“ฉันจะร้อง...ร้องจนกว่าเธอจะได้ยินเสียงของฉัน”
“มิยาซาวะ เอเรียล นายกำลังกวนสมาธิของฉันอยู่!”
เสียงแหวเล็กๆดังขึ้นในห้องเก็บเสียงของชมรมประสานเสียงโรงเรียนทามามุชิในเที่ยงวันถัดมาคนที่ต้องการสมาธิแต่กลับถูกรบกวนนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องในมือถือบทประพันธ์ที่เป็นท่อนของเนื้อเพลงเอาไว้ขณะที่นัยน์ตาสีเขียวมรกตลุกวาวจ้องมองไปยังร่างของตัวก่อกวนที่นั่งอ่านหนังสืออย่างอารมณ์ดีอยู่ที่โซฟาตัวนุ่มสุดผนังห้องอีกด้าน
“ก็ร้องไปสิฉันไม่ได้กวนสมาธิของเธอซะหน่อย”
คนไม่มีธุระอะไรในห้องเก็บเสียงบอกเธออย่างไม่สะทกสะท้านท่าทีนิ่งเฉยของเด็กหนุ่มทำให้คนที่ทำเรื่องขอเข้ามาใช้บริการห้องเก็บเสียงเพื่อความเป็นส่วนตัวต้องอารมณ์เสียถึงขีดสุดร่างบางลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งตรงไปยังประตูห้องซึ่งอยู่ใกล้กับโซฟาที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่ก่อนจะรีบบิดลูกบิดประตูเดินจ้ำอ้าวออกมาปะทะกับเสียงจอแจของนักเรียนด้านนอก
“ยังไม่ทันได้เริ่มก็ไปซะแล้ว”
เสียงกวนประสาทยังคงตามมาไม่เลิกราแม้ว่าเธอจะย้ายสังขารออกมาจากห้องเก็บเสียงแต่ตัวก่อกวนก็ยังคงถือหนังสือเดินอ่านตามเธอมาด้วยแม้นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจะจับจ้องอยู่ที่ตัวหนังสือบนหน้ากระดาษแต่คำพูดที่เอ่ยออกมาแต่ละคำล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เขาอ่านแทบทั้งสิ้น
“ถือว่าฉันขอร้องดีๆเถอะมิยาซาวะคุง ช่วยกรุณาออกไปให้พ้นๆจากฉันทีได้ไหม ตอนนี้ฉันต้องการสมาธิเพื่อโรงเรียน...โปรดออกไปให้ห่างจากฉันด้วย!”
“เธอเป็นคนขี้โมโหแบบนี้ทุกครั้งเลยหรือเปล่าเวลาที่อยู่กับหมอนั่น?”นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเงยขึ้นมาสบนัยน์ตาสีเขียวมรกตที่จ้องมองเขาอย่างเอาเรื่อง “หรือว่านี่เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะฉันเท่านั้นที่ได้เห็นธาตุแท้ของเธอ”
คนถูกว่าไม่พูดอะไรตอบ ได้แต่กำบทประพันธ์แน่นจนมันแทบจะกลายสภาพเป็นเศษกระดาษอยู่ในอุ้งมือเธอ
“แล้วก็...อย่าเอาชื่อโรงเรียนมาอ้างเลยจะดีกว่า ฉันว่าเธอน่ะแค่ต้องการสมาธิเพราะไม่อยากทำพลาดให้ตัวเองขายขี้หน้าก็เท่านั้นแหละ”
คนตามราวีก็ได้แต่พูดไปเรื่อยเมื่อตอนที่เจ้าตัวเลิกสนใจเธอแล้วหันไปหาตัวอักษรบนหน้ากระดาษต่อตราบจนได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆที่เด็กสาวเก็บไว้ไม่มิดดังลอดออกมานั่นแหละเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มถึงได้เงยหน้าขึ้นมา มองเห็นเด็กสาวตรงหน้าพยายามซ่อนน้ำตาไว้ภายใต้เรือนผมและฝ่ามือขณะที่ร่างบางสั่นสะท้านเพราะควบคุมตัวเองไม่ได้จากอาการโกรธที่ไม่รู้ว่าจะระบายออกมายังไง
เอเรียลปิดหนังสือลงฉับเป็นอันว่าความอดกลั้นของเขาก็สิ้นสุดลงแล้วด้วยเช่นกัน
“อ่อนแอซะจริงนะ! เธอเนี่ย แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วหรือไง”
เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างเลือดเย็น
“ว่างมากนักรึไงถึงได้มาตามวุ่นวายคนอื่นเขาไม่เลิกแบบนี้น่ะ!”
“นี่...คนอื่นฉันไม่ตามให้เสียเวลาหรอกนะ แต่เพราะเป็นเธอหรอกฉันถึงได้มาน่ะ”
เด็กหนุ่มยังคงพูดกวนประสาทใส่แม้ว่าคนรอบข้างที่เดินผ่านไปมาจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของพวกเขาและเริ่มหันมาสนใจ
เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆก่อนเอ่ยเสียงเครียด
“นายมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเถอะ”
“ฉันยังไม่กลับไปหรอกถ้ายังไม่ได้เห็นเธอทรมาน--”
“แค่นี้ฉันก็ทรมานจนจะเป็นบ้าตายอยู่แล้วนะ!”
นานาโกะกรีดร้องสุดเสียงพร้อมๆกับที่ความอดทนของเธอสิ้นสุดลงน้ำตาเหือดแห้งไปจากใบหน้าเพราะเธอไม่รู้ว่าจะไปหาจากที่ไหนให้มันไหลออกมาได้อีกร่างบางสั่นไปตามแรงสะอื้นอย่างควบคุมไม่ได้ ในเวลาแบบนี้เด็กสาวไม่สนใจแล้วว่าคนรอบข้างจะมองเธอยังไงเธอเพียงต้องการให้เขาออกไปจากชีวิตของเธอเดี๋ยวนี้!
เอเรียลขยับเข้ามาใกล้ไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นหลายคู่ที่จ้องมองมาเด็กหนุ่มก้มตัวลงกระซิบข้างใบหน้าที่แดงช้ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
น้ำเสียงเย็นเยียบดังลอดออกมาจากริมฝีปาก
“แค่นี้น่ะยังไม่เท่าความเจ็บปวดที่‘ยัยนั่น’ ได้รับเลยนะ”
แต่นานาโกะยังไม่ทันจะได้ตอบโต้เสียงประกาศเรียกรวมพลนักเรียนที่บอกว่างานรื่นเริงใกล้จะเริ่มแล้วก็ดังขึ้น เธอตัวสั่น สภาพร่างกายและจิตใจในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะเดินขึ้นเวทีด้วยซ้ำแต่ตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้แค่ส่งรอยยิ้มเย็นชามาให้ก่อนจะเดินจากไป
ทำไมเธอถึงต้องมาเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้ด้วยนะ!
