉีกกระชาก

            หลานหลิงหลิงผนึกลมปราณสีเงินเข้าสู่กรงเล็บของหมาป่า พร้อมกับฟาดฟันส่งคลื่นกรงเล็บ ส่งคลื่นกรงเล็บที่ออกมาจากกรงเล็บทั้งสิบนิ้ว ส่งคลื่นพลังฉีกกระชากสิบเส้นโจมตีออกไปอย่างรวดเร็ว

            ปราณมหาสมุทร มังกรสมุทรเก้าเศียร

            ตงฟางจิ๋วโคจรลมปราณมหาสมุทร บีบอัดพลังวารีกลายเป็นมังกรที่มีเก้าหัวพุ่งโจมตีออกไปยังเป้าหมาย

            อาคมเชิดศพ ผีดิบประสานเสียง

            ผีดิบทั้งสามของมิซากิส่งเสียงร้องออกมาประสานกันเป็นคลื่นเสียงพลังโจมตีสูง โจมตีไปยังร่างของรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด

            ปราณวายุ ศรตระกูลกวนกระบวนท่าที่หนึ่ง ศรรวมศูนย์

            กวนซ่างซีรวบรวมลมปราณวายุผนึกกันเป็นลูกธนู ยิงออกไปด้วยความแรงมากที่สุดที่นางจะทำได้

            ปราณเพลิง เพลงหมัดตระกูลถง หมัดตรงกัมปนาท  

            ถงต้าเหวยเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายพร้อมกับส่งพลังหมัดที่มีความสามารถในการระเบิดของตนเองออกไปโจมตี

    การโจมตีพร้อมกันของเหล่าผู้เยาว์อัจฉริยะ หากเป็นผู้อื่นย่อมต้องหวาดหวั่นไม่น้อยต่อให้คนผู้นั้นจะเป็นชนชั้นจักรพรรดิก็ตาม แต่ว่าคนที่อยู่ตรงนี้คือระดับรองผู้อำนวยการ และยังเป็นคนที่มีลมปราณโบราณอย่าง ปราณวายุคราม รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดระเบิดพลังลมปราณของตัวเองออกมาอย่างรุนแรงโดยไม่เกรงกลัวต่อการโจมตีที่กำลังพุ่งเข้ามาแม้แต่น้อย

            ปราณวายุคราม ร้อยศาสตราสยบทั่วหล้า

            ลมปราณวายุสีครามพุ่งออกมาจากร่างของรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด สร้างเป็นศาสตราวุธสีครามนับร้อย ป้องกันการโจมตีอันหลากหลายที่มาจากผู้เยาว์ทั้งหมด แม้ว่าเหล่าผู้เยาว์ตรงหน้าจะเป็นอัจฉริยะการประสานการโจมตีนั้นย่อมต้องรุนแรงเป็นอย่างมากแต่ ก็ไม่อาจทำลายศาสตรานับร้อยที่สร้างจากพลังของรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดได้ แต่ในขณะเดียวกันกลับกลายเป็นศาสตราวุธสีครามนับร้อยที่ถูกสร้างขึ้นมา พุ่งทำลายการโจมตีทั้งหมดของเหล่าผู้เยาว์จนไม่เหลือแม้แต่อันเดียว

            “พวกเจ้ายังอ่อนหัดเกินไป” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวออกมาพร้อมกับสะบัดมือ ได้มีวายุสีครามรวบรวมจนกลายเป็นโซ่หลายสาย พุ่งเข้าไปโจมตีและมัดร่างของผู้เยาว์ทั้งหมดตรงหน้าเอาไว้ ความเร็วของโซ่ที่ถูกสร้างจากวายุนั้นรวดเร็วจนแม้กระทั่งอูหมินจิงและหลางหลินหลินที่มีความเร็วมากที่สุดในนี้ยังไม่สามารถที่จะหลบคนได้

            “โซ่นี้แข็งยิ่งนัก” หลางหลินหลินกล่าวออกมาแม้ว่านางจะใช้พละกำลังจากร่างกายของครึ่งหมาป่าก็ยังไม่อาจทำลายโซ่สีครามนี้ได้

            “คิดว่า..จะ..หยุดข้า..ก็ได้งั้นเหรอ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวออกมาพร้อมกับที่พยายามสร้างเปลวเพลิงสีทองออกมาแผดเผาโซ่สีครามเหล่านี้

            “อย่าขยับจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นล่ะก็…..” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด ไม่กล่าวให้จบเพียงแต่แค่ขยับมือของตนเองควบคุมศาสตราวุธนับร้อยเท่านั้น ศาสตราวุธนับร้อยในตอนนี้กำลังล่องลอยอยู่เหนือหัวของทุกคน ขอเพียงแค่มีใครก็ตามที่ขยับไปมากกว่านี้เขาก็พร้อมที่จะลงมือสังหารคนทั้งหมด

            “พวกเจ้า มีค่าแค่เป็นตัวประกันเท่านั้น แต่ว่าข้าก็ไม่ได้สนใจหากว่าจะมีใครสักคนต้องตาย หากอยากตายก็ลองขยับดู” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าว พร้อมๆ กับที่นำศาสตราวุธสีครามไปจ่อยังคอของแต่ละคน กระแสพลังที่รุนแรงที่ออกมาจากร่างของผู้เยาว์แต่ละคนค่อยๆ สงบลง ราวกับว่ากำลังจะยอมแพ้ ต่อศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า

            “ก็ถือว่าไม่ได้โง่” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวหลังจากที่เห็นว่าผู้เยาว์แต่ละคนยอมแพ้แล้ว

    …

    ..

            ทางด้านแดนเทพรกร้าง หลังจากที่เสวี้ยเจ๋อนำทางกองกำลังของตนเองเดินทางต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็ได้มาถึงโบราณสถานของตระกูลโอวหยางอย่างปลอดภัย โบราณสถานของตระกูลโอวหยาง ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมไว้ด้วยม่านแสงที่คอยป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้เข้าไปวุ่นวายภายในโบราณสถานได้ การที่จะเข้าไปภายในโบราณสถานแห่งนี้ จะทำได้เพียงสองทางเท่านั้นก็คือต้องมีป้ายเพื่อเปิดทางเข้า หรือ ใช้พลังที่มาจากสายเลือดของตระกูลโอวหยางเพื่อเข้าไป แต่ในตอนนี้กองกำลังของแดนจันทราโลหิตมีครบทั้งสองอย่าง ไม่ว่าจะเป็นป้ายเปิดทางและสายเลือดของตระกูลโอวหยาง

    เสวี้ยเจ๋อ เพียงนำป้ายที่ได้มาจากตระกูลโอวหยาง ใส่ไปยังสลักที่อยู่หน้าโบราณสถาน ม่านแสงก็เปิดทางให้คนทั้งหมดสามารถเข้าไปได้

            “กองกำลังจากโลกแห่งวิทยาการ กงซุนเมิ่ง กงซุนลี่ เซวียนเยวี๋ยนฮ่าว คอยเฝ้าด้านนอกไว้ ส่วนพวกเจ้า อวี้จาง หากอยากจะสำรวจภายในโบราณสถานแห่งนี้ก็ทำซะ แต่อย่าได้ตามข้ามาเชียว ไม่อย่างนั้นเจ้าอาจจะกลายเป็นอาหารของชนชั้นเทวะที่กำลังหิวโหยอยู่ก็ได้ คนที่ตามข้าไปมีเพียงโอวหยางไป๋หลงและเจ้าเสวี้ยกัง” เสวี้ยเจ๋อกล่าวเตือนอวี้จาง จากนั้นก็ได้ให้เสวี้ยกังหัวหน้าทหารจากแดนจันทราโลหิตกับโอวหยางไป๋หลง เดินทางเข้าสู่ส่วนลึกของโบราณสถานเพียงแค่สามคนเท่านั้น

            “งั้นเราก็สำรวจ โบราณสถานแห่งนี้ให้ละเอียด ค้นหาคลังสมบัติของโบราณสถานแห่งนี้ให้เจอ” อวี้จางเมื่อได้รับคำเตือนจึงแยกไปค้นหาห้องสมบัติของโบราณสถานตระกูลโอวหยาง

    เสวี้ยเจ๋อได้เดินทางเข้ามาสู่ส่วนลึกของโบราณสถานแห่งตระกูลโอวหยาง จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูขนาดใหญ่ นั่นคือประตูห้องที่ใช้ในการปิดผนึกชนชั้นเทวะของราชวงศ์ราชันโลหิตในอดีต เทพศพโลหิต ประตูแห่งนี้จะสามารถเปิดได้อย่างปลอดภัยหากว่ามีป้ายเหล็กและสายเลือดของตระกูลโอวหยาง

            “โอวหยางไป๋หลง ถึงตาของเจ้าแล้ว” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับนำป้ายเหล็กยื่นให้แก่โอวหยางไป๋หลง โอวหยางไป๋หลงที่รับป้ายเหล็กมาไม่รอช้า นำป้ายเหล็กนั้นวางเข้าไปที่ใจกลางของประตูเข้าสู่สลักของประตูและโคจรลมปราณธาตุแสงของตัวเองเข้าสู่ป้ายเหล็กทันที

    แสงสว่างค่อยๆ ถูกสะสมไว้ในป้ายเหล็กจากนั้น แสงก็ค่อยๆ กระจายเป็นเส้นไปทั่วประตู ค่อยๆ ปลดผนึกที่ผนึกบนบานประตูไว้

    แอ็ดด เสียงของประตูที่ไม่เคยเปิดมารับเนิ่นนานดังขึ้น พร้อมๆ กับเผยให้เป็นภาพของร่างกายสีแดงที่ผอมแห้งราวกับศพ กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องแห่งนั้น

            “แน่ใจใช่ไหมว่าเขาไม่ได้ตายไปแล้ว” โอวหยางไป๋หลงกล่าวขึ้นมาหลังจากเห็นสภาพของร่างดังกล่าว ร่างที่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ ผอมแห้งในระดับราวกับว่ากำลังเป็นมัมมี่ ร่างนั้นคงไม่มีเลือดอยู่ในร่างกายเลยแม้แต่หยดเดียว

            “พลังชีวิตของตระกูลเสวี้ยมีมากมายนักต่อให้เขาถูกผนึก ไว้ภายในห้องนี้อีกนับร้อยปียังไงก็ไม่ตาย เพราะว่าพวกเรามีวิชาในการจำศีลตัวเองแต่ว่า หลังจากที่ตื่นมาจะคลุ้มคลั่งจากความต้องการโลหิตจำนวนมหาศาล เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใกล้ห้องนั้นแม้แต่ก้าวเดียว เสวี้ยกัง จัดการซะ” เสวี้ยเจ๋ออธิบายถึงคุณสมบัติพิเศษของคันจากสายเลือดตระกูลเสวี้ย จากนั้นหันไปออกคำสั่งกับหัวหน้าทหารเสวี้ยกัง

            เสวี้ยกัง ที่ได้ยินแบบนั้นก็นำอสุรกายไร้ผิวออกมาเป็นจำนวนมาก และสั่งให้อสุรกายไร้ผิวค่อยๆ เดินเข้าไปหาร่างกายที่ผอมแห้งราวกับศพ เมื่ออสุรกายไร้ผิวเดินเข้าไปใกล้ๆ ร่างนั้น มันต่างกันกินกันเองจนทำให้เลือกจำนวนมหาศาลที่พวกมันดูดกลืนมาไว้ ท่วมตัวของร่างที่เหยี่ยวแห้ง ร่างที่เคยขาดน้ำเมื่อได้สัมผัสกับเลือดจำนวนมหาศาล ถ้างั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา พร้อมๆ กับที่มีเส้นเลือดจำนวนมากออกมาจากร่างที่กำลังนั่งขัดสมาธิ เส้นเลือดจำนวนมากตรงเข้าสู่อสุรกายไร้ผิวที่ยังไม่เสียชีวิต และดูดกลืนเลือดจำนวนมหาศาลที่อสุรกายไร้ผิวแต่ละตัวเก็บไว้ในร่างกาย..ภาพของเส้นเลือดจำนวนมากที่กำลังดูดกลืนอสุรกายไร้ผิว ความสยดสยองที่เกิดขึ้นทำให้โอวหยางไป๋หลงถึงกับต้องเบือนหน้าหนี

            จากนั้นเสวี้ยเจ๋อ โอวหยางไป๋หลง และ เสวี้ยกัง เริ่มที่จะสัมผัสถึงพลังชีวิตของร่างกายตรงหน้าได้ พลังในร่างกายที่เคยผอมแห้งและไม่สามารถสัมผัสถึงพลังลมปราณได้ ระดับลมปราณค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับหนึ่งสู่ระดับสอง สาม สี่ ห้า หก จอมยุทธ์ ราชัน จักรพรรดิ และ ไปหยุดที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น

            “ดูเหมือนอสุรกายไร้ผิวจะทำให้ท่าน ฟื้นฟูพลังได้อย่างดีเลยสินะ” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจ ดูเหมือนว่าโลหิตจำนวนมากที่อสุรกายไร้ผิวสามารถแย่งชิงมาได้จะมีประสิทธิภาพยิ่งหนัก ถึงกับทำให้เทพศพโลหิต สามารถมีระดับพลังเป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นได้ เหนือกว่าในนิยายที่บอกว่าหลังจากที่สามารถปลดผนึกเทพศพโลหิตได้เทพศพโลหิตสามารถฟื้นพลังได้ถึงระดับราชันเท่านั้น เสวี้ยเจ๋อมองไปยังร่างกายสีแดงที่ตอนนี้ได้สมบูรณ์ขึ้นมาแล้ว เทพศพโลหิต คือชายชราร่างเล็กที่มีความสูงเพียงร้อยห้าสิบเซนติเมตร มีผิวสีแดงเข้มราวกับโลหิต

            “เจ้าคือใครกัน” เทพศพโลหิตถามด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งกับชายหนุ่มตรงหน้า แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นการแต่งตัวของคนตรงหน้า การแต่งตัวของคนตรงหน้าคือคนของสายเลือดราชวงศ์แห่งแดนราชันโลหิต

            “ข้ามีนามว่า เสวี้ยเจ๋อ เคยเป็นองค์ชายจากราชวงศ์ราชันโลหิต เอาเป็นว่าข้าจะค่อยๆ เล่าเรื่องแล้วกัน ตอนนี้ราชวงศ์ราชันโลหิตของเราล่มสลายไปแล้ว ราชวงศ์ราชันโลหิตในอดีตจึงรวมเข้ากับราชวงศ์จันทราทมิฬในอดีต ก่อตั้งเป็นแดนจันทราโลหิต และ ตอนนี้ข้าคือองค์ชายของแดนจันทราโลหิตที่มีทั้งพลังลมปราณโลหิตและลมปราณมรณะในร่างกาย” เสวี้ยเจ๋ออธิบาย พร้อมกับโคจรพลังทั้งสองสายแสดงให้เทพศพโลหิตดู

            “อะไรนะ!! ในช่วงที่ข้าโดนผนึกราชวงศ์ของเราถึงกับล่มสลายเชียวงั้นหรือ ได้ยังไงกัน!!!” เทพศพโลหิตตกใจกับข้อมูลที่ตนเองได้รับ เขาไม่นึกว่าเพียงแค่การเข้ามาหาร่องรอยของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ นอกจากจะทำให้ตนเองถูกตระกูลโอวหยางผนึกไว้ในมิติแห่งนี้ ภายนอกยังเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ราชวงศ์ของเขาล่มสลายไปอีกด้วย

            “เป็นฝีมือของราชวงศ์โชติช่วงที่ร่วมมือกับหอคอยวิญญาณ โจมตีพวกเราตอนที่ท่านไม่อยู่ จนทำให้ราชวงศ์ของเราล่มสลายไป” เสวี้ยเจ๋อบอกเรื่องทั้งหมด

            “ราชวงศ์โชติช่วง!! หอคอยวิญญาณ!! ข้าจะสังหารพวกเจ้าให้หมด” เทพศพโลหิตกล่าวออกมาด้วยความแค้น

            “ก่อนอื่น เหมือนว่าที่ท่านเข้ามาภายในมิติแห่งนี้เพราะต้องการมาตามหาหัวใจแห่งเทพรังสรรค์สินะ พวกข้าเองนอกจากที่ต้องการช่วยท่าน ก็ยังอยากรู้เรื่องตำแหน่งของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์เช่นกัน” เสวี้ยเจ๋อบอกจุดประสงค์ของตนเองอย่างรวดเร็ว

            “หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ของเทพไดจิ อยู่ที่ปราสาทใต้ทะเลสาบ อันเป็นโบราณสถานของแดนเจ้าสมุทร” เทพศพโลหิตบอกข้อมูลสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องการและรับรู้ออกมาอย่างง่ายดาย นั่นก็เพราะว่าคนตรงหน้าก็คือองค์ชายผู้มีสายเลือดของราชวงศ์

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน