Chapter 10 : ปอบ
“อะ ค่าแรงนายวันนี้ ห้าสิบบาท” มายพูดขึ้นพร้อมกับยื่นธนบัตรสีฟ้าให้กับมินผู้ซึ่งกำลังนั่งเอาคางเกยเคาน์เตอร์อยู่
ตอนนี้เป็เวลาสามทุ่มกว่าแล้ว ลูกค้าผู้มาใช้บริการดันเจี้ยนสตูดิโอของเขาเพิ่งจะออกไปได้ไม่ถึงห้านาที หากถามว่าลูกค้าคนนั้นเป็ใครน่ะหรือ ก็พ่อหนุ่มผมทองที่ชื่อจอห์นนั่นไง
เท้าความย้อนกลับไปเมื่อตอนบ่ายของวันนี้ ห้านาทีหลังจากจอห์นพ่ายแพ้ให้กับเซเบอร์ทูธ เขาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกรีดร้องโหยหวนในแบบที่มินไม่เคยคิดว่าผู้ชายจะสามารถร้องเสียงหลงที่สูงขนาดนั้นได้ ชายหนุ่มผมทองวิ่งลงมาจากชั้นสองในชุดผู้ป่วยและขอซื้อป้ายด็อกแท็กเพื่อเข้าใช้บริการอีกครั้งอย่างไม่รีรอ
เขายอมไม่ได้ที่ตัวเขาเองซึ่งเป็นักรบเทียร์หนึ่งแรงก์บีถูกฆ่าตายง่ายๆ โดยมอนสเตอร์แรงก์เอฟ และหลังจากที่เขาเข้าไปบู๊ในดันเจี้ยนอีกรอบก็เป็ไปได้คาด เขาแพ้ให้กับเซเบอร์ทูธอีกครั้ง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เข้าดันเจี้ยนไปอีกแปดรอบ มันไม่ใช่การอยากเอาชนะเพื่อให้เขาได้ไปทานข้าวกับน้ำหนึ่ง หญิงสาวที่เขาสนใจอีกแล้ว แต่เหตุผลที่จอห์น้าเอาชนะบอสมอนสเตอร์เทียร์หนึ่งแรงก์เอฟตัวนี้ด้วยตัวเขาเองคนเดียวก็เพราะชายหนุ่มรู้สึกอับอายที่ไม่สามารถเอาชนะมอนสเตอร์กระจอกๆ (ในมุมมองของจอห์น) ที่แรงก์ต่ำกว่าเขาตัวได้
สองยิ้มแป้นในตอนที่เห็นจอห์นโมโหเป็บ้าเป็หลังหลังจากแพ้ให้กับเซเบอร์ทูธครั้งที่สาม หลังจากนั้นสองสามน้ำหนึ่งและนนก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปเนื่องจากสนุกที่ได้เห็นคนบางคนเสียสติจนพอใจแล้ว และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พวกเขา้าที่จะกลับไปพักผ่อนแม้ในตอนแรกพวกเขาตั้งใจที่จะลงดันเจี้ยนแห่งนี้สองรอบก็ตาม แต่เมื่อรู้ว่าหากปาร์ตี้ของเขาหาคนให้ครบหกไม่ได้ก็ไม่สามารถชนะได้ พวกเขาจึงกลับไปเตรียมตัวอีกครั้งและจะมาต่อใหม่ในวันพรุ่งนี้ แม้จะยังมีปาร์ตี้แค่สี่คนก็ตาม
จะเหลือก็แต่บอยคนเดียวที่ยังคงอยู่ดูจอห์นแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงรอบที่สิบ เมื่อเด็กหนุ่มเห็นภาพของเสือเขี้ยวดาบตัวั์ใช้กรงเล็บของมันตะปบเข้ากลางอกชายหนุ่มผมทองในชุดเกราะจนร่างแหลกสลาย เขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกมาจากร้านไปโดยไม่ลืมพูดกับมินและมายว่า ‘ไว้พรุ่งนี้ผมมาใหม่นะครับพี่ๆ’
มินมองธนบัตรใบฟ้าที่มีเลข 50 บนนั้นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพร้อมกับคิดในใจถึงกำไรจากดันเจี้ยนสตูดิโอทั้งสองวันของเขา ‘วันแรกได้เงินสิบบาท วันที่สองได้เงินห้าสิบบาท ก็ดีขึ้นตั้งเยอะละเนอะ’ ชายหนุ่มพยายามคิดบวกกับสิ่งตรงหน้า เขาหลับตาแล้วเอาธนบัตรมูลค่าห้าสิบบาทตบๆ ลงที่ศีรษะ ‘เงินไหลมาเทมา เงินไหลมาเทมา’
“เหอะ” เสียงขำในลำคอดังขึ้นขัดจังหวะการร่ายมนตร์ของเขา
“เธอขำอะไร” ชายหนุ่มถามขึ้น ถึงจะรู้อยู่แล้วก็ตามว่าอีกฝ่ายขำตนเพราะเหตุใด
“เปล๊า!” หญิงสาวตอบพร้อมกับทำท่าทางกลั้นขำ
“เสียงสูงนะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับเลิกสนใจหญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวและเอาธนบัตรตบหัวตัวเองต่อ
“ว่าแต่นายไม่ทำเนื้อเื่ในดันเจี้ยนเหรอ” เสียงหวานเอ่ยถาม
“ก็เพิ่งจะมีเวลาไง ฉันว่าจะทำอยู่ แต่ฉันคิดไม่มีเนื้อเื่เหมาะๆ เลยอ่ะ” เขาตอบ
“อะไร ไม่มีเลยเหรอ” มายถามพลางเลิกคิ้วสงสัย
“ไม่มีอ่ะ ดันเจี้ยนที่มีก็อบลินกับเสือ จะให้เนื้อเื่เป็ยังไงดี” มินหยุดคิดบางอย่างชั่วครู่แล้วจึงหันไปถามหญิงสาว “เธอว่าดันเจี้ยนร้านเราน้อยเนอะว่าไหม”
“นาย้าสื่ออะไร” เธอหรี่ตาพร้อมกับถามไปยังชายหนุ่มที่กำลังยิ้มอ่อนอยู่เบื้องหน้า
“ก็…ดันเจี้ยนในร้านตอนนี้มีแบบเดียวเอง ฉันเลยกำลังคิดว่า…ถ้ามีเพิ่มก็คงจะดี” พูดเสียงเบาพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่ายไปทีหนึ่ง
“ถ้านายอยากเพิ่มดันเจี้ยนนายก็เพิ่มไปสิ” มายตอบเสียงเรียบ
“จริงเหรอ!” ชายหนุ่มอุทานด้วยท่าทางตื่นเต้น
“จริง นายก็แค่ต้องซื้อเซิร์ฟเวอร์เพิ่ม ก็แค่นั้น”
สิ้นประโยคของหญิงสาว ชายหนุ่มที่มีท่าทีตื่นเต้นก็หงอยลงทันควัน เซิร์ฟเวอร์! ราคาตั้งแปดหมื่นบาท ใครเขาจะไปมีเงินซื้อมันกัน!!! เงินในบัญชีของเขาตอนนี้หากรวมกับห้าสิบบาทที่ได้วันนี้ล่ะก็ ยังไม่ถึงหนึ่งพันบาทด้วยซ้ำ! ยังโชคดีที่อาหารเช้ากลางวันและเย็นบวกกับน้ำ ซิสเตมและมายเป็คนออกให้ ไม่งั้นเขาก็ไม่รู้เลยว่าเงินของเขาจะเหลือเท่าไหร่กับค่าครองชีพสูงๆ ของเมืองหลวงแบบนี้
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มอารมณ์บูด หญิงสาวก็พลันยิ้มออกมาก่อนจะกล่าวขึ้น “จริงๆ ก็มีอีกวิธีนะถ้านายอยากเพิ่มดันเจี้ยนน่ะ”
“วิธีอะไร!!” ความหวังที่ริบหรี่กลับมาลุกโชนอีกครั้งเมื่อได้ยินสิ่งที่หญิงสาวเอ่ย
“ทำมิชชันไง”
“ฮะ?”
เมื่อเธอเห็นว่ามินทำท่างงงวย มายจึงถามกลับไป “อย่าบอกนะว่าวันนี้ทั้งวันนายไม่ได้เปิดหน้ามิชชันดูเลย”
จริงอย่างที่หญิงสาวว่า วันนี้ทั้งวันเขามีโอกาสเปิดเข้าไปในแอปพลิเคชันของสตูดิโอหลายครั้งแต่ไม่มีสักครั้งเลยที่เข้าเปิดเข้าหน้ามิชชัน จะเพราะลืมหรือไม่ได้นึกถึงก็ตาม
เมื่อได้ยินประโยคของหญิงสาว ชายหนุ่มก็รีบหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมา กดเข้าแอปพลิเคชันรูปตัวนากก่อนจะเปิดหน้ามิชชันอย่างรวดเร็ว
“โห” เขาอุทานออกมา
นิ้วหัวแม่มือกดเลื่อนดูข้อความต่างๆ บนสกรีน เขากดอ่านมันไปเรื่อยๆ อย่างตั้งใจ มันคือมิชชันต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาให้เขาได้ทำ เมื่อเขาอ่านแล้วกลับพบว่ามิชชันบางอันเขาไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันเลยก็ได้ เพียงแค่รอเวลาให้มันสำเร็จเอง อย่างเช่นมิชชันนี้
[มิชชัน: ความพ่ายแพ้ครั้งแรก]
รายละเอียด: แพ้ชนะเป็เื่ธรรมดาของการต่อสู้ เมื่อมอนสเตอร์ของท่านเผชิญหน้ากับศัตรูและสามารถเอาชนะได้ พวกมันจะได้รับประสบการณ์และความทรงจำในการต่อสู้ครั้งนั้นๆ เป็รางวัลเพื่อให้พวกมันสามารถพัฒนาความสามารถให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่ามอนสเตอร์ของท่านแพ้ให้กับศัตรู ไม่ว่าพวกเขาจะเอาชนะมันด้วยความแข็งแกร่งหรือความสามัคคีก็ตาม มันจะยังคงได้รับค่าประสบการณ์และความทรงจำดังเดิมเพียงแต่ว่า ความพ่ายแพ้ครั้งแรกแบบราบคาบ (เพลเยอร์เอาชนะดันเจี้ยนได้ครั้งแรก) นั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของมอนสเตอร์ของท่าน ซิสเตมเลยขอมอบรางวัลให้แก่ความพากเพียรเพื่อเป็กำลังใจให้มอนสเตอร์ (ที่ท่านมีในปัจจุบัน) สามารถทำหน้าที่ของมันได้ดีต่อไปเรื่อยๆ
เงื่อนไข: เมื่อมีเพลเยอร์เอาชนะดันเจี้ยนของท่านได้เป็ครั้งแรก
รางวัล: อัพเกรดระดับสติปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ให้แก่มอนสเตอร์ (ปัจจุบัน) ของท่าน
หรือจะมิชชันนี้อีกอันหนึ่ง
[มิชชัน: พิเศษใส่ไข่]
รายละเอียด: ข้าวผัดกะเพราเป็เมนูอาหารขึ้นชื่อตามร้านอาหารตามสั่ง ถ้าหากลูกค้าท่านใดไม่รู้ว่าจะรับประทานเมนูใดล่ะก็ พวกเขามักที่จะสั่งข้าวกะเพราเสมอและถ้าหากสั่งข้าวผัดกะเพราแล้วก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะต้องสั่งแบบเพิ่มไข่ดาวลงไปด้วยเพราะข้าวผัดกะเพราที่ไม่มีไข่ดาวก็สามารถเปรียบได้กับซาโตชิที่ไม่มีปิกาจูอยู่ข้างๆ
เงื่อนไข: เมื่อเพลเยอร์รับประทานข้าวผัดกะเพราหมูครบหนึ่งร้อยจาน (3/100)
รางวัล: เพลเยอร์สามารถสั่งเพิ่มไข่เข้าไปในเมนูข้าวผัดกระเพาะของพวกเขาได้โดยใช้เหรียญออตเทอร์เรี่ยนแลกเปลี่ยน 10ea
มินอ่านรายละเอียดของมิชชันแล้วก็ต้องพยักหน้าในเชิงเข้าใจมิชชันทั้งสองที่เขาเพิ่งอ่านจบไปพลางยิ้มกับตัวเองเพราะมิชชันดังกล่าว เขาไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย แค่รอเวลาเท่านั้น แม้ชายหนุ่มจะแอบเสียดายอยู่บ้างที่วันนี้มีเพียงบอยเท่านั้นที่รับข้าวผัดกะเพราของร้านเขาไปทานเพราะเด็กหนุ่มอยู่จนถึงจอห์นแพ้ให้กับเซเบอร์ทูธในรอบที่สิบ ส่วนพวกสองแฝดและนนนั้นไม่ได้ทานเพราะพวกเขาไม่ได้สนใจ รวมไปถึงจอห์นที่มัวเอาแค่คิดจะเอาชนะเ้าเซเบอร์ทูธ บอสมอนสเตอร์ของเขา ชายหนุ่มผมทองเลยไม่ได้ทานอะไรแม้แต่น้อย
มินใช้นิ้วเลื่อนไปอ่านมิชชันถัดไปซึ่งเป็มิชชันอีกประเภทหนึ่งและเมื่อชายหนุ่มอ่านเสร็จ เขาก็ต้องเลิกคิ้วขึ้น
[มิชชัน: ออตเทอร์เรี่ยน แบล็กสมิธ ช็อป]
รายละเอียด: การต่อสู้กับมอนสเตอร์นั้นเป็เื่ที่ท้าทายและเสี่ยงอันตรายเป็อย่างมาก ทำให้เพลเยอร์จะต้องมีอาวุธและชุดเกราะที่ถูกตีขึ้นมาจากช่างยอดฝีมือเพื่อเสริมสร้างกำลังรบทั้งพลังโจมตีเอยพลังป้องกันเอย และช่างยอดฝีมือที่ว่าก็คงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากช่างจาก ออตเทอร์เรี่ยน แบล็กสมิธ ช็อป
พวกเขาสามารถตีอาวุธชุดเกราะได้ทุกชนิด หากเพลเยอร์้าอาวุธและชุดเกราะชั้นเลิศ ขอแนะนำให้ท่านเข้าไปที่ร้านและท่านจะต้องตกตะลึงกับสินค้าคุณภาพมากมายที่เรียงรายให้เลือกสรร
เงื่อนไข: ยูสเซอร์ดันเจี้ยนสามแห่ง (1/3)
รางวัล: ติดตั้งออตเทอร์เรี่ยน แบล็กสมิธ ช็อป
[รับภารกิจ] [รับภายหลัง]
“จะเพิ่มดันเจี้ยนให้มีสองอันยังยากเลย นี่จะให้เพิ่มสาม” ชายหนุ่มบ่นออกมา
เขาสนใจออตเทอร์เรี่ยน แบล็กสมิธ ช็อปอยู่ไม่น้อย แค่อ่านชื่อและรายละเอียดก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร แม้เข้าจะยังไม่รู้ว่าฟังก์ชันดังกล่าวเปิดมาแล้วเขาจะได้ประโยชน์ (เงิน) มากน้อยแค่ไหน แต่ชายหนุ่มก็ตั้งตารอทีเดียวกับรางวัลนี้แม้จะติดปัญหาที่ว่าการเพิ่มดันเจี้ยนจะต้องซื้อเซิร์ฟเวอร์ราคาแปดหมื่นบาทถ้วนก็ตาม คิดขึ้นมาแล้วเขาก็อยากจะร้องไห้
“จริงสิ มิชชันไหนที่เธอหมายถึง” มินถามขึ้นเมื่อนึกจุดประสงค์ในการเปิดแอปพลิเคชันได้
“มิชชันพิเศษ น่าจะอยู่ล่างสุดนะ” มายตอบพร้อมกับชะโงกหน้าเข้ามาเพื่อดูหน้าจอสมาร์ตโฟนของชายหนุ่ม
มินรีบเลื่อนนิ้วขึ้นเพื่อหามิชชันดังกล่าว เมื่อเขาเลื่อนหน้าจอมาจนถึงล่างสุดแล้วชายหนุ่มจึงใช้นิ้วชี้ไปยังมิชชันอันสุดท้ายที่ปรากฏออกมาพร้อมกับเงยหน้าเพื่อเป็การถามอีกฝ่ายว่าใช่หรือเปล่า เมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่ยื่นหน้าเข้ามาดูหน้าจอโทรศัพท์ของเขาก่อนจะพยักหน้า ชายหนุ่มจึงกดเข้าไปดูรายละเอียดของมิชชันดังกล่าว
[มิชชันพิเศษ: gotta catch ‘em all]
รายละเอียด: เนื่องจากความสามารถของซิสเตมนั้นจำกัดอยู่ที่ระดับของยูสเซอร์ ทำให้ซิสเตมไม่สามารถตอบสนองความ้าบางอย่างของท่านได้ อย่างเช่น มอนสเตอร์เกรดต่ำแต่ความสามารถสูงหรือความสามารถที่พิเศษกว่ามอนสเตอร์ทั่วไป ทำให้ซิสเตมคิดค้นวิธีที่จะทำให้ยูสเซอร์เพิ่มระดับความท้าทายในดันเจี้ยนของท่านแก่เพลเยอร์ โดยการให้เพลเยอร์ออกไปจับมอนสเตอร์ด้วยตัวเอง
หมายเหตุ*: ซิสเตมจะอำนวยความสะดวกให้ยูสเซอร์โดยการเทเลพอร์ตไปยังสถานที่ที่มีมอนสเตอร์ซึ่งเข้ากับระดับของดันเจี้ยนของท่านในปัจจุบัน
หมายเหตุ**: มิชชันนี้สามารถทำซ้ำได้
เงื่อนไข: ยูสเซอร์จะต้องัักับมอนสเตอร์
รางวัล: มอนสเตอร์ธรรมดาตามระดับดันเจี้ยนของยูสเซอร์ ณ เวลานั้น
รางวัลพิเศษสำหรับการจับมอนสเตอร์ครั้งแรกของยูสเซอร์: ดันเจี้ยนเซิร์ฟเวอร์ 1ea
[รับภารกิจ] [รับภายหลัง]
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม ‘เซิร์ฟเวอร์ฟรีว่ะ’ เขาคิด ก่อนเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับส่งสายตาที่ลุกวาวไปหาหญิงสาวที่เท้าคางอยู่หน้าเคาน์เตอร์
“มันอันตรายไหม” มินถามอย่างสงสัย
“ถ้าในตอนนี้ก็ไม่” มายตอบ
“ถ้าในตอนนี้ก็ไม่?” ชายหนุ่มทวนคำตอบของอีกฝ่ายซ้ำอีกครั้ง
“เพราะตัวนายตอนนี้ไม่ได้ฝึกวิชาอะไร ถ้านายรับมิชชันตอนนี้อย่างมากมอนสเตอร์ที่นายต้องไปจับก็อยู่แค่เทียร์หนึ่งแรงก์เอฟที่มีพลังต่ำๆ” หญิงสาวอธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น
“เธอหมายความว่าถ้าในอนาคตฉันฝึกวิชา มันจะอันตรายใช่ไหม” เขาถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ใช่สิ นายจะให้มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของนายมีแต่เทียร์ต่ำๆ แรงก์ต่ำๆ เหรอ”
เมื่อได้ฟังในสิ่งที่หญิงสาวกล่าวออกมา ชายหนุ่มจึงพยักหน้าขึ้นลงเป็เชิงเห็นด้วย ถ้าดันเจี้ยนสตูดิโอมีแต่มอนสเตอร์ระดับต่ำๆ ก็ไม่สามารถดึงดูดลูกค้าที่เก่งๆ ได้ซึ่งลูกค้าที่เก่งๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็ลูกค้าประเภทกระเป๋าหนักทั้งนั้น
“สรุปแล้วมอนสเตอร์ดีๆ ฉันจะต้องไปจับมันมาเองสินะ” เขาพูดกับตัวเอง
“นายวางใจได้ อย่างน้อยๆ ในตอนนี้ก็ไม่อันตรายหรอก” มายปลอบใจ แต่คนที่ได้ยินประโยคของหญิงสาวกลับรู้สึกแปลกๆ
“ฉันความรู้สึกเหมือนเดธแฟล็กจะปักไปแล้วแฮะ” มินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัว นิ้วเรียวสวยของคนตรงหน้าก็ยื่นเข้ามากดรับมิชชันที่ปรากฏอยู่หน้าจอสกรีนของสมาร์ตโฟนของเขา
ติ๊ด!
เมื่อรีบเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายทันทีก็ต้องพบกับรอยยิ้มหวานๆ ที่มีเลศนัย เขากำลังจะอ้าปากถามแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงหุ่นยนต์ดังขึ้นในหัวของเขา
[ยืนยันการตอบรับภารกิจ]
[ซิสเตมกำลังทำรายการ]
[ดำเนินการเทเลพอร์ตไปยังเป้าหมาย]
||||||||||||||||||||||1%||||||||||||||||||||||
||||||||||||||||||||||29%||||||||||||||||||||||
||||||||||||||||||||||51%||||||||||||||||||||||
||||||||||||||||||||||85%||||||||||||||||||||||
||||||||||||||||||||||100%||||||||||||||||||||||
[ดำเนินการเสร็จสิ้น]
[ทำการเทเลพอร์ต]
สิ้นเสียงดังกล่าว ร่างของมินและมายก็พลันหายไป ทิ้งเหลือไว้แต่ร้านเปล่าๆ
วุบ!
สติที่ดูเหมือนดับวูบไปเมื่อสักครู่กลับมา ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ตัว เผยให้เห็นถึงความมืดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ต้นไม้น้อยใหญ่ตั้งตระหง่าน บรรยากาศเย็นสบายบวกกับกลิ่นดินทำให้เขารู้สึกสดชื่น
“ที่นี่ที่ไหน” มินเอ่ยถาม
ข้างกายเขาคือหญิงสาวที่ยังคงอยู่ในชุดวันพีชสีขาว เธอมองไปรอบๆ เช่นกันแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“เฮ้ ตอบสิ” เขาถามย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขา
“ก็ที่ที่ซิสเตมพานายมาจับมอนสเตอร์ไง” มายตอบอย่างไม่ไยดี
“ฉันหมายถึงเราอยู่ส่วนไหนของโลก” ชายหนุ่มกล่าวอย่างหัวเสีย ก็หญิงสาวตรงหน้าเขาชอบตอบกวนๆ ใส่เขาประจำ
“ฉันจะไปรู้ได้ไง ฉันก็มาพร้อมกับนายเนี่ยแหละ” เธอตอบอย่างไม่สนใจอะไรอีกครั้ง
“เธ-” แต่ก่อนที่มินจะได้ตำหนิคนตรงหน้า พวกเขาก็ดันได้ยินเสียงะโไม่ไกลจากบริเวณที่พวกเขายืนอยู่
“ฆ่ามัน!!!”
“ฆ่ามัน!!!!”
มินและมายรีบพุ่งตัวไปหลบหลังต้นไม้ทันทีที่ได้ยินเสียงะโของคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาค่อยๆ ชะโงกหน้ามองออกจากหลังต้นไม้ ไกลออกไปสุดสายตาปรากฏกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง พวกเขากำลังถือคบเพลิงและไฟฉายพร้อมกับส่งเสียงเอะอะ
เบื้องหน้าของคนกลุ่มคนคือบ้านไม้ทรงไทยยกสูงที่กำลังมีไฟลุกไหม้ทีละน้อย เสียงแตกของไม้ที่ถูกความร้อนของไฟดังออกมาเป็ระลอก มินเดินออกมาจากหลังต้นไม้ก่อนจะค่อยๆ ย่องไปตามเงามืดเนื่องจากกลัวว่าคนกลุ่มดังกล่าวจะสังเกตเห็นเขาและมาย
เมื่อเขาได้ทำการคิดทบทวนชั่วครู่ว่าเหตุใดเขาและหญิงสาวถึงโผล่ออกมาเพื่อเจอเหตุการณ์เบื้องหน้าแบบพอเหมาะพอเจาะ ชายหนุ่มก็คิดเป็อื่นไม่ได้เลย
“เธออย่าบอกนะว่า มอนสเตอร์ที่ซิสเตมให้ฉันมาจับจะอยู่ในบ้านหลังนั้นอ่ะ” ชายหนุ่มถามขึ้น
“ใช่แหละ” เธอตอบกลับมาพร้อมกับเดินนำเขาไปในเงามืดของต้นไม้
“เธอกับซิสเตมเห็นฉันเป็ฮิวแมนทอร์ชรึไง! ฉันคนธรรมดานะไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ ที่จะให้ฉันลุยไฟเข้าไปจับมอนสเตอร์ในบ้านที่กำลังไฟไหม้ขนาดนั้นอ่ะ” มินโวยวายออกมา
สายตาเหนื่อยหน่ายถูกส่งมาจากอีกฝ่ายเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว เธอพ่นลมออกจากจมูกพร้อมกับตอบเขาด้วยน้ำเสียงรำคาญ “เปิดช็อปแล้วหาสินค้าที่ชื่อว่า ยาต้านไฟ ราคาหนึ่งร้อยบาท”
มินทำตามอย่างว่าง่าย เขาหยิบสมาร์ตโฟนของเขาขึ้นมาแล้วเข้าแอปพลิเคชันค้นหาของดังกล่าวทันที หลังจากหาเจอและกดซื้อสินค้าแล้ว
ปิ๊ง!
กล่องของขวัญใบเล็กก็พลันปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้าของเขาโดยที่มันลอยอยู่กลางอากาศต้านแรงโน้มถ่วงไม่ตกพื้น ชายหนุ่มรีบคว้ามันไว้แล้วเปิดฝากล่องทันที เขาหยิบแคปซูลสีแดงซึ่งมีอยู่เม็ดเดียวในกล่องนั้นออกมา พิจารณามันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหยิบเข้าปากตัวเองทันที
“ปัญหาที่เหลือคือฉันจะเข้าไปในบ้านนั้นยังไงนี่สิ คนเต็มหน้าบ้านขนาดนั้น” บ่นกับตัวเองออกมาเบาๆ
ชายหนุ่มคิดอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะหันไปยิ้มกับหญิงสาวในชุดวันพีชสีขาว เธอซึ่งสามารถอ่านความคิดของเขาได้ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มคิดอะไร
“เค ฉันเป็ผู้ช่วยที่ซิสเตมสร้างมาเพื่อช่วยนายนี่เนอะ” เสียงหวานกล่าวออกมาอย่างหัวเสียแต่ก็ไม่วายเดินห่างออกไป
มินรีบวิ่งอ้อมไปอย่างระมัดระวัง เขาไม่ลืมที่จะสังเกตรอบตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนกำลังะโสาปแช่งอะไรบางอย่างอย่างแค้นเคืองและบ้าคลั่ง เขาไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา อาจจะเป็ตัวของมอนสเตอร์ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ก็เป็ได้ แต่ถ้าหากเป็มอนสเตอร์จริง แล้วเหตุใดมันถึงไม่ออกมาไล่ทำร้ายหรือป้องกันตัวจากไฟที่กำลังเผาไหม้บ้านไม้หลังนี้อยู่ล่ะ
มินเดินอ้อมมาไกลพอสมควร โดยจุดที่เขาหลบอยู่ในตอนนี้คือทิศทางตรงกันข้ามกับกลุ่มคนพวกนั้น แม้จะเป็อย่างนั้นก็ตามแต่เพราะบ้านหลังที่อยู่เบื้องหน้าเขาเป็บ้านทรงไทยยกพื้นสูง ทำให้ถ้าหากเขาโผล่ออกมาตอนนี้ล่ะก็ คนพวกนั้นจะต้องเห็นเขาเป็แน่ ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึง้าล่อความสนใจจากพวกนั้น ด้วย…การใช้หญิงสาวผู้ชายของเขานั่นเอง
“กรี๊ด!!!!!!”
เสียงกรีดร้องแหลมดังสนั่นลั่นไปทั่วบริเวณ มันแหวกอากาศ แหวกแมกไม้ผ่านเข้าแก้วไปยังโสตประสาท แม้จะไม่ได้รู้สึกอะไรในเชิงกายภาพแต่ใครก็ตามที่ได้ยินกลับต้องทรุดลงกับพื้นทันที
“เสียงอะไรวะ!” ชายแก่ที่เป็หนึ่งในฝูงชนะโขึ้นมาหลังจากยืนขึ้น
“หรืออีผีปอบจะหนีออกไปก่อนพวกเราจะมาแล้วตาลือ” หญิงสาววัยกลางคนถามขึ้นอย่างร้อนรน
“เสียงมันมาจากหมู่บ้านรึเปล่า พวกเรารีบกลับ ก่อนที่ลูกหลานของพวกเราจะโดนมันกิน” ชายวัยกลางคนะโขึ้นพร้อมกับวิ่งนำออกไป
“ปอบเหรอ” มินพูดขึ้นหลังจากได้ยินชื่อเรียกของสิ่งที่อยู่บนบ้านไม้ทรงไทย แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้คิดอะไรต่อ อยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากข้างหลังของเขา “ฉันเรียบร้อยล่ะ”
“เหี้ย!” เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังเขาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เล่นเอาชายหนุ่มอุทานเสียงหลงออกมา
“ใอะไรขนาดนั้น ผู้ชายรึเปล่า” มายถามด้วยท่าทางหยอกล้อ
“ก็เธอเล่นมาไม่ให้ซุ่มไม่เสียง” มินเอ็ดหญิงสาวโทษทานที่มาทำให้เขาใ มายโยกหัวไปมาไม่สนใจเขา เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ เพราะกลัวจะมีคนได้ยินเสียงของพวกเขา
“จะขึ้นไปได้ยัง ถ้ามอนสเตอร์ที่นายต้องจับโดนไฟคลอกตายขึ้นมาต้องไปที่ใหม่ เสียเวลานะ” เธอเตือนชายหนุ่ม
เขาพยักหน้าตอบกลับก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองเรือนไม้ที่มีเพลิงไหม้ลุกโชน มันกำลังเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้วอดวาย เขาปีนต้นไม้ใกล้ๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินไปตามกิ่งไม้อย่างระมัดระวัง สายตาจ้องไปที่หน้าต่างไม่ไกลจากกิ่งไม้ดังกล่าว ชายหนุ่มย่อตัวลงก่อนจะะโหมายที่จะพุ่งทะลุเข้าไปด้านใน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินความสามารถของตัวเองสูงไป เมื่อแรงโน้มถ่วงทำหน้าที่ของมันเป็อย่างดี ร่างกายของเขาร่วงหล่นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว
แต่ทันใดนั้นเอง มือสวยก็ยื่นมาจับมือของเขาไว้ พร้อมกับฉุดร่างกายที่หนักกว่าหกสิบห้ากิโลกรัมขึ้นไป มินมองหน้าอีกฝ่ายพลางขมวดคิ้ว
“เธอขึ้นมาตอนไหน” เขาถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย
“นายลืมไปรึเปล่าว่าฉันไม่ใช่มนุษย์ แค่หายตัววิบวับวิบวับไปมาแค่นี้เื่กล้วยๆ” มายตอบเขาพร้อมกับยิ้มหวานใส่ให้ “มัวแต่อึ้งอะไร ไปจับมอนสเตอร์สิ!” เธอเอ็ดเขาหลังจากเห็นว่าชายหนุ่มยืนนิ่ง
มินมองไปรอบๆ แม้ไฟจะลามไปทั่วบริเวณบ้านแล้วก็ตาม แต่เขากลับไม่รู้สึกร้อนเลยสักนิดเดียว ยิ้มออกมาแล้วพยักหน้าเป็เชิงยอมรับในคุณภาพของแคปซูลที่กินเข้าไป
ตัวเขาและมายในตอนนี้อยู่ที่บริเวณกลางบ้านซึ่งเป็พื้นที่เปิดโล่งโดยด้านซ้ายของเขา มีประตูที่ปิดอยู่สองบาน ส่วนด้านขวามีห้องอยู่แต่มันไม่ได้มีประตูกั้นไว้ เมื่อมองเข้าไปก็เห็นเครื่องครัวจานชามที่กำลังถูกเพลิงอันร้อนแรงเผาทำร้ายพวกมันอยู่
ขายาวก้าวเท้าเดินไปยังห้องด้านซ้ายที่อยู่ใกล้ที่สุด มือหนาผลักบานประตูออกไปอย่างสุดแรง เมื่อเขามองเข้าไปด้านใน เผยให้เห็นหิ้งพระเล็กๆ ติดผนังโดยมีพระพุทธรูปปรางอธิษฐานเพศบรรพชิตตั้งอยู่ชั้นบนสุด
มินที่เห็นภาพดังกล่าวกลับรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เขาพอจะเดาได้อยู่ว่าสิ่งที่เขาต้องเจอคืออะไร ไม่ได้คาดคิดว่าก่อนว่าซิสเตมจะทำให้เขาประหลาดใจได้ถึงเพียงนี้
“ห้องต่อไป” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับเดินนำหน้าหญิงสาวไป
เขาหยุดอยู่หน้าประตูพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ แม้ในทางทฤษฎีแล้วตอนนี้ออกซิเจนรอบตัวเขาต้องเหลือน้อยเต็มทีจนเขาควรจะหายใจติดขัดแล้ว แต่กลับไม่เป็อย่างนั้นเลย ชายหนุ่มเม้มปากทีหนึ่งพร้อมกับผลักประตูไม้พร้อมกับมองเข้าไปในห้องทันควัน
ภาพเบื้องหน้าของเขาคือภาพของหญิงวัยกลางคนผมตรงดำยาวสลวย ใส่เสื้อคอกระเช้าสีดำ นุ่งโสร่งสีม่วงเข้ม เธอกำลังนอนหลับตาอยู่บนที่นอนอย่างสงบนิ่ง หากว่าเขาไม่เห็นท้องของหญิงวัยกลางคนขยับขึ้นลงล่ะก็ เขาก็คงคิดว่าอีกฝ่ายตายไปแล้วเสียอีก
“พวกเ้าเข้ามาทำไม เดี๋ยวข้าก็ตายสมใจพวกเ้าแล้วไง เกลียดข้าขนาดอยากลงมือด้วยตัวเองเชียวหรือ” เธอกล่าวเสียงเข้มออกมาทั้งๆ ที่ยังนอนหลับตาอยู่
“มารเหรอ ใช่ได้” มายพูดขึ้นพร้อมกับกอดอกเท้าคางมองอีกฝ่าย
มินที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวกลับไม่ประหลาดใจอะไร ‘เป็ไปอย่างที่คิดจริงๆ แฮะ’ เขาคิดในใจ
จากสถานการณ์ก่อนหน้า จากที่พักอาศัยซึ่งเป็บ้าน จากคำเรียกของกลุ่มคนพวกนั้น ชายหนุ่มก็พอจะเดาได้ว่าสิ่งที่เขาต้องเจอไม่ใช่มอนสเตอร์แต่เป็สิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า มารหรือไม่ก็เดม่อน
มารหรือเดม่อนนั้นเป็สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเหมือนกันมนุษย์ การเรียกพวกมันขึ้นอยู่กับว่าพวกมันจะมาจากไหน หากอยู่ในพื้นที่ที่แถบนั้นนับถือพุทธศาสนา พวกมันจะถูกเรียกว่ามาร หากพบเจอในฝั่งยุโรปและอเมริกา พวกมันจะถูกเรียกว่าเดม่อนหรือที่คนไทยเรียกว่าปีศาจ
พวกมันเป็ปรปักษ์เป็ศัตรูคู่แค้นกับมนุษยชาติ อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าสิ่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของโลกใบเก่าใบเดิมของมิน เื่ราวทั้งหมดเกิดขึ้นจริงที่นี่ในโลกใบนี้ เื่ที่มารออกมาขัดขวางพระพุทธเ้าไม่ให้ตรัสรู้ หรือจะเื่ของซาตานจากศาสนาคริสต์ ทำให้มนุษย์้ากำจัดพวกสิ่งที่ชีวิตเหล่านี้ให้สิ้นซาก และมนุษย์ก็สามารถทำได้ทำให้ตอนนี้ประชากรของมารหรือเดม่อนลดน้อยลงอย่างมาก
ปอบนั้นเป็หนึ่งในชื่อเรียกของมารที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้มีความสามารถตายตัวเพราะมารแต่ละตนนั้นมีความสามารถต่างกันต่างกันซึ่งชาวบ้านในชนบทของแถบตะวันออกเฉียงเหนือมักจึงเรียกมารที่พวกเขาพบเจอว่า ปอบ
“โอ้ พวกเ้าไม่ได้มาจากหมู่บ้านงั้นหรือ” สิ้นประโยค หญิงวัยกลางคนก็เริ่มตาขึ้น
มินชะงักเล็กน้อยเนื่องจากไม่ทำตั้งตัว เขายิ้มฝืดๆ ไปให้อีกฝ่ายพลางกล่าว
“ผมบังเอิญผ่านมาน่ะคุณป้า”
“คุณป้า? เ้าเรียกข้าว่าคุณป้างั้นหรือ ช่างน่ารักเสียจริง จากอายุอานามของข้า ต่อให้อายุของเ้าสิบคนรวมกันข้ายังอายุมากกว่าเลย” หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนๆ ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งแล้วยิ้มให้เขา
“จุดประสงค์ของพวกเ้าคืออันใดกัน ในมือก็มิได้มีอาวุธแถมข้ายังจับััของพลังเวทย์ในตัวไม่ได้อีก พวกเ้า…เป็มนุษย์ธรรมดา?” เธอถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ใช่ครับ พวกผมเป็มนุษย์ธรรมดา” มินตอบกลับไปทันที
“ถือว่าใจกล้ามาก แล้วมีเื่อันใดถึงบุกเข้ามาทั้งๆ ที่นี่ก็ไฟท่วมขนาดนี้” เธอถาม
แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ตอบคำถามอีกฝ่าย พลันก็มีเสียงดังมาจากข้างนอก
“พวกเอ็งได้ยินเสียงคนคุยกันรึเปล่า” เสียงแหบะโถาม
“ใช่ตาลือ ข้าได้ยิน” อีกเสียงหนึ่งตอบ
“แสดงว่านางผีร้ายมันยังไม่ตาย ข้าจะขึ้นไปจัดการมันด้วยตัวเองเอง” เสียงของตาลือดังขึ้นอีกครั้ง
มินเบิกตากว้างพร้อมกับคิดในใจ ‘ไอ้ฉิบหาย หูเสือกดีอีก!’