Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 2 ตอนที่ 60 สาเหตุการป่วยหายาก

            ซูฮ่าวเดินอยู่บนทางเดินที่จะไปยังห้องทำงานของซีอีโอเขารู้สึกว่ามีของอะไรบางอย่างที่ยังไม่ปรากฏความรู้สึกที่พูดไม่ออกอย่างนั้นทำให้เขาคับข้องใจ

           “ติงตัง ยินดีด้วยเจ้านายโอ้อวดอย่างสง่าผ่าเผย ทำให้ทั้งฝ่ายขายฮือฮารางวัลแต้มขี้อวดสองร้อยแต้ม ps : โอ้อวดได้ดีอยู่ในสังคมอย่างเจริญก้าวหน้า โอ้อวดไม่ดี ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่าโอ้อวดอย่างง่ายดาย หากจะโอ้อวดก็ทำทั้งชีวิตดั่งคำที่ว่าภูเขาทับซ้อนแม่น้ำวกวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และคือฟ้าหลังฝน

            การโอ้อวดของเจ้านายในวันนี้ ไร้คลื่นใดๆ สงบนิ่งมีท่าทางของพระสมณศักดิ์สูงมาก ทำให้ระบบเข้าใจว่า ผู้ชาย ต้องโอ้อวดอย่างโจ่งแจ้งมิฉะนั้นก็โอ้อวดอย่างเงียบๆ จะเสียเวลาวัยหนุ่มสาวของตนเองไปแสร้งขี้ขลาดทำไม และยังจริงจังอย่างนั้นอีก?”

            ซูฮ่าวฟังเสียงของระบบที่อยู่ข้างๆ หู จิตใจที่อึดอัดก็สบายขึ้นทันที

            ก็พูดว่ามีของอะไรที่ยังไม่ปรากฏ ก็คือระบบที่ช่างพูดนี่เอง

            “ระบบ การโอ้อวดในเมื่อครู่คิดไม่ถึงว่าจะได้รับแต้มขี้อวดสองร้อยแต้มแล้ว?”

            เขารู้สึกทึ่งมาก ปกติแล้วการโอ้อวดจะได้แต้มขี้อวดมากสุดก็แค่ห้าสิบถึงหกสิบแต้มแต่วันนี้ก็แค่โอ้อวดโดยการใช้ยอดรายการขายหนึ่งล้านคิดไม่ถึงว่าจะบรรลุถึงผลการโอ้อวดระดับนี้ได้?

            “เจ้านายผู้โง่เขลา กรุณาอย่าฝันกลางวัน แต้มขี้อวดสองร้อยแต้มนี้คือแต้มขี้อวดทั้งหมดที่เมื่อวานนายกู้สถานการณ์สวนดอกไม้หมื่นดอกเหี่ยวเฉาสังหารของชั่วร้ายด้านฮวงจุ้ยและช่วยเย่จื่ออี๋สองพี่น้องบวกกับยอดขายหนึ่งล้านในก่อนหน้านี้”

            ซูฮ่าวหางตากระตุก “ไม่ใช่ แล้วทำไมเมื่อวานคุณไม่บอกผมตรงๆ ?”

            “เมื่อวานระบบเห็นเจ้านายผู้โง่เขลาโอ้อวดอย่างเต็มที่ไม่ระวังถูกการโอ้อวดของเจ้านายทำให้แสบตาจนมองไม่เห็นแล้วในระหว่างการช่วยชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาล บวกกับระบบใจอ่อนฝืนใจรบกวนเจ้านายที่มีความรู้สึกสะใจกับการโอ้อวดไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ส่งเสียงเจ้านายไม่ต้องรู้สึกซาบซึ้งใจจนหลั่งน้ำตาเพราะเรื่องนี้ และก็ไม่ต้องทำเหมือนสุนัขพุดเดิ้ลที่เป็นบ้าเพราะหลงรักระบบแล้วให้ตายสิ นี่คือหน้าที่อันพึงกระทำของระบบ แค่คำนับสามครั้งก็พอ”

            ซูฮ่าวหน้าดำคร่ำเครียด “ระบบ เวลานั้นคนที่พูดกับผมอย่างนี้หญ้าบนหลุมศพก็ล้วนสูงหลายเมตรแล้ว โดยเฉพาะทุกปีล้วนมีคนเต้นอยู่บนหลุมฝังศพ … ”

            “เหลือเชื่อ นายทำร้ายฉัน ยังหัวเราะอีก สติฟั่นเฟือน!”

            ซูฮ่าว “ … ”

            ระบบ ทำไมคุณถึงยกเลิกการรักษา?

            ซูฮ่าวมองข้ามระบบที่ช่างพูดนี้ และเร่งฝีเท้าจนมาถึงห้องทำงานของซีอีโอ

            เวลานี้ไป๋เหวินหลิงกำลังรับโทรศัพท์ ซูฮ่าวจึงไม่รบกวนและไปนั่งอยู่อีกด้าน

            หลังจากผ่านไปห้านาที การคุยโทรศัพท์ก็ยุติลงไป๋เหวินหลิงยืนขึ้นและหยิบกระเป๋าทำงานขึ้นมาพลางพูดว่า “ซูฮ่าวขับรถไปโรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ยกับฉัน”

            ซูฮ่าวตะลึงงัน “พวกเราจะไปที่โรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ยทำไม?”

            “เยี่ยมคนป่วยคนหนึ่ง” ไป๋เหวินหลิงหวงคำพูดดั่งทองและออกไปจากห้องทำงานก่อน เธอโบกมือบอกให้ซูฮ่าวตามมา

            สำหรับเรื่องนี้ซูฮ่าวไม่ถามอะไรมาก เขาเอามือล้วงกระเป๋าและตามอยู่ด้านหลังของไป๋เหวินหลิง

    ………………..

            ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ย

            โรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ยคือโรงพยาบาลรวมระดับหนึ่งและมีขนาดใหญ่ที่รวมการรักษา การเรียนการสอนและการวิจัยเป็นหนึ่งเดียว และมีเพียงแห่งเดียวของเมืองไห่เป่ย คือโรงพยาบาลใจกลางเมืองที่รักษาและแนะนำโรคที่รุนแรงของทั้งประเทศที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดและก็คือหนึ่งในโรงพยาบาลที่รับผิดชอบด้านสุขภาพของข้าราชการและการรักษาแขกต่างชาติ

            สาขาวิชาภายในมีครบครัน กำลังด้านเทคนิคมีมาก สาขาวิชาเฉพาะโดดเด่นเนื่องด้วยการรวบรวมจากหลายๆ สาขาวิชาที่ยอดเยี่ยมจึงมีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศผ่านการพัฒนามาหลายสิบปี รวมแพทย์ชื่อดัง มีชื่อเสียงดังกระฉ่อน

            เวลานี้ในห้องประชุมเรื่องสำคัญของโรงพยาบาลหัวหน้าอาจารย์หมอสิบกว่าคนอยู่ในนี้ และมีสีหน้าจริงจัง

            ชื่อเสียงของหัวหน้าอาจารย์หมอเหล่านี้อยู่ในเมืองไห่เป่ยแทบจะดังกระฉ่อนหูเคยรักษาให้คนชั้นสูงของเมืองไห่เป่ยจำนวนไม่น้อยน้ำใจและบุญคุณที่สะสมมาก็นับไม่ถ้วน หากอยู่ที่โรงพยาบาลอื่นก็ล้วนคือบุคคลที่อยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น

            ด้านหน้าหัวหน้าอาจารย์หมอเหล่านี้มีหวางชาง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลของโรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ยนั่งอยู่

            นี่คือคนที่มีความสามารถสูงในการด้านการแพทย์คนหนึ่ง อยู่ในแผนกผ่าตัดฝีมือการแพทย์และด้านอื่นๆ ได้ศึกษาค้นคว้ามามากมายและการลงมือทำงานเอง เขาเรียบเรียงหนังสือที่มีชื่อว่ามือเทพแห่งการแพทย์เล่มหนึ่งซึ่งถูกยกให้เป็นความรู้ด้านการแพทย์ระดับตำราเรียน

            นอกจากนี้แล้ว เขายังมีฐานะเป็นนักวิจัยที่ถูกเชื้อเชิญมาเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาศูนย์กลางการวิจัยของกรมอนามัยคือวิทยากรที่ต้องนัดพิเศษของศูนย์การพัฒนาและวิจัยด้านยา การรักษาและอนามัยคือหัวหน้าสถาบันของสถาบันบริหารและวิจัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไห่เป่ย

            โรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ยได้รับเกียรติเป็นระดับหนึ่งได้คุณูปการส่วนใหญ่ล้วนมาจากหวางชาง

            แต่เขาในเวลานี้กลับเงียบกริบ แต่ก็ได้รับความเคารพอย่างสูง

            เมื่อวานเวลาสิบเอ็ดโมงห้าสิบนาที มีผู้ป่วยหญิงท่านหนึ่งถูกส่งตัวมาแล้วสถานะของผู้ป่วยหญิงคนนี้ไม่ธรรมดา เบื้องหลังของครอบครัวยิ่งทำให้ตกใจแทบตายได้

            ผู้หญิงคนนี้ชื่อสวีเซียง คือสมาชิกของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของเมืองไห่เป่ยหน้าที่สำคัญคือดำเนินการต่อต้านคอรัปชัน พูดไปแล้วก็คือตรวจสอบข้าราชการที่ทุจริต

            สำหรับข้าราชการบริหารหลายๆ คนแล้วคณะกรรมการตรวจสอบวินัยคือฝันร้ายของพวกเขา โดยเฉพาะคนที่ในมือมีบันทึกที่ไม่สะอาด

            ในสายตาของพวกหวางชาง สถานะของสวีเซียงก็น่าตกใจพอแล้ว แต่เมื่อเทียบกับสามีของสวีเซียงแล้วก็ยังด้อยกว่ากันไม่น้อย

            สามีของสวีเซียงชื่อหลี่ช่างเสียง คืออัยการเมืองของเมืองไห่เป่ยรับผิดชอบงานภายในพรรค คือข้าราชการระดับสูงที่สุดของคณะกรรมการพรรคของเมืองกำหนดแผนการงานสังคมของสถานที่ได้และเรื่องสำคัญด้านอื่นๆ

            อำนาจในมือยิ่งใหญ่กว่าข้าราชการบริหารระดับเมืองเพราะข้าราชการบริหารระดับเมืองมีแค่อำนาจบริหาร แต่อัยการมีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายในงานด้านต่างๆ

            ตำแหน่งในเมืองไห่เป่ยของเขาเป็นรองแค่ผู้อาวุโสตระกูลมู่หรงกับลูกชายสองคนของเขา พูดอย่างไม่เกินจริงคนใหญ่คนโตระดับนี้หากโมโหขึ้นมาจริงๆ ทั้งเมืองไห่เป่ยก็ล้วนสั่นเทาแล้ว

            ตอนที่ได้ยินว่าสวีเซียงภรรยาของหลี่ช่างเสียงป่วยและถูกส่งมาที่โรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ยตอนแรกพวกหวางชางล้วนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ หากดูแลสวีเซียงอย่างดีพวกเขาก็เท่ากับว่ามีความสัมพันธ์กับหลี่ช่างเสียงแล้ว อนาคตก็สดใสมาก

            แม้ความคิดมีมากมาย แต่ความจริงกลับเหือดแห้ง

            สวีเซียงป่วยเป็นโรคประหลาด ทุกๆ สองชั่วโมงจะกำเริบ ตัวเธอนอกจากจะต้องรักษาอาการสะท้อนทางประสาทของสัญชาตญาณและความสามารถในการหายใจแล้วความสามารถในการรับรู้สูญเสียทั้งหมด ไม่สามารถเคลื่อนไหวด้วยตนเองได้

            พวกเขาตรวจร่างกายของสวีเซียงตั้งแต่หัวจดเท้าแล้วผลลัพธ์กลับทำให้พวกเขาหดหู่ใจ

            ประสิทธิภาพของร่างกายเหมือนกับคนปกติ!