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่อยู่หน้าเวทีที่เป็นจุดเด่นของงานในช่วงบ่ายซุ้มดอกไม้และลูกโป่งหลายสีประดับประดาอยู่ตามบริเวณต่างๆรอบลานกิจกรรมนักเรียนนับพันจากแผนกมัธยมต้นและมัธยมปลายของทั้งสามโรงเรียนยืนกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ลานกว้างทำให้มองดูเหมือนผืนผ้าใบที่เต็มไปด้วยจุดสีดำ แดง น้ำเงิน และเขียวที่เคลื่อนที่ไปมาได้
มุมหนึ่งของสนามพวกทามามุชิยังฉลองกันไม่เลิกเพราะผลการแข่งขันฟุตบอลประเพณีของแผนกมัธยมปลายเมื่อช่วงเช้าที่เป็นไฮไลต์ฝ่ายเจ้าภาพเล่นถล่มชิโรไดริไปอย่างขาดลอยแม้ว่าเมื่อวานชมรมฟุตบอลแผนกมัธยมต้นของชินกับมาโมรุจะเพิ่งเอาชนะทามามุชิมาได้หมาดๆก็ตาม
แต่นับเป็นก้าวแรกที่ดีของเด็กหนุ่มทั้งคู่เพราะทั้งสองคนได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตามองจากฝ่ายมัธยมต้นมีกองเชียร์เด็กสาวน่ารักจากต่างโรงเรียนเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย และดูเหมือนทั้งคู่จะกลายเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มที่ถูกเด็กสาวจับจ้องไปในพริบตามาโมรุดูจะไม่ยินดียินร้ายสักเท่าไหร่นัก แต่ดูเหมือนชินจะขยาดพวกผู้หญิงอยู่พอตัวแม้กระทั่งตอนที่ขึ้นไปรับรางวัลนักเตะหน้าใหม่เมื่อเช้าหลังสิ้นสุดการแข่งขันของแผนกมัธยมปลายชินก็แทบจะกระโดดลงจากเวทีทันทีที่รับรางวัลเสร็จกลายเป็นเรื่องขำขันที่ปล่อยให้คนในชมรมเอามาล้อได้จนถึงตอนนี้
อีกด้านหนึ่งของลานกิจกรรมบริเวณใกล้กับขอบเวทีโทวะกับมินาโยะยืนรอคนอื่นๆอยู่ตรงนั้นเฝ้ามองดูมาโมรุกับชินที่กำลังถูกกลุ่มเด็กสาวรุมล้อมอย่างนึกขำ ไม่อยากนึกเชื่อสายตาตัวเองว่าจะมีวันที่เด็กชายทั้งคู่กลายเป็นจุดสนใจของงานขึ้นมาได้
“ยอดไปเลยแฮะ นักเตะดาวรุ่งอย่างนั้นเหรอ”โทวะเปรย พยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ
มินาโยะยืนอยู่ข้างเขาเงยหน้ามองเด็กหนุ่มพลางคิดอะไรต่างๆมากมาย ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายรอบตัวเธอนั่นรวมไปถึงความทรงจำในอดีตที่ค่อยๆฟื้นกลับมาอย่างช้าๆด้วยเด็กสาวพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเธอไม่อาจเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดได้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนไม่มีใครอธิบายได้เลยว่าทำไมเธอถึงได้สลบไป แล้วทำไมตอนที่เธอฟื้นสติกลับคืนมาอีกครั้งคนที่แน่นิ่งไปนั้นกลับเป็นโทวะกับมาโมรุแทน
เด็กหนุ่มทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลยโดยเฉพาะมาโมรุที่เห็นได้ชัดว่าพยายามที่จะบ่ายเบี่ยงทุกทางคำอธิบายของเขาในเย็นวันเกิดเรื่องที่บ้านของเธอนั้นก็ไม่ช่วยให้มินาโยะเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ได้มากนักนอกเสียจากรู้ว่าตัวเธอต้องพยายามนึกอดีตของตัวเองให้ได้มากกว่านี้เด็กสาวพยายามจะคุยเรื่องนี้กับโทวะในเช้าวันถัดมาที่เขาฟื้น ซึ่งก็คือเมื่อวานแต่โทวะกลับทำตัวแย่ยิ่งกว่ามาโมรุเขาหลบสายตาเธอและไม่พูดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเลย
ไม่เลยสักครั้ง...
ถึงตอนนี้เด็กหนุ่มข้างตัวเธอยังคงทำตัวตามปกติเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนในฐานะประธานชั้นปีพบปะพูดคุยกับคนอื่นๆเหมือนอย่างที่เขาเคยทำราวกับว่าอาการเจ็บป่วยและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มีความรู้สึกมากมายซ้อนทับอยู่ในตัวของมินาโยะณ ตอนนี้ ทั้งท่าทีที่เปลี่ยนไปของมาโมรุและโทวะไหนจะความทรงจำที่เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้เมื่อวานก่อนมันดูแตกต่างจากความทรงจำอื่นๆที่เธอเคยฝันหรือระลึกถึงอย่างเห็นได้ชัดมินาโยะสัมผัสได้ถึงความผิดหวังและความเจ็บปวดทรมาน ความอิจฉาริษยากึ่งหนึ่งที่เจือปนอยู่ใความทรงจำนั้นและมันก็ได้ตกตะกอนมาจนถึงอารมณ์ในตอนนี้ทำให้เด็กสาวไม่สามารถรื่นเริงได้แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับงานประเพณีมากแค่ไหนก็ตาม
เท็ตสึยะกับเอเรียลตามมาสมทบหลังจากนั้นนั่นพอช่วยให้บรรยากาศรอบตัวเธอดีขึ้นมาบ้าง เอเรียลชวนเธอคุยเรื่องสัพเพเหระส่วนเท็ตสึยะก็ส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายเรียกชินกับมาโมรุมารวมกลุ่มเมื่อกิจกรรมบนเวทีในช่วงบ่ายใกล้จะเริ่มทุกคนเริ่มมารวมตัวกันหน้าเวทีเมื่อได้ยินเสียงประกาศผ่านลำโพงในที่สุดชินกับมาโมรุก็หลุดพ้นจากกลุ่มเด็กสาวที่รายล้อมมารวมกลุ่มกับพวกเธอได้สำเร็จ
“ทำไมจะต้องมายืนเบียดกันอยู่หน้าเวทีนี่ด้วยนะ!”
ชินบ่นส่งสายตาไม่พอใจไปให้พวกผู้หญิงหลายสิบคนที่ยืนรุมล้อมเขากับมาโมรุอยู่
“ถ้าคิดอย่างนั้นก็หนีไปซะสิ!”
มาโมรุแนะนำทั้งที่ตัวเองก็อึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ไม่น้อยไปกว่ากันเด็กหนุ่มชักสีหน้าเมื่อยเมื่อมีเด็กสาวหลายคนพยายามจะมาขอถ่ายรูปคู่กับเขาแต่ก็ถูกเท็ตสึยะช่วยปฏิเสธและไล่ต้อนพวกเธอออกไปอย่างเป็นมิตรจนในที่สุดพวกเขาก็ได้มีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันเสียที
“มันน่าสนใจตรงไหนกันนะไอ้งานแบบนี้!”
ชินเริ่มบ่นอีกครั้งมาโมรุแก้ปัญหาด้านการลากเขาให้ไปยืนอยู่หลังโทวะเวลาที่สองคนนี้อยู่ด้วยกันจะเกิดพลังงานบางอย่างที่ทำให้ชินหยุดพูดซึ่งมาโมรุเพิ่งค้นพบความจริงข้อนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง
เมื่อใกล้ถึงเวลาประธานนักเรียนของทามามุชิก็ขึ้นเวทีมาประกาศกิจกรรมในช่วงบ่ายใช้เวลาไม่นานในการพูดเด็กหนุ่มก็เดินลงจากเวทีไปพร้อมๆกับที่บนเวทีเต็มไปด้วยควันหลากสีเสียงดนตรีเริ่มบรรเลง สะกดผู้คนโดยรอบให้เงียบลงในบัดดล
แล้วคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอยู่บนเวทีทุกคนอยู่ในชุดเครื่องแบบสีขาวและน้ำเงินแบบเดียวกันกำลังเปล่งเสียงคลอไปกับทำนองเพลงที่บรรเลงขึ้นก่อนหน้าเมื่อดนตรีเข้าสู่จังหวะเร้าอารมณ์ร่างคุ้นตาของนานาโกะก็เดินนำออกมาจากลุ่มนักร้องประสานเสียง คนอื่นๆหยุดร้องมีเพียงเด็กสาวในชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดคนเดียวเท่านั้นที่กำลังเปล่งเสียงร้องอยู่ในขณะนี้
โทวะไม่ละสายตาไปจากเธอเลย
“เหมาะกับสีขาวจริงๆนะ”มินาโยะได้ยินเอเรียลพูดขึ้นอยู่ข้างตัว “ถ้าถูกย้อมล่ะก็ คงจะสกปรกน่าดูเลยล่ะ”
เด็กสาวไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงอะไรเพราะในตอนนั้นเสียงของนานาโกะดึงดูดความสนใจของเธอไปจนหมด เด็กสาวบนเวทีเอ่ยคำร้องด้วยเสียงอันทรงพลังที่แสนไพเราะและกังวานใสเธอออกท่าทางประกอบราวกับกำลังอ้อนวอนต่ออะไรบางอย่างยิ่งท่วงทำนองเร้าอารมณ์มากขึ้นเท่าไหร่ เสียงของนานาโกะก็ยิ่งโดดเด่นและน่าหลงใหลมากขึ้นเท่านั้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนรอบตัวถึงละสายตาไปจากเธอไม่ได้เพียงแค่เด็กสาวเปล่งเสียงร้องทุกสิ่งรอบตัวก็หยุดเคลื่อนไหวราวกับถูกดูดเข้าไปในวังวนแห่งความเศร้าที่เด็กสาวเป็นผู้สร้างขึ้น
“สายน้ำพัดผ่านไปรอบตัวฉัน คำอ้อนวอนและน้ำตาของฉันหลั่งไหลเธอได้ยินไหม... เธอรู้สึกไหม... ในวังวนแห่งความเศร้าที่โอบล้อมเราอยู่นั้นฉันพร่ำหาแต่เธอ เธอได้ยินเสียงของฉันไหม... ได้ยินไหม...”
เด็กสาวพร่ำภาวนามินาโยะรู้สึกว่าในท่วงทำนองที่นานาโกะเปล่งเสียงร้องนั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกโหยหา จู่ๆเธอก็รู้สึกหนาวขึ้นมาซะอย่างนั้นทั้งที่รอบข้างแออัดไปด้วยผู้คนมากมายมินาโยะห่อตัว เธอไม่อาจทนฟังเสียงของนานาโกะได้อีกต่อไปถ้อยคำร้องในบทเพลงนั่นราวกับเป็นคำภาวนาของเธอเอง
“ไปไหน?” มาโมรุถาม แตะไหล่เบาๆเมื่อเธอเดินผ่าน มินาโยะไม่ทันสังเกตเลยว่าเขายืนอยู่ข้างหลังเธอ
“ไม่รู้สิ”เด็กสาวตอบ จู่ๆก็อยากจะร้องไห้ขึ้นมาซะอย่างนั้น “ฉันไม่อยากอยู่ตรงนั้นเลย ทรมานจัง...”
“อยู่ข้างฉันสิ”มาโมรุว่า พร้อมกับขยับตัวให้เธอไปยืนอยู่ระหว่างเขากับชิน “อีกเดี๋ยวก็จบแล้ว”
“ฉันจะร้อง...ร้องจนกว่าเธอจะได้ยินเสียงของฉัน...”
คำร้องนั้นยังคงดังก้องกังวานอยู่ในหัวมินาโยะกอดตัวเองแน่น ก้มหน้านิ่งรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปจากตัวเธอ บางสิ่งที่เธอต้องการ แสวงหาและอยากได้มาครอบครอง แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว แม้จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอต้องการคืออะไรและอะไรคือสิ่งที่หายไปจากตัวเธอ
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่ตรงหน้าโทวะยังคงยืนอยู่ที่เดิมตรงนั้น จ้องมองนานาโกะด้วยแววตาที่เธอไม่อาจเข้าใจได้ความรัก? ความเศร้า? ความโหยหา? โทวะรู้สึกยังไงต่อผู้หญิงที่กำลังเปล่งเสียงร้องจนสุดเสียงอยู่ในตอนนี้กันแน่นะเธอไม่รู้เลยสักนิด ที่ผ่านมาเด็กหนุ่มไม่เคยแสดงสีหน้าแบบนั้นให้เธอได้เห็นเธอเลยได้แต่คาดเดาว่าตอนนี้โทวะอาจกำลังฟังคำขอร้องของใครบางคนอยู่และใครบางคนคนนั้นที่กำลังร้องอ้อนวอนต่อเขาอาจไม่ใช่แค่เด็กสาวที่กำลังเปล่งเสียงร้องอยู่ในตอนนี้เพียงคนเดียวก็เป็นได้
การแสดงของชมรมประสานเสียงจบไปไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะรู้ตัวอีกทีรอบตัวเธอก็ได้ยินแต่เสียงปรบมือและเสียงร้องชมดังลั่น
“เป็นเพลงที่ไม่ค่อยจะเข้ากับพิธีปิดสักเท่าไหร่นะ”
เอเรียลพึมพำอยู่ด้านหน้า
“เพราะนายฟังแต่เพลงแรกต่างหากล่ะ ฉันว่าเพลงหลังๆก็เพราะดีออก”เท็ตสึยะบอก
สองหนุ่มชมรมบาสยืนเถียงกันในหัวข้อที่ไม่ค่อยจะมีสาระนักมินาโยะยืนขำคนทั้งคู่แต่แล้วก็ยิ้มไม่ออกเมื่อรู้สึกได้ว่าใครบางคนกำลังยืนถมึงทึงจ้องหน้าเธออยู่
“จะไปไหนก็บอกกันหน่อยสิ!” โทวะผู้เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเธอหายไปจากข้างกายเขาเอ่ยขึ้นหลังจากที่การแสดงบนเวทีจบลงมินาโยะยิ้มแหยๆ พยายามจะขอความเห็นใจจากมาโมรุ แต่ไร้ผล
“ก็อยากจะบอกอยู่หรอกนะแต่เห็นสนใจการแสดงขนาดนั้นแล้วก็เลยไม่อยากกวนน่ะสิ” มินาโยะพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติที่สุด
เสียงกรีดร้องและเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่อยู่รอบตัวขัดจังหวะการเทศนาของโทวะพอดิบพอดี
“คราวนี้อะไรอีกล่ะ?”ชินบ่นขึ้นมาอีกแล้วมินาโยะสงสัยเสียเหลือเกินว่าถ้าเขาไม่ชอบงานรื่นเริงที่คนเยอะๆแบบนี้ทำไมถึงไม่หาสถานที่เงียบๆอยู่กันนะ
อ้อ...ลืมไป เพราะเขาต้องอยู่ข้างๆคอยปกป้องเธอนี่นา
พอคิดได้แบบนั้นความรู้สึกผิดก็ท่วมปากจนพูดอะไรไม่ออก
“รู้สึกจะมีไอดอลมาล่ะ”เท็ตสึยะและเอเรียลตะโกนมาจากด้านหน้า “เห็นว่าเป็นเด็กนามิทามะล่ะ เป็นทั้งนางแบบแล้วก็นักบัลเล่ต์ด้วย คนเลยกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่เชียว”
“ฉันว่านายก็เข้าข่ายคนพวกนั้นนะ”มาโมรุเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายประหลาดใจมากที่เห็นเอเรียลดูอารมณ์ดีดีดดิ้นอยู่ด้วยกันกับเท็ตสึยะ
“ในครอบครัวฉันมีคนชื่นชอบเธอเป็นการส่วนตัวอยู่ด้วยล่ะ! ถึงขนาดยอมมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่ด้วยกันเลย!” เอเรียลหันไปพูดกับเท็ตสึยะ
แล้วคนที่ทำให้ญาติพี่น้องของเอเรียลถึงขนาดข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนของที่นี่ก็ปรากฏตัวขึ้นหลังจากนั้นเมื่อบนเวทีเต็มไปด้วยม่านควันและเสียงเพลงบรรเลงดังขึ้นอีกครั้งผู้คนรอบข้างส่งเสียงร้องตะโกนดังสนั่นจนแทบจะจับทำนองเพลงไม่ได้มาโมรุอยากจะหนีไปจากตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้ถ้าไม่ติดว่าถูกโทวะดึงตัวไว้ส่วนเท็ตสึยะกับเอเรียลก็ยืนจ้องเวทีด้วยท่าทางระริกระรี้ตื่นเต้นกันใหญ่ในบรรดาฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดอยู่รอบเวทีตอนนี้คงมีแค่ชินคนเดียวเท่านั้นที่จ้องมองไปยังเวทีด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ฉันรู้จักเพลงนี้...”
ชินพึมพำ
“ยัยนั่น...”
มินาโยะไล่สายตามองตามชินขึ้นไปบนเวที
‘ยัยนั่น’ที่ชินพูดถึงเป็นเด็กสาวที่สวยที่สุดเท่าที่มินาโยะเคยเห็น (นานาโกะเองก็จัดว่าสวยแต่มินาโยะคิดว่านานาโกะดูน่ารักมากกว่า) เธอเป็นเด็กสาวที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาดโดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งเมคอัพเลยนัยน์ตาสีส้มทองสุกสว่างของเธอเปล่งประกายอยู่บนใบหน้าเรียวยาวรูปไข่ ลำคอเชิดระหงเรือนผมสีน้ำตาลเข้มปล่อยยาวระบ่าตัดกับผิวสีน้ำนมดูผุดผ่องของเธอทั้งๆที่บนเวทีไม่มีแสงไฟ แต่มินาโยะรู้สึกว่าร่างของเด็กสาวตรงหน้าดูจะเปล่งประกายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์พวกนั้นยิ่งเธออยู่ในชุดสีขาวสะอาดไปตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแล้วถ้าเธอมีปีกงอกที่กลางหลังแล้วใครสักคนบอกว่าเธอเป็นนางฟ้ามินาโยะก็จะเชื่ออย่างไม่ลังเลใจเลย
“สุดยอด! นายรู้จักเธอด้วยเหรอเนี่ย ชิน!”เท็ตสึยะถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เป่าปากส่งเสียงแสดงความถูกอกถูกใจเมื่อเด็กสาวย่อตัวลงคำนับแล้วเริ่มการแสดง
“โอ...”
ใครสักคนรำพัน(ส่วนมากได้ยินแต่เสียงผู้ชาย)มินาโยะอดที่จะตื่นเต้นไปกับการแสดงของเด็กสาวบนเวทีไม่ได้ เธอไม่เคยดูบัลเล่ต์มาก่อนก็จริงแต่ก็พอเดาได้ว่าเด็กสาวตรงหน้าต้องมีทักษะและความสามารถทางด้านนี้ไม่น้อยแน่ทุกๆการเคลื่อนไหวของเธออัดแน่นไปด้วยความรู้สึก ทั้งที่เสียงเพลงมีแต่ท่วงทำนองแต่การเต้นของเด็กสาวราวกับเป็นเนื้อร้องที่สื่อออกมาได้เข้ากับท่วงทำนองอย่างเหมาะสมมินาโยะคิดว่าเสียงของนานาโกะดูน่าหลงใหลมากพออยู่แล้วเธอเลยไม่คิดว่าจะมีการแสดงของใครที่ดึงดูดและสะกดใจได้เหมือนเสียงของนานาโกะอีกแต่คำตอบมันเฉลยอยู่ตรงหน้า การเต้นของเด็กสาวนี่ล่ะที่ดึงดูดใจเธอไว้
“สวยมากๆเลยนะเหมือนางฟ้าจริงๆเลยล่ะ” มินาโยะพึมพำให้ชินฟังไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่เกลียดผู้หญิงเข้าไส้อย่างชินจะรู้จักกับคนที่สวยสมบูรณ์พร้อมแบบนี้ได้
“ชินไปรู้จักกับเธอได้--”
น้ำเสียงของเด็กสาวกลืนหายไปในลำคอเมื่อรู้สึกว่าเด็กหนุ่มไม่ตอบรับเธอหันมามองเขา ชินกำลังจ้องมองไปที่เด็กสาวบนเวทีด้วยนัยน์ตาสีส้มทองวาวโรจน์เหมือนมันผ่านมาได้สักพักแล้วที่มินาโยะเคยได้ยินชินบอกว่าเขากำลังตามหาผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
“เป็นเธอเองน่ะเหรอ...”
น้ำเสียงของชินนั้นแข็งกระด้างอย่างที่มินาโยะไม่เคยได้ยินมาก่อน