เมืองหลิงเจียว
มีถนนเพียงสายเดียว ร้านรวงไม่กี่แห่ง และบ้านเรือนชาวบ้านราวยี่สิบสามสิบหลังคาเรือน
แม่น้ำสายตื้นไหลพาดผ่านตัวเมือง สองฝั่งขนาบด้วยแมกไม้สูงต่ำสลับซับซ้อน
บนที่ราบริมน้ำ ม้าแก่สองตัวกำลังแทะเล็มหญ้า เกวียนใหญ่สองเล่มจอดพักไว้ด้านข้าง ชายฉกรรจ์นับสิบคนนั่งพักผ่อนกระจัดกระจาย
ขบวนของหมู่บ้านสกุลอวี๋เดินทางมาถึงที่นี่่บ่าย พวกเขาไม่ได้เร่งเดินทางต่อ แต่เลือกตั้งค่ายค้างคืนกันตรงนี้
อวี๋เย่นั่งอยู่กลางพงหญ้าเพียงลำพัง สีหน้าแฝงความกังวล
ว่ากันว่าหากมุ่งหน้าลงใต้ไปอีกสามถึงห้าวันก็จะถึงหุบเขาหลิงเจียว การเดินทางครั้งนี้จะพบเบาะแสของพ่อหรือไม่ ตัวเขาเองก็ไม่อาจรู้
ห่างออกไปไม่กี่จั้ง แม่น้ำใสสะอาดไหลเอื่อย ฝั่งตรงข้ามมีต้นไม้แก่เอนเอียง นกน้อยขดตัวอยู่บนกิ่งไม้ ส่งเสียงร้องฝ่าลมหนาวเป็ระยะ
คนกลุ่มหนึ่งเดินมาจากทางตัวเมือง
นำโดยสองพ่อลูกอวี๋เอ้อร์โก่ว และชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ อีกหลายคน หนีไม่พ้นพวกอวี๋เฉวียน อวี๋เหมิ่ง อวี๋จ้วง และคนหนุ่มในตระกูลเดียวกัน
การล่าเหมันต์คืองานใหญ่ของชาวเขา ตามธรรมเนียมหมู่บ้านสกุลไป๋ สกุลเฝิง และสกุลอวี๋จะเดินทางร่วมกัน หลังจากหมู่บ้านสกุลอวี๋มาถึงเมืองหลิงเจียวล่วงหน้า อวี๋โย่วไฉก็สั่งให้คนในเผ่าพักผ่อนริมแม่น้ำ ส่วนตัวเองพาอวี๋เป่าซานไปรอรับคนของหมู่บ้านสกุลเฝิงและสกุลไป๋ที่โรงเตี๊ยมในเมือง
อวี๋เอ้อร์โก่วทนเบื่อไม่ไหว ชวนพ่อกับพรรคพวกเข้าไปเดินเล่นในเมือง พอตกเย็น กลุ่มของอวี๋เอ้อร์โก่วก็เดินหัวเราะร่ากลับมาอย่างอารมณ์ดี
"หมู่บ้านสกุลเฝิงเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแล้ว ส่วนหมู่บ้านสกุลไป๋ยังมาไม่ถึงเลย"
"ลุงสามน่าจะพาพวกเราไปนอนโรงเตี๊ยมบ้างนะ ดีกว่ามานอนกลางดินกินกลางทรายแบบนี้"
"หมู่บ้านสกุลอวี๋มันจนไง ไม่มีปัญญานอนโรงเตี๊ยมหรอก"
"อวี๋เย่ รับไป"
อวี๋เอ้อร์โก่วเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะโยนบางอย่างมาให้
ผลไม้สีแดงหลายลูกหล่น ตุบ! ลงบนตัก มันคือพุทราป่าเม็ดอวบเต่ง
อวี๋เย่นอนกินพุทราป่ารสหวานกรอบอยู่กลางดงหญ้า นานๆ จะได้เดินทางไกลสักที ใจจริงเขาก็อยากเข้าไปดูความครึกครื้นในเมืองบ้าง แต่กลัวโดนคนอื่นรังเกียจ จึงได้แต่นั่งเจียมตัวเฝ้าที่ โชคดีที่อวี๋เอ้อร์โก่วยังนึกถึง ทำให้การเดินทางคลายความเหงาลงไปได้บ้าง
ครู่ต่อมา เสียงหัวเราะก็ดังครึกครื้น
บนผิวน้ำที่สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง กลุ่มคนกำลังหยอกล้อเล่นน้ำกันสาดกระเซ็น
พวกอวี๋เอ้อร์โก่วถึงกับถอดเสื้อเหลือแต่กางเกงเตี่ยว วิ่งเท้าเปล่าไล่จับปลาในแม่น้ำ บางคนจับปลาได้ก็โยนขึ้นฝั่ง เรียกเสียงโห่ร้องยินดีเกรียวกราว
อวี๋เย่ตาสว่างวาบ
เขาเติบโตในป่าเขามาแต่เด็ก สิ่งที่ชอบที่สุดคือจับปลาล่านก พอเห็นพรรคพวกเล่นสนุก ก็อดไม่ได้ที่จะคันไม้คันมือ
อวี๋เย่ะโลุกขึ้น คว้าไม้เท้าเดินตรงเข้าไป
บนพื้นหญ้าริมฝั่งมีปลาสดๆ ดิ้นกระแด่วอยู่หลายตัว แม้ตัวไม่ใหญ่แต่กลับเปี่ยมเรี่ยวแรง
อวี๋เอ้อร์โก่วะโเรียก "อวี๋เย่ ลงมาเล่นด้วยกันสิ!"
พวกอวี๋เฉวียนและอวี๋เหมิ่งพากันหัวเราะร่า
"น้ำหน้าหนาวมันเย็น ระวังจะหนาวตายเอานะโว้ย!"
"ดูท่าทางเก้ๆ กังๆ ของมันสิ"
"ฮ่าๆๆ..."
แม่น้ำกว้างราวเจ็ดแปดจั้ง ลึกไม่ถึงฉื่อ แม้อากาศหนาวจัด แต่ยังมีปลาว่ายทวนน้ำ
อวี๋เย่ถอดรองเท้า หยิบไม้เท้า แล้วย่ำลงน้ำ ทันทีที่เท้าััผิวน้ำ ความเย็นะเืก็แล่นพล่านจนสะดุ้งโหยง
พวกอวี๋เอ้อร์โก่วะเิเสียงหัวเราะลั่นอีกระลอก
อวี๋เย่ไม่ถอย เขาลุยน้ำเดินหน้าต่อ ด้วยความเืร้อนของวัยรุ่นมีหรือจะยอมอ่อนข้อ พอตั้งหลักยืนมั่นได้ เขาก็เงื้อไม้เท้าในมือขึ้น
จังหวะที่กำลังก้มหน้าหาปลา เสียงกีบเท้าม้าพลันดังกระหึ่ม
ม้าขาวกำยำตัวหนึ่งพุ่งทะยานพรวดออกจากคันดินฝั่งตรงข้าม
ม้าขาวควบตะบึงเต็มฝีเท้า กระโจนลงน้ำ ตูม! กีบเหล็กตะกุยเกลียวคลื่นสาดกระเซ็นดุดัน ผู้ขี่อยู่บนหลังม้าคือสตรีในชุดสีเขียวคราม ใบหน้ามีผ้าบางปิดบังไว้ มองไม่ออกถึงอายุและรูปโฉม
พวกอวี๋เอ้อร์โก่วยืนชะเง้อมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ม้าอีกหลายตัวและเกวียนเล่มใหญ่โผล่พ้นคันดินตามมาติดๆ
อวี๋เย่กำลังจะเงยหน้ามอง แต่หางตาเหลือบเห็นเงาปลาแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำตรงเท้าพอดี เขารีบตวัดไม้ฟาดลงไป ผัวะ! ปลาตัวหนึ่งกระเด็นพรวดพ้นผิวน้ำ เขารีบยื่นมือออกไปตะครุบด้วยความดีใจ
วินาทีเดียวกันนั้น เสียงตวาดแหลมก็ดังขวับ
"หลบไป—"
คนและม้าพุ่งทะยานเข้าใส่ตรงหน้า
อวี๋เย่หลบไม่ทัน ปัง! ร่างของเขาลอยละลิ่วกระเด็นไปไกลกว่าสองจั้ง ก่อนร่วงกระแทกพื้นกรวดริมน้ำ ตุบ!
จังหวะเดียวกัน ม้าขาวก็กระโจนขึ้นฝั่งพร้อมหยุดกะทันหัน ขาหน้าตะกุยฟ้า แผงคอสะบัดพลิ้ว ส่งเสียงร้อง ฮี้! ร่างบนหลังม้าเอี้ยวตัวหันมอง ผ้าปิดหน้าปลิวไสวตามแรงลม เผยให้เห็นเสี้ยวหน้านวลขาววิจิตร ภายใต้แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ตกดิน ความงามที่เผยให้เห็นเพียงแวบเดียวชวนให้ดูลึกลับและงดงามเหนือคำบรรยาย
อวี๋เย่นอนหงายแผ่หลาอยู่บนพื้น มือซ้ายกำไม้เท้า มือขวาจับปลาไว้แน่น สภาพทุลักทุเลดูไม่จืด
สตรีบนหลังม้าปรายตามอง แววตาคล้ายรู้สึกผิดชั่ววูบ แต่แล้วก็สะบัดแส้ตบม้าหนึ่งฉาด ม้าขาวควบตะบึงสี่เท้าลอยเหนือพื้น ทิ้งรอยละอองน้ำและเศษหญ้าปลิวว่อนไว้เื้ั
อวี๋เย่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง สติยังมึนงงเล็กน้อย
ยังไม่ทันได้พักหายใจ เสียงกีบเท้าม้า เสียงน้ำสาดกระเซ็น และเสียงะโโหวกเหวกก็ดังระงมไปทั่ว
ม้าหลายตัวและเกวียนสี่เล่มลุยข้ามน้ำมา ตามด้วยชายฉกรรจ์นับสิบ ทุกคนแต่งกายแบบชาวเขา สะพายหน้าไม้ พกดาบพกกระบี่ รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน
พวกอวี๋เอ้อร์โก่วรีบะโขึ้นฝั่ง ร้องอุทานด้วยความทึ่ง
"แม่นางคนนั้นขี่ม้าเก่งไม่เบาเลย"
"เห็นว่าเป็คุณหนูสกุลไป๋ ภูมิหลังไม่ธรรมดานะเว้ย"
"อวี๋เย่ เป็อะไรหรือเปล่า?"
อวี๋เย่นั่งเท้าเปล่าอยู่บนพื้น ยังคงเหม่อลอยไม่ได้สติ พอได้ยินเสียงอวี๋เอ้อร์โก่วถาม ถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามือมีเืซึม ตอนที่กระเด็นออกไป มือยังกำปลาแน่น ไม่นึกว่าครีบปลาจะคมกริบจนบาดฝ่ามือทะลุ เขายกมือขึ้นเช็ดคราบเื ตอบกลับสั้นๆ "ไม่เป็ไร!"
พลบค่ำเยือนมา
กองไฟถูกจุดขึ้นริมฝั่งน้ำ
ชายฉกรรจ์หมู่บ้านสกุลอวี๋นั่งล้อมวงผิงไฟ ย่างเสบียงกินประทังหิว
อวี๋เย่นอนอยู่กลางพงหญ้าตามลำพัง สองตาเหม่อมองท้องฟ้าเงียบๆ
จันทร์เสี้ยวเย็นเยียบแขวนโดดเดี่ยวสุดขอบฟ้า ดวงดาวกะพริบแสงริบหรี่ ยามราตรีลึกสงัด ความหนาวเย็นอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตพลันแผ่ซ่านเข้าปกคลุมทั่วผืนพสุธา
อวี๋เย่กระชับเสื้อคลุมหนังแกะให้แน่นขึ้น อารมณ์ค่อนข้างหดหู่ ทว่าในแววตายังแฝงความสงสัยอยู่ลึกๆ
หญิงชุดเขียวครามที่ควบม้าชนคนเมื่อครู่ กลับกลายเป็คุณหนูสกุลไป๋
เป็ลูกผู้หญิงแท้ๆ มาร่วมล่าเหมันต์ด้วยเนี่ยนะ?
ไฉนถึงได้ป่าเถื่อนขนาดนี้?
จะโทษนางฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ใครใช้ให้เขาไปขวางทางนางล่ะ แต่ว่านะ... เขายังไม่ทันเห็นนางขยับตัวทำอะไร ม้าก็ยังไม่ทันกระแทกโดนตัวซ้ำ ทำไมจู่ๆ เขาถึงปลิวกระเด็นออกไปแบบงงๆ
วินาทีนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
"อวี๋เย่!"
ลุงห้าอวี๋สือโถวเดินเข้ามา ในมือถือปลาเสียบไม้ย่างสุก
อวี๋เย่รีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะได้ยินลุงห้าบ่น "เ้าเด็กคนนี้นี่ เห็นม้าพุ่งมาขนาดนั้นก็ไม่รู้จักหลบ โชคดีที่ไม่เจ็บหนัก!"
น้ำเสียงของอวี๋สือโถวเจือความห่วงใยตามประสาผู้ใหญ่
อวี๋เย่รับปลาย่างมา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "ลุงห้า หลานมีเื่อยากถามสักหน่อย!"
อวี๋สือโถวที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป ชะงักฝีเท้ากึก
"พ่อข้า... ตายแล้วจริงๆ เหรอ?"
"อืม!"
"แล้วศพของพ่อข้าล่ะ..."
อวี๋สือโถวหมดความอดทนกะทันหัน ตอบกลับโดยไม่หันมามอง "พักผ่อนซะ พรุ่งนี้เช้าต้องเดินทางต่อ!"
"ลุงห้า..."
อวี๋เย่อยากซักไซ้ต่อ แต่ลุงห้ากลับเอามือไพล่หลังเดินหนีไปแล้ว เขารู้สึกหดหู่ใจ ยกปลาย่างขึ้นกัดคำหนึ่ง เนื้อปลาสดรสหวานหอม ทว่ากินเข้าไปกลับไม่รู้รสชาติแม้แต่น้อย
กองไฟไม่ไกลนักกำลังลุกโชน แสงไฟสาดส่องกระทบรอยยิ้มหยาบกร้านของเหล่าชายฉกรรจ์ เสียงสายน้ำไหลรินไม่ขาดสาย หมอกเย็นะเืบางเบาลอยเอื่อยขึ้นจากผิวน้ำ ก่อนจะแผ่กระจายปกคลุมทุ่งร้าง...
ล่วงเข้าหลังเที่ยงคืน ลมเริ่มกรรโชกแรง
คงเพราะหนาวจนทนไม่ไหว อวี๋เย่จึงลืมตาตื่นจากห้วงนิทรา
จันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าหายวับไปแล้ว ลมหนาวพัดกระหน่ำหมุนวนท่ามกลางความมืดมิด
อวี๋เย่ยันตัวลุกขึ้น
กองไฟที่จุดไว้เมื่อคืนดับมอดไปนานแล้ว ชายชาวเขากว่ายี่สิบคนนอนเกลื่อนกลาดระเนระนาด ม้าแก่สองตัวที่ผูกไว้ไกลๆ ส่งเสียงพ่นลมหายใจ ฟืดฟาด มาทางเขา
อวี๋เย่ยกมือเช็ดน้ำค้างบนใบหน้า คว้าไม้เท้า ห่อสัมภาระเตรียมพร้อม แต่แล้วก็ยืนทื่อเป็ไอ้งั่งอยู่กับที่
ลุงป้าน้าอาและพี่น้องคนอื่นยังไม่ตื่นเลย แต่เขาดันรีบร้อนเตรียมตัวออกเดินทางซะแล้ว โทษใครไม่ได้นอกจากความกังวลที่หนักอึ้งจนทำให้วู่วาม ขืนรออยู่แบบนี้ สู้เดินยืดเส้นยืดสายอบอุ่นร่างกายยังจะดีกว่า
อวี๋เย่วางสัมภาระลง แล้วเดินเลาะไปตามริมฝั่งแม่น้ำ
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เงาดำสายหนึ่งก็โผล่ตามมาติดๆ
อวี๋เย่หันขวับทันที
เป็หมาดำตัวหนึ่ง มันส่ายหัวกระดิกหาง แลบลิ้นะโโลดเต้นเข้ามาหาเขา
"ชิ้ว—"
อวี๋เย่ทำท่าจะไล่ตี
การออกมาล่าเหมันต์ครั้งนี้ หมู่บ้านสกุลอวี๋พาสุนัขพื้นเมืองมาด้วยหลายตัว เขาเคยโดนพวกมันกัดมาก่อน เลยยังมีแผลฝังใจ
หมาดำหดหัวเผ่นหนีไป
เหนือผิวน้ำมีหมอกบางลอยวน เมื่อโดนลมหนาวพัดกระโชกก็ม้วนตัวแตกซ่านราวควันไฟ ป่าเขาและทุ่งราบรอบด้านเลือนลางราวภาพลวงตา การเดินอยู่ลำพังท่ามกลางความอ้างว้างสุดลูกหูลูกตา โลกใบใหม่ที่ยังไม่เคยสำรวจ กระตุ้นสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นให้พลุ่งพล่านอย่างห้ามไม่อยู่
ยิ่งเดินขึ้นเหนือ น้ำในแม่น้ำก็ยิ่งลึก บริเวณที่ราบริมฝั่งเต็มไปด้วยดงอ้อและพุ่มไม้รกทึบ
อวี๋เย่เดินทอดน่องอย่างสบายใจ ไม่ลืมแกว่งแขนเตะขายืดเส้นยืดสาย คงเพราะความซุกซนวัยเด็กกำเริบ เขาหยิบก้อนกรวดขว้างออกไป ก้อนหินกระดอนบนผิวน้ำสองสามที ก่อนจมหายลับไปในเกลียวคลื่น จ๋อม!
ไม่นาน หินใหญ่หลายก้อนก็โผล่มาขวางทาง ดงอ้อรอบด้านยิ่งรกทึบกว่าเดิม
อวี๋เย่เดินมาถึงตรงนี้ ร่างกายก็เริ่มอบอุ่นขึ้นบ้าง เขาปลดเสื้อคลุมยืนฉี่ ก่อนจะหดคอหนาวสั่น จังหวะกำลังจะหันหลังเดินกลับ ก็ต้องชะงักฝีเท้า
"ศิษย์พี่..."
"ศิษย์น้อง..."
ใครพูด?
มีทั้งหินทั้งพุ่มไม้บังอยู่ มองอะไรไม่เห็นเลย
อวี๋เย่กำลังขมวดคิ้วสงสัย เสียงพูดคุยก็ลอยตามลมมาอีกระลอก
"อาจารย์เก็บตัวฝึกตนเป็ยังไงบ้าง..."
"โอสถเสวียนฮวงล้มเหลวไม่เป็ท่า ข้าเลยรับคำสั่งลงเขา มาคอยคุ้มครองศิษย์น้องเดินทางไปแดนเหนือของต้าเจ๋อสักรอบ..."
"ถ้าได้โอสถมาช่วย อาจารย์จะทะลวงระดับสร้างรากฐานสำเร็จไหม..."
"อีกไม่นานเกินรอแน่..."
ต้าเจ๋อ?
จำได้ว่าพ่อเคยบอก หมู่บ้านสกุลอวี๋ที่บรรพบุรุษอาศัยอยู่ เป็แค่พื้นที่ชนบทเล็กๆ ถัดจากหุบเขาซิงหยวนและเมืองหลิงเจียวออกไป ยังมีโลกกว้างใหญ่ไพศาล เรียกว่า 'ต้าเจ๋อ'
ศิษย์พี่? ศิษย์น้อง?
ชายหญิงคู่ที่คุยกันนั้นเป็ใครมาจากไหน แล้ว 'โอสถเสวียนฮวง' กับ 'สร้างรากฐาน' มันคืออะไร?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อวี๋เย่ย่องตามเสียงเข้าไปอีกสองก้าว
เสียงสนทนาเงียบกริบลงทันที วินาทีเดียวกัน เสียงตวาดกร้าวก็ดังลั่นเหนือหัว
"ใครแอบฟัง!"
อวี๋เย่สะดุ้งสุดตัว
เงาดำสองสายร่วงลงมาจากฟ้า ตามด้วยลมกระโชกแรงซัดเข้าเต็มหน้า ยังไม่ทันได้มองชัด ร่างของเขาก็โดนกระแทกลงไปกองกับพื้น ปัง! วินาทีต่อมา แผ่นหลังพลันหนักอึ้งราวถูกหินั์ทับ ดิ้นไม่หลุดแม้แต่นิดเดียว
"ไอ้เด็กเวร รนหาที่ตาย!"
"อ๊าก—"
แรงเหยียบกระแทกกลางหลังทำเอากระดูกหน้าอกลั่น กร๊อบ! ความเ็ปแล่นพล่านจนสุดทน อวี๋เย่แผดเสียงร้องลั่น
"ศิษย์พี่ อย่าหาเื่วุ่นวายเพิ่มเลย!"
"หึ..."
อวี๋เย่นอนหมอบอยู่บนพื้น กระดูกปวดร้าวแทบแหลกสลาย หัวทิ่มมุดดงหญ้าจนหายใจไม่ออก จู่ๆ น้ำหนักกดทับบนหลังก็ผ่อนคลายลง เขารีบพลิกตัวลุกขึ้นนั่งอย่างลุกลี้ลุกลน
เงาร่างสายหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ก่อนเปล่งเสียงเ็า
"มาทำอะไรตรงนี้?"
ท้องฟ้าเริ่มสว่างรางๆ แล้ว
เ้าของเสียงคือหญิงสาวผู้หนึ่ง นางสวมชุดยาวสีเขียวคราม รวบผมมวยแบบบุรุษ ซ้ำยังใช้ผ้าปิดบังใบหน้าจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็เช่นไร แต่บุคลิกท่าทางกลับดูคุ้นตา เ็าจนเดาใจไม่ถูก
อวี๋เย่อ้าปากค้าง ติดอ่างไปชั่วขณะ "ข้า... ข้าคืออวี๋เย่จากหมู่บ้านสกุลอวี๋"
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย "เ้าได้ยินอะไรไปบ้าง?"
"ข้าแค่มาเยี่ยว..."
"ถุย ไอ้พวกหยาบคาย!"
หญิงสาวสบถด้วยความรังเกียจสุดขีด สะบัดหน้าแล้วพุ่งตัวลอยขึ้นจากพื้น เพียงพริบตาเดียวก็พลิ้วไหวหายวับไปราวสายลม
อวี๋เย่ยังคงใไม่หาย
หินกับพุ่มไม้พวกนั้นสูงตั้งสอง่ตัวคน สตรีผู้หนึ่งกลับะโข้ามไปได้ง่ายๆ ศิษย์พี่ที่คุยกับนางเมื่อครู่ก็คงเผ่นไปก่อนแล้ว หมอนั่นไม่เพียงเคลื่อนไหวไร้ร่องรอย แต่ยังโเี้อำมหิต เอะอะก็ลงมือหมายเอาชีวิตโดยไม่ถามไถ่สักคำ
เมื่อครู่ได้ยินอะไรไปงั้นเหรอ?
ไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด
เพียะ!
เสียงแส้หวดอากาศดังสนั่นมาจากที่ไกลๆ
ตอนนี้ ความมืดมิดของราตรีได้สิ้นสุดลงแล้ว
ท่ามกลางแสงรุ่งอรุณ สองพ่อลูกอวี๋เป่าซานกำลังร้องะโเร่งทุกคนให้ตื่น ตามด้วยฝูงคนและรถม้าโผล่พรวดขึ้นมาบนที่ราบริมแม่น้ำ เสียงะโโหวกเหวกปนกับเสียงม้าร้องระงม ครึกครื้นจนแทบหูแตก
ขบวนของหมู่บ้านสกุลไป๋และหมู่บ้านสกุลเฝิงมารวมสมทบกับหมู่บ้านสกุลอวี๋แล้ว
ได้เวลาออกเดินทาง
อวี๋เย่ไม่กล้าชักช้า รีบสับเท้าวิ่งตับแลบกลับไป
อวี๋เอ้อร์โก่วกำลังจับกลุ่มคุยเล่นอยู่กับพวกคนหนุ่ม พอเห็นอวี๋เย่วิ่งกลับมาก็แอบขยิบตาให้ แล้วกระซิบเสียงเบา "เฮ้ย ข้าไปสืบมาแล้วนะ คุณหนูสกุลไป๋คนนั้นชื่อ ไป๋จื่อ!"
ท่ามกลางฝูงชนที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว มีสตรีขี่ม้าโผล่มาจริงๆ ดูจากการแต่งตัว ชัดเจนว่าเป็ผู้หญิงที่ด่าเขาว่าหยาบคายเมื่อครู่ ใบหน้ายังคงมีผ้าปิดไว้เหมือนเดิม ถึงกระนั้น เสื้อผ้าบางเบา ทรวดทรงอรชร และท่วงท่าควบม้าอันสง่างาม ก็ยังทำให้นางดูโดดเด่นสะดุดตาเหนือใคร
นางชื่อไป๋จื่อ?
อวี๋เย่อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองอีกสักรอบ
คุณหนูสกุลไป๋ผู้นั้นควบม้าแหวกฝูงชนลุยน้ำข้ามฝั่งไปแล้ว อวี๋เป่าซานกับพวกคนหนุ่มยังอุตส่าห์อยากเข้าไปประจบประแจง แต่ดันวิ่งตามไม่ทัน เลยได้แต่ถอยกลับมาหน้าเจื่อนๆ
ส่วนศิษย์พี่ของไป๋จื่อ ไม่ได้โผล่หัวมา
"คุณหนูไป๋กลับบ้านเกิดมาร่วมล่าเหมันต์ ก็เพื่อหาประสบการณ์ลงเขาเท่านั้นแหละ ว่ากันว่านางฝึกวิชาเต๋ามาั้แ่เด็ก รู้เื่คาถาอาคมด้วยนะ จุ๊ๆ!"
อวี๋เอ้อร์โก่วอายุมากกว่าอวี๋เย่สองสามปี หมอนี่ชอบสอดรู้สอดเห็นเื่แปลกๆ เลยเล่าประวัติของคุณหนูไป๋เป็ฉากๆ ราวกับของล้ำค่าประจำตระกูล พวกคนหนุ่มในหมู่บ้านอย่างอวี๋เฉวียน อวี๋เหมิ่ง อวี๋จ้วง ก็พากันทำหน้าเคลิ้มด้วยความชื่นชม
อวี๋เย่ยกมือคลำหน้าอกป้อยๆ ก้มหน้าเก็บไม้เท้ากับสัมภาระเงียบๆ
ไม่รู้ทำไม เขาถึงสนใจประวัติของไป๋จื่อขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ไม่กล้าคิดอะไรมาก หรือพูดให้ถูกคือ... แอบปอดแหก เกือบจะตายโหงซะแล้ว โทษใครไม่ได้นอกจากเยี่ยวบ้าๆ สายนั่น
พ่อของอวี๋เป่าซาน 'อวี๋โย่วไฉ' เป็ผู้นำหมู่บ้านสกุลอวี๋ หลังจากเข้าไปทักทายคนจากหมู่บ้านสกุลไป๋และสกุลเฝิงเสร็จ ก็หันมาะโสั่งทุกคนให้เอาเกวียนเทียมม้า และเก็บกวาดข้าวของให้เรียบร้อย
ผู้นำหมู่บ้านสกุลไป๋ชื่อ ไป๋เซวียน เป็ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ ส่วนผู้นำหมู่บ้านสกุลเฝิงคือ เฝิงซวนจื่อ แม้อายุจะปาเข้าไปครึ่งร้อย แต่ร่างกายยังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉง ทั้งสองนำขบวนเกวียนของตนทยอยลุยข้ามแม่น้ำไป
ขบวนของหมู่บ้านสกุลอวี๋ออกเดินทางตามไปติดๆ
ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ มีถนนเส้นใหญ่ทอดยาวมุ่งสู่แดนไกล
ตลอดทางที่ย่ำเดิน มองเห็นเพียงเทือกเขาสลับซับซ้อน ทุ่งร้างกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ชวนให้ผู้คนอยากก้าวเท้าออกไปสำรวจโลกกว้าง ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยพานพบ
ออกเดินทางได้ไม่นาน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม ลมกรรโชกแรงหอบเอาฝุ่นดินและเศษหญ้าปลิวว่อนเข้าใส่
"เฮ้ย อากาศเปลี่ยนแล้วว่ะ!"
อวี๋เอ้อร์โก่วร้องลั่น
เกวียนเก้าเล่ม ม้ากว่าสิบตัว พร้อมชายฉกรรจ์เกือบร้อยชีวิต มุ่งหน้าลงใต้ไปตามถนนกลางหุบเขา ฝ่าพายุฝุ่นตลบอบอวล
กระทั่งถึงตอนเที่ยง ลมแรงก็ยังไม่แ่ลง
ขบวนคนและม้าหยุดพักเหนื่อยครู่หนึ่ง ก่อนจะออกเดินทางต่อ
ยามพลบค่ำ เส้นทางบนูเาก็เริ่มแคบลง
เบื้องหน้าระหว่างหุบเขา มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งปรากฏขึ้น
หมู่บ้านอวิ๋นหลิ่ง
ที่บอกว่าเป็หมู่บ้าน ความจริงมีแค่สิบกว่าหลังคาเรือน กระท่อมหลังคามุงจากเตี้ยๆ เรียงรายอยู่บนเนินเขา
ถัดจากเนินเขา ติดกับหมู่บ้าน มีแอ่งที่ลุ่มต่ำและสระน้ำ นับว่าเป็จุดหลบลมค้างคืนที่ใช้ได้ทีเดียว
อวี๋โย่วไฉส่งสัญญาณทักทายไป๋เซวียนกับเฝิงซวนจื่อ แล้วสั่งให้ทุกคนพักผ่อนกันตรงนี้ ชายฉกรรจ์จากแต่ละหมู่บ้านช่วยกันปลดสัมภาระลงจากเกวียน วุ่นวายกับการจุดไฟทำอาหาร
อวี๋เย่อยากหาที่หลบลมสักหน่อย แต่ไปทางไหนก็เจอแต่คนเต็มไปหมด
เขารีบวางไม้เท้าและสัมภาระลง ช่วยเก็บเศษไม้แห้งมาก่อไฟ พอจุดไฟติด เขาก็เดินหลบมุมไปทิ้งตัวลงนั่งแหมะกับพื้นเพียงลำพัง
เดินทางรอนแรมมาทั้งวัน ร่างกายเหนื่อยล้าแทบขาดใจ รองเท้าหนังที่ใส่อยู่ก็ถลอกจนทะลุเป็รู
อวี๋เย่หมดปัญญาจะห่วงสภาพทุลักทุเลของตัวเอง เขาล้วงเอาแป้งย่างออกมา เพิ่งกัดไปไม่กี่คำ ความเหนื่อยล้าผสมความง่วงงุนก็เล่นงานจนลืมตาไม่ขึ้น คลับคล้ายคลับคลาว่าอวี๋เอ้อร์โก่ววิ่งมาล้มตัวนอนอยู่ข้างๆ พร้อมกับแหกปากบ่นไม่หยุด
"โอ๊ยยย ขาข้าปวดจนจะหลุดเป็เสี่ยงๆ แล้ว..."
ความง่วงงุนของอวี๋เย่เริ่มถาโถมหนักขึ้นเรื่อยๆ
คลับคล้ายคลับคลาจะได้ยินเสียงลุงห้าพูดว่า
"คนหนุ่มนี่นะ ทนเหนื่อยกันไม่ได้เลย นอนซะเถอะ..."
เลือนรางในความมืดมิด ตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งส่องสว่าง ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ใต้แสงไฟ ใช้มือสากกร้านจับเข็มร้อยด้าย เย็บชุนเสื้อผ้าขาดวิ่นอย่างเก้ๆ กังๆ คงเพราะโดนเข็มทิ่มนิ้ว เขาจึงส่ายหัวอย่างจนใจ ก่อนจะหันมามองข้างกายแล้วยิ้มละมุน "เล่นซนมาทั้งวัน คงเหนื่อยแล้วสิ นอนเถอะลูก..."
ข้างกายชายร่างใหญ่ มีเด็กน้อยวัยห้าหกขวบนอนอยู่ หน้าตาท่าทางดูฉลาดเฉลียว เด็กน้อยแหงนมองรอยยิ้มอบอุ่นของพ่อ หาวหวอดหนึ่งที แล้วหลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างหมดจดไร้กังวล
ในความฝัน เด็กน้อยราวกับถูกโอบกอดไว้ในอ้อมอกอันแสนอบอุ่นของแม่ แม้จะยังมองใบหน้าแม่ไม่ชัด แต่กลับััได้ถึงแสงแดดอุ่นแห่งวสันตฤดู และดอกไม้คิมหันต์ที่เบ่งบานตระการตา รวมถึงแผ่นหลังอันสง่างามของพ่อ ที่สูงตระหง่านดั่งขุนเขา คอยกำบังลมฝน และค้ำจุนผืนฟ้าให้เขาตลอดมา...