ย่ำรุ่งของวันใหม่ มาภายในจวนตระกูลกู้เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บุตรชายและบุตรสาวต่างพากันมาคารวะบิดามารดาที่เรือนหน้า เฉกเช่นที่ทำทุกวันเพียงแต่วันนี้ บิดาแจ้งว่ามารดาของพวกเขาป่วย จึงไม่ได้ตื่นขึ้นมารับการทักทายแม้กู้หยุนจะขอเข้าไปเยี่ยม แต่บิดาก็ห้ามไว้เพราะเกรงว่านางจะเป็ไข้หวัดหรือโรคติดต่อ สำหรับกู้เหยาและกู้หยางนั้น พวกนางมีเรียนใน่เช้าจึงไม่ได้ดื้อรั้นจะเข้าไปเยี่ยมมารดา เพียงแต่ขอตัวลาไปจากไปหลังจากได้สนทนาเพียงไม่กี่คำกับบิดา กู้หยุนเองก็มีภาระงานที่กรมอากรเขาจึงต้องเร่งออกไปก่อนฟ้าสาง
เป็เช่นนี้ไปเรื่อยๆต่อเนื่องไปอีกหลายวัน โดยที่บุตรชายหญิงไม่ได้รู้สึกผิดปกติแม้แต่น้อย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หนึ่งปีก่อนที่บ้านตระกูลไป๋
“พี่ใหญ่ ท่านเอาเงินนี่ไปแล้วรีบพาทุกคนออกจากเมืองไปก่อน “ ไป๋อวี้เอ่ยอย่างร้อนรถน้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือกับพี่ชาย
ไป๋ผู้พี่เอ่ยตอบเสียงเบา เขาแทบไม่มีกะจิตกะใจที่จะคิดเห็นใดๆอีกแล้ว “ น้องรอง ไม่ต้องแล้ว ไม่ทันแล้ว ทุกอย่างมันจบแล้ว" สายตาของพี่ชายผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 40 ปี กลับเลื่อนลอย เขาเอ่ยเสียงเบาเหมือนกำลังตอบกลับตนเอง
มือใหญ่หยาบกระด้างเลื่อนขึ้นมาลูบหัวไป๋อวี้น้องรองของเขาเบาๆ ก่อนเอ่ยน้ำเสียงแ่เบาแต่สายตากลับไม่ได้มองไปที่นาง
“ ข้าจะหาทางสำหรับตระกูลไป๋ของเราเอง อย่ากังวลเลย” แม้คำพูดจะเอ่ยมาเพื่อให้นางคลายกังวล แต่น้ำเสียงที่ได้ยินนั้น ไม่ได้ให้ความมั่นใจกับไป๋อวี้แม้แต่น้อย
‘’ เ้าหล่ะ มีทางออกให้ตนเองและบุตรสาวหรือยัง น้องสามบอกว่า ตอนนี้หลานสาวอยู่กับนางบนเขา ไม่กลับจวนมาหลายปี “ ตอนที่เขาเอ่ยถึงน้องสาวและหลานสาว สายตาเขาหันกลับมาจ้องหน้ากู้อวี้ สายตาสั่นไหวเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
“ เ้าคิดถึงนางหรือไม่ “ เขาถามน้องสาวคนรอง
กู้อวี้มองตรงไปที่พี่ชาย ่สองสามปีมานี้ ความสง่างามและพลังชีวิตของเขาลดลงเหมือนดวงอาทิตย์ยามเย็น กระทั่งหลังยังงุ้มลงเล็กน้อย ั้แ่ตอนที่บุตรชายบุตรสาวของเขาหายตัวไปแล้วไม่ปรากฏข่าวคราวอีกเลยจนตอนนี้ เพื่อแลกกับที่คุณชายใหญ่จะไม่ทรยศหักหลังกลุ่มคนต่อต้านราชสำนัก ไม่ว่าพี่ใหญ่จะขนเงินทองออกจากตระกูลไป๋หรือทำงานที่เสี่ยงอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อแลกเปลี่ยนกับชีวิตและความปลอดภัยของเด็กๆ หรือกระทั่งข่าวคราวความปลอดภัยแม้เพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคงมีเพียงเสื้อผ้า และเครื่องประดับของพวกเขาเท่านั้น
ความหวังในการได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวยิ่งห่างไกลไปมากขึ้นทุกที จวบจนวันนี้ เขาไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรจากฝั่งคนที่จับตัวบุตรชายหญิงของเขาไปอีกแล้ว กลายเป็ฮูหยินของเขาที่ตรอมใจจนไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้อีก วันๆได้แต่กรีดร้องคร่ำครวญจนเขาต้องให้นางดื่มยาระงับจิตเพื่อให้หลับไหลเกือบตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้เขาไม่โทษน้องสาวคนรองของตน หากไม่ใช่เพราะตอนแรกเขาโลภมาก อยากจะเร่งร้อนสร้างเนื้อสร้างตัวให้ร่ำรวยไม่ต่างจากน้องเขย ตอนที่คนของน้องเขยมาชักชวน เขาก็คงไม่คิดจะเดินในเส้นทางเสี่ยงภัยเช่นนี้ แม้ตอนแรกจะแค่บริจาคเงินเพื่อหาเส้นสายเพียงหวังอำนวยความสะดวกการค้าทางทะเล และค้าขายกับราชสำนัก แต่หลังจากทำมาได้หลายปี แม้จะมีเงินมากขึ้น เส้นสายใหญ่โตกว้างขวางส่งผลให้การค้าและชื่อเสียงของเขายิ่งใหญ่ขึ้นมาจริงๆอย่างที่เขาคาดหวังไว้ในตอนแรก หลังหลงระเริงกับความสำเร็จได้เพียงชั่วครู่ เมื่อแสงแห่งความจริงทาบทอจางๆมาตามจุดที่เขายืนอยู่ ตอนนั้นเขาถึงเริ่มตระหนักว่าเส้นทางที่เขาเลือกเดินนั้น ด้านข้างเต็มไปด้วยแหวลึก หันหลังกลับไปก็เต็มไปด้วยม่านหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นทาง มีแต่ต้องเดินไปด้านหน้าช้าๆ บนเส้นทางเดินเดิมที่ค่อยๆแคบลงพร้อมกับหมอกควันที่จางลงจนทำให้เส้นทางความฝันในวัยเยาว์ของเขาสลายไปด้วย
เขาต้องแสร้งเข้มแข็งและหาทางเอาตัวรอดมาตลอดหลายปีนี้ แต่ตอนนี้เขาทำใจและยอมรับทุกสิ่งแล้วั้แ่ตอนที่รู้จากสายลับของเขาที่ส่งออกไปสืบหาข่าวบุตรทั้งสี่คนของเขา ข่าวสุดท้ายที่เขาได้รับคือทายาทสายหลักทั้งหมดของตระกูลในรุ่นนี้คงไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว
เขากระพริบตาเร็วๆ ขับไล่ไอน้ำที่เรื้ออยู่บนดวงตาทั้งสองข้าง เอื้อมมือออกไปโอบกอดน้องสาวคนรอง “ เ้าต้องรอดไปให้ได้ เ้ากับหลานสาวต้องรีบหนีไปจากเมืองหลวงแห่งนี้ สัญญากับข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าหันหลังกลับมา “ มือทั้งคู่ที่โอบกอดกู้อวี้อยู่สั่นเทาจนนางรู้สึกได้
นางส่ายหัว “ พี่ใหญ่ .. ท่านไม่ต้องห่วงเซียนเซียน ข้าวางแผนทุกอย่างไว้ให้นางแล้ว นางจะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลกู้อีก นางกับน้องสามต้องรอด”
“ เ้าไม่ไปเพราะน้องเขย ? “ เขาถามนางเสียงสั่น ถามทั้งๆที่รู้คำตอบว่าน้องรองนั้นปักใจในรักแรกนี้ขนาดไหน
“ ไม่ใช่ ข้ากับนายท่านกู้ แม้จะมีวาสนาต่อกัน แต่สำหรับข้าแล้ว ั้แ่ตอนที่เขาทำร้ายครอบครัวของเรา ข้าต้องทำร้ายบุตรสาว ความรักของข้าก็แทบไม่เหลือให้เขาแล้ว “ นางเอ่ยตอบพี่ชายเสียงหนักแน่น เพื่อให้เขาเชื่อว่า นางคิดเช่นนั้นจริงๆ
‘รักปักใจจนโง่งมมาหลายสิบปี คิดจะตัดใจก็ตัดใจได้ง่ายๆเช่นนี้เชียวหรือ’ คุณชายใหญ่ตระกูลไป๋ตบหลังนางเบาๆอย่างเข้าใจก่อนดึงนางออกจากอ้อมกอด อุ้งมือหนาจับบ่าบอบบางสองข้างของนางไว้ “ น้องรอง สัญญากับข้า หลานสาวต้องรอด เ้ารีบให้น้องสามพานางหนีไปเถอะ เอาเงินนี่ไป “ เขาเอื้อมมือไปหยิบตั๋วเงินในลิ้นชักโต๊ะของตนเองยื่นให้กับน้องสาว
“ พี่ใหญ่ ไม่ต้องรบกวนท่าน ข้าเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว “ นางเอ่ยเสียงแหบแห้ง เงยหน้ามองพี่ชายที่ดูแลนางมาั้แ่เล็กประดุจบิดาคนที่สอง
“ นางคงเกลียดข้า เกลียดข้าที่สุดแล้ว “ ตอนที่กู้อวี้พูดพึมพำประโยคนี้ เสียงนางก็ขาดห้วงไป น้ำตาไหลลงมาดุจไข่มุกใสไม่ขาดสาย สิ่งนี้นางอัดอั้นมาตลอดหลายปี สายเืคนเดียวต้องมาเกลียดนาง ไม่เข้าไกล้นาง นางเองก็เข้าไกล้บุตรสายคนเดียวไม่ได้ มองเห็นแต่ไกลๆ ทำร้ายจิตใจเด็กหญิงไร้เดียงสาคนหนึ่งตลอดเวลา หวังเพียงให้นางจดจำสิ่งเลวร้ายของมารดาไว้ เมื่อถึงคราวต้องแยกจากจะได้ไม่ต้องอาวรณ์อะไรอีก จากไปได้โดยไม่มีอาลัยต่อมารดา กลายเป็คนที่ถูกบุตรสาวลืมเลือนในที่สุด
“ พี่ใหญ่ ข้าเ็ปเหลือเกิน ข้าอยากกอดลูก ข้าคิดถึงนางเหลือเกิน “ กลายเป็กู้อวี้เป็คนที่ร้องไห้คร่ำครวญ ตีอกชกตัวจนพี่ใหญ่ของนางกลับข้างเป็คนคอยปลอบโยนน้องสาวเสียเอง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ในคืนวันที่สี่ บ่าวชายที่เฝ้าอยู่หน้าห้องเก็บฟืนภายในตระกูลกู้ ได้ยินเสียงพึมพำเบาๆ ดังมาจากข้างใน เขาพยายามเงี่ยหูฟังถึงรู้ว่าเป็เสียงเพลงกล่อมเด็ก เสียงนั้นแหบแห้งเบาหวิวจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่ก็ยังร้องๆหยุดๆขาดห้วงไปตลอด บ่งบอกถึงความอ่อนล้าของชีพจน ลมหายใจที่ขาดห้วง แต่ความตั้งมั่นในการร้องเพลงก็แผ่ออกมาจากเสียงที่ขาดห้วงนั้นอย่างชัดเจนประหนึ่งจะใช้พลังชีวิตทั้งหมดในการเปล่งเสียงออกมา ตอนที่เสียงแหบนั้นหายไปบางครั้งก็จะได้ยินเสียงกระพรวนเคาะสลับไปมากับฝาเรือนดังขึ้นมาแทน
แม้เสียงจะฟังดูลึกลับแฝงความเหน็บหนาวไปถึงสันหลัง แต่เมื่อผสานเข้ากับสายลมเย็นพัดแรงในเวลาที่ความมืดห่อร่างเช่นนี้ กลับให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็นแฝงความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างประหลาด สตรีที่ร้องพึมพำอยู่ภายในคงหวังให้เสียงกล่อมลูกน้อยของนางล่องลอยผ่านสายลมฝากไปถึงใครคนหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป
สถานการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ดำเนินไปต่ออีกสองสามคืน และในวันที่หก เมื่อพ่อบ้านนำอาหารไปส่งให้กับกู้ผู้หญิงในเช้าวันถัดมา ก็พบว่านางได้เสียชีวิตไปแล้ว ในมือยังคงกำกำไรกระพรวนข้อเท้าเด็กไว้แน่น แม้ร่างกายจะแข็งเกร็ง ใบหน้าม่วงคล้ำ แต่ที่มุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มบางเบา ไร้ความทุกข์ปราศจากความกังวล ไม่มีความห่วงหาอาทรเหลืออยู่อีก ตอนนี้นางปลดปล่อยทุกอย่างได้แล้ว