            เพิ่งเริ่มต้นพวกเขายังคิดว่าวินิจฉัยผิด ตอนท้ายหลังจากที่ตรวจอีกรอบแล้วก็ยังคงคือผลลัพธ์นี้

            พวกเขาจึงลนลานแล้ว

            ถึงแม้ผลการตรวจปรากฏว่าสวีเซียงไม่มีปัญหาอะไร แต่ทุกๆ สองชั่วโมงเธอกลับอาการกำเริบโดยเฉพาะเวลาที่กำเริบบางครั้งยาวนาน บางครั้งสั้น จริงๆ แล้วก็ไม่มีทางคาดเดาได้

            การกำเริบในช่วงใกล้ๆ นี้คือเจ็ดโมงสิบนาที ครั้งนี้ค่อนข้างไม่เหมือนที่ผ่านมาคือสวีเซียงอาการกำเริบมาเกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งแล้ว ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงที่อาการกำเริบและไม่มีสัญญาณที่จะตื่นขึ้นมาแม้แต่น้อย

            พวกเขาไม่รู้ว่า อาการป่วยของสวีเซียงเริ่มเลวร้ายลงแล้วหากหาวิธีการแก้ไขไม่ได้ก็จะนำพาภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงมาสู่โรงพยาบาลใจกลางเมืองไห่เป่ยได้

            อย่างไรความโกรธของอัยการเมือง ก็ไม่ใช่ว่าคนระดับพวกเขาจะแบกรับไหว

            ดังนั้น พวกเขาจึงผลักภาระงานทุกอย่างออกไป และเรียกประชุมด่วนเพื่อหารือร่วมกันว่าจะแก้ไขอาการป่วยของสวีเซียงอย่างไร

            ที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ การประชุมดำเนินมาถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว จริงๆแล้วก็ไม่ได้อะไรเลย

            “ทุกท่านอย่าเครียด ผมเชิญผู้อาวุโสหยวนออกมาแล้ว หากท่านลงมืออาการป่วยของสวีเซียงก็น่าจะแก้ไขได้ไม่ยาก”หวางชางเห็นบรรยากาศในห้องยิ่งหนักอึ้ง ก็พูดเพื่อให้ทุกคนผ่อนคลาย

            คำพูดนี้เมื่อพูดออกมา ทุกคนล้วนตกใจ

            ผู้อาวุโสหยวนมีชื่อว่าหยวนฮั่นโป๋ คือผู้รอบรู้ด้านการแพทย์แผนจีน“เข็มวิชาหยินหยาง” ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขากลายเป็นบุคคลสุดยอดของวงการการแพทย์โดยตรงและได้รับรางวัลจนมืออ่อน

            วิชาการแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ของเมืองไห่เป่ยส่วนใหญ่คัดลอกมาจากบันทึกการเป็นหมอของหยวนฮั่นโป๋ทุกๆ เทอมล้วนต้องเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อศึกษาบทเรียนจากอินเทอร์เน็ตของหยวนฮั่นโป๋

            โรงพยาบาลใหญ่ต่างๆ ยิ่งถือว่าการฟังบรรยายจากหยวนฮั่นโป๋เป็นเกียรติมากทุกๆปีล้วนมีโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยจ่ายเงินทองอย่างหนักเพื่อเชิญหยวนฮั่นโป๋มาถ่ายทอดการแพทย์และไขข้อสงสัยที่ในโรงพยาบาลแต่บางครั้งก็ยังเชิญไม่ได้

            ที่ทำให้รู้สึกเสียดายก็คือเมื่อหลายปีก่อนนี้หยวนฮั่นโป๋ประกาศสู่ภายนอกว่าจะเกษียณ หากไม่มีน้ำใจ จริงๆแล้วก็ไม่มีทางเชิญเขาออกมารักษาได้

            คิดไม่ถึงว่าหวางชางจะเชิญหยวนฮั่นโป๋ออกมาได้ก็เห็นได้ว่าทุ่มเทไปไม่น้อย

            “ติงตัง!”

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

            หวางชางรับโทรศัพท์ และมีสีหน้าที่ให้ความเคารพทันที หลังจากนั้นวางสายแล้วเขาพูดกับคนทั้งหมดว่า “ทุกท่าน ผู้อาวุโสหยวนมาถึงห้องโถงของโรงพยาบาลแล้วรีบไปต้อนรับ”

            ผู้คนได้ยินแล้ว ก็ไม่กล้าละเลยรีบลุกขึ้นตามหวางชางออกไปจากประตูของห้องประชุม

            คนกลุ่มหนึ่งมาถึงห้องโถงของโรงพยาบาล ก็เห็นคนแก่อาวุโสที่ใส่แว่นตานั่งอยู่บนที่นั่งพักผ่อนดวงตาทั้งคู่ของเขามีชีวิตชีวา เป็นคนแก่ที่มีกำลังวังชา ข้างๆยังมีคนที่มีสถานะไม่ธรรมดาติดตามสองสามคน

