บทที่ 3 เทียบเชิญ
ณ ส่วนทิศใต้ป่าเมฆทึบ
ร่างบอบบางของเด็กชายปรากฏขึ้นจากปลายอุโมงค์เก่าแก่ ซึ่งเต็มไปด้วยรากไม้ใหญ่เล็กพันเกี่ยวประหนึ่งเถาวัลย์แห่งกาลเวลา
เขาคือ โม่เฉิน ผู้ที่เพิ่งลอดผ่านประตูลับที่เชื่อมต่อกับอุโมงค์แห่งนี้
สายตาของเขากวาดมองไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง แม้จะไม่คุ้นเคยแต่โม่เฉินกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายธรรมชาติ
เขากระโจนขึ้นตามกิ่งไม้ พริบตาเดียวก็ไปถึงยอดไม้สูง สายตากวาดมองไปรอบด้าน และในที่สุดก็พบร่องรอยของเส้นทางกลับไปยัง หมู่บ้านไผ่ทมิฬ
ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ลืมที่จะสำรวจโดยรอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีชายชุดคลุมดำซุ่มซ่อนอยู่ใกล้เคียง
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เขาจึงเร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปยังหมู่บ้านทันที
ในทุกย่างก้าว เขาไม่เพียงแต่เคลื่อนไหวเพื่อหลบหนี หากแต่กำลังทดสอบขีดจำกัดใหม่ของร่างกายที่ได้รับพลังยุทธ์มาไม่นาน
เขาสามารถพุ่งทะยานได้เร็วขึ้น ะโได้ไกลขึ้น พลังภายในไหลเวียนอย่างมั่นคง
หากไม่ใช่เพราะความกังวลว่าเหล่าศัตรูจะตามมาทัน บางทีเขาคงปักหลักฝึกฝนอยู่ในป่าแห่งนี้ไปแล้ว
⛰️⛰️⛰️
่กลางดึก ณ หมู่บ้านไผ่ทมิฬ
แสงจันทร์สาดส่องลอดหมู่ไผ่ลงมายังทางเดินแคบสายหนึ่ง ใต้แสงเงาสลัวนั้น
เงาของเด็กชายผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน ทุกย่างก้าวของเขาแม้ดูราบเรียบ หากแต่แฝงไปด้วยพลังบางอย่าง
โม่เฉินเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี ลมยามค่ำพัดพาเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบจากอดีตกาล... เสียงที่เตือนเขาว่า
"เ้ามิใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว..."
.
.
เมื่อมาถึงเนินที่สามารถมองเห็นหมู่บ้านไผ่ทมิฬจากมุมสูง เขาหยุดยืนเงียบมองหมู่บ้านของตนที่ดูสงบดังเดิม
ควันจากปล่องไฟลอยอ้อยอิ่ง ส่องประกายแสงจากตะเกียงที่หน้าบ้านของใครบางคน ทุกอย่างดูคุ้นเคย แต่ภายในใจของเขากลับไม่ใช่อีกต่อไป
“ทุกอย่างยังเหมือนเดิม มีเพียงความรู้สึกของข้าที่เปลี่ยนไป...”
น้ำเสียงของเขาแ่เบาราวลมหายใจ แต่เปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่
เขาก้าวเดินลงจากเนินผ่านทุ่งไผ่ ขณะฝ่าเข้าไปในเงามืดของต้นไผ่สูงใหญ่ ความเงียบรอบตัวทำให้จิตของเขากลับไปคิดถึงทุกสิ่งที่ได้พบเจอ
ชายชุดคลุมดำ, นักพรตไป๋อี้ฟาง, รากปราณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ และสายโลหิตที่มีชาติกำเนิดลึกลับกำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเขา
.
.
ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้าน กลิ่นควันไฟจากเตาหุงข้าวยิ่งชัดเจน เสียงหมาเห่าจากท้ายหมู่บ้านเริ่มดังขึ้นประปราย สายตาของชาวบ้านบางคนที่ยังไม่เข้านอนก็เงยมองเขาอย่างประหลาดใจ
“อ้าว... เ้าหนูเฉิน เ้าหายไปไหนมา!?”
เสียงของลุงซาน พ่อค้าผู้ใจดีดังขึ้นจากซุ้มไม้ไผ่หน้าบ้านของเขา
โม่เฉินเพียงยิ้มบาง ๆ พร้อมพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบเจื่อขบขัน
“ข้าแค่... ออกไปหาสมุนไพรแล้วหลงป่าขอรับ ฮิ ฮิ”
ลุงซานแม้จะแปลกใจ แต่ก็ไม่ซักถามต่อ เขาเพียงพึมพำ
“เ้าหนูนี่... โตขึ้นจริง ๆ ต่อไปก็ระวังด้วยล่ะ”
.
.
เขาเดินเลี่ยงสายตาผู้คนตรงไปยังบ้านไม้ของตน ขณะที่ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ เขาก็พบว่าแสงไฟยังคงสว่างภายในเรือน และเมื่อเขาก้าวเข้าไป เด็กหญิงตัวน้อยก็วิ่งเข้ามาสวมกอดเขาทันที
“ท่านพี่! ท่านหายไปไหนมาเกือบสองวันแล้ว!”
โม่ซื่อเสวี่ย กอดแน่นจนเขารู้สึกถึงไออุ่นที่แท้จริงของคำว่าครอบครัว ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือซ้ายลูบไปที่หัวของน้องสาวอย่างเบามือ พร้อมกล่าวอย่างแ่เบา
“ข้ากลับมาแล้ว บังเอิญระหว่างที่ข้ากำลังล่ากระต่ายป่าจู่ ๆ ก็เดินไปยังเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยทำให้หลงป่าน่ะ”
เขาไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดได้ จึงจำเป็ต้องกล่าวคำโกหกไป
แต่ทันใดนั้น โม่หลงเทียน ก็เดินเข้ามา เขาไม่ได้้าดุด่าที่โม่เฉินหายไป ไม่ได้้าลงโทษใด ๆ แต่เขาเข้ามาก่อนที่จะถามด้วยความห่วงใย
“เ้าหลงป่ามางั้นรึ! เป็อย่างไรบ้าง ไม่าเ็ตรงไหนใช่หรือไม่”
ระหว่างที่กล่าวถามโม่หลงเทียนก็เดินมาดูบุตรชายของตนด้วยความเป็ห่วง
โม่เฉินรู้สึกอบอุ่นภายในหัวใจอย่างมาก เขาก็พลางคิดในใจ
“ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านใช่ครอบครัวจริง ๆ ของข้าหรือไม่ ข้าสนใจแค่เพียงว่าพวกท่านคือครอบครัวของข้า ต่อไปนี้ข้าจะดูแลพวกท่านเป็อย่างดีแน่นอน ท่านพ่อ น้องสาวของข้า”
เมื่อเขาคิดภายในใจเสร็จ โม่เฉินก็ได้กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
“ไม่เป็อะไรขอรับท่านพ่อ แต่ตอนนี้.. ข้าเริ่มหิวแล้ว..”
สิ้นเสียงกล่าวก็ได้มีเสียงร้องมาจากท้องของโม่เฉิน ทำให้ทุกคนหัวเราะร่าอย่างอบอุ่น ก่อนที่จะพากันเดินเข้าไปภายในเรือน และเริ่มกินอาหารกันอย่างมีความสุข
.
.
ภายในห้องพักที่เรียบง่ายของโม่เฉิน กลิ่นหอมของน้ำอุ่นอบอวนไปทั่วห้อง หลังจากที่ได้ชำระร่างกายและกินอาหารอย่างเต็มอิ่มเป็ครั้งแรกในรอบสองวัน
เขานั่งอยู่หน้ากระจกเงา เฝ้ามองเงาสะท้อนของตนเอง โดยเฉพาะปานรูปปีกสีโลหิตที่แผ่ประกายวูบไหวดั่งเปลวเพลิงเื มีชีวิตราวกับสิ่งมีชีวิตลี้ลับ
แต่แล้ว...
เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นตามด้วยบานประตูที่เปิดออกอย่างเงียบงัน โม่หลิงเทียนปรากฏตัวขึ้นโดยไม่กล่าวคำใด สายตาแน่วแน่ของเขามองตรงไปยังแผ่นหลังของโม่เฉิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งลึก
“เ้าพบกับนักพรตไป๋อี้ฟางแล้วสินะ…”
โม่เฉินสะดุ้งเฮือก หันกลับไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าฉายแววใ คิดว่าอีกฝ่ายคงเห็นปานโลหิตที่ตนปกปิดไว้ และยังเอ่ยชื่อชายลึกลับผู้นั้นออกมาได้อย่างแม่นยำ
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด โม่หลิงเทียนก็กล่าวต่อทันที
“หากข้าคิดไม่ผิด เ้าคงได้เห็นเขาต่อสู้กับชายชุดคลุมดำใช่หรือไม่ และสุดท้ายแล้วเขาก็สังเวยเืเนื้อของตนเพื่อปลุกพิธีกรรมโบราณ พิธีกรรมมารา เพื่อหลอมรากปราณใหม่ให้แก่เ้า”
โม่เฉินเบิกตากว้าง... ทุกคำที่กล่าวล้วนเป็ความจริงราวกับถูกถอดออกมาจากความทรงจำของเขา
“เ้าคงสงสัยสินะว่าข้ารู้เื่ทั้งหมดได้อย่างไร…”
โม่หลิงเทียนถอนหายใจ ก่อนจะเดินเข้ามานั่งลงข้างลูกชายอย่างเงียบงัน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหม่นเศร้าและความหนักแน่นในใจ
“ข้าเคยหวัง... ว่าเ้าจะใช้ชีวิตเรียบง่าย เป็เพียงเด็กชายธรรมดาผู้หนึ่ง แต่ชะตากลับไม่เป็เช่นนั้น...”
โม่เฉินนั่งนิ่ง ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไร สิ่งที่เคยเชื่อ สิ่งที่คิดว่าเป็ความจริง กำลังสั่นคลอนลงทีละน้อย
โม่หลิงเทียนเอ่ยเสียงเบา แต่หนักแน่น
“ความจริงก็คือ... ข้าไม่ใช่บิดาแท้ ๆ ของเ้า และซื่อเสวี่ย ก็ไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของเ้าเช่นกัน”
โม่เฉินคาดคิดเื่นี้เอาไว้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกใกับความจริงตรงหน้า
โม่หลิงเทียนจ้องมองสายตาบุตรชายที่ตนเลี้ยงดูมาแต่เล็กด้วยความรัก และกล่าวต่อไปอย่างช้า ๆ
“เมื่อหลายปีก่อน... ข้าพบชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังอุ้มทารกน้อย ทั้งสองาเ็สาหัส เืไหลรินราวกับจะสิ้นใจ พวกเขาฝากเ้าไว้กับข้า มอบสมบัติล้ำค่ามากมายเพื่อให้เ้ามีชีวิตอย่างสงบสุข แล้ว... ก็จากไป”
โม่หลิงเทียนวางมือลงบนไหล่ของโม่เฉิน ดวงตาแน่วแน่
“หากเ้าคิดจะสืบหาความจริง... พลังระดับนี้ของเ้ายังห่างไกลเกินไปนัก แต่ข้าจะสนับสนุนเ้าอย่างสุดกำลัง”
โม่เฉินเงยหน้ามองชายตรงหน้า ผู้ที่แม้ไม่ใช่บิดาแท้ ๆ แต่กลับเลี้ยงดูเขาเช่นสายเืของตน
“ท่านพ่อ... ข้ารู้สึกขอบคุณท่านเสมอ แม้ข้าจะไม่ใช่บุตรแท้ ๆ ของท่าน แต่ท่านคือ ‘พ่อ’ ของข้า"
"เพียงแต่ข้าจะไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะรู้ว่าข้าเป็ใคร ข้าจะหาผู้ที่ทำร้ายบิดามารดาของข้าให้พบ และข้าจะปกป้องทุกคนที่ข้ารักให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!"
ดวงตาของโม่เฉินทอประกายแน่วแน่ เขากำหมัดแน่น ร่างกายสั่นเทาไปด้วยไฟแห่งเจตจำนง
โม่หลิงเทียนยิ้มบาง ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“นี่คือ... ป้ายหยกเทียบเชิญ ใช้สำหรับเข้าสู่การคัดเลือกศิษย์ของ สำนักจิ้งจอกเหมันตร์ งานจะจัดขึ้นอีกสามเดือนข้างหน้า ที่เมืองอวี้เฉิง จงเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อถึงวันนั้น ข้ากับน้องสาวของเ้าจะไปส่งด้วยตนเอง”
โม่เฉินรับป้ายหยกสีม่วงขนาดเล็กที่เปล่งแสงลี้ลับราวดวงดาราในคืนรัตติกาล เขาเพ่งมองมันอย่างเงียบงัน รู้สึกถึงบางสิ่งในสายเืที่กำลังถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง...
เมื่อโม่หลิงเทียนเดินจากไป เงาของเขาค่อย ๆ หายลับไปจากประตูไม้ ทิ้งไว้เพียงโม่เฉินที่ยืนเงียบมองท้องฟ้ายามราตรีจากหน้าต่าง
แววตาของเขาในยามนี้ มิใช่สายตาของเด็กชายธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของผู้ที่แบกรับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ และเขาจะกำหนดเส้นทางด้วยมือตนเอง