ดึกสงัดกลางป่า บรรยากาศรอบด้านดูมืดมิด เสียงแมลงเล็กๆดังระงมจนชวนวังเวง แต่ถ้ามองอีกมุม กลับให้ความรู้สึกสดชื่น ด้วยเป็ธรรมชาติบริสุทธิ์ที่ปราศจากสิ่งใดเจือปน
บริเวณหน้าปากถ้ำใหญ่ ได้ปรากฏกองไฟดวงโต ข้างๆมีเด็กหนุ่มนอนขดตัวหลับใหลอย่างเป็สุข ร่างเพรียวถูกซ่อนในชุดกังฟูขาดๆ เส้นผมสีเขียวกระเซอะกระเซิงไม่เป็ทรง เขาจะฝันถึงอะไรไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าตอนนี้กำลังอมยิ้ม น้ำน้อยๆไหลย้อยที่มุมปาก ส่วนอีกฟากของกองไฟ ก็มีเด็กสาวร่างสูงเพรียวในชุดกังฟูแดงประจำการ เธอนั่งหลับ หลังพิงไม้ใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่จริงจัง
เด็กหนุ่มหัวเขียวตกอยู่ในห้วงนิทรานานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่ในที่สุด เขาก็ผวาตื่นและลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมแหกปากเสียงดังแบบไม่เกรงใจใคร
“ ว้าก.... ซวยแล้ว อย่าทับช้านนน…… ”
เด็กหนุ่มอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนพักหนึ่ง พอปรับอารมณ์ได้ ก็เข้าใจว่าสิ่งที่เผชิญเมื่อครู่เป็เพียงความฝัน จึงรำพันกับตัวเอง แล้วยกมือขึ้นปาดเหงื่อ
“ เฮ้อ...... ดีนะที่เป็แค่ความฝัน นึกว่าจะถูกหมูหันที่ใหญ่เท่าตึกสามชั้นไล่ทับ ว่าแต่ตอนนี้กี่โมงแล้ว ”
มาวินกดดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ตัวเลขดิจิตอลบนหน้าปัด บอกให้รู้ว่าตีสาม เด็กหนุ่มเลยออกอาการเซ็งเล็กน้อย
“ บ้าจัง ดันตื่นมากลางดึก เลยนอนไม่เต็มที่ ว่าแล้วก็หลับต่อดีกว่า ”
พอเด็กหนุ่มพูดจบ ก็เตรียมล้มตัวลงนอน แต่ก่อนที่ดวงตาเรียวจะปิดสนิท หูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ พวกนั้นกำลังมุ่งตรงมายังจุดพักแรม
“ เอ๊ะ เสียงฝีเท้าคนนี่ จำนวนมากซะด้วย ” เด็กหนุ่มคิดในใจ เขารู้สึกสงสัยนิดๆ จึงลุกขึ้นยืน เพื่อเดินไปยังทิศทางที่เกิดเสียง
ขณะที่เด็กหนุ่มหัวเขียวกำลังจะก้าวพ้นกองไฟ ก็มีอุ้งมือแกร่งยื่นมาจับข้อเท้า ทำให้เขาใจนต้องหันกลับมาดู
“ เอ๊ะ ใคร อ้าว เธอเองเหรอ ” เมื่อเห็นว่าผู้ที่จับข้อเท้าคือเด็กสาวร่างสูง มาวินก็คลายสงสัย ประกายตาของเธอคมวาว บอกให้รู้ว่ากังฟูสาวก็ตื่นอยู่เหมือนกัน
“ นายจะไปไหน ” เสียงห้าวๆถูกเปล่งออกมา
“ อ้อ จะไปดูว่าใครมา ท่าทางจะมากันเยอะ ” เด็กหนุ่มตอบกลับ
“ งั้นนายก็ไปผิดทาง พวกมันมาจากทางด้านโน้นต่างหาก ชั้นได้ยินเสียงฝีเท้ามาพักใหญ่แล้ว ” เด็กสาวร่างสูงชี้ไปทิศตรงข้าม
“ อ้าว เหรอ แต่ชั้นได้ยินเสียงจากทางนี้ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวงงนิดๆ เขาโต้เถียง เพราะเชื่อในหูของตัวเองมากกว่า
เด็กสาวไม่ตอบประการใด เธอค่อยๆลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางที่ดูสุขุมเกินวัย จากนั้นก็กล่าวแ่เบาแค่พอได้ยิน
“ ในป่านั้นยากจะบอกว่าเสียงมาจากทางไหน ต้องชินจริงๆ ถึงจะแยกออก แล้วกลางดึกแบบนี้ มีกลุ่มคนนับสิบเดินมา ย่อมไม่ใช่เื่ดีแน่ นายคิดจะเดินเข้าไปหาตรงๆเลยรึไง ” หลังได้รับคำเตือน มาวินก็เริ่มได้คิด เขาทะเล่อทะล่าเกินไป จึงหันกลับไปถามเด็กสาวถึงหนทางแก้ไข
“ จริงอย่างเธอว่า แล้วเราควรทำไง ”
กลางดึกสงัดเช่นนี้ ย่อมมืดมิดจนยากจะมองเห็น แต่เด็กหนุ่มสาบานได้ เขาประสบกับรอยยิ้มน้อยๆของเด็กสาวแวบหนึ่ง จากนั้นเธอก็ตอบคำถามโดยพลัน ราวกับว่าเื่พูดมามันง่ายดายไม่ต่างจากปอกกล้วยเข้าปาก
“ ไม่ยาก ก็แค่ซ่อนตัว เพราะดูจากทิศทางการเดิน พวกนั้นน่าจะมุ่งตรงมาหาเรา ”
“ หา…..แล้วจะซ่อนยังไง ซ่อนตรงไหน ” เด็กหนุ่มเหลือบมองรอบตัว แต่เขาไม่เห็นที่ซ่อนเลย เนื่องจากบริเวณนั้นเป็พื้นที่เปิดโล่ง
“ ตรงนี้ไง ” เด็กสาวตอบสั้นๆ ก่อนกระโจนขึ้นสู่เบื้องบน สองมือและสองเท้าตะกุยต้นไม้สูงอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว เธอก็ยืนอยู่บนยอดไม้
“ เหวอ ทะ....เธอทำได้ไง อย่างกะหนังจีนกำลังภายในเลย ” ทันทีที่ได้เห็นวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศของอาจารย์สาว เด็กหนุ่มก็ตกตะลึงอย่างรุนแรง
มาวินถึงกับอ้าปากค้าง ใจรู้สึกทึ่ง เวลาต่อมา เขาก็ได้ยินเสียงของเด็กสาว แต่มองไม่เห็นตัว เพราะยอดไม้อยู่สูงเกินไป มิหนำซ้ำ ยังมีกิ่งไม้และใบไม้รกครึ้มคอยบดบัง
“ ตานายแล้ว โดดขึ้นมาเลย ”
“ หา.....เธอเห็นชั้นเป็ลิงเป็ค่างรึไง บ้าน่า จะทำแบบนั้นได้ยังไง ” เด็กหนุ่มหัวเขียวตอบกลับ แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ มีกลุ่มคนเข้ามาหาด้วยวัตถุประสงค์ที่น่าสงสัย จึงสงบปากสงบคำ แล้วพยายามขบคิด หาทางแก้ไข
“ เอางี้มั้ย เธอหย่อนเชือกลงมา แล้วชั้นจะได้ปีนขึ้นไป ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเสนอแนะ บนยอดไม้เงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมีเสียงตอบกลับ
“ ชั้นไม่มีเชือก ถ้าปีนขึ้นมาไม่ได้ นายก็ตายอยู่ข้างล่างนั่นแหละ ” พอได้ฟังคำตอบที่แสนโหดร้าย เด็กหนุ่มก็ถึงกับหัวร้อน
“ หน็อย ยัยบ้าเอย แล้งน้ำใจชะมัด เชอะ ต้นไม้แค่นี้ เดี๋ยวชั้นก็ปีนได้ คอยดูสิ ” มาวินตวาดใส่ด้วยความโกรธ จากนั้นก็ถอยหลังออกมาหลายก้าว เพื่อตั้งหลัก แล้วนิ่งตรึกตรองว่าจะใช้วิธีใด
“ เอ เมื่อกี้ ยัยนั่นทำยังไงหว่า มันเร็วจนเรามองไม่ทันซะด้วยสิ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวยืนเกาคาง เขาใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกออก
“ ดีล่ะ ใช้วิธีนี้ดีกว่า เพราะมันไม่เปลืองแรง ”
เมื่อความคิดตกผลึก เด็กหนุ่มก็ถอดเสื้อออก จากนั้นก็ม้วนและบิดมันให้เรียวยาวจนดูคล้ายเชือกเส้นโต สเต็ปต่อมาคือตรงไปที่ไม้ใหญ่ แล้วตวัดเสื้อที่ม้วนให้โอบรอบลำต้น พร้อมรัดให้แน่น
“ ดีล่ะ ขอลองปีนต้นไม้แบบพื้นบ้านหน่อยเถอะ น่าจะได้ผล ” เด็กหนุ่มพูดจบ ก็ะโเต็มแรง เพียงครั้งเดียว เขาทะยานสูงเกือบสามเมตร จากนั้นก็อาศัยแรงตรึงจากเสื้อที่ม้วนยาวและสองเท้า เพื่อรั้งไม่ให้หล่น พอตั้งหลักได้ ก็ถีบตัวลอยสูงขึ้นไปอีก
มาวินใช้วิธีนี้ปีนต้นไม้ ดูเขาชำนาญและว่องไวพอควร ไม่นาน ก็ปีนขึ้นมาถึงจุดที่เด็กสาวซ่อนตัว
“ โอ้โห นายมีอะไรให้ชั้นอึ้งอีกแล้วนะ ” เด็กสาวชมจากใจจริง
“ เชอะ ” มาวินสะบัดหน้าหนี เขาทำเมินด้วยอาการงอน จากนั้นก็สะบัดเสื้อเก่าไปมา เพื่อนำกลับมาสวมใส่
เด็กสาวร่างสูงอมยิ้มเล็กน้อย ความรู้สึกคล้ายจะเอ็นดู อึดใจต่อมา พวกเขาก็หันเหความสนใจไปที่แคมป์ไฟ
ทั้งสองรออยู่นานพอดู เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าพวกนั้นกำลังใกล้เข้ามา มันชวนตื่นเต้นจนมาวินรู้สึกร้อนรน ส่วนเด็กสาวร่างสูงยังคงนิ่งเฉย ดวงตาคมกร้าวจับจ้องไปที่จุดพักแรม
“ เอ่อ….. เธอคิดว่าพวกมันมาทำอะไรกันในป่า ” เด็กหนุ่มหัวเขียวอดใจไม่ไหว จึงเอ่ยถาม เด็กสาวเลยหันไปมองมาวินแวบนึง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงกระซิบ
“ ไม่แน่ใจ แต่น่าจะไม่ใช่เื่ดี เพราะที่นี่คือป่า ไม่ควรมีใครเพ่นพ่านในเวลานี้ แถมจำนวนก็มากมาย ถ้าคำนวณไม่ผิด คิดว่าไม่ต่ำกว่า 50 คน ”
“ โห...... เยอะไปมั้ง ” เด็กหนุ่มใจนเผลอร้องดัง
“ ชู้ว.... ไอ้บ้า อย่าเสียงดังสิ ” เด็กสาวจุ๊ปาก พลางปรามในลำคอ
“ อุ้บ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเพิ่งรู้สึกตัว จึงรีบปิดปากตัวเอง แต่ก็ไม่ทันกาล ทั้งสองได้ยินเสียงห้าวใหญ่ของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง
“ เฮ้ย พวกเรา ข้าได้ยินเสียงคนทางนี้”
ทันทีที่สิ้นคำ วัยรุ่นทั้งสองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมาก พวกนั้นวิ่งกรูมายังจุดที่หลบซ่อน เด็กหนุ่มเริ่มใจเสีย พอเงยหน้าขึ้นมา ก็พบว่าถูกเด็กสาวร่างสูงมองอยู่ก่อนแล้ว แม้อากาศจะมืดมิด แต่ก็รู้ด้วยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายน่าจะกำลังด่าเขาอยู่
ทั้งสองกบดานอยู่เงียบๆ พักเดียวก็ปรากฏกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คนวิ่งตรงมาที่แคมป์ไฟ คนที่นำเป็ชายร่างผอมสูง ท่าทางขี้โรค ซึ่งมาวินรู้สึกคุ้นตา
พอกลุ่มชายฉกรรจ์มาถึงแคมป์ไฟ ชายร่างผอมที่เป็ผู้นำก็กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงแหลมสูง
“ ในที่สุด เราก็เจอที่พักของพวกมัน”
“ แต่พวกมันดันหนีไป น่าเสียดายจริงๆ ” หนึ่งในนั้นออกความเห็น แต่ชายร่างผอมดูจะฉลาดกว่าเพื่อน เขาเหลือบมองรอบตัวด้วยอาการใคร่ครวญ จากนั้นก็สั่งลูกสมุนคนที่เสนอความเห็น
“ แกไปตามกลุ่มอื่น ”
“ เอ๊ะ แต่พวกมันหนีไปแล้วนี่ครับ ถ้าไม่รีบตาม น่าจะไล่ไม่ทัน ” ลูกน้องร้องขัด
“ ไม่ต้องพูดมาก รีบไปตามพวกเรามา เร็วเข้า ” ชายร่างผอมออกคำสั่งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม
“ คะ ครับ ” ลูกน้องคนนั้นรับคำแบบเสียไม่ได้ ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในป่า
หลังจากสมุนคนนั้นวิ่งไปตามพรรคพวก ชายร่างล่ำสัน ท่าทางเอาเื่ก็เอ่ยถามลูกพี่ร่างผอม น้ำเสียงร้อนรน
“ เออ ลูกพี่รองครับ ที่ไอ้นั่นพูด ก็มีเหตุผลนะ ถ้ามัวแต่รออยู่ที่นี่ เราอาจตามพวกมันไม่ทันก็ได้ ”
“ ฮ่าๆ ไอ้ั์เอย พวกแกก็ดีแต่ใช้กำลัง ไม่ใช้หัว ถ้าสองคนนั้นหนีไปจริง ก็ต้องมีรอยเท้าที่บ่งชี้ว่าออกจากแคมป์ แต่เท่าที่ดู ข้าไม่เห็นรอยเท้านั้นเลย นั่นแปลว่าพวกมันน่าจะหลบซ่อนอยู่แถวนี้” ชายร่างผอมหัวเราะลั่น พลางเฉลยความคิดของตนเอง
“ อืม.....ท่าจะจริง ” ชายร่างั์เริ่มคิดได้ สายตาพยายามสอดส่องรอยเท้าที่ปรากฏ จึงพบว่ามีแต่รอยที่เดินไปเดินมา ไม่มีรอยใดบ่งบอกถึงการจากไป เลยเห็นจริงตามลูกพี่ร่างผอม
“ หึๆ และอีกอย่าง ” คราวนี้ชายร่างผอมหัวเราะเบาๆ
“ อะไรเหรอ ลูกพี่ ” ชายร่างั์รีบทวงถาม
“ ลองดูโน่นสิ เ้ากล้ามโตสมองฝ่อ ” ชายร่างผอมชี้ไปยังใต้ต้นไม้ อันเคยเป็ที่นอนของเด็กสาวร่างสูง
ชายร่างั์มองตาม พอประสบ ดวงตาก็พลันเบิกโพลง เพราะสิ่งที่เห็นก็คือ.....กระเป๋าหนังใบย่อมที่เด็กสาวร่างสูงใช้เก็บสัมภาระส่วนตัว
“ โอ้โห ลูกพี่นี่เจ๋งจริงๆ ฉลาดโคตรๆ ” ลูกน้องร่างั์โห่ร้องสรรเสริญ
วัยรุ่นทั้งสองมองไปยังจุดที่ชายร่างผอมชี้ เด็กสาวร่างสูงจึงอุทานเบาๆในลำคอ
“ ซวยแล้ว ชั้นลืมกระเป๋าไว้ข้างล่าง ”
“ หา...... ” เด็กหนุ่มร้องเบาๆด้วยความใ
กระเป๋าหนังสีดำถูกทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ คราวนี้เป็ฝ่ายมาวินที่มองเด็กสาวบ้าง แต่เธอก็พยายามหลบตา เพราะรู้ตัวดีว่างานนี้เป็คนผิดเต็มประตู แม้ความมืดจะบดบังสีหน้า แต่ยอดกังฟูสาวก็ทราบดีว่าขณะนี้อีกฝ่ายน่าจะทำตาเขียวใส่
ชายร่างั์เดินเข้ามาหยิบกระเป๋าหนัง ทันทีที่ััถูก กายของเด็กสาวก็กระตุกเล็กน้อย พร้อมทำท่าจะกระโจนลงไปแย่งคืน มาวินจึงกล่าวทัดทาน
“ อย่าลงไป ทำใจเื่กระเป๋าเถอะ ซ่อนตัวอยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว เพราะยังไงมันก็หาเราไม่เจอ ”
แน่นอนว่าไม่เป็ผล เด็กสาวร่างสูงยังคงเกร็งกาย เธอกำลังลุ้นว่าเ้าั์จะเปิดกระเป๋าหนังออกมาหรือไม่ ทำให้เด็กหนุ่มหัวเขียวนึกสงสัย
“ เอ ทำไมยัยนี่ถึงหวงกระเป๋าซะขนาดนั้น หรือว่าข้างในจะมี…..ของเล่นผู้ใหญ่ อึ้ย ” มาวินนึกไป ก็หน้าแดงไป เขารังเกียจความคิดสัปดนของตนเอง
ระหว่างที่มาวินกำลังคิดบ้าบอไปเรื่อยเปื่อย เ้าั์ก็ชูกระเป๋าหนังขึ้นสูง ปากก็ร้องถามลูกพี่ร่างผอม
“ เฮ้ ลูกพี่รอง ให้ผมทำไงกับกระเป๋าใบนี้ ”
“ เปิดมันออก แล้วดูว่าข้างในมีอะไร ” ชายร่างผอมสั่งการ
“ ได้ครับ ลูกพี่” ลูกน้องร่างั์พูดไม่ทันขาดคำ ก็ล้มวูบในทันที สิ่งที่เห็นในเวลาต่อมาก็คือเด็กสาวร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ อ้าว เฮ้ย นั่นยัยโย่งนี่นา ไหงลงไปเร็วนัก ” ทุกคนในที่นั้นตกตะลึง รวมถึงมาวินที่กำลังเอ็ดตะโร เพียงพริบตาเดียวเด็กสาวร่างสูงก็โดดผึงลงไปอัดชายร่างั์จนร่วงล้ม ทว่าหัวหน้ารองร่างผอมก็รีบคืนสติ พร้อมออกคำสั่ง
“ เฮ้ย มันนั่นเอง ไปจับมา ”
ลูกสมุนหน้าเสี้ยมคนหนึ่งวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าใส่ แต่ก่อนจะถึงตัว ก็มีร่างหนึ่งะโลงมาจากที่สูง เป้าหมายคือกลางหลัง
“ แอ้ก ” สมุนหน้าเสี้ยมร้องได้คำเดียว ก่อนสลบตามสมุนร่างใหญ่ไปอีกคน
“ เฮ้ย ” กลุ่มชายฉกรรจ์ร้องอุทานด้วยความใ
ต้นเหตุที่ทำให้สมุนหน้าเสี้ยมสลบก็คือมาวิน เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังของผู้เคราะห์ร้าย ราวกับว่าสิ่งนั้นเป็เบาะหนังนุ่มๆ เด็กหนุ่มหันกลับมายิ้มให้กับเด็กสาวร่างสูง พร้อมเอ่ยถามด้วยท่าทางที่ดูยียวน
“ รอนานมั้ย ยัยจัน..เฮ้ย ไม่ใช่สิ ยัยโย่งต่างหาก ”
เด็กสาวไม่ตอบคำ เธอได้แต่ยืนนิ่ง ดวงตาคมกร้าวจับจ้องกลุ่มชายฉกรรจ์ เพื่อเตรียมรับศึก เด็กหนุ่มหัวเขียวจึงไม่ได้ก่อกวนเหมือนทุกที แล้วรีบลุกขึ้นไปยืนข้างๆ
ชายร่างผอมผู้เป็หัวหน้ากลุ่มจ้องมองสองวัยรุ่น เขาตะลึงอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง ปากก็โห่ร้องยินดี
“ เฮ้ย ดีจริงๆ พบทั้งสองตัวเลย ฮ่าๆ ”
“ เป็พวกมันจริงๆเหรอ ลูกพี่ ดูไปดูมา ก็แค่เด็กสองคนเอง ” สมุนวัยกลางคนท่าทางแข็งแรงนึกสงสัย
“ ไอ้โง่ ถ้ามันเป็แค่เด็กธรรมดา ทำไมเ้าสองคนนั่นถึงโดนน็อคในทีเดียว ” ชายร่างผอมย้อนถาม
“ เออ จริง แล้วจะทำยังไงต่อ ” สมุนวัยกลางคนเลิกคิ้วสูง
“ คุมเชิงไว้ รอให้พรรคพวกและลูกพี่ใหญ่มารวมตัว จากนั้นค่อยบุกพร้อมกัน ”
“ โอเค ลูกพี่ ” ลูกน้องวัยฉกรรจ์รับคำ พลางกระชับไม้พลองไว้ในมือ เพื่อเตรียมประจัญบาน
เมื่อรู้ว่าผู้มาเยือนไม่ประสงค์ดี สองวัยรุ่นก็ถึงกับเกร็งกาย แต่เด็กหนุ่มหัวเขียวยังนึกสงสัย ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงตามมารังควาน จึงหันไปถามเด็กสาวร่างสูง
“ เอ ทำไมคนพวกนี้ถึงอยากจัดการเรา”
เด็กสาวร่างสูงนิ่วหน้า เธอดูขัดเคืองกับความไม่ประสีประสาของเด็กหนุ่ม จึงตอบกลับมาเบาๆแค่พอได้ยิน
“ เ้าบ้า นายไม่ได้สังเกตเครื่องแบบของพวกนี้รึไง ”
“ เอ๊ะ ก็แค่เสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงยีนส์ เอ๋ หรือว่า….” เด็กหนุ่มหัวเขียวตอบซื่อๆ ก่อนชะงักเล็กน้อย ท่าทางเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“ ถ้ายังไม่ชัด นายลองมองเ้าตัวหัวหน้าที่คุมคนพวกนี้ให้ดี ” เด็กสาวร่างสูงชี้ไปที่จ่าฝูงร่างผอม ซึ่งตอนนี้ยืนหลบอยู่ด้านหลัง
มาวินพยายามเพ่งมอง ด้วยสายตาที่ยอดเยี่ยม จึงทำให้เห็นใบหน้าของชายร่างผอมอยู่รำไร เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างรุนแรง สุดท้ายก็จำได้
“ เฮ้ย นั่นมัน เ้าสมุนร่างผอม ลูกน้องของกาสเซ่นี่หว่า ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