            “ผู้อาวุโสหยวน ในที่สุดคุณก็มาแล้ว!” พอเห็นเขาหวางชางก็เข้าไปหาทันที และมีสีหน้าท่าทางที่ให้ความเคารพมาก

            คนอื่นๆ เห็นอย่างนี้ ก็แย่งกันเข้าไปทำความเคารพ

            คนแก่ตรงหน้านี้ ก็คือบุคคลที่ติดต่อกับคนใหญ่คนโตระดับนายพลได้รับรองอย่างประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย

            “พาฉันไปดูผู้ป่วยคนนั้นสักหน่อย”หยวนฮั่นโป๋เหมือนจะได้ยินคำพูดพวกนี้จนชินแล้ว เขาจึงโบกมือ และพูดตรงประเด็น

            “ได้ครับ!”หวางชางรีบพาหยวนฮั่นโป๋ไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษในขณะเดียวกันระหว่างทางยังเล่าสถานการณ์ของร่างกายของสวีเซียงให้อีกฝ่ายฟังอย่างชัดเจนแล้ว

            ไม่นาน คนกลุ่มหนึ่งก็มาถึงห้องผู้ป่วยพิเศษ

            บนเตียงในห้องผู้ป่วย มีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่

            เธอสวยเปล่งปลั่งแพรวพราวใช้คำว่ายังหลงเหลือความสวยมาบรรยายก็คือการใส่ร้ายใบหน้าที่สดนุ่มเหมือนต้นหอมสู้พูดว่ากาลเวลาปล่อยผู้หญิงที่งดงามคนนี้มาเร็วมาก พายุลมฝนที่ผ่านมาหลายปีก็ไม่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนตัวเธอแม้แต่น้อย

            ที่ทำให้รู้สึกเสียดายก็คือ ผู้หญิงคนนี้ในเวลานี้นอนอยู่บนเตียง ความคิดความรู้สึกบวกกับการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายอื่นๆ ของตัวเธอสูญเสียแล้วถึงลืมตาแล้ว แต่ดวงตากลับกลอกไปมาอย่างไร้จุดหมาย ไม่ได้ยินเสียงจากโลกภายนอกมือเท้าไม่มีทางยื่นออกมาได้ ล้วนคือท่าทางของคนที่นอนเป็นผักคนหนึ่ง

            หยวนฮั่นโป๋เดินตามพวกหวางชางเข้ามาในห้องผู้ป่วยแวบแรกตอนที่กวาดตามองบนตัวของสวีเซียง เขาก็คิ้วขมวดแล้ว

            “เอารายงานการตรวจผู้ป่วยมาให้ฉันดูสักหน่อย”

            “ได้ครับ” หวางชางรีบให้คนหยิบรายงานการตรวจออกมา และส่งให้หยวนฮั่นโป๋ทันที

            เขากวาดตามองสักหน่อย คิ้วก็ขมวดแล้ว

            พิจารณาจากรายงานการตรวจนี้ ประสิทธิภาพทางร่างกายด้านต่างๆ ของสวีเซียงล้วนสอดคล้องกับมาตรฐานของคนปกติแม้แต่เลือดก็ล้วนไม่มีปัญหา แต่พิจารณาจากสถานการณ์ของสวีเซียงในตอนนี้ล้วนคือคนที่ป่วยหนักจนเกินกว่าจะเยียวยาได้

            “รายงานการตรวจไม่มีความผิดพลาดใช่ไหม?”

            “ผู้อาวุโสหยวน รายงานการตรวจนี้ล้วนคือผมกำกับดูแลจนผ่านด้วยตนเองไม่มีความผิดพลาดอย่างเด็ดขาด” หวางชางพูดอย่างจริงจัง

            หยวนฮั่นโป๋ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้น เขาก้าวมาด้านหน้าและตรวจสวีเซียงอย่างละเอียดแล้ว รวมทั้งจับชีพจร ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ

            ห้านาทีผ่านไป เรื่องจริงยืนยันว่ารายงานการตรวจไม่มีความผิดพลาด

            เขาเงียบไปสักพัก จากนั้นก็ให้ผู้ติดตามหยิบเข็มเงินออกมาหนึ่งกล่องมือทั้งคู่ยื่นไป เข็มเงินสองสามเล่มเข้าสู่ในมือทันที

            “ชิ้ว ชิ้ว ชิ้ว!”  

            เสียงเข็มฝังเข้าสู่ร่างกายดังอย่างไม่หยุด แค่พริบตา บนจุดบางจุดในร่างกายของสวีเซียงเต็มไปด้วยเข็ม

            หลังจากที่เข็มเข้าสู่ร่างกาย หยวนฮั่นโป๋สูดหายใจลึกพลังตันฉี่รวมอยู่ที่มือ นิ้วมือเคลื่อนที่ไปที่เข็ม ฝังเข้าสู่ในตัวของสวีเซียงและตรวจดูโดยผ่านเข็ม

            ผ่านไปอีกห้านาที เขาหยุดแล้ว และมีสีหน้าหนักอึ้งเป็นอย่างยิ่ง

            ตรวจไม่พบ!

            ล้วนตรวจไม่พบ!

            ร่างกายของสวีเซียง จริงๆ แล้วก็ไม่มีปัญหาใดๆ !

            “ผู้อาวุโสหยวน เป็นอย่างไรบ้างครับ?” หวางชางถามอย่างอกสั่นขวัญแขวน

            หยวนฮั่นโป๋คือความหวังสุดท้ายของเขา หากหยวนฮั่นโป๋ก็ล้วนไม่มีทางรักษาถึงเวลานั้น เขาควรจะไปพบกับหลี่ช่างเสียงด้วยท่าทางอย่างไร?

            หยวนฮั่นโป๋ส่ายหน้าแล้ว “สถานการณ์ของผู้ป่วยคนนี้ไม่ธรรมดาฉันเพิ่งจะใช้เข็มวิชาหยินหยางตรวจหาสาเหตุการป่วย แต่กลับตรวจไม่พบจากการเป็นหมอมาห้าสิบกว่าปี ฉันยังไม่เคยเห็นอาการป่วยที่แปลกอย่างนี้”

            สีหน้าของหวางชางขาวซีดทันที คนอื่นๆ ก็สั่นไปทั้งตัวแล้ว

            จบเห่แล้ว จบเห่แล้ว!

            แม้แต่หยวนฮั่นโป๋ก็ล้วนไม่มีทาง เช่นนั้นยังจะมีใครที่สามารถรักษาสวีเซียงได้อีก?

           ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ที่หน้าประตูมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน

           “ท่าน ผอ. เลขานุการหลี่มาแล้ว!”

           หลังจากที่เสียงดังมา คนที่มีสถานะไม่ธรรมดาคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในห้องผู้ป่วยพิเศษแล้ว

           คนคนนี้มีรูปร่างระดับกลาง ใบหน้าเหลี่ยม คิ้วดำเข้มเป็นระเบียบ ดวงตาคมราวกับมองทะลุทุกอย่างได้

           ด้านหลังของเขา ตามมาด้วยไป๋เหวินหลิงกับซูฮ่าว

           ทั้งสองคนพบกับหลี่ช่างเสียงตรงหน้าประตูโรงพยาบาลไป๋เหวินหลิงกับลูกสาวของหลี่ช่างเสียงคือเพื่อนสนิทกัน เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย แทบจะไม่ห่างจากกัน

           หลังจบจากมหาวิทยาลัยแล้วเนื่องด้วยลูกสาวของหลี่ช่างเสียงจะไปศึกษาเพิ่มเติมที่ต่างประเทศส่วนไป๋เหวินหลิงก่อตั้งบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวอยู่ที่เมืองไห่เป่ย และจะต้องดูแลบริษัทดังนั้นทั้งสองคนจึงพบหน้ากันน้อยมาก แต่นี่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนห่างเหินกันไม่ได้

           นี่ก็ไม่ใช่ว่าวันนี้ได้ยินว่าคุณแม่ของเพื่อนสนิทป่วยเธอก็เลยรีบพาซูฮ่าวมาเยี่ยมแล้ว

           แต่ตอนที่เธอเดินเข้ามาในห้องผู้ป่วย และชำเลืองมองสวีเซียงที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยดวงตาของเธอกลับหดลงทันที …