[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 75 เช่นนั้นก็ทำให้นางตกหลุมรักเขาเสียเลย เขาเพียงอยากเอาชนะพวกเขา

    ตอนที่ 75 เช่นนั้นก็ทำให้นางตกหลุมรักเขาเสียเลย เขาเพียงอยากเอาชนะพวกเขา

            "กราบทูลท่านผู้ยิ่งใหญ่"

            "ตระกูลกู้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยมีผู้คนเดินทางมาที่นี่อยู่มิน้อย กระหม่อมมิแน่ใจว่าพวกเขาใช่บุคคลที่ท่านตามหาหรือไม่"

            "พวกเขาในขณะนี้อยู่ที่นครโบราณชิงสือ ซึ่งในนครนั้นก็มีผู้ที่อยู่ในระดับราชันเทวะสถิตอยู่เช่นกัน"

            เหล่าเทพชั้นสูงที่ได้ยินเช่นนั้น พลันมีท่าทีเคารพยำเกรงยิ่งกว่าเดิม

            "นายน้อยอย่างนั้นหรือ"

            หากสามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในระดับราชันเทวะกล่าวเรียกขานเช่นนี้ได้ ฐานะของบุคคลผู้นี้ต้องน่าเกรงขามยิ่งนัก อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมาจากเขตแดนสวรรค์ชั้นในเป็นแน่

            "นครโบราณชิงสือหรือ"

            ผู้อาวุโสหมิงพยักหน้าเล็กน้อย

            ปราณศักดิ์สิทธิ์ของผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะกวาดผ่านพื้นที่นครโบราณนับมิถ้วนโดยรอบ ในที่สุดก็จับทิศทางและมุ่งหน้าไปทันที

            เมื่อเป็นคำสั่งของนายน้อย เขาย่อมต้องทำให้สำเร็จอย่างไร้ที่ติ

            สำหรับสายโลหิตที่ถูกเนรเทศออกจากตระกูล สิ่งที่พวกเขาปรารถนามากที่สุดในเวลานี้คือสิ่งใดกันเล่า

            นอกเหนือจากการกลับคืนสู่ตระกูล

            แม้กู้ฉางเกอในฐานะนายน้อยแห่งสายหลักของตระกูลจะยังมิได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็นผู้นำ หรือกระทั่งยังมิได้ถูกกำหนดว่าเขาจะเป็นผู้นำในอนาคตหรือไม่ก็ตาม

            แต่สิ่งเหล่านี้มิอาจขัดขวางความตั้งใจของเขาได้

            กู้ฉางเกอกลับมีแผนการที่ชัดเจน เขาต้องหาทางนำเหล่าสายโลหิตของตระกูลที่ถูกเนรเทศกลับคืนสู่เขตแดนสวรรค์ชั้นในเสียก่อน

            หาใช่เพื่อให้สายของกู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกซาบซึ้ง หรือต้องการสร้างสัมพันธ์อันดีไม่

            แต่เพื่อควบคุมสายโลหิตนี้ให้อยู่ในกำมือ

            ในยามคับขัน พวกเขาอาจกลายเป็นหมากสำคัญ หรือเป็นอาวุธข่มขู่ที่ทรงพลังอานุภาพ

            แม้แผนการของกู้ฉางเกอจะดูมิโปร่งใสนัก แต่กลับมิมีผู้ใดสามารถหาข้อบกพร่องใดๆ ในสิ่งที่เขากระทำได้

            แม้แต่สายโลหิตที่ถูกกดขี่ก็ยังต้องรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาและใจกว้างของเขา ส่วนเหล่าผู้อาวุโสในสายหลักอื่นๆ แม้จะล่วงรู้ถึงเจตนา แต่ก็มิอาจขัดขวางได้

            กู้ฉางเกอทำผิดอันใดหรือ

            เขามิได้ทำผิดแม้แต่น้อย

            เขาเพียงแต่สำนึกผิดอย่างกะทันหัน และปรารถนาจะรับสายโลหิตที่ถูกขับไล่กลับมา พร้อมมอบโอกาสในการกลับเข้าสู่ตระกูลอีกครั้ง

