ตอนที่ 51 งานเลี้ยงชมบุปผา
ฮูหยินหลิวสะดุ้งตัวโยนเมื่อเห็นใบหน้าอัปลักษณ์ราวกับภูตผีของหญิงสาวผู้นั้นดวงตาของนางกลิ้งกลอกไปมาคล้ายกับคนเสียสติ เพียบพริบตาเดียวท่าทางตกใจก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นบันดาลโทสะขึ้นมา
ฉับพลันนั้น ฮูหยินหลิวก็ยกนิ้วชี้หน้าบุตรสาวและตวาดเสียงดังลั่น“ออกไปนะนังผีชั่ว เหตุใดข้าถึงหนีไม่พ้นเจ้าสักที! ยามเป็นข้ายังสามารถฆ่าเจ้าได้ยามตายข้าก็ฆ่าเจ้าได้เหมือนกัน! อย่าคิดนะว่าข้าจะกลัวเจ้า!!”
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไปนี่ข้าเอง หยางอิ่ง ลูกสาวของท่าน...” หยางอิ่งยืนมองมารดาที่อยู่ในชุดขาวผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่เหลือเค้าโครงฮูหยินผู้สง่างามดังเช่นในอดีตด้วยความมึนงง
“ไสหัวไปนะข้าไม่มีบุตรสาวหน้าตาอัปลักษณ์เช่นเจ้า!” ฮูหยินหลิวตะคอกใส่เสียงดังทั้งยังแสดงท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์อย่างรุนแรง
เพียงแค่ได้ยินคำว่าอัปลักษณ์ดวงตาของหยางอิ่งก็พลันวาวโรจน์ขึ้นมาคำพูดนี้ไม่ต่างอะไรกับการสะกิดบาดแผลที่อยู่ลึกในใจของนาง “อัปลักษณ์อย่างนั้นรึ ที่ชีวิตข้าต้องพังเช่นนี้ก็เพราะแผนการของท่านคนเดียว!”
“แผนการของข้าอย่างนั้นรึหากว่าเจ้าไม่หัวสูงอยากเป็นสะใภ้ในวัง ข้าก็คงไม่ต้องดิ้นรนขนาดนี้หรอก ที่ชีวิตข้าพังก็เพราะลูกเนรคุณอย่างเจ้า!หากเจ้าเกิดเป็นบุรุษคงจะมีประโยชน์เสียกว่าข้าไม่น่าคลอดตัวอัปมงคลเช่นเจ้ามาเลย!” ฮูหยินหลิวชี้หน้าด่าลูกสาวอย่างไม่ไยดี
ทั้งสองโยนความผิดให้กันและกันอย่างไม่มีใครยอมใครจนในที่สุดฮูหยินหลิวก็คว้าเอาเศษกระจกขึ้นมาแล้วปักลงไปที่กลางอกของบุตรสาว
ฉึก!
หยางอิ่งเบิกตามองดูมารดาของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตานางคิดไม่ถึงเลยว่ามารดาที่รักและตามใจนางจะกล้าลงมือปักมีดลงกลางอกนางเช่นนี้
ฝีเท้าของหยางอิ่งเดินซวนเซไม่มั่นคงก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นนางเหลือกตามองมารดาเป็นครั้งสุดท้าย ฝ่ามือคู่นั้นคิดที่จะคว้าชายกระโปรงของมารดาแต่สุดท้ายก็สิ้นใจดับอนาถไปทั้งที่ยังไม่หลับตา
เลือดสีแดงที่ไหลชโลมไปทั่วอาภรณ์สีขาวอย่างน่าสยดสยองชวนให้ฮูหยินหลิวนึกถึงผีสาวที่คอยตามหลอกหลอนนางทุกค่ำคืนก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด
“ไม่นะ ข้าไม่ได้ทำ!” ฮูหยินหลิวปล่อยเศษกระจกในมือลงกับพื้น ยามนี้มือของนางเปรอะเปื้อนเลือดของตัวเองผสมปนเปกับเลือดสีแดงชาดของสตรีที่นอนตายอนาถอยู่บนพื้น
“ไม่! ข้าไม่ได้ฆ่าหยางอิ่งมันเป็นผี มันไม่ใช่ลูกข้า!”ฮูหยินหลิวกรีดร้องราวกับคนเสียสติ
ฮูหยินหลิวที่ตกอยู่ในอาการหวาดกลัวก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วทิ้งร่างไร้วิญญาณของหยางอิ่งให้นอนตายอนาถอย่างเดียวดายเพียงลำพังนางไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองเลยสักนิด ในหัวของนางมีแต่ภาพหญิงสาวในชุดขาวเปื้อนเลือดวนเวียนไม่ยอมหยุดนางวิ่งหนีสะเปะสะปะ พร้อมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งพลัดตกลงไปในสระบัวขนาดใหญ่
ตู้ม!
