The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 77 เสียงร้องของเหล่าวิญญาณ

    หลังสงครามใหญ่ครั้งนี้ได้จบลง ขั้วอำนาจปกครองก็ได้ถูกโอนย้ายไปยังวังมรณะสาบสูญเป็นการชั่วคราว ทางฝั่งสำนักแพทย์โลหิตพิษเองก็ได้ประกาศออกมา ว่าจะรวมเข้าไปอยู่ภายในวังมรณะสาบสูญ ข่าวนี้กระจายไปทั่วอาณาจักรก่อนจะขยายเป็นวงกว้าง สร้างความวุ่นวายไปยังอาณาจักรโดยรอบไม่น้อย เดาได้ว่าเพียงไม่นาน พวกมันจะต้องส่งทูตมาเจรจาหยั่งเชิงอย่างแน่นอน หลังจากนั้นไม่นานชุมนุมธารน้ำแข็งเองก็ส่งคนมาแสดงความยินดีแล้วก็กลับ ราวกับว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวาย เพียงแค่มายินดีให้พอเป็นพิธีเท่านั้น มิเนอร์วาเองก็ไม่ได้ขัดขวาง เพราะไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะต้อนรับแขกสักเท่าไหร่



    ผู้ใดใคร่มา ก็มา… ผู้ใดอยากไป ก็ให้รีบไป…



    เป็นธรรมดาของห้วงอารมณ์มนุษย์ ที่ประกอบไปด้วยความเสียใจเศร้าสลด ชายหนุ่มในบางครั้งมักจะมองเห็นภาพของสตรีสองคนที่ตนรัก พวกนางกำลังยิ้มแย้มทักทายให้อย่างคุ้นเคย แม้สติจะรับรู้ว่าทั้งสองไปสู่สุคติแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพลังแห่งห้วงอารมณ์ ที่ยังคงมีหลากหลายทางอารมณ์ผสมปนเปอยู่ได้ ดังนั้นในบางครั้งที่ชายหนุ่มมีอาการเหม่อลอยให้ผู้อื่นสังเกตเห็น นั่นก็เป็นเพราะมองเห็นภาพของสตรีทั้งสอง ที่แม้แต่ตอนหลับตาก็ยังชัดเจน ราวกับยังคงอยู่เคียงข้างไม่ได้จากไปไหน ท่ามกลางเสียงร้องทรมานที่ดังลอยมาเป็นระยะ



    บริเวณหน้าประตูวังหลวง มีร่างกายโชกเลือดของครึ่งเทพสามคนที่ไม่อาจต่อต้านขัดขืน พวกมันกำลังเกร็งแขนขาเพื่อรักษาระยะจากของแหลมเบื้องล่าง พวกมันทั้งสามยังไม่ตายแต่ถูกทำเหมือนเป็นสัตว์สิ่งของแสดงโชว์ ให้แขกต่างบ้านแขกต่างเมืองได้รับชมเสียมากกว่า ร่างกายของครึ่งเทพไหนเลยจะอ่อนแอถูกทำลายได้ง่ายๆ แต่ไม่ใช่กับไม้หลาวแหลมลงอาคม ที่สามารถสังหารเหนือมนุษย์ลงได้อย่างง่ายดาย ถึงไม่อาจสังหารแต่ก็สามารถทำให้เจ็บทรมาน จนต้องร้อนโหยหวนอยู่ตลอดเวลาสลับกันไปมา ในทุกๆ วันมิเนอร์วามักจะตื่นเช้ามาอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเสียงกรีดร้องของมนุษย์ทั้งสาม ราวกับไก่ขันปลุกในยามรุ่งสาง



    ครึ่งเทพทั้งสามถูกผนึกพลังเอาไว้ จึงทำได้เพียงแค่ต้องทนใช้ร่างกายรับการทรมาน ในยามค่ำคืนเมื่อมิเนอร์วาอยากหลับนอน เสือสมิงอามูร์ก็จะแปลงกายเป็นหญิงสาวเข้าไปสะกดล่อลวง ก่อนจะผนึกเสียงของอีกฝ่ายด้วยยันต์ระเบิดที่ชายหนุ่มมอบให้ ดังนั้นแล้วเมื่อใดที่ฟ้าสางเสียงเจ็บปวดจากความร้อนที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลันของ ก็จะเปล่งร้องออกมาในทุกๆ เช้า หากพวกมันใกล้จะขาดใจตาย ชายหนุ่มก็จะแวะมาหาทีหนึ่งป้อนข้าวป้อนน้ำด้วยพลัง ฝืนยัดลงปากพวกมันอย่างง่ายดาย บาดแผลล้วนถูกทำให้หายสนิทรักษาเป็นอย่างดี



    มิเนอร์วาเองอดนึกเสียดายไม่ได้ ที่ตอนนั้นใจร้อนรีบสังหารพลายัตและดีมัวร์ ภายในหัวกำลังจินตนาการภาพของทั้ง 5 คน ที่นอนตัวเกร็งอยู่บนเปลของจูดาสพร้อมกับร้องทรมาน ไม่รู้เป็นเพราะคิดถึงลูดอฟหรืออย่างไร จู่ๆ มิเนอร์วาก็รู้สึกหงุดหงิดจึงวกกลับหลัง เดินเข้าไปตบหัวพวกมันเรียงตัวคนละทีเพื่อระบายความคิดถึง



    “หึ!...”



    แค่นเสียงหนึ่งทีชายหนุ่มก็หันหลังจากไป เพียงเวลาไม่นาน ผู้คนก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการจัดการชั่วคราวของวังมรณะสาบสูญได้แล้ว อีกทั้งยังมีประกาศว่าปีนี้จะงดเว้นการเก็บภาษีจากประชาชน ข่าวนี้กระจายออกมาลุกลามไปทั่วอาณาจักร ชาวประชาต่างพากันตื่นตัวให้กับการปกครองรูปแบบใหม่ ทุกผู้คนต่างก็รับรู้โดยทั่วกัน ว่าอีกไม่นานหลังจากหมดวาระ 5 ปีแล้ว จะมีการจัดพิธีแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของอาณาจักรขึ้นมา คัดเลือกตัวแทนที่ลงสมัครจากประชาชนทุกคน แม้แต่เหล่าขุนนางหรือราชวงศ์ก็มีสิทธิ์เลือกเช่นกัน ในแต่ละวันผู้คนของวังมรณะสาบสูญจะกระจายตัวออกสำรวจ ตรวจหาความเดือดร้อนแก้ปัญหาที่ผู้คนได้รับ เริ่มจากเขตใจกลางไปจนถึงเมืองหลวงชั้นนอก รวบรวมข่าวสารและส่งคนไปแก้ปัญหา



    ยามดึกสงัดของวันหนึ่ง มิเนอร์วาโดดขึ้นหลังของอินทรีเกล็ดศิลา และบินหายออกไปจากตัวเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ทะเลกว้างอันเป็นสถานที่นัดพบกับเฮนดริก ราวกับฟลายอิ้งดัตช์แมนจะรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของชายหนุ่ม หมอกขมุกขมัวปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า ก่อนที่มวลหมอกจะถูกพัดกลิ้งมาตลอดเส้นทาง ราวกับก้อนเมฆที่ลอยต่ำอยู่บนผิวน้ำ เสียงเคาะโลหะเคล้าคลอกับเสียงร้องเพลงยินดีปรีดา ที่โห่ร้องมาจากที่ไกล ช่างต่างจากเมื่อครั้งเจอกันคราวแรก ที่ร้องดังอย่างทุกข์ระทมน่าขนลุก อินทรีเกล็ดศิลาตีปีกบินโฉบเข้าหาเป้าหมายด้วยความรวดเร็ว นำส่งมิเนอร์วาลงจอดอย่างปลอดภัย แล้วบินขึ้นฟ้าหายลับตาไป



    เหล่าลูกเรือต่างก็พากันออกมาต้อนรับอย่างตื่นเต้น วันคืนที่ต้องอดอยากทรมานได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลังจากมีมิเนอร์วาเป็นผู้จัดการแก้ไขปัญหาให้ โลหะจำนวนมากมาพร้อมกับเตาหลอมขนาดพกพา ที่ชายหนุ่มดัดแปลงให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น น้ำดีของสัตว์หลากหลายประเภทที่ถูกรวบรวมมา ได้ส่งมอบให้แก่ต้นเรือผู้มีหน้าที่จัดการบริหารด้านเสบียง กัปตันเฮนดริกเองก็ไม่ทำให้เสียชื่อหอกแห่งความลับ หลังจากแยกกับชายหนุ่มในคราวก่อน ข่าวลือเรื่องการปรากฏขึ้นบ่อยครั้งของเรือต้องสาป ดูเหมือนจะกระจายไปทั่ว 4 ห้วงสมุทรแล้ว



    สาเหตุเป็นเพราะการนัดพบเจอกันกับอดีตลูกเรือฉลามคลั่ง ที่กระจายตัวกันไปรวบรวมข่าวสารจากที่ต่างๆ ดังนั้นในมือของเฮนดริกตอนนี้ จึงมีข้อมูลข่าวสารมากพอสมควร ศิลาบันทึกข้อมูลถูกส่งมอบให้กับมิเนอร์วาทันทีที่ทั้งสองได้พบหน้ากัน หลังจากกวาดตาผ่านอยู่สองรอบ ชายหนุ่มก็เก็บศิลาก้อนนั้นลงไปในแหวนมิติ พร้อมกับยืนครุ่นคิดถึงหลากหลายสิ่งที่ต้องทำในอนาคต



    "ฝากบอกพวกที่ลอบแทรกซึมอยู่ในดินแดนต่างๆ ด้วย นับจากนี้ไปให้พวกเขาบันทึกทุกอย่างที่มองเห็น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประจำวันของผู้คน ข้าวของเครื่องใช้สิ่งอำนวยความสะดวก วัฒนธรรมประเพณี บันทึกทุกสิ่งอย่างละเอียด สืบมาให้หมดว่าโครงสร้างของอาณาจักรต่างๆ นั้นภายในเป็นเช่นไร ภารกิจนี้เร่งด่วนแต่ข้าจะไม่กดดันพวกเจ้า ทำเท่าที่พวกเจ้าจะทำไหวเถอะ"



    มิเนอร์วามองไปยังลูกเรือผีทุกตนที่หยุดยืนฟัง ก่อนจะเบนหัวมองกัปตันเฮนดริกผู้ที่ยืนคาบไปป์พ่นหมอกอันล่องลอย



    "ได้ขอรับ ข้ายินดีรับใช้ท่านเป็นอย่างมาก ดอนแห่งซัลวาโตเร… ตัวท่านนั้นเป็นดั่งนักบุญผู้คอยช่วยเหลือเยียวยา เรื่องแค่นี้ย่อมทำให้ได้อยู่แล้ว"



    เหล่าลูกเรือต่างก็ผงกหัวรับเห็นด้วยเช่นกัน ถึงจะเป็นภูตผีแต่ก็จัดว่าอยู่ในหมวดหมู่อสุรกายครึ่งผีครึ่งคน ยังมีอารมณ์รับรู้ความเจ็บปวดทรมาน แต่สิ่งของที่ลูกพี่ใหญ่พวกมันนำมาแจกจ่ายให้นั้น คือสมุนไพรวิเศษอันมีฤทธิ์ที่สามารถบรรเทาความเจ็บปวด และคลายความเหนื่อยล้าที่สะสมเอาไว้อยู่นานปี ดังนั้นในตอนนี้ ในมือของเหล่าลูกเรือฟลายอิ้งดัตช์แมน ต่างก็มีคีบเป็นของใครของมัน อีกมือที่ว่างอยู่ก็เริ่มเคาะสิ่งของรอบกายเป็นจังหวะ



    "ท่ามกลางท้องทะเล… พวกข้านั้นมากับหมอกควัน… "



    เสียงร้องเพลงพึมพำค่อยๆ ดังขึ้นตามมาผสมผสานเป็นบทเพลง ที่ขับขานดังก้องไปทั่วท้องทะเล ท่ามกลางควันจากคำสาปอันขมุกขมัว ที่ผสมมากับควันสวรรค์กลิ่นเลมอน เหล่ามัจฉาที่ได้ถูกกลิ่นหอมนี้หลอกล่อ ต่างก็แหวกว่ายลอยคอไล่ตามมา ทำให้เสียงน้ำกระเซ็นกลายมาเป็นเสียงประกอบสุดลงตัว



    "กลิ่นหอมละมุนนั้น… จะบรรเทาพวกข้าได้อีกนานแค่ไหนกัน… "



    เตาหลอมรุ่นใหม่ถูกนำมาจุดไฟจนสว่าง ทำลายความมืดที่อยู่รอบๆ ให้หายไป เหล่าคนเรือที่หาปลาอยู่บริเวณใกล้ๆ ต่างก็มองเห็นกลุ่มหมอกควันหนาจัดจากที่ไกล ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันในอากาศ เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเลมอนที่ลอยโชยมากับสายลม แต่เบื้องหน้าสายตากลับมองเห็นเรือใบสภาพเก่าแก่แต่น่าเกรงขาม ที่มีขนาดสามเสากระโดง ที่ด้านบนดาดฟ้าเรือมองเห็นกลุ่มไฟส่องสว่าง เสียงร้องเพลงที่ดูเหมือนกำลังสังสรรค์สนุกสนาน ดังเยือกเย็นลอยมากับสายลมหนาว เสียงหัวเราะคิกคักชอบใจยิ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ รู้สึกขวัญผวาประสาทสั่น เส้นขนลุกชี้ชันไม่กล้าขยับกาย แม้แต่ลมหายใจก็กลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ภาวนาให้อีกฝ่ายมองไม่เห็น และรีบแล่นเรือจากไป



    "หากความลี้ลับพิสดารนั้นมีอยู่รอบตัวเจ้า… ข้าจะเป็นหอกแห่งความลับที่แทงลง… เพื่อนำมันกลับไป… "



    มิเนอร์วาส่ายหัวอย่างจนปัญญา เฮนดริกก็หัวเราะร่า สั่งให้ลูกเรือไปจับปลามาย่างให้แก่ดอนของพวกมัน เฮนดริกนั้นเป็นคนฉลาดเพียงไม่นานก็เริ่มปรับตัวได้ ใช้ชีวิตเข้ากับหัวหน้าใหญ่ของพวกมันได้อย่างง่ายดาย มิเนอร์วาเองก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ



    "มีเพียงทางเดินยมโลกที่รอพวกเจ้าอยู่… คู่กับพวกข้าฟลายอิ้งดัตช์แมน ฮ่าๆ ๆ ๆ "



    ฟลายอิ้งดัตช์แมนลำใหญ่ค่อยๆ ลอยผ่านไป พร้อมกับบรรยากาศชวนขนลุกสั่นประสาท เสียงร้องเพลงที่ผสมผสานกับเสียงหัวเราะคิกคักสนุกสนาน จนเป็นทำนองพิลึกกึกกือนั้น ได้ทำให้หลายๆ คนรู้สึกเหงื่อแตก แข้งขาดูแล้วเหมือนจะอ่อนแรงลงไม่น้อย



    "หากไม่อยากขึ้นมาโดยสารไปยมโลก… ก็จงยำเกรงในหอกแห่งซัลวาโตเรเสีย… "



    "เอาความลับเจ้ามา!… "



    "เอาชีวิตเจ้ามา!… "



    "เอาชีวิตข้าคืนมา!… "



    เสียงร้องเพลงดังขึ้นทวงชีวิตของตัวเอง เสียงเรียกร้องแต่ละสิ่งต่างก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสนุกสนาน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัวเต้นหรือส่ายหัวตามจังหวะ ภาพที่มองเห็นกับเสียงที่ได้ยินนั้นล้วนขัดกันอย่างสิ้นเชิง คงมีเพียงคนสติไม่สมประกอบเท่านั้นที่แยกแยะไม่ออก ว่าเบื้องหน้านั้นคือสิ่งใด เหล่าลูกเรือซดน้ำดีขมเฉลิมฉลอง และหยิบโลหะที่ถูกนำมาหลอมจนแดงฉานเป็นลูกเล็กๆ โยนเข้าปากเคี้ยวกรุบๆ ปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวโต ปูขนที่เต็มไปด้วยหนามแหลม กุ้งมังกรเจ็ดสีก้ามยักษ์ สารพัดวัตถุดิบอาหารอันหายาก ได้ถูกเหล่าลูกเรือผีใช้เหรียญทองโยนแลกบังคับค้าขาย



    เสียงเหรียญกลิ้งหลุนๆ ไปกับแผ่นไม้กระดานของเรือหาปลาลำเล็กนั้น ช่างบางเบาจนรู้ตัวอีกทีก็เมื่อเหรียญทองนั้นกลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหน้า วัตถุดิบอาหารอันหลากหลายของชาวประมงเองก็หายวับ ราวกับมีมือที่เบาที่สุดในโลกหล้ามาหยิบยกฉกไป เหล่าชาวประมงแม้จะรู้สึกขาดทุนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้าโต้แย้งส่งเสียงใดออกมา มิเนอร์วาเองก็ยืนมองอยู่เฉยๆ ประสบการณ์โดนผีหลอกหรือพบเจอสิ่งเร้นลับนั้น ช่างเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาชายหนุ่ม แต่โชคร้ายที่ในสายตาคนทั่วไปนั้นกลับมองเห็นเป็นเรื่องไม่ธรรมดา



    "ก็ถือเสียว่าพวกเจ้าดวงไม่ดี ทะเลก็ออกจะกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ดันเลือกมาหาปลาแถวนี้เสียได้… "



    มิเนอร์วาพึมพำเสียงเบา ละเมียดละไมชิ้นปลาดิบที่ลูกเรือผีผู้ชำนาญในการแล่นำมาเสิร์ฟ เรือลำใหญ่ค่อยๆ แล่นหายไปจากการมองเห็น หลงเหลือไว้เพียงเสียงหัวเราะร้องเพลงสนุกสนานที่น่าขนลุกขนพอง หลังจากอยู่ร่วมมื้ออาหารกับเหล่าลูกเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนชั่วครู่หนึ่ง มิเนอร์วาก็กำชับสั่งงานเล็กๆ น้อยๆ เช่นการจารกรรมข้อมูลและสิ่งของต้องสงสัย อาณาจักรที่พึ่งเปลี่ยนผู้ปกครองย่อมมีสถานะไม่ค่อยมั่นคง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ยังคงมีทูตจากหลายๆ อาณาจักร เลือกที่จะรอเวลาในการเข้ามาเยี่ยมเยียน



    มันเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนและง่ายต่อการเข้าใจผิด ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีบ้างที่เข้ามาหยั่งเชิง แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงในการที่ชายหนุ่มจะรับมือ เมื่อถึงกาลสมควรแก่เวลา อินทรีเกล็ดศิลาก็บินโฉบลงมารับมิเนอร์วา พวกเขาบินหายจากไปบนท้องนภา เรือใบสามเสาลำใหญ่เองก็ตีวงแล่นเรือหายไปกับหมอกควัน และเสียงร้องเพลงที่ดังลอยไปกับสายลมยามค่ำคืน มอบตำนานเรือผีปล้นปลาให้กับชาวประมงที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้นำไปเล่าสืบต่อไปอีกนานแสนนาน…



    เมื่อกลับมาถึงที่พักภายในเขตวังหลวง มิเนอร์วาเองก็ตรงดิ่งไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ กระดาษดินสอหลายชุดถูกนำมาขีดเขียน ใช้ร่างเป็นต้นแบบจนถึงรุ่งเช้า ความเศร้าโศกเสียใจเริ่มจะบรรเทาตัวลง ชายหนุ่มเองก็พึ่งจะทำใจได้บ้างแล้ว เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลที่ถูกรวบรวมมาได้ อาณาจักรหนึ่งทางใต้ได้ค้นพบน้ำมันสีดำจากใต้ดิน ในขณะที่อีกอาณาจักรหนึ่งแถบตะวันตก สามารถผลิตแสงสว่างได้โดยใช้พลังงานจากสิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้า หลายๆ อาณาจักรทั่วทุกมุมโลกต่างก็มีนวัตกรรมความเจริญเป็นของตนเอง



    ส่วนแทนลายัสนั้นกลับได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรที่กำลังจะพัฒนา ในขณะที่อาณาจักรรอบๆ ต่างก็ประสบความสำเร็จไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในอาณาจักร และยกระดับเศรษฐกิจของตัวเองให้ดีขึ้น ผ่านมาแล้วหลายสิบปี สิ่งที่สมควรได้รับการพัฒนากลับกลายเป็นถดถอยล้าหลัง เหล่าผู้มีอำนาจและชนชั้นสูงต่างก็กดขี่ผู้คน ใช้อำนาจบังคับในทางมิชอบ หวังอยากให้ทุกสิ่งอยู่ใต้บัญชาตามใจตนปรารถนา การฉ้อฉลปิดบังอำพราง รับสินบนยื่นทรัพย์ใต้โต๊ะ สิ่งที่ควรจะเจริญกลับถูกผู้มีอำนาจพากันสุมหัวกันรับประทาน แล้วเหลือเพียงเศษซากทิ้งไว้ให้ประชาชนดูต่างหน้า



    ถนนหนทางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ แอ่งดินที่เต็มไปด้วยน้ำท่วมขัง การเดินทางสัญจรไปมาจึงเต็มไปด้วยปัญหาหลากหลายรูปแบบ เศษซากล้อรถม้าถูกถอดโยนทิ้งข้างทางอยู่ประปราย คุณภาพชีวิตประชากรยังคงตกต่ำไม่ดีขึ้น ไม่มีการจัดสรรพื้นที่ที่สมควรได้รับการดูแล ความสะอาดเรียบร้อยเป็นเพียงสิ่งลวงตา หากแต่ภายในวังหลวงนั้นกลับมีสภาพแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถนนหนทางถูกปูด้วยศิลาเรียบเนียน ต้นไม้ใบหญ้าตลอดทั้งสองฝั่งข้างทางต่างก็ถูกตัดแต่งอย่างประณีต ไม้ดอกไม้ประดับต่างพากันชูช่ออวดความงดงาม ปัญหามากมายที่สมควรได้รับการแก้ไข ได้ถูกขีดเขียนลงไปบนหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือ มิเนอร์วาเอนหลังมองออกไปนอกหน้าต่าง จ้องตรงไปที่แสงตะวันแรกยามรุ่งอรุณ ภายในหัวเต็มไปด้วยห้วงความคิดเปรียบเทียบ



    "จากข่าวที่ได้มาโลกนี้ไม่ได้ก้าวหน้าไปไกล… แต่เป็นผู้คนภายในอาณาจักรแห่งนี้ ที่เห็นดีเห็นงามให้กับความล้าหลัง จนทำให้อาณาจักรถูกฉุดรั้งต่างหาก พวกที่ร่ำรวยก็รวยยิ่งขึ้นไป ผู้ยากจนก็ยิ่งใช้ชีวิตได้ลำบากมากขึ้น… สรรเสริญไปเถิดเหล่าเทพเฮงซวย เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่มีพลังของครึ่งเทพก็เท่านั้น"



    ที่บนโต๊ะด้านหน้าชายหนุ่ม กระดาษที่มีหัวข้อใหญ่เขียนเอาไว้ว่า 'แผนพัฒนาอาณาจักรและคุณภาพชีวิตของประชาชน' โดยมีหัวหัวข้อย่อยอีกเป็นจำนวนมาก กระดาษหลายแผ่นนี้จะถูกนำไปใช้กับอนาคตของประชาชน ยิ่งผู้คนในอาณาจักรเจริญก้าวหน้ามากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมตอบแทนกลับมาในรูปแบบภาษีประจำปี หากให้พูดในภาษานักเลงก็คือการเรียกจ่ายค่าคุ้มครองนั่นเอง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีความสามารถในหลายๆ ด้าน หากจ่าฝูงนั้นโง่บัดซบไม่รู้เหนือไม่รู้ใต้ เช่นนั้นก็เดาได้เลยว่าอนาคตจะออกไปในทิศทางไหน หากเปลี่ยนมาเป็นผู้ที่มีความสามารถที่แท้จริงเป็นผู้นำ เช่นนั้นก็เดาได้เลยว่า อนาคตของสัตว์สังคมฝูงนี้จะยิ่งใหญ่น่าเกรงขามมากเพียงใด



    มิเนอร์วาไม่ได้หลับตานอน หยิบปึกกระดาษแล้วเดินทางไปหาเฟรเกีย ที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการบริหารชี้นิ้วสั่งไปมา ทันทีที่สองพ่อลูกพบหน้ากัน เรื่องราวทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เฟรเกียเดินเข้าไปแตะหลังผู้เป็นบุตรแล้วหายไป ปล่อยให้ผู้คนยืนถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกมันเหนื่อยล้าเหลือเกิน จึงได้แต่แอบอู้เพื่อพักผ่อน ภายในราชวังบริเวณสวนดอกไม้ สองพ่อลูกปรากฏตัวแล้วยืนยิ้มให้กัน



    "อาการบาดเจ็บหายดีแล้วใช่หรือไม่? คราวหน้าหากจะออกไปไหนบอกข้าด้วยก็ดีข้ารู้สึกเป็นห่วง เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่จะไม่แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้นำ? "



    เฟรเกียเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง ตัวมันที่เป็นถึงผู้นำของวังมรณะสาบสูญ มีหรือจะไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นย่อมต้องมีผลลัพธ์ที่น่ากลัวมากเพียงไหน ในสายตาของดินแดนมากมายทั่วโลก ย่อมมีหลายๆ อาณาจักรที่จ้องฉวยโอกาสจากผู้อ่อนแอ แต่ไม่ใช่กับอาณาจักรซัลวาโตเรผู้มากความสามารถ และผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรนี้ ย่อมต้องเป็นบุตรของมัน ผู้มีทั้งสิทธิ์และพลังในการปกครองผู้คน เหตุที่ยังไม่มีผู้ใดลงมือในตอนนี้ ก็ทำเพียงเพราะกำลังจะหยั่งเชิงเพียงเท่านั้น เพียงไม่นานต้องมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด ความระหองระแหงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่มิเนอร์วากลับเลือกกล่าวตอบปฏิเสธด้วยประโยคน่ากังขา



    "ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ท่านกล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ สิ่งใดมีมากไปก็ไม่ดี ท่านดูแลผู้คนไปเถิด ให้พวกเขาได้ในสิ่งที่สมควรจะได้ ให้พวกเขามีในสิ่งที่สมควรจะมี"



    เฟรเกียเองก็ส่ายหัวอย่างจนปัญญาไม่ถามซ้ำอีก พร้อมกับยื่นมือออกไปรับกระดาษปึกหนึ่งที่ชายหนุ่มยื่นให้มาจ้องอ่าน



    "หากผู้คนไม่ถูกกดขี่ทางการศึกษา อาณาจักรนี้จะถูกยกระดับด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ข้าจะช่วยท่านเอง โคซานอสตราของข้ายังไม่ตาย ตระกูลซัลวาโตเรเองก็จะไม่ใช่กลุ่มนักเลงอันธพาลอีกต่อไป"



    มิเนอร์วาหยุดมองบิดาที่อยู่เบื้องหน้าอย่างแน่วแน่



    "ท่านพ่อข้าแนะนำให้ประกาศออกไปโดยทั่วอาณาจักร ว่าหลังจากนี้อีก 5 ปี เมืองหลวงทั้งสามการปกครองจะอยู่ในสภาพปิดตาย ห้ามผู้คนเข้าออก ผู้ใดฝ่าฝืนให้สังหารได้ไม่เว้นโทษ แค่ 5 ปี ข้าเชื่อว่าพวกมันรอได้"



    เฟรเกียเองก็พยักหน้าตอบรับเห็นด้วย ตกลงรับปาก มิเนอร์วาเองก็ผงกหัวตามและกล่าวต่อ



    "เวลา 5 ปีนี้ย่อมสามารถซื้อเวลาจนเพียงพอ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สิ่งนั้นในมือท่านคือแผนคร่าวๆ ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้"



    สองพ่อลูกหยุดมองตากันสักพักอย่างรู้ใจ มิเนอร์วาเองก็มีธุระติดพันจำนวนมากที่ต้องสะสาง กิจการหลายอย่างของซัลวาโตเร ถูกบริหารจัดการโดยชายหนุ่มเพียงคนเดียว จะอย่างไรเงินตราก็เป็นสิ่งอันหอมหวาน การจัดจ้างพนักงานดูแลชั่วคราวย่อมไม่ใช่เรื่องยาก ยังคงเป็นอลิซเสียอีก ที่จัดจ้างจัดหาส่งสตรีมากหน้าหลายตามาช่วยเหลือ หลังเสร็จจากการสะสางย่านการค้าที่เหลือเพียงซาก ชายหนุ่มก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังที่ดินผืนใหญ่ ที่เป็นภูเขาสูงลูกหนึ่ง คฤหาสน์ไม้สีทองหรูหราที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางป่าบนยอดเขา สัญลักษณ์พระจันทร์เต็มดวงสีดำทมิฬถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง เป็นจันทร์สีดำตั้งเด่นอยู่หน้าประตู

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน