บทที่ 69
อย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ
การสอบในครั้งนี้จบลงแล้ว ในที่สุด วันหยุดก็มาหาเขาเสียที
อู๋ตี้วางแผนที่จะไปเซอร์ไพรส์เอ้อซีซีโดยการไปเจอเธอที่หยุนหนาน
ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมาเพียงครึ่งเดือนหลังจากที่เธอไป แต่หัวใจของอู๋ตี้ก็คิดถึงเธอทุกนาทีและวินาที
เพราะงั้นเขาจึงรีบไปซื้อตั๋วรถไฟและเลือกวันเดินทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อวันหยุดยาวมาถึง
สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงเลือกเดินทางโดยรถไฟแทนที่จะเป็นเครื่องบินนั่นก็ไม่ใช่เพราะเรื่องเงินแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเมื่อตอนที่เอ้อซีซีเดินทางกลับไปนั้น เธอไปด้วยรถไฟ และอู๋ตี้ก็เพียงแค่ต้องการมีประสบการณ์รูปแบบเดียวกับเธอ ว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้านั่งรถไฟจากตงหลิงไปหยุนหนานแบบทั้งวัน เหมือนๆกับสุดที่รักของเขา
ไม่ว่าใครก็เป็นแบบนี้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคนหนึ่ง คุณก็อยากจะอยู่ในจุดจุดเดียวกับที่อีกฝ่ายอยู่ให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เขานั้นค่อนข้างจะกังวลขึ้นมาพักหนึ่งแล้ว นั่นคือ เอ้อซีซีไม่ได้ติดต่อเขามาเลยเป็นสัปดาห์แล้ว
ถึงแม้ว่าอู๋ตี้จะรู้ว่าที่บ้านเกิดของเอ้อซีซีนั้นอยู่ในภูเขา ซึ่งมันทำให้ที่นั่นไม่มีสัญญาณ ดังนั้นการสื่อสารจึงไม่ใช่เรื่องที่จะสะดวกสบายนัก
แต่เมื่อตอนที่เอ้อซีซีจะกลับไป เธอสัญญาไว้ว่าจะติดต่อกลับมาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งเมื่อเข้าเมือง เว้นแต่อาทิตย์ที่ผ่านมานี้…
อาทิตย์ที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้รับการติดต่อจากเอ้อซีซีอีกเลย ซึ่งนั่นทำให้เขาลำบากใจไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม เขาพยายามปลอบตัวเองและเข้าใจไปว่าเอ้อซีซีอาจจะกำลังยุ่งกับบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมากๆในบ้านเกิดของตนอยู่ก็ได้ เพราะงั้นจึงไม่ว่างที่จะเข้าเมืองเพื่อติดต่อกับเขา พอคิดดังนั้นมันก็ค่อยโล่งใจหน่อย
ไม่เป็นไร ยังไงก็ตาม เขากำลังจะไปตามหาเธอแล้ว เมื่อไหร่ที่เขาได้เจอเธอ ความไม่สบายใจทั้งหมดก็จะได้หายไป
หลังจากที่ลดระดับความไม่สบายใจของตนได้แล้ว อู๋ตี้ก็แบกความเชื่อมั่นไว้บนบ่าและจัดของเพื่อออกไปสถานีรถไฟเลย
ทว่าเมื่อเขาออกมาจากมหาวิทยาลัย หญิงสาวคนหนึ่งก็มาหยุดเขาไว้
“นายจะไปไหนน่ะ?”
คนที่มาหยุดเขาไว้นั่นไม่ใช่ใคร ซูหลี่เหยาที่คอยรังควานเขามาตลอดนั่นเอง
เมื่อหลายวันมานี้ซูหลี่เหยานั้นเข้ามาหาเขาเรื่อยๆยามที่เขาไม่มีอะไรต้องทำ และเฝ้าบอกเขาว่าทำไมตระกูลเย่ถึงต้องการตัวเขา จุดประสงค์หลักของเธอน่ะไม่ใช่การที่จะให้เขายอมจำนนแต่อย่างใด หากแต่เป็นให้เขามาเป็นคนรักของเธอต่างหาก
แต่อู๋ตี้นั้นได้ตัดสินใจไปแล้วว่า ไม่ว่าซูหลี่เหยาจะมาไม้ไหน เขาก็จะยังคงมั่นคงในคำตอบเดิมเฉกเช่นภูเขาไท่
ในวันนี้ ระหว่างการสอบ ซูหลี่เหยาสังเกตเห็นว่าอู๋ตี้นั้นแบกกระเป๋าใบใหญ่เอาไว้ ซึ่งมองยังไงก็รู้ว่าอู๋ตี้เตรียมจะออกไปจากตงหลิงหลังการสอบนี้ เห็นดังนั้นเธอก็ไม่สามารถหักห้ามใจไว้ได้และเข้าไปขวางทางเขาตรงประตูมหาวิทยาลัย
ครั้นเมื่อซูหลี่เหยามาขวางทางเขา อู๋ตี้ก็รู้สึกตลกเธอเอาเสียมากๆ มันเหมือนกับโชคชะตาได้กลับกันแล้ว ก่อนหน้านี้ เธอกับเขานั้นราวกับอยู่กันคนละฝั่งแม่น้ำมาโดยตลอด
ในอดีตที่ผ่านมา เขานั้นยกทั้งหัวใจและตับใตไส้พุงให้เธอมาโดยตลอด แต่เธอนั้นก็ทำเพียงดูถูกและขยะแขยงในตัวเขา ซึ่งในบางครั้งก็เหยียบย่ำหัวใจของเขาด้วย
แตกต่างกับตอนนี้ เขานั้นผอมลงและกลายเป็นหนุ่มหล่อแล้ว มันกลับกลายเป็นว่าสาวๆทุกคนต่างก็แทบจะหมอบคลานเข้าหากันไปทันที
มันน่าเสียดายที่กาลเวลาได้เปลี่ยนไปทั้งหมดแล้ว อู๋ตี้ในตอนนี้เองก็ไม่ได้เหมือนกับอู๋ตี้ในแต่ก่อนเช่นกัน สำหรับเขา ซูหลี่เหยาไม่ใช่อะไรที่สนใจอีกต่อไป
ดังนั้นเขาจึงมองเธอเหมือนอากาศ เธอนั้นก็จ้องแต่จะทำตามเป้าหมายของเธอให้สำเร็จตามประสาหญิงสาวที่มีเล่ห์เหลี่ยมและพิษสง ถึงแม้ว่าเธอจะสวย แต่นั่นก็ไม่ได้มีค่าเลยเมื่อเทียบกับความรักของเขา
“ฉันจะไปที่ไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอนะ?” อู๋ตี้ถามพร้อมกับยิ้มอย่างเยือกเย็น
“มันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของฉันหรอก แต่...” พูดถึงจุดนี้ ซูหลี่เหยาเองก็ค่อยๆแสยะยิ้มออกมา “ฉันก็แค่อยากจะมาเตือนนายว่า ถ้านายคิดจะออกจากตงหลิงล่ะก็ นายก็จะทำได้แค่คิดนั่นแหละ”
“เธอหมายความว่าอะไร?” อู๋ตี้ขมวดคิ้ว ชัดเจนเลยว่าเธอมีอะไรซ่อนอยู่โดยนัยและไอ้สิ่งที่ซ่อนอยู่นั่นก็ไม่น่าจะใช่อะไรดีๆด้วย
ซูหลี่เหยานั้นดูพึงพอใจก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ “สิ่งที่ฉันพูด หมายถึง ทุกสิ่งอย่างในเมืองตงหลิงน่ะ อยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลเย่ ยิ่งตอนนี้นายเป็นบุคคลที่ต้องการตัวอันดับหนึ่ง นายคิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้นายออกไปง่ายๆหรือไง?” ถ้อยคำของซูหลี่เหยานั้นช่วยเตือนความจำได้ดีก็จริง แต่มันออกแนวข่มขู่อู๋ตี้เสียมากกว่า
“นั่นไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไหร่ ช่วยหลบทางหน่อย”
ชัดเจนเลยว่าวิธีนี้ใช้กับอู๋ตี้ไม่ได้อีก ตลอดมาเธอนั้นใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งจนทำเขาสับสนและมึนงงมาจนรู้ไส้รู้พุงหมดแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อครั้งสุดท้ายที่เซลล์สาวถูกพาไปยังห้องของเขา เหล่าคนชุดดำพวกนั้นก็กลับไปพร้อมกับข่าวที่ว่าเขาตายแล้วด้วย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเขาก็กลับไปเป็นปกติสุขอีกครั้ง แถมเขายังไม่โดนคนจากตระกูลเย่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้แก่เขาอีกเลย พวกเขาสงบลงแล้วแน่ๆ
เพราะงั้นแล้วอู๋ตี้จึงเลือกที่จะไม่สนใจซูหลี่เหยาแแทน
การที่เขาเดินผ่านเธอไปแบบนั้นมันทำให้สีหน้าของ ซูหลี่เหยาดูน่าเกลียดขึ้นมามากๆ
“นายไม่กลัวว่าฉันจะบอกตระกูลเย่เกี่ยวกับนายหรือไง?”
เสียงที่เยือกเย็นนั้นลอยตามลมมา และมันได้ผลเพราะอู๋ตี้หยุดขาลงไปแล้ว
หลังจากที่สายลมพัดผ่าน อู๋ตี้ก็ไม่ได้หันกลับไปหาเธอ เขาหัวเราะในลำคอและพูดขึ้น “ถ้าเธออยากจะบอกเรื่องนี้กับตระกูลเย่จริงๆ เธอบอกไปแล้ว ซูหลี่เหยา ถึงแม้ว่าฉันจะไม่อยากยอมรับก็จริงนะ แต่ว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าฉันนั้นตกหลุมรักเธอมาตลอด ดังนั้นฉันจึงรู้จักเธอดี และที่ตอนนี้เธอยังไม่เอาเรื่องของฉันไปพูด นั่นก็เพราะเธอมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการอยู่ในตัวฉัน และเธอยังไม่ได้มันมา ฉันพูดถูกใช่ไหม?”
ในทันทีที่เสียงเงียบลงไป อู๋ตี้ก็เริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้งโดยที่ไม่รอให้ซูหลี่เหยาตอบเลย
ซูหลี่เหยานั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอขบฟันตนเองไว้แน่นและหันหลังกลับไปมองอู๋ตี้ที่กำลังเดินหนีเธอไป จากนั้นก็พูดกับตัวเองขณะที่กำลังกัดฟันแน่น “ได้ ในเมื่อนายรู้แล้วแต่ยังทำแบบนี้ งั้นเราก็จะได้เห็นดีกัน คราวนี้จะมาเสียใจทีหลังไม่ได้แล้วนะ!”
ที่สถานีรถไฟ อู๋ตี้ลงมาจากแท็กซี่และวิ่งไปต่อด้วยความรีบร้อน
ทั้งหมดเป็นเพราะซูหลี่เหยามาขวางเขาไว้ พอออกมาได้ก็เจอกับรถติดอีก ซึ่งมันทำให้เวลาที่กะไว้คลาดเคลื่อนไปหมด และนี่มันก็เกือบจะถึงเวลาที่รถไฟที่เขาจองตั๋วไว้จะออกแล้ว
เขาไปถึงตู้แลกตั๋วอัตโนมัติที่ต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนแล้ว ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้เวลาหน่อยเพื่อให้ระบบตรวจสอบความปลอดภัยไปด้วย
เพียงแค่คิดว่าจะได้นั่งรถไฟไปพบกับหวานใจ ในหัวใจของอู๋ตี้ก็เต็มไปด้วยความสุขและความคาดหวังแล้ว แต่เพราะแบบนี้มันเลยทำให้ประสาทการรับรู้ของเขาด้อยลง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ประตูสถานีรถไฟนั้นมีชายชุดดำจำนวนมากกำลังเดินเข้ามาทางเขาอย่างรวดเร็ว
ตรงหน้าเขาเหลืออีกแค่ 2 คิวเท่านั้น และเมื่อถึงคิวของอู๋ตี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็หลุดลอยออกไปเมื่อเขานั้นโดนดึงแขนให้ออกมาจากตู้แลกตั๋ว
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
แต่กระนั้นเขาก็เห็นเหล่าชายชุดดำพวกนั้น ทว่ามันก็สายเกินไป รูม่านตาของเขาขยายกว้างขึ้นขณะที่มือและปากถูกปิดไว้ด้วยอะไรบางอย่าง
เขารู้สึกมึนหัวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นสติมันก็หลุดลอยออกไป
เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ตื่นขึ้นมาอีก รอบๆตัวของเขานั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
อู๋ตี้ค่อยๆลืมตาอันหนักอึ้งและมองไปรอบๆตัว แสงสลัวๆรอบตัวเหล่านั้น ราวกับว่าเขาอยู่ในพื้นที่ปิด ภาพที่เห็นมันยังคงหมุนไปมาอยู่เพราะเพิ่งได้สติและตัวของเขามันเบาราวกับไม่มีความแข็งแกร่งอยู่เลย
“ที่นี่มันที่ไหนกัน...”
มันยากที่จะมองเห็นรอบๆ ที่พอจะเห็นบ้างก็มีแค่หลอดไฟเหนือหัวสีส้มสลัวๆเท่านั้น นอกจากประตูแล้วทั้ง 4 ด้านก็เป็นกำแพงหมดเลย ราวกับฐานทัพลับเสียอย่างนั้นแหละ
อู๋ตี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ แต่มือของเขาถูกมัดไว้ด้านหลัง บริเวณรอบเอวถูกมัดไว้ด้วยเชือกป่านแน่นกับเก้าอี้ ส่วนขาเองก็ถูกมัดแน่นไปกับขาเก้าอี้ทั้งสองข้างเช่นกัน
ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้แล้วยกเว้นเขา
กระนั้น อู๋ตี้ก็เดาไว้ว่าคนที่จับตัวเขามานั้นน่าจะต้องเป็นพวกตระกูลเย่แน่ๆ ดูเหมือนในท้ายสุด ซูหลี่เหยาก็เอาเรื่องของเขาไปบอกกับตระกูลเย่จริงๆ ช่างเป็นผู้หญิงที่น่าตื่นเต้นจริงๆ ไม่คิดว่าการยั่วยุง่ายๆแบบนั้นจะทำให้โดนจับมาจริงๆซะได้
เขาอยู่นิ่งๆไปพักหนึ่งก่อนที่กำลังกายจะเริ่มฟื้นคืนมา เขาพยายามที่จะดิ้นรนอยู่ 2 ครั้ง แต่เชือกที่รัดนั้นมันแน่นมากๆ ดูเหมือนว่าแค่กำลังของคนปกติ มันคงยากที่จะหลุดออกจากสถานการณ์นี้ได้แน่ๆ
ในตอนนั้นเอง เสียงของฝีเท้าก็ดังขึ้นที่ด้านนอกประตู
เสียงฝีเท้านั้น น่าจะราวๆ 2 คน คนหนึ่งตัวเบา อีกคนหนึ่งตัวหนัก
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของเขา
แปลก...ทั้งๆที่มาถึงหน้าประตูแล้ว แต่ประตูกลับยังไม่ถูกเปิด มันยังคงปิดสนิทอยู่ดังเดิม
หัวใจของอู๋ตี้นั้นเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ จะทำยังไงดีนะ? เขาจะสามารถออกจากสถานการณ์เช่นนี้ได้ยังไงกันนะ?
ถ้าหากระบบแลกเปลี่ยนไขมันสามารถเปิดใช้งานได้ตอนนี้ก็คงจะดี เพราะมันไม่ได้ถูกใช้งานเลยตั้งแต่ตอนที่เขาแลกเอาประคำอสนีบาตออกมาและเผชิญหน้ากับฟ้าผ่าทั้ง 15 ครั้งนั่นแล้ว
ตอนนี้น่ะ เขาต้องการมันมากๆเลย ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยการถูกช็อตใส่อีกก็ตาม ช่วยเปิดทีเถอะ
ทว่า ไม่ว่าหัวใจเขาจะเต้นแรงขนาดไหน ความกระวนกระวายจะมากล้นเพียงใด ระบบดังกล่าวก็ยังคงเงียบอยู่เฉกเช่นที่มันเงียบสนิทมาเป็นเวลานาน
*กริ๊ก*
ลูกบิดประตูถูกบิดออกแล้ว ประตูค่อยๆเปิดและคนสองคนก็เข้ามาภายใน
หลังจากที่ได้เห็นแล้วว่าใครเป็นคนเข้ามา ดวงตาของอู๋ตี้ก็เปิดกว้างพร้อมกับหนาวไปถึงทรวง
“เธอ!?”