เสียงน้ำแตกกระจายไปทั่วบริเวณ ห้วงสมองปรากฏภาพผีสาวหลายนางที่ตามหลอกหลอนผุดขึ้นมาดึงร่างของนางลงไปใต้น้ำฮูหยินหลิวพยายามตะเกียกตะกายตัวขึ้นฝั่ง แต่มันก็ไม่สำเร็จยิ่งนางพยายามออกแรงมากขึ้นเท่าไหร่ นางก็ยิ่งเหนื่อยล้ามากขึ้นเท่านั้นก่อนที่ร่างของสตรีวัยกลางคนจะดมดิ่งลงสู่สระน้ำโดยไร้ซึ่งความช่วยเหลือใดๆ
ค่ำคืนมืดมิดนี้หนาวเหน็บและอ้างว้างยิ่งกว่าคืนไหนๆจวบจนผีสาวทั้งสามได้มาพบศพของฮูหยินและบุตรสาวในยามเช้าการทรมานทั้งเป็นในครานี้ก็ได้จบสิ้นลง พร้อมกับจวนอัครเสนาบดีที่ยิ่งใหญ่ตกต่ำลงฉับพลัน
ข่าวลือเรื่องการตายของฮูหยินหลิวและบุตรสาวได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงผู้คนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอยู่ลับๆ ในใจก็รู้สึกเวทนาสงสารในชะตากรรมของสองแม่ลูกที่ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเช่นนี้เพราะความโลภของตัวเองส่วนท่านอัครเสนาบดีที่โดดเด่นในวันวานก็ดูแก่ชราลงในชั่วพริบตาไม่นานนักเขาก็ตรอมใจตายไปอีกคน
เบื้องหลังผ้าโปร่งบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมมีสตรีสูงศักดิ์สองนางกำลังรับฟังเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดของจวนสกุลหยางด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งทว่าดวงตากลับแฝงไว้ซึ่งความพึงพอใจอยู่เลือนราง
ท่านหญิงเจียงต๋านส่งสายตาให้สาวใช้ข้างกายก่อนที่เสี่ยวเอ้อร์ผู้มาส่งข่าวจะรับถุงเงินมาอย่างนอบน้อมพร้อมทั้งปิดประตูห้องรับรองส่วนตัวชั้นบนสุดของโรงน้ำชาและจากไปอย่างเงียบเฉียบ
“ไม่นึกเลยว่าจวนตระกูลหยางจะพบกับจุดจบที่น่าอนาถถึงเพียงนี้”หลินเฟยถอนหายใจออกมาด้วยความเวทนาสงสารคิ้วที่ได้รับการแต่งเติมอย่างงดงามขมวดเข้าหากันแม้กระทั่งดวงตาคู่นั้นก็ยังดูโศกเศร้าในชะตากรรมของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
มุมปากของท่านหญิงเจียงต๋านโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มและเลิกคิ้วมองดูสตรีจอมเสแสร้งตรงหน้าอย่างรู้ทัน“นี่เป็นผลลัพธ์ที่เจ้าต้องการอยู่แล้วมิใช่รึ แล้วจะเสแสร้งไปไย...”
“ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้นนะเจ้าคะ”หลินเฟยรีบเอ่ยแย้งท่าทางของนางดูราวกับถูกอีกฝ่ายผลักดันให้ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำก็มิปาน
ท่านหญิงเจียงต๋านไม่ได้เอ่ยวาจาใดสักคำดวงตาคู่งามฉายแววรำคาญใจเล็กน้อยปลายเล็บสีแดงสดกรีดผ่านจอกน้ำชาอย่างไม่แยแสว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปฏิเสธเช่นไรก่อนจะยกขึ้นด้วยท่วงท่าที่ดูสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ
“หากเจ้าต้องการคบหาเป็นสหายกับข้าก็ควรรู้ว่าข้ารำคาญพวกที่ชอบเสแสร้งยิ่งนักดังนั้นหากจะชั่วก็ชั่วอย่างเปิดเผยเถิด ข้าไม่ถือสา...” ริมฝีปากสีแดงเย้ายวนพ่นถ้อยคำร้ายกาจออกมาไม่แพ้รูปลักษณ์ภายนอกของนาง
หลินเฟยนิ่งเงียบไปชั่วขณะที่อีกฝ่ายพูดจาหักหน้าอย่างเปิดเผยเช่นนี้ดวงตาคู่งามหลุบลงเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประสานสายตาชั่วร้ายนั้นโดยไม่มีความขลาดกลัวอีกต่อไป
“หลินเฟยเข้าใจแล้วขอบคุณพี่หญิงที่ชี้แนะ” หลินเฟยคลี่รอยยิ้มอ่อนหวานปานน้ำผึ้งอาบยาพิษ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนท่าทีไปในพริบตาเดียวท่านหญิงเจียงต๋านก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็นทันที“ข้าไม่ชอบติดค้างบุญคุณใคร น้ำใจที่เจ้าช่วยแก้สถานการณ์ให้ข้าได้ตอบแทนเรียบร้อยแล้วอีกไม่กี่วันฮองเฮาจะจัดการเลี้ยงชมบุปผาขึ้นที่ตำหนักบุปผาหยกเพื่อเปิดโอกาสให้องค์ชายทั้งหลายได้เฟ้นหาคู่ครองข้าเสนอชื่อเจ้าให้ฮองเฮาแล้ว อีกสักพักคงมีเทียบเชิญส่งไปที่จวนคนของข้าจะช่วยให้เจ้าได้พบกับซางฉีส่วนเรื่องหลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้ว”
ท่านหญิงเจี่ยงต๋านหยุดชะงักมองดูหญิงสาวตรงหน้าอย่างครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยอีกครั้งว่า “ซางฉีไม่ใช่คนที่จะเปิดใจรับใครง่ายๆแต่เห็นแก่ที่ข้าถูกชะตาเจ้าจะบอกความชอบบางอย่างของเขาให้ก็แล้วกัน”
“ขอท่านหญิงโปรดเมตตา” หลินเฟยเอ่ยด้วยท่าทางสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลับทอประกายมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
“ซางฉีชอบสตรีเฉลียวฉลาดไม่อ่อนปวกเปียกเหมือนลูกพลับนิ่มยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ชอบสตรีมากเรื่องหรือเสแสร้งแกล้งทำอีกด้วยทุกสิ่งที่เจ้าแสดงออกมานั้นจะต้องดูเหมือนจริงแม้เขาจะเป็นบุรุษที่คลุกคลีอยู่กับสนามรบแต่กลับมีจิตใจที่อ่อนโยนชื่นชอบในเสียงดนตรีเป็นที่สุดหากเจ้ามีความสามารถพอที่จะดึงดูดความสนใจจากเขาได้เจ้าก็คงแทนที่หยางน่าได้ไม่ยาก”
ท่านหญิงเจียงต๋านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ อีกทั้งแววตาก็ยังดูสบประมาทอย่างเปิดเผยด้วยว่าอีกฝ่ายคงทำไม่ได้อย่างแน่นอน
แววตาที่เย่อหยิ่งแฝงด้วยความดูหมิ่นนั้นไม่ได้ทำให้หลินเฟยรู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใดเพราะยามนี้นางได้ในสิ่งที่ต้องการมาแล้ว ตัวนางนั้นมีความสามารถมากเพียงไรย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาใดให้มากความ
หลินเฟยคลี่รอยยิ้มที่งดงามออกมาก่อนจะขอบคุณอีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณท่านหญิงที่ช่วยสนับสนุนหลินเฟยจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” หลินเฟยยังคงประดับรอยยิ้มที่ตรงมุมปากอย่างแผ่วเบาดวงตาเฉลียวฉลาดทอประกายมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
ทั้งสองเอ่ยสนทนาต่อกันอีกแค่เพียงไม่กี่ประโยคท่านหญิงเจียงต๋านก็ขอตัวกลับไปก่อนและไม่คิดที่จะสนใจสตรีผู้นี้อีก
หนึ่งอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวก็พลันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วงานเลี้ยงชมบุปผาถูกจัดขึ้นที่ตำหนักบุปผาหยกซึ่งอยู่ในการดูแลของฮองเฮามีราชนิกุลหญิงและคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์จากทั่วทั้งเมืองหลวงมาร่วมงาน
จุดประสงค์มิใช่เพื่อเยี่ยมชมความงดงามของดอกโบตั๋นที่พร้อมใจกันอวดโฉมบานสะพรั่งไปทั่วทั้งตำหนักเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในใจต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเฟ้นหาคู่ครองที่เหมาะสมมาส่งเสริมบารมีให้กับตระกูลของตัวเอง
นอกจากดอกโบตั๋นแรกแย้มในฤดูวสันต์แล้วยังมีทัศนีย์ภาพที่งดงามในยามค่ำคืน ณ ริมทะเลสาบส่วนตัวแน่นอนว่ามีไม้งามแล้วย่อมมิอาจขาดคนงามข้างกายไปได้ เหล่าองค์ชายและคุณชายตระกูลสูงศักดิ์อนาคตไกลทั้งหลายต่างก็มองหาสตรีที่จะมาประดับเรือนหลังของตัวเองอย่างครึกครื้น
หนึ่งในผู้น่าจับตามองที่สุดย่อมหนีไม่พ้นองค์รัชทายาทที่เพิ่งสร้างผลงานการรบที่โดดเด่นทว่าข้างกายนั้นกลับยังคงไร้พระชายาเคียงข้าง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป้าหมายของสตรีทุกนางย่อมหนีไม่พ้นชายผู้สูงศักดิ์มากด้วยอำนาจผู้นี้เป็นแน่
มู่หลงซางฉีเดินเข้ามาในงานด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยไม่บ่งบอกถึงความยินดีใดๆเขาเข้าไปทำความเคารพมารดาและตรงไปนั่งยังฝั่งแขกผู้มีเกียรติชายลำดับแรกโดยไม่คิดที่จะสนทนากับผู้ใดทั้งยังเลือกที่จะเมินเฉยต่อสายตาย้ำเตือนของมารดาแค่เขายอมมาเข้าร่วมก็นับว่าเป็นการรักษาหน้าตาของมารดาอย่างถึงที่สุดแล้ว
ภายในงานมีผู้คนมากมายที่คิดจะปฏิสัมพันธ์กับเขาแต่พอเห็นสีหน้าหล่อเหลาเย็นชาสูงส่งดุจเทพเซียนที่ไม่เป็นมิตรนั้น รวมถึงข่าวลือว่าเขาอยู่เบื้องหลังการล่มจมของจวนตระกูลหยางแล้วผู้คนจึงสงบเสงี่ยมระมัดระวังไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วยมากนัก
ตรงกันข้ามกับเหล่าสตรีที่รู้สึกหลงใหลในท่วงท่าองอาจสมชายชาตรีนั้นจนยากจะถอนตัวหลินเฟยมองดูเหล่าสตรีที่ไม่สำรวมกิริยาเหล่านั้นด้วยสายตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่าพร้อมกันนี้ก็สร้างสัมพันธ์ลวงถามเป้าหมายของสตรีแต่ละนางอย่างแนบเนียน
แม้จะรู้แล้วว่าสตรีส่วนใหญ่ต่างก็มีเป้าหมายไม่ต่างจากนางทว่าหลินเฟยกลับไม่รู้สึกหวั่นใจแต่อย่างใดในเมื่อนางถือไพ่เหนือกว่าสตรีทุกนางในที่นี้ ยามนี้นางเพียงแค่ต้องรอโอกาสเท่านั้น
ดวงตาคู่งามเฉลียวฉลาดมองไปทางท่านหญิงเจียงต๋านที่สนทนาอยู่ในกลุ่มฮองเฮาและสนมชั้นสูงเหล่านั้นด้วยความเฝ้ารอ
สตรีทั้งสองนางลอบสบสายตาอย่างแนบเนียนก่อนที่ท่านหญิงเจียงต๋านเอ่ยเชิญชวนฮองเฮาให้มองไปยังกลุ่มของบรรดาลูกคุณหนูจากตระกูลชั้นสูง
ใบหน้างดงามที่ถูกตกแต่งอย่างบางเบาเผยความงามอย่างเป็นธรรมชาติไม่ฟุ้งเฟ้อก้มลงอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวเมื่อเห็นว่าฮองเฮาและท่านหญิงเจียงต๋านมองมาที่นางอย่างมีเลศนัย
หลินเฟยสวมชุดผ้าปักสีชมพูอ่อนหวานสบายตาให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับว่าที่พระชายาคนเก่ายิ่งนัก
แขนเสื้อและชายกระโปรงนั้นปักลายดอกโบตั๋นปักดิ้นเงินระยิบระยับงามจับตาบนศีรษะประดับดอกโบตั๋นสีขาวบริสุทธิ์ส่งกลิ่นหอมชวนให้หลงใหลแม้ว่าความงดงามเรียบง่ายนี้จะดูกลมกลืนเมื่ออยู่ท่ามกลางมวลบุปผางดงามหลายสิบนางก็ตามแต่เมื่อลองพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าความงามของนางนั้นตั้งอยู่ในความเหมาะสมและเป็นธรรมชาติ
ฮองเฮามองดูสาวงามตรงหน้าโดยไม่เอ่ยวาจาใดสักคำทว่าในดวงตานั้นกลับแฝงด้วยความพึงพอใจอยู่เลือนรางไม่แน่ว่าบุคลิกและการวางตัวอย่างเหมาะสมเช่นนี้เอ่ยจะทดแทนคนของนางที่เสียไปก็เป็นได้ฉับพลันนั้นดวงตาหงส์คู่งามก็เหลือบมองดูโอรสคนโตที่ยังคงนั่งดื่มสุราอยู่เพียงลำพังโดยไม่คิดจะสุงสิงกับผู้ใดด้วยความหนักใจ
ส่วนจะทดแทนได้หรือไม่มีเพียงโอรสคนโตของนางเท่านั้นที่เป็นคนตอบคำถามนี้ได้...
หลังจากที่งานเลี้ยงได้ดำเนินมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วฮองเฮาและสนมทั้งหลายก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนยังตำหนักอันสื่อความนัยว่าในเด็กหนุ่มสาวทั้งหลายได้ทำความรู้จักกันตามใจปรารถนาได้
หลินเฟยร่วมเล่นทายปริศนากับเหล่าคุณหนูและคุณชายทั้งหลายนางอย่างสนุกสนานครื้นเครงทว่าในใจของนางกลับเฝ้ารอเวลาอยู่
.
.
.