            ส่วนสายโลหิตนั้นจะปฏิเสธหรือไม่

            กู้ฉางเกอมิคิดเช่นนั้น เพราะในยามที่ถูกกดขี่เมื่อครั้งอดีต เหล่าผู้แข็งแกร่งจำนวนมากในสายนี้ยังคงถูกจองจำอยู่ในคุกของตระกูลกู้

            ในอนาคตเมื่อเขากลายเป็นผู้นำตระกูล การปลดปล่อยหรือมิปลดปล่อยพวกเขาก็ขึ้นอยู่กับคำกล่าวเพียงคำเดียวของเขา

            ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องนี้ยังมิได้ถึงขั้นขนาดเป็นความแค้นที่ฝังรากลึก เพราะจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นนับว่ามีมิมาก

            สายโลหิตที่ถูกเนรเทศ หากจะกล่าวว่ามีความเคียดแค้นต่อผู้ใด ก็ย่อมมิใช่ต่อทั้งตระกูลกู้ แต่เป็นกู้ฉางเกอและบิดาของเขา

            ส่วนบิดาของเขานั้น เป็นเพราะความจำเป็น ยอมเสียสละเพื่อบุตรชาย แม้มิอยากจะลงมือกระทำก็ต้องทำลงไป

            ยิ่งไปกว่านั้น หากมิมีการคัดค้านอย่างหนักหน่วงจากสายอื่นในวันนั้น เกรงว่าผลลัพธ์คงมิใช่เพียงการถูกเนรเทศและกดขี่เท่านั้น

            ในเรื่องนี้ กู้ฉางเกอพิเคราะห์ทุกแง่มุมไว้อย่างละเอียด

            สำหรับตระกูลเดียวกันแล้ว สายหลักอื่นๆ ย่อมต้องการให้สายที่ถูกขับไล่กลับมา เพื่อร่วมกันต่อต้านอำนาจของสายกู้ฉางเกอ

            การทำลายล้างกันเองในตระกูลถือเป็นความน่าละอายสำหรับตระกูลกู้มาโดยตลอด

            สายหลักต่างๆ ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน มิเคยพบปัญหาดังเช่นในรุ่นนี้มาก่อน จึงทำให้พวกเขาลำบากใจเป็นอย่างมาก

            ยังโชคดีที่บรรพชนของตระกูลมิได้ลุกขึ้นมาชี้นิ้วตำหนิในช่วงนี้

            มิฉะนั้นก็คงถูกตำหนิอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

            นอกจากนี้ สายโลหิตนั้นยังมีบรรพชนฝังอยู่ในพื้นที่ตระกูล มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเขาจะตื่นขึ้นมาเมื่อใด

            ด้วยอุปนิสัยอันดุดันของเหล่าบรรพชน พวกเขาแทบจะมิเกรงกลัวสิ่งใด แม้แต่บิดาของกู้ฉางเกอก็มิอาจยับยั้งได้ เว้นเสียแต่จะยอมขุดบรรพชนของสายตนเองขึ้นมา

            เรื่องนี้นับเป็นภัยแอบแฝงต่อการขึ้นครองตำแหน่งผู้นำของกู้ฉางเกอ

            ด้วยเหตุนี้ กู้ฉางเกอจึงวางแผนไว้ล่วงหน้า

            ก่อนอื่นต้องกำจัดภัยเร้นลับภายในตระกูลให้หมดสิ้น

            เมื่อถึงเวลาที่เขาก้าวขึ้นเป็นผู้นำ การยอมลดศักดิ์ศรีลงเล็กน้อย พร้อมให้คำมั่นบางประการต่ออีกสายโลหิตหนึ่ง จะทำให้เรื่องราวทั้งปวงคลี่คลายได้

            เมื่อถึงตอนนั้น จะต้องปล่อยในสิ่งที่ควรปล่อย ขออภัยในสิ่งที่ควรขออภัย ความแค้นย่อมคลายลงมิน้อย

            สำหรับกู้เซียนเอ๋อร์ กู้ฉางเกอย่อมมีแผนการอยู่ในใจ

            เขาคิดว่า หากเขาเดินทางย้อนเวลากลับไปได้สักหลายสิบปี การมีน้องสาวร่วมตระกูลที่ตามติดเขาด้วยความนอบน้อมประหนึ่งจักรพรรดิในตำนาน ถือว่าเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์นัก

            แต่เมื่อถูกกำหนดให้เป็นตัวร้ายในเรื่องราวนี้ เขาจำต้องหาทางแก้ไขสถานการณ์

            เพราะความแค้นครั้งนี้ ดูเหมือนจะลงเอยได้เพียงการตายของฝ่ายหนึ่ง

            หรือไม่ก็ต้องให้กู้เซียนเอ๋อร์ให้อภัยเขา

            กู้ฉางเกอเห็นว่าเป็นไปมิได้

            เมื่อลองคิดดู หากมีผู้ใดมาขุดเอากระดูกของเขาเอง เขาจะสามารถให้อภัยได้หรือไม่

            ก่อนจะได้พบกับกู้เซียนเอ๋อร์ เขาก็มิอาจให้คำตอบได้อย่างแน่ชัด

            ในสถานการณ์ปัจจุบัน วิธีแก้ปัญหามีอยู่เพียงสองทาง คือสังหารกู้เซียนเอ๋อร์ หรือควบคุมตัวนางไว้

            แต่การสังหารเข่นฆ่านั้นนับว่ายุ่งยากเป็นที่สุด และเขาเองก็มิแน่ใจว่าจะกระทำได้สำเร็จ

            แน่นอนว่า หากเป็นการประลองตัวต่อตัวอย่างยุติธรรม กู้ฉางเกอคงมิเกรงกลัว แต่ด้วยความที่เบื้องหลังของกู้เซียนเอ๋อร์มีผู้ทรงอำนาจหนุนหลังอยู่ คงมิมีโอกาสให้เขาทำเช่นนั้นได้

            ในขณะเดียวกัน ตระกูลกู้ที่อยู่เบื้องหลังเขาเองก็มิต้องการให้เขาลงมือทำเรื่องนี้เช่นกัน

            หากเขาต้องการครองอำนาจในตระกูลกู้โดยไร้เสียงคัดค้าน ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ยังนับว่ามิเพียงพอ

            กู้ฉางเกอเองก็มิแน่ใจว่าขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคมารจะสามารถใช้ได้ผลกับกู้เซียนเอ๋อร์หรือไม่ การจัดการเย่หลิวหลีในโลกเบื้องล่างก่อนหน้านั้นช่างง่ายดายยิ่ง เนื่องเพราะข้อจำกัดในพลังของนาง

            ทว่ากู้เซียนเอ๋อร์ในยามนี้ พื้นเพเบื้องหลังของนางดูจะมิด้อยไปกว่าเย่หลิวหลีนัก

            ยิ่งไปกว่านั้น หากตัวตนของเขาในฐานะผู้สืบทอดมารวิชาถูกเปิดเผยต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังกู้เซียนเอ๋อร์ขึ้นมา ก็คงนับว่าเป็นปัญหายิ่ง

            เพราะในแดนสวรรค์ เหล่าสำนักอมตะนิรันดร์ล้วนรังเกียจมารวิชาอย่างสุดขั้ว บรรพชนจำนวนมากของเขาเองก็เคยล้มตายด้วยน้ำมือของพวกเขาในอดีต

            อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอไตร่ตรองและพบว่า มีจุดหนึ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ นั่นคือการที่กู้เซียนเอ๋อร์เป็นสตรี

            ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกว่าเรื่องราวอาจมิได้ยากเย็นดังเช่นที่คิดไว้

            เขาเชื่อมั่นในวิธีการจัดการกับสตรี ซึ่งเขาเคยใช้ได้ผลดีมาโดยตลอด

            กู้เซียนเอ๋อร์ดูเหมือนจะยังเยาว์วัย และอยู่ในช่วงอายุที่กำลังเรียนรู้ถึงหัวใจแห่งรัก

            และกู้ฉางเกอที่รู้ตัวว่าตนเองมิได้โดดเด่นเพียงแต่ในด้านพลังอันแข็งแกร่งเท่านั้น ทว่ากลับยังมีเสน่ห์อันเหลือร้าย

            เมื่อสังหารและควบคุมมิได้ เช่นนั้นก็ทำให้นางตกหลุมรักเขาเสียเลย

            แนวคิดนี้ช่างน่าสนุกนัก และในมุมมองของเขา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปมิได้

            ตู้ม!

            มินานนัก ผู้อาวุโสหมิงก็ปฏิบัติตามคำสั่งของกู้ฉางเกอ ออกไปตามหาที่อยู่ของสายโลหิตที่ถูกขับไล่

            ในพื้นที่เขตแดนนอก การมีผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะคอยคุ้มครอง ถือว่าเป็นการยืนหยัดในฐานะผู้ปกครองดินแดนอย่างแท้จริง

            แม้สายโลหิตของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงจะถูกขับไล่เนรเทศออกไป แต่ก็ยังมิตกต่ำถึงขั้นที่ผู้ใดจะกล้ามารังแกได้

            ในเวลาเดียวกัน กู้เซียนเอ๋อร์ก็แอบติดตามมาอย่างเงียบๆ

            นางอยากรู้นักว่าสิบกว่าปีที่มิได้พบกัน พี่ชายที่แสนดีผู้นั้นคิดจะทำสิ่งใดอีก

            ส่วนเครือข่ายสายลับของตระกูลกู้ในดินแดนซีหลิงนั้น ก็รีบส่งข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเขตแดนนอก กลับไปยังตระกูลกู้ในเขตแดนในทันที

            …

            เขตแดนใน เกาะหลักของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง

            บนยอดเขาหลัก สายแสงมากมายพุ่งทะยานฉีกฟากฟ้า

            เหล่าผู้คนในตระกูลกู้หลั่งไหลมารวมตัว ทั้งผู้อาวุโสจากสายต่างๆ และเหล่าบุตรหลานผู้โดดเด่น

            แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมทุกพื้นที่ ราวกับกำลังบีบบังคับให้สวรรค์และโลกต้องก้มกราบ

            มิเกินเลยที่จะกล่าวว่า ผู้ใดในตระกูลกู้ ณ ที่แห่งนี้ หากกระทืบเท้าลงพื้นเพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้โลกภายนอกสั่นสะเทือนได้

            สถานะและอำนาจของพวกเขาหาผู้ใดเปรียบได้ยาก พวกเขาสามารถพลิกผันสถานการณ์ของโลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย

            การเปลี่ยนแปลงฟ้าดิน มิใช่สิ่งที่เกินความสามารถ เพียงคำสั่งเดียวก็เพียงพอ

            ในบริเวณอันห่างไกลจากยอดเขาหลัก เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะ และแม้กระทั่งผู้บรรลุถึงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ปรากฏตัวขึ้น

            แต่พวกเขามิมีสิทธิ์ที่จะขึ้นไปยังยอดเขาหลักได้ จึงทำได้เพียงแต่เฝ้ามองอยู่ไกลๆ

            กู้ฉางเกอสวมอาภรณ์สีขาว รูปร่างสง่างาม ผึ่งผาย สีหน้าสงบนิ่ง ทว่ากลับสะท้อนประกายรัศมีแห่งความสูงศักดิ์และสง่างามออกมา

            เหล่าสตรีจากสายหลักอื่นๆ ต่างเผลอมองมายังเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตาฉายประกาย เนื่องด้วยกู้ฉางเกอในยามนี้ช่างแตกต่างจากความเย็นชาในยามปกติอย่างยิ่ง

            คล้ายกับเทพเซียนผู้ถูกเนรเทศลงมาสู่โลกอันมัวหมอง

            บิดาของกู้ฉางเกอก็มาถึงที่นี่ด้วยเช่นกัน ใบหน้าของเขาดูเลือนรางราวกับปกคลุมด้วยม่านหมอก เขานั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด เปรียบเสมือนเทพบรรพกาลผู้เฝ้ามองมวลมนุษย์ กดดันจนหลายคนแทบหายใจมิออก

            ในฐานะบิดา เขาย่อมต้องมาสนับสนุนบุตรชายของตน เมื่อกู้ฉางเกอเรียกประชุมเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลทั้งหมด

            ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็อยากรู้ว่าเช่นกันว่า กู้ฉางเกอจะมีจุดประสงค์ใดในการกระทำครั้งนี้

            ในขณะนั้น เหล่าบรรดาผู้อาวุโสหลายคนล้วนมีสีหน้าแปลกประหลาด จ้องมองกู้ฉางเกอด้วยความสงสัย มิเข้าใจว่าเขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่

            เบื้องหลังพวกเขาเต็มไปด้วยเหล่าบุตรหลานผู้มากพรสวรรค์จากสายต่าง ๆ บุคคลเหล่านี้เป็นที่เลื่องลือในโลกภายนอก แต่ละคนเปรียบเสมือนเจ้าแห่งเขตแดน หนึ่งในบรรดาผู้ไร้พ่ายในรุ่นเยาว์

            “ในเมื่อผู้คนมากันครบแล้ว ข้าก็ขอขอบคุณเหล่าผู้อาวุโสที่สละเวลาให้เกียรติมาร่วมประชุมในวันนี้ นับเป็นเกียรติแก่ข้ายิ่งนัก” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ร่างกายเปี่ยมด้วยความสง่างาม สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิคล้ายพัดผ่าน

            ทว่าผู้อาวุโสทั้งหลายที่รู้จักนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดีกลับมิคิดเช่นนั้น

            พวกเขาเพียงแต่ขมวดคิ้วครุ่นคิดในใจ หากมิใช่เพราะบิดาของเขามาเป็นกำลังสนับสนุน แล้วผู้ใดจะสนใจฟังเขากล่าวคำกันเล่า

            กู้ฉางเกอมิได้สนใจความคิดเห็นของผู้คน เขาเอ่ยกล่าวต่อไป

            “การเชิญทุกท่านมาที่นี่ในวันนี้ ข้ามีเรื่องสำคัญอยากหารือเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำตระกูล ซึ่งข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะกำหนดเรื่องนี้เสียที”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้หลินเทียนที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดก็แสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเผยยิ้มออกมา

            การพูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ มิเสียทีที่เป็นบุตรชายของเขา

            แน่นอนว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือ ตำแหน่งนี้ควรจะถูกกำหนดเสียที เพราะกู้ฉางเกอในฐานะนายน้อยของตระกูล กลับมิได้รับการแต่งตั้งเป็นว่าที่ผู้นำตระกูลกู้

            พูดตามตรงแล้ว กู้ฉางเกอเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่มิน้อย

            ในสายตาของโลกภายนอก การเป็นนายน้อยย่อมหมายถึงการเป็นผู้นำของตระกูลในอนาคต

            อย่างไรก็ตาม กู้หลินเทียนยังมิแน่ใจว่ากู้ฉางเกอจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพราะบุตรชายของเขามิใช่ผู้ที่ลงมือทำสิ่งใดอย่างผลีผลาม หากมิได้เตรียมการไว้อย่างรอบคอบแล้ว

            สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมิให้เรื่องของดวงจิตมารถูกเปิดเผย

            ในขณะนั้น บรรยากาศบนยอดเขากลายเป็นความเงียบงันราวกับไร้ชีวิต

            แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังมีสีหน้าแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้

            พวกเขามิได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่

            กู้ฉางเกอเรียกประชุมเพื่อกล่าวถึงเรื่องนี้จริงๆ อย่างนั้นหรือ เขามิรู้หรือว่าเนื่องด้วยเพราะเหตุการณ์ในอดีต ทำให้เหล่าผู้อาวุโสหลายคนกลับขุ่นข้องและมิอาจให้การสนับสนุนเขาได้

            นี่มิต่างอันใดกับการหาหาเรื่องสร้างความลำบากให้ตนเอง

            มินานนัก เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันส่ายหน้า

            “ฉางเกอ ข้าคิดว่าเรื่องนี้สมควรพิจารณาอย่างรอบคอบเสียก่อน ตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะตัดสินใจอย่างเร่งรีบได้ เราต้องคิดถึงอนาคตของตระกูลกู้เป็นหลัก”

            ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างนุ่มนวล

            แต่ก็แทบมิต่างอันใดกับการกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเขามิเหมาะสม

            เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็เริ่มกล่าวสนับสนุนความคิดเห็นนี้เช่นกัน

            “เรื่องตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตนี้ สมควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ฉางเกอมิจำเป็นต้องกล่าวถึงอีกต่อไป…”

            “ตำแหน่งผู้นำตระกูลนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง มิอาจตัดสินใจได้โดยง่าย”

            นอกจากสายที่สนับสนุนกู้ฉางเกอแล้ว สายอื่นๆ ล้วนแล้วแต่แสดงท่าทีมิเห็นด้วย ต่างเรียกร้องให้มีการหารือกันเพิ่มเติม ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการถ่วงเวลา

            จะถ่วงเวลาได้นานเพียงใดก็ถ่วงไปเท่านั้น

            ฉากนี้ทำให้กู้หลินเทียนสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที

            เหล่าผู้อาวุโสเหล่านี้ไร้ความเคารพอย่างสิ้นเชิง ผลัดกันโยนปัญหาไปมา ทั้งที่มิว่าจะอย่างไร กู้ฉางเกอในปัจจุบันก็เป็นผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในรุ่นเดียวกัน

            ผู้ที่เหลือ แม้แต่ผู้ที่เก่งกาจที่สุด ก็มีพลังอยู่เพียงระดับเจ้าครองแคว้นเท่านั้น

            หากมิใช่กู้ฉางเกอแล้ว แล้วผู้ใดเล่าจะมีคุณสมบัติเพียงพอจะรับตำแหน่งนี้ได้

            กู้ฉางเกอกลับมิได้แปลกใจกับท่าทีเหล่านี้ เขายกมือขึ้นเล็กน้อย เพื่อส่งสัญญาณให้บิดามิต้องยุ่งเกี่ยวมากไปกว่านี้

            ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น

            “วันนี้ที่ข้ามา ก็เพื่อแจ้งให้พวกท่านผู้อาวุโสรับทราบ มิใช่มาเพื่อขอคำปรึกษาใดๆ แต่แน่นอนว่า หากพวกท่านมิให้ความยินยอม ก็นับว่ามิเป็นปัญหา ข้าก็คงทำได้แต่เพียงไปท้าประลองกับผู้เยาว์ของพวกท่านทีละคน”

            “ตามกฎของตระกูลแล้ว ตำแหน่งผู้นำในแต่ละรุ่นก็ต้องมอบให้กับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดมิใช่หรือ ข้าก็นับว่ามิได้ทำผิดกฎของตระกูลแต่อย่างใด”

            “หากพวกท่านมิเต็มใจ ก็อย่าได้กล่าวโทษข้าว่าใช้อำนาจบีบบังคับผู้ที่อ่อนแอกว่าก็แล้วกัน”

            กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย พลางแย้มยิ้มบางๆ

            “และอย่าได้กล่าวอ้างถึงเรื่องคุณธรรมและกำลังว่าต้องควบคู่ไปด้วยกัน ในโลกแห่งนี้ อำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดต่างหากที่นับว่าเป็นคุณธรรม”

            “ข้าเหนือกว่าผู้เยาว์ของพวกท่าน ดังนั้นคุณธรรมของข้าก็เหนือกว่าพวกเขาเช่นกัน”

            คำพูดเหล่านี้ทำให้ทั้งยอดเขาตกอยู่ในความเงียบงัน

            แม้แต่เสียงเข็มตกก็ยังได้ยินชัดเจน

            ในชั่วพริบตา เหล่าบุตรหลานผู้มากพรสวรรค์ที่ยืนอยู่เบื้องหลังผู้อาวุโสแต่ละสายก็พลันเดือดดาล สีหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและความคับแค้น

            คำพูดของกู้ฉางเกอนั้นเรียบง่าย

            แต่ก็หยิ่งผยองอย่างถึงที่สุด

            หากแปลความออกมาให้ชัดเจนก็สามารถเข้าใจได้ว่า เขาเพียงอยากเอาชนะพวกเขา หรือจะให้กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขามิมีผู้ใดสามารถเอาชนะเขาได้

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน