บทที่17 เลี้ยงต้อนรับท่านปู่เกา
กลิ่นหอมหวานที่กำลังโชยออกมาอย่างตลบอบอวลภายในเรือนครัวของบ้านตระกูลลู่ตอนนี้ คงมาจากไหนเสียมิได้นอกจากน้ำอ้อยที่ลู่ชิงได้คั้นสดแล้วนำมาต้มในกระทะใบใหญ่เพื่อจะทำให้เป็น้ำตาลอ้อยต่อไป นางได้ขอให้ลู่ฉีมาช่วยดูกระทะน้ำอ้อยที่นางต้ม เพราะระหว่างที่ต้องรอให้น้ำอ้อยแห้งจนสามารถนำมาหยอดเป็ก้อนน้ำตาลได้นั้นต้องใช้เวลานานพอควร นางจึงหันมาเตรียมมื้ออาหารค่ำสำหรับเลี้ยงแขกสำคัญอย่างท่านปู่เกา
ในระหว่างที่ลูกชิงนึกเมนูอยู่ในครัว
“ให้พวกข้าช่วยไหมชิงเอ๋อร์”
เสียงของท่านป้าเอ่ยถามนางออกมาพร้อมกับลู่เหวินที่เดินตรงเข้ามาหานางและเอ่ยว่า"ข้าช่วย"
“ดียิ่งเ้าคะ หากข้าเตรียมของเพียงคนเดียวกว่าจะเสร็จคงใช้เวลานานมากทีเดียว ข้าขอรบกวนท่านป้ากับพี่ใหญ่ช่วยเตรียมของตามข้าบอกนะเ้าคะ”
จากนั้นนางก็แบ่งงานโดยให้ลู่เหวินช่วยล้างเนื้อสัตว์และผักต่างหลากชนิดที่นาง้านำใช้ ส่วนท่านป้านางขอให้ช่วยหั่นเตรียมวัตถุดิบตามคำบอกเล่าของนาง
วันนี้ลู่ชิงตั้งใจทำข้าวอบเผือก แน่นอนว่าเผือกนั้นนางได้มาจากริมบึงน้ำในวันนี้ วิธีทำเริ่มต้นด้วยการนำเผือกแก่มาปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาดและนำมาหั่นเป็ลูกเต๋าขนาดเท่ากัน นำเผือกลงทอดในน้ำมันไฟกลางจนเผือกสุกเหลืองกรอบสังเกตจากการที่เผือกลอยขึ้นจากน้ำมันหมายความว่าสุกได้ที่แล้ว จากนั้นนางนำข้าวสารมาหุงรวมกับเผือกที่ทอดเสร็จในหม้อดินขนาดใหญ่ น้ำที่ใช้หุงข้าวนางใช้น้ำซุปกระดูกหมูแทนน้ำเปล่าเพื่อให้ได้ความหอมอร่อยมากยิ่งขึ้น
ระหว่างรอข้าวหุงสุกนางหันมาทำเครื่องหน้าของข้าวอบเผือก โดยใส่น้ำมันลงกระทะเพียงเล็กน้อยใส่หมูสามชั้นที่นางเลาะหนังออกแล้วหั่นเป็เต๋าลงไปผัด ใส่ต้นกระเทียมซอยหยาบและกระเทียมสับหยาบ ใส่เห็ดหอมหั่นเต๋าตาม จากนั้นใส่กุ้งแห้งและกุ้งสดตามลงไปผัดต่อจนหอม วันนี้นางได้อาหารทะเลมาจากชาวบ้านที่มารับจ้างทำรั้วพวกเขานำฝากครอบครัวนาง ต่อด้วยการปรุงรสโดยนางใส่ น้ำมันงา เหล้าจีน เกลือ และพริกไทย นางเสียดายมากที่ยังไม่มีซีอิ๊วและน้ำมันหอยมาใส่ คิดว่าหลังผลิตเกลือออกมาได้แล้ว จะเริ่มทำซีอิ๊วและน้ำมันหอยไว้ใช้อย่างจริงจังเสียที หลังจากผัดเครื่องหน้าสุกได้ทีเติมน้ำซุปลงไปเล็กน้อยเมื่อข้าวที่เราหุงสุกได้ทีแล้ว นำเครื่องหน้าลงไปราดบนข้าวแล้วอบต่ออีก1เค่อ (15นาที) ก็ถือว่าเป็อันเสร็จเรียบร้อยกับเมนู ข้าวอบเผือก
ต่อด้วยเมนูที่สองนางตั้งใจทำแกงจืดผักกาดขาวห่อหมูสับ โดยนำต้นหอมและใบผักกาดขาวที่นางตัดเอาเพียงส่วนปลายไปลวกน้ำร้อนพอสุกผักไว้ให้เย็น ตัวไส้นั้นนางใช้หมูสับมาปรุงรสด้วยรากผักชี กระเทียม พริกไทยที่ตำละเอียดปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย นำผักกาดขาวที่ลวกไว้มาใส่ไส้หมูสับม้วนใบผักกาดแล้วผูกไว้ด้วยต้นหอม แล้วนำลงไปต้มในน้ำซุปกระดูกหมูที่นางทำไว้ก่อนหน้าปรุงรสด้วยเกลืออีกเล็กน้อย ส่วนก้านโคนผักกาดขาวที่ตัดแยกออกในคราแรก นางนำมาหั่นขอบให้เป็รูปดอกไม้ตรงกลางใช้ตะเกียบดันให้เป็รู นางทำแบบนี้กับหูหลัวโป(แครอท)เช่นเดียวกันแค่นี้ก็จะได้ดอกไม้น่ารักสองสีอยู่ในน้ำแกง ซึ่งนางทำเอาไว้เพื่อเอาใจน้องเล็กลู่จิว
เมนูต่อไปนางนึกถึงเคราหยกหรือหมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดองเค็ม เริ่มจากการนำหมูสามชั้นมาหั่นเป็ชิ้นหนา คลุกด้วยเกลือแล้วล้างน้ำให้สะอาด นำหมูที่ล้างสะอาดแล้วไปต้มในน้ำเดือดประมาณ1เค่อ (15นาที) เมื่อต้มเสร็จพักให้สะเด็ดน้ำใช้ไม้แหลมจิ้มหนังหมูให้ทั่วกัน จากนั้นนำลงทอดต่อพอให้หนังตึงเหลืองไม่ต้องถึงกับกรอบมาก นำผักกาดดองเค็มที่นางได้ทำไว้ก่อนหน้ามาล้างน้ำให้สะอาดและนำไปต้มต่อหลายครั้งจนกว่าจะหายเค็ม หลังต้มเสร็จนางนำมาซอยให้ละเอียด ตั้งกระทะใส่น้ำมันผัดกระเทียมรากผักชีพริกไทย ใส่ผักกาดดองเค็มตามลงไปผัดจนส่งกลิ่นหอมใส่น้ำมันงาและเหล้าจีนในส่วนของเหล้าจีนนางได้ไล่แอลกอฮอล์ออกโดยการเร่งไฟเอียงกระทะให้เกิดไฟลุกท่วมกระทะ เพราะหากไม่ไล่แอลกอฮอล์ออกจะมีรสขมเปรี้ยว แล้วจึงนำลงไปเทลงในหม้อที่นางใส่หมูสามชั้นรอเอาไว้ เติมน้ำซุปกระดูกลงไป ตุ๋นจนเริ่มเดือดปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล และเนื่องจากว่านางไม่มีซีอิ๊วดำจึงแบ่งน้ำตาลอ้อยที่ลู่ฉีเคี่ยวจนงวดได้ทีแล้ว นำมาเคี่ยวต่อจนเกิดน้ำตาลไหม้เติมน้ำลงไปให้ละลายนางก็จะได้น้ำสีดำเหมือนสีซีอิ๊วดำนั่นเอง นางใช้เวลาในการตุ๋นยาวประมาณ2ชั่วยาม (4ชั่วโมง) ก็จะได้เมนูเคราหยกที่แสนอร่อยรสชาติเค็มนำหวานตาม เวลาตักขึ้นโต๊ะก็เพียงแค่ตักผักกาดดองใส่ลงไปก้นถ้วย ตามด้วยหมูสามชั้นวางเรียกกันให้สวยงาม ตบท้ายด้วยการราดด้วยน้ำซุปที่ตุ๋นหมูเท่านี้ก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
............................................
เย็นวันนี้บนโต๊ะอาหารบ้านครอบครัวลู่ต่างพากันคึกคักเพราะท่านปู่เกามาค้างที่บ้านด้วย บนโต๊ะอาหารวางเรียงรายไปด้วยเมนู ข้าวอบเผือกที่ส่งกลิ่นหอมของเผือกโชยออกมายั่วน้ำลายของทุกคน ไหนจะมีแกงจืดผักกาดขาวยัดไส้ที่รสอ่อนกลมกล่อมยามได้ซดน้ำซุปแสนจะคล่องคอ และเคราหยกหมูสามชั้น ลู่ชิงกลัวอาหารไม่เพียงพอและเห็นว่าตนเองน้ำถั่วเขียวมาเพาะไว้ทำถั่วงอกจนเริ่มนำมาใช้ได้บ้างแล้วจึงนำมาทำเมนูถั่วงอกผัดไข่เพิ่มให้อีก1จาน ปิดท้ายของหวานด้วยมันสำปะหลังเชื่อมราดน้ำกะทิ จึงทำให้วันนี้ทุกคนเติมข้าวไม่ต่ำกว่า2ชามเลยทีเดียว
หลังจบมื้อค่ำแสนอร่อยจบลงท่านป้าขอตัวพาน้องเล็กลู่จิวไปเข้านอนเพราะเริ่มบ่นว่าง่วง
“ถ้ารู้ว่ามาบ้านเ้าแล้วข้าได้ลิ้มลองบรรดาอาหารแปลกใหม่รสเลิศแบบนี้ ข้าจะขอมาทุกวันเลย”
ท่านปู่เกาเอ่ยกับท่านปู่ลู่เสียน
“เ้าจะมาทำไมทุกวันไม่คิดจะดูแลกิจการร้านยาของเ้าบ้างหรือไร”
ท่านปู่ลู่เสียนเอ่ยตอบกลับ
“ไม่เป็ไร ข้ามีเหล่าแพทย์ฝึกหัดที่เป็ลูกศิษย์ของเ้าดูแลร้านให้แทนแล้ว”
ท่านปู่เกากล่าวออกมาอย่างลอยหน้าลอยตาจนท่านปู่ของนางส่งสายตาดุดันกลับไป
“ข้าให้เ้าพวกนั้นไปฝึกช่วยงานตรวจชาวบ้านที่ร้านของเ้ามิใช่ไปเป็เด็กขายยาให้เ้าเสียหน่อย”
“แต่ข้ากลับเห็นว่าคล้ายคลึงกัน ตรวจโรคก็ต้องจ่ายยา แทนที่จะมานั่งเขียนเทียบยาเพียงอย่างเดียวแล้วให้เด็กในร้านนำไปจัดยาให้ ข้าก็เลยให้เ้าพวกนั้นทั้งเขียนเทียบยาทั้งจัดยาให้แก่คนป่วยไปเสียเลย จะได้จดจำสมุนไพรทั้งหมดในร้านได้เร็วขึ้น”
ลู่คงฟังการถกเถียงของสองผู้เฒ่าเกรงว่าจะยืดยาวต่อไปอีกจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านพ่อ ท่านลุงเกาขอรับ ข้ากับชิงเอ๋อร์มีเื่ที่สำคัญมากอยากเรียนปรึกษาพวกท่านทั้งสองคนขอรับ”
สองผู้เฒ่าหยุดการถกเถียงและหันมาพร้อมกัน
“เ้ามีอะไรหรืออาคง”
ท่านปู่เกาเอ่ยปากออกมาก่อน
ท่านลุงหันมาที่นางและบอกให้นางเอ่ยเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟัง
“ชิงเอ๋อร์เ้าเล่าให้พวกท่านปู่ฟังเองเถอะ”
ลู่ชิงได้เล่าเื่ราวที่นางพบสายแร่เกลือในพื้นดินที่ชาวบ้านเรียกว่าลานอาถรรพ์ ทั้งเอ่ยว่านางรู้วิธีการผลิตเกลือออกมาจากลานดินแห่งนั้นได้ และยังบอกเพิ่มเติมอีกว่าเราสามารถนำน้ำทะเลผลิตเกลือได้อีกด้วยซึ่ง นางกล่าวกับพวกท่านทั้งสองไปว่านาง้าให้หมู่บ้านนี้เป็หมู่บ้านเศรษฐกิจที่เป็แหล่งผลิตและส่งออกเกลือของแคว้น และในอนาคตพืชเศรษฐกิจตัวที่สองหมู่บ้านก็คือผักกาดก้านขาว (คาโนลา) นางตั้งจะให้ชาวบ้านปลูกแล้วนำมาขายให้แก่นาง ส่วนนางจะเป็ผู้ผลิตน้ำมันจากดอกผักกาดก้านขาว (คาโนลา) ส่งขายด้วยต้นเอง
“เื่ทั้งหมดก็ประมาณนี้เ้าคะ”
หลังจากที่ลู่ชิงเล่าเื่ราวทุกอย่างให้ฟังท่านปู่ของนางได้เอ่ยตอบว่า
“ชิงเอ๋อร์เื่นี้ไม่ใช่เื่เล็กเลยแม้เ้าจะรู้วิธีการผลิตเกลือ แต่จะเดินไปบอกกล่าวแก่ชาวบ้านให้ผลิตมันขึ้นมาในทันทีคงเป็ไปมิได้ ในแคว้นนี้อำนาจของตระกูลจางที่เป็ผู้ผูกขาดสัมปทานค้าเกลือและสินค้าหลักอีกหลากชนิดน่ากลัวยิ่งนัก หากพวกเขารู้ว่าชาวบ้านผลิตเกลือเองได้ เกรงว่าคงจะเกิดเื่ไม่ดีต่อชาวบ้านอย่างแน่นอน”
ท่านปู่ตอบนางแล้วหันหน้าไปมองท่านปู่เกาเพื่อเอ่ยถามต่อ
“เ้าเห็นควรว่าอย่างไร งานนี้คงมีแต่เ้าที่พอจะยื่นมือมาช่วยเหลือ หากองค์รัชทายาทออกหน้าคงสามารถทำได้ นอกจากจะสร้างประโยชน์ให้แก่ชาวบ้านยังช่วยให้ท้องพระคลังมีเงินทองจากการค้าเกลือส่งออกไปขายภายนอกแคว้นอีกด้วย”
เกาฮุ่ยเหอ จมดิ่งสู่ห้วงความคิดเขาคิดถึงองค์รัชทายาทผู้ที่เกิดจากบุตรสาวของเขาที่รั้งตำแหน่งกุ้ยเฟย อาจเป็เื่ดีที่จะส่งเสริมให้องค์รัชทายาทสร้างผลงานปูพื้นฐานแก่เขาในอนาคต ทั้งยังช่วยให้ราษฎรมีอาชีพทำกิน สร้างรายได้ให้แก่แคว้นและเติมเต็มท้องพระคลัง ส่วนเื่ขัดแย้งกับตระกูลจาง ถึงไม่มีเื่ค้าเกลือมาเป็สาเหตุให้บาดหมาง พวกตระกูลจางที่เป็ตระกูลฝั่งฮองเฮาและองค์ชายรองก็จ้องเล่นงานหลานชายของเขามาตลอดอยู่แล้ว เขาเห็นว่าก็ดีเหมือนกันงานสร้างคลื่นลมขนาดั์รอบนี้คงจะสามารถตัดท่อน้ำเลี้ยงของพวกตระกูลจางได้ดีทีเดียว
“ได้ งานนี้ข้าจะช่วยออกหน้าให้เอง พรุ่งนี้ข้าจะส่งสาส์นไปหาองค์รัชทายาทเพื่อแจ้งให้พระองค์ทราบ แต่ชิงเอ๋อร์ปู่ต้องขอให้เ้าเตรียมการเพื่อแสดงขั้นตอนวิธีการผลิตเกลือจากน้ำทะเลให้องค์รัชทายาทดูด้วย ส่วนพื้นดินที่เป็สายแร่เกลือตรงนั้นหากเ้าจะผลิตเกลือตอนนี้คงต้องปิดบังอย่าพึ่งให้ชาวบ้านรับรู้ รอจนกว่าองค์รัชทายาทมาเสียก่อนจะดีกว่า”
เกาฮุ่ยเหอ บอกกล่าวกับลู่ชิง พรุ่งนี้เห็นทีเขาต้องส่งจดหมายไปหาสหายต่างวัยผู้เป็แนวร่วมคนสำคัญอย่างท่านแม่ทัพหยางจิ้นหงเพื่อเตรียมการรับมือบางอย่างเสียแล้ว