ภารกิจระดับ 1 เป็นภารกิจจิปาทะที่ทำภายในนิกาย เช่นการดูแลสวนสมุนไพรของนิกาย การเก็บเกี่ยวสมุนไพร หรือจัดการเรื่องต่างๆเกี่ยวกับสมุนไพร ยังมีภารกิจที่เกี่ยวกับการช่วยงานของนักหลอมโอสถอีกด้วย
นอกจากเกี่ยวกับสมุนไพรแล้วกับนักหลอมโอสถแล้ว ยังมีนักหลอมอาวุธด้วยเช่นกัน ภายในนิกายแห่งนี้จะมีนักหลอมโอสถและอาวุธเพื่อให้ศิษย์ได้เข้ามาแลกแต้มสะสมกับมรัพยากรเหล่านี้ และด้วยการมีนักหลอมเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องมีคนช่วยจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการหลอม หน้าที่นี้จึงตกเป็นของศิษย์ที่รับภารกิจระดับ 1
ยังมีภารกิจระดับ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ หรือดูแลพื้นที่ต่างๆ เช่นการไปเป็นยาม นี้ก็เป็นภารกิจระดับ 1 เช่นกัน ผู้อาวุโสบางคนอาจต้องการคนช่วยงานบ้างอย่างก็สามารถมาตั้งภารกิจ เพื่อให้ศิษย์มาทำได้
มันมีไว้ให้ศิษย์ใหม่หรือศิษย์เก่าที่มีฝีมือไม่สามารถทำภารกิจระดับ 2 ได้ เข้ามารับภารกิจระดับหนึ่งเพื่อหาแต้มสะสม ไปแลกทรัพยากรที่พวกเขาต้องการ แม้ว่าภารกิจระดับ 1 จะได้น้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ และภารกิจระดับ 1 ก็เป็นภารกิจที่ปลอดภัยมากที่สุดแล้ว
“เอาละ พวกเจ้าหาดูภารกิจที่ตนเองสนใจเถอะ” หลินอี้หานกล่าวขณะเขาเดินเข้าไปสำรวจภารกิจระดับ 1 ที่ตนเองสนใจ
หลินเฟิง และคนอื่นๆก็หยักหน้าให้กันและแยกย้ายกันไปดูภารกิจเช่นกัน หลินเฟิงนั้นเดินดูป้ายประกาศที่ติดภารกิจระดับ 1 เอาไว้ เขาเดินไปดูตรงป้ายที่มีคนดูน้อยๆมากๆ มันน้อยมากเมื่อเทียบกับป้ายประกาศอื่นๆ นี้ทำให้เขาสงสัยอย่างมากว่ามันคือภารกิจอะไร ทำไมผู้คนถึงไม่ค่อยสนใจ
เดินมาถึงหลินเฟิงก็เห็นภารกิจติดอยู่ไม่มาก แต่เนื้อหาในภารกิจนั้นคล้ายๆกัน พวกมันคือภารกิจที่เกี่ยวกับการไปเป็นผู้ช่วยนักหลอมโอสถและอาวุธ แน่นอนว่ามันเป็นงานที่น่าสนใจ แต่ค่าตอบแทนนั้นมันน้อยมากๆ ได้เพียงวันละ 10 แต้มสะสม เท่านั้น
หากเทียบกับภารกิจอื่นแล้วที่ใช้เวลา 1 วัน ได้ประมาณ 20-30 แต้มสะสม ดูยังไงก็ต่างกันเป็นเท่าตัว นี้ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่า ภารกิจด้านอื่นนั้นหากทำเสร็จเร็วจะได้มีเวลาพัก หรือรับภารกิจเพิ่ม แต่การไปเป็นผู้ช่วยนักหลอมโอสถกับนักหลอมอาวุธนั้น ต้องทำงานเต็มวัน แต่ได้เพียงแค่ 10 แต้มสะสม แล้วอย่างนี้ใครจะอยากทำภารกิจกัน
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่สามารถลืมได้ เพราะแม้ว่าจะได้แต้มสะสมน้อย แต่ก็ได้ความรู้ด้านการหลอมโอสถและหลอมอาวุธมา หากตั้งใจแล้วละก็ ย่อมสามารถไปเป็นนักหลอมโอสถและอาวุธได้ วึ่งจะได้ค่าตอบแทนที่ดีมากแน่นอน
นักหลอมโอสถกับนักหลอมอาวุธนั้นเป็นบุคคลที่มีค่า เพราะว่าหายาก น้อยคนนักที่จะเลือกเส้นทางพวกนี้ จะอย่างไรเสียโลกนี้เคารพผู้แข็งแกร่ง ดังนั้นผู้คนส่วนมากจึงไม่สนใจการหลอมโอสถและอาวุธ พวกเขาสนใจเพียงการฝึกฝนเท่านั้น
หลินเฟิงกำลังจะเดินไปดูป้ายประกาศอื่นๆแต่ก็ต้องผงะทันทีเมื่อคิดอะไรได้
‘ หากข้าสามารถเป็นทั้งผู้หลอมโอสถ ผู้หลอมอาวุธ รวมทั้งยังฝึกฝนตนเองเพื่อความแข็งแกร่ง แม้ว่าการฝึกฝนของข้าจะช้าไปบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้ามากนัก ’ หลินเฟิงครุ่นคิดขณะสายตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นกับความคิดของเขา
หากคนอื่นรู้ความคิดของหลินเฟิง พวกเขาคงคิดว่าหลินเฟิงสติไม่เต็ม เรื่องแบบนี้มีใครบ้างไม่คิด เพราะมันไม่ง่ายที่จะทำ ลำพังแค่การฝึกฝนก็ต้องใช้เวลานานมากแล้ว ยิ่งการเป็นนักหลอมโอสถหรือการเป็นนักหลอมอาวุธยิ่งต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าฝึกฝนเสียอีก แล้วอย่างนี้พวกเขาจะไม่คิดว่าหลินเฟิงบ้าได้อย่างไร
นอกจากนี้ใช่ว่าใครคิดจะเป็นผู้ช่วยก็เป็นได้เสียหน่อย มันมีการทดสอบ อยู่ด้วย หากไม่สามารถผ่านการทดสอบได้ จะไม่สามารถเป็นผู้ช่วยได้ และนอกจากนี้จะยังเสียเวลาช่วงการทดสอบไปแบบฟรีๆ โดยไม่ได้อะไรกลับมา แม้แต่แต้มสะสม เพราะระหว่างการทดสอบ ศิษย์จะยังไม่ได้รับแต้มสะสม นี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้คนถึงไม่ค่อยอยากเป็นผู้ช่วยมากนัก มันมีเพียงแต่อัจฉริยะด้านนี้เท่านั้นถึงเลือกที่จะเป็นผู้ช่วย สำหรับคนอื่นแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับฝันกลางวันเลย
แต่แน่นอนว่าสำหรับหลินเฟิงแล้ว นี้เป็นข้อยกเว้น เพราะนอกจากเขาจะมีพรสวรรค์ด้านทำความเข้าใจที่สูงแล้ว ยังสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ของการฝึกฝนเป็นนักหลอมโอสถและนักหลอมอาวุธ เพราะส่วนมากไม่มีใครสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจกับวิธีการหลอมโอสถและหลอมอาวุธได้มากนัก
นอกจากความสามารถด้านการเรียนรู้และการทำความเข้าใจแล้วยังมีการท่องจำ สมุนไพร วัตถุดิบในกรหลอม ซึ่งบนโลกใบนี้ มีสมุนไพรและวัตถุดิบจำนวนนับไม่ท้วน เพียงแค่สมุนไพรก็หลายหมื่นชนิดแล้ว แม้ว่าวัตถุดิบหลอมอาวุธจะมีไม่มีแต่ก็อยากที่จะแยกแยะ ต้องจำลักษณะให้แม่นยำอีก ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้
‘ ข้าควรเริ่มต้นที่หลอมโอสถหรืออาวุธก่อนดี ’ หลินเฟิงครุ่นคิด เขาไม่รู้ว่าเริ่มอย่างไรก่อนถึงจะเป็นผลดีกับตัวเขามากที่สุด
“เอาละ อันนี้แล้วกัน” หลินเฟิงคิดอยู่นาน แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะเลือกเป็นผู้ช่วยอะไรก่อน เขาจึงดึงแผ่นภารกิจนั้นออกมาจากนั้นก็ไปรายงานกับผู้ดูแลหอภารกิจว่าเขาต้องการทำภารกิจนี้
“เจ้าอ่านเงือนไขและข้อกำหนดแล้วใช่หรือไม่” ศิษย์ที่ดูแลเรื่องการยื่นรับภารกิจกล่าวถามอย่างความประหลาดใจ
“ข้าอ่านแล้ว” หลินเฟิงกล่าวตอบ
“งั้นเจ้าแน่ใจใช่ไหมที่จะทำภารกิจนี้” ศิษย์คนนั้นกล่าวถามอีกครั้ง
เขาไม่คิดเลยว่าศิษย์ใหม่อย่างหลินเฟิงจะกล้ารับภารกิจผู้ช่วย หากหลินเฟิงไม่มีความมั่นใจก็ต้องปัญญาอ่อนเป็นแน่ เพราะแม้ว่าจะเพิ่งเข้าร่วมนิกาย แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ว่าการเป็นผู้ช่วยนั้นมันทำให้แทบไม่มีเวลาในการฝึกฝน
หากมองความเป็นจริง จะผ่านการทดสอบหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย การทดสอบนั้นใช้เวลาหลายวัน และเวลาหลายวันที่ว่านี้จะไม่สามารถรับภารกิจอื่นได้ รวมไปถึงจะไม่ได้รับแต้มสะสมในระหว่างการทดสอบ ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เป็นภารกิจที่ไม่คุ้มที่จะทำเลยจริงๆ
“ข้ามั่นใจ” หลินเฟิงกล่าวย้ำอีกครั้ง แน่นอนว่าเขารู้ว่าศิษย์คนนี้คิดอ่านอันใด แต่เขาไม่สนใจ เขารู้ตัวเองดี
ศิษย์คนนั้นไม่กล่าวถามอะไรอีก และดำเนินเรื่องให้หลินเฟิงทันที จะอย่างไรเขาทำหน้าที่ของเขาก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสนใจหรือเป็นห่วงผู้ใด
หลังจากจัดการเรื่องภารกิจเสร็จแล้วหลินเฟิงก็เดินกลับไปที่กลุ่มของเขาทันที
“เจ้าเจอภารกิจที่ถูกใจหรือไม่” หลินหลานกล่าวถามหลังจากเห็นหลินเฟิงเดินกลับมาที่กลุ่ม ส่วนคนอื่นๆต่างก็มองหลินเฟิงด้วยความสงสัยเช่นกัน พวกเขาอยากรู้ว่าหลินเฟิงจะทำภารกิจอะไร
“แน่นอน แล้วพวกเจ้าละ” หลินเฟิงกล่าวตอบพร้อมยิ้มอย่างสบายๆ และยิ่งตอนที่เขานึกถึงแผนการของเขาแล้วเขาค่อนข้างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นหลินเฟิงเป็นเช่นนี้พวกเขาต่างก็อึ้งไปพักใหญ่ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นหลินเฟิงอารมณ์ดี้เช่นนี้มาก่อนเลย หรือว่าหลินเฟิงไปเจออะไรดีๆมา นี้คือสิ่งที่พวกเขาคิด แน่นอนว่าหลินเฟิงไม่รู้เลยว่าเพื่อนๆของเขาคิดเช่นไรกับเขา ถึงเขาจะรู้ เขาก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี