บทที่ 50 บรรลุหมัดอู๋จี๋
“เห็นหรือไม่? โลกของผู้ฝึกตนเป็นเสียเช่นนี้ รังแกผู้อ่อนแอ กลัวผู้แข็งแกร่งกว่า”
เมิ่งจิงลงเขามานั่งข้างเจียงผิงอันพลางพร่ำสอนราวผู้ใหญ่สอนผู้น้อย
“ก่อนหน้านี้ เจ้ามิได้บอกไว้หรือว่าจะมิทำตัวกระโตกกระตาก?” เจียงผิงอันเอ่ยปาก
สีหน้าของเมิ่งจิงชะงัก ก่อนจะฉวยเนื้อในมือเจียงผิงอันมาอย่างอารมณ์เสีย
“ทุกสิ่งขึ้นกับสถานการณ์ ยามนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว ยิ่งแข็งแกร่งสิถึงยิ่งดี!”
“เจ้ามิได้กินโอสถปี้กู่ไปแล้วหรือ? เหตุใดจึงยังมากินเนื้ออีก”
“ยุ่งอะไรเล่า! ก็ข้าอยากกิน!”
“แต่ข้ากัดเนื้อชิ้นนั้นไปแล้วนะ”
“เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น! ทำไมไม่บอกก่อนเล่า! ตีตายเลย!”
เหนือหมู่เมฆา เซี่ยชิงมองลงมายังสองหนุ่มสาวไล่ตีกัน สีหน้าพลันปรากฏความพิกล
ไม่รู้ทำไม แต่เมื่อเห็นสองคนนี้ นางก็รู้สึกริษยาขึ้นมา
ในฐานะที่เซี่ยชิงเป็นองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นต้าเซี่ย ด้วยสถานะพิเศษของนาง นางจึงฝึกฝนมาตั้งแต่จำความได้ และขอเพียงนางแอบเล่น ก็จะถูกตำหนิหรือกระทั่งทุบตี
นางก็มีสหายเช่นกัน แต่พวกเขาต่างประจบประแจงนาง ไม่ก็มีจุดประสงค์แอบแฝงบางอย่าง
ไม่เคยมีผู้ใดที่สนิทสนมกันอย่างจริงใจ ไร้ผลประโยชน์แอบแฝงอย่างคนหนุ่มสาวทั้งสอง
ครู่ต่อมา สีหน้าของเซี่ยชิงก็หวนคืนสู่ปกติ
นางคือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นต้าเซี่ย ไร้ความต้องการความรู้สึกฉาบฉวยเหล่านี้ นางต้องหวนคืนสู่นครหลวง ยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งอำนาจ!
ร่างของเซี่ยชิงวูบไหวหายไปจากม่านเมฆา
สองสามวันจากนั้น เมื่อไร้หม่าเหว่ยขวางทาง ในที่สุดเมิ่งจิงก็ไต่อันดับต่อได้
สำหรับผู้มากฝีมือทั้งหลาย เรื่องพัฒนาการฝึกฝนนั้นหายากไม่
ความยากนั้นอยู่ที่ต้องเรียนรู้เคล็ดวิชา และก้าวข้ามอัจฉริยะคนอื่น ๆ ต่างหาก
เมื่ออยู่ในขอบเขตเดียวกัน ผู้ฝึกปรือเคล็ดวิชาได้มากกว่าก็แข็งแกร่งกว่า
ดังนั้นวรยุทธ์จึงเป็นที่ใฝ่หาอย่างยิ่ง
เดิมที เจียงผิงอันเป็นเพียงสามัญชนฝีมือธรรมดา แต่เพราะได้เรียนรู้ ‘เคล็ดป้อมพสุธา’ ระดับการฝึกวิญญาณจึงไต่ระดับก้าวกระโดด
ชั่วกาลต่อจากนั้น เหล่าอัจฉริยะหากไม่สู้กัน ก็ฝึกปรือวิชาคาถาสูงขั้นขึ้นเพื่อไต่อันดับให้ได้มากขึ้น
ทรัพยากรที่องค์หญิงเซี่ยชิงให้มานั้นมีเพียงพอ การทะลวงขอบเขตมิใช่ปัญหา หากสร้างรากฐานแน่นหนา ก็จะทะลวงกำแพงระดับได้ง่าย ๆ
เพียงหนึ่งเดือน เจียงผิงอันก็เริ่มใช้ ‘หมัดอู๋จี๋’ ขั้นแรกได้ แต่ยังห่างไกลเกินจะเรียกว่าบรรลุ
สายลมเหมันต์เหน็บหนาว เกล็ดหิมะโปรยลง ขณะที่คนอื่น ๆ ต่อสู้กันบนยอดเขา เจียงผิงอันยังคงฝึก ‘หมัดอู๋จี๋’ ลำพังท่ามกลางหิมะที่ตีนเขา
เมิ่งจิงมุ่งสู่ชั้นที่ยี่สิบแล้ว การไปต่อก็จะยิ่งยากเย็น
ในเดือนที่สอง ต้าเซี่ยเข้าสู่ช่วงหนาวเหน็บที่สุด สายลมเหมันต์เชือดเฉือนปะทะหน้าดุจคมมีดกรีดแทง
เจียงผิงอันในอาภรณ์บางเรียบง่ายยืนกลางหิมะ เหวี่ยงหมัดท่ามกลางบรรยากาศหนาวเหน็บ วายุก่อตัวเป็นวังวนประหลาดรอบกาย เคลื่อนไหวไปตามการเหวี่ยงหมัด
เมิ่งจิงมุ่งหน้าสู่ชั้นสิบห้าและในระหว่างนี้ นางลงมาจากชั้นที่สิบห้าอยู่บ่อยครั้ง จนเมื่อนางพัฒนาเป็นยอดยุทธ์ระดับสูง จึงเสถียรตำแหน่งของนางในชั้นสิบห้าลุล่วง
เจียงผิงอันมิได้ไปไต่ระดับ ยังคงยึดถือประโยคเดิมที่ว่า เมื่อมีทรัพยากร ก็มิต้องกังวลเรื่องทะลวงขอบเขต
เขามีทรัพยากรไม่ขาดมือ สิ่งที่เป็นห้วงสูงสุดคือจะฝึกเคล็ดวิชาสู่ขั้นสูงสุดได้อย่างไร
สามเดือนผ่านไป บรรยากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เหมันต์อันหนาวเหน็บจบสิ้นลง
อีกสองเดือนก็จะถึงเส้นตาย
ผู้มากฝีมือแทบทั้งหมดพยายามบุกสู่ชั้นสูงกว่า น้อยนักที่จะไม่ร่วมต่อสู้
ในหมู่พวกเขาคือสามผู้เลิศล้ำสูงสุด และอีกคนคือเจียงผิงอันซึ่งเอาแต่ฝึกชกอยู่บนชั้นสามสิบ
วันหนึ่งในเดือนที่สี่ หิมะแรกวสันต์โปรยลง เซี่ยชิงหวนปรากฏตัวบนม่านเมฆาบนยอดเขา
“องค์หญิง คนผู้นี้มิได้กระตือรือร้นเลยสักนิด สี่เดือนมาแล้ว เขายังมิได้ท้าทายสักด่านเจ้าค่ะ”
หญิงรับใช้ประจำตัวเซี่ยชิงสังเกตว่าเจียงผิงอันไม่เคยเข้าท้าทายเลยสักด่าน จึงอดบ่นกับเซี่ยชิงมิได้
ยิ่งนางเห็นเจียงผิงอันไร้ผลงาน นางยิ่งรู้สึกโมโห ทรัพยากรฝึกฝนขององค์หญิงกับน้ำใจคุณหนูเมิ่งเสียเปล่าแท้ ๆ
เซี่ยชิงส่ายหัว “เจ้ามองผิดแล้ว ก่อนหน้านี้ ข้าก็คิดเหมือนเจ้า”
หญิงรับใช้งุนงง “องค์หญิง พระองค์หมายความเช่นไรเจ้าคะ…”
คู่เนตรงามของเซี่ยชิงจ้องมองเด็กหนุ่มผู้ฝึกหมัดมวยกลางหิมะ และกล่าวโดยไม่อธิบายตรง ๆ
“เจ้าลองใช้มือปัดหิมะตรงหน้าเจ้าดูสิ”
หญิงรับใช้งุนงง เหตุใดองค์หญิงจึงให้นางทำเช่นนี้?
แต่นางก็ยังทำตามคำองค์หญิง
หญิงรับใช้ยื่นมือน้อยสีขาวออกมาจากแขนเสื้อ ปัดเข้าใส่เกล็ดหิมะตรงหน้านาง
ทว่าก่อนจะทันแตะถึงหิมะ หิมะนั้นก็ถูกปราณอันทรงพลังสลายไปเสียก่อน
หญิงรับใช้ยกมือคว้าเกล็ดหิมะได้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งมันก็ละลายไปทันที
“ปัดออกไปมิได้เลยเจ้าค่ะ หิมะแรกวสันต์เบาบางเกินไป”
“เช่นนั้น เจ้าลองมองเจียงผิงอันอีกทีสิ” เซี่ยชิงว่า
หญิงรับใช้มองเจียงผิงอัน แล้วม่านตาของนางก็พลันหดตัว
เจียงผิงอันกำลังชกเกล็ดหิมะท่ามกลางความหนาวเหน็บ เห็นได้ชัดว่าชกถูกอยู่หลายหน แต่เกล็ดหิมะกลับไม่แหลกละลาย! แปลกยิ่งนัก
เซี่ยชิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “สี่เดือนมานี้ เจียงผิงอันเรียนหมัดอู๋จี๋อยู่ตลอด และบรรลุขั้นที่หนึ่งสมบูรณ์แล้ว”
หัวใจของหญิงรับใช้เต้นระรัวรุนแรง เพียงสี่เดือน คนผู้นี้ก็บรรลุหมัดอู๋จี๋!
แน่นอน นางรู้จักหมัดอู๋จี๋อันเป็นวิชาหมัดมวยเรืองนามยิ่ง ลือกันว่ามันถูกสร้างโดยผู้อาวุโสท่านหนึ่งซึ่งได้ประจักษ์เทพยุทธ์สูงสุด ‘หทัยสูตรหยินหยาง’
วิชานี้ฝึกฝนยากนัก มีข้อจำกัดสำหรับผู้เรียนสูงสุดขั้ว
มิใช่ต้องการความสามารถสูงส่งใด ๆ แต่เพราะนิสัยของผู้ฝึกต้องสุขุมเยือกเย็น
ผู้ใดใจร้อน จะไม่อาจเรียนบรรลุ
เซี่ยชิงเห็นว่าหญิงรับใช้เข้าใจแล้ว จึงกล่าวต่อ “ข้าเคยคิดไปว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไร้จิตใจกล้าได้กล้าเสีย แต่ยามนี้ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะใช้ความมุมานะอดทนเสมอมา”
“เขาฝืนทนสายตาเย็นชา คำดูถูกจากผู้อื่น กลั้นความปรารถนาต่อทรัพยากร และระงับความภาคภูมิของผู้มากฝีมือ”
“คนผู้นี้มีหัวใจหนักแน่น เมื่อกาลผ่าน ความสำเร็จของเขาก็จะไร้จำกัด”
หญิงรับใช้นิ่งไปเนิ่นนาน มิคาดว่าองค์หญิงจะประเมินเจียงผิงอันสูงเพียงนี้
หญิงรับใช้เม้มปาก “นั่นมิใช่เพราะเขาใช้โอสถเทียนเสวียนพัฒนาความสามารถหรือเจ้าคะ”
เซี่ยชิงถามย้อน “หากเจ้าว่าเช่นนั้น แล้วที่ข้าบรรลุสำเร็จได้เพียงนี้ ก็มิใช่เพราะข้าคือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นต้าเซี่ย? มิใช่เพราะข้ามีสายเลือดราชวงศ์เซี่ยหรือ?”
หญิงรับใช้ผงะ รีบก้มหัวลง “บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ!”
เซี่ยชิงยิ้มเฉื่อยชา “เจ้าจะบอกว่าผู้อื่นประหลาดก็ได้ แต่หลังผู้อื่นบรรลุสิ่งใด จะบอกว่าเขาโชคดีอย่างเดียวมิได้หรอกนะ”
“วิถีสวรรค์เคลื่อนโคจร โชคชะตายิ่งใหญ่เทียมฟ้า ยอดฝีมือผู้ไปถึงจุดสูงสุดได้ ผู้ใดบ้างมิใช่เพราะโชคหนุน?”
“เทียบกับผู้เกิดมาพร้อมทักษะแข็งแกร่งอย่างร่างเทวะวิหคอมตะและร่างหมื่นทองแล้ว โชคของเจียงผิงอันเล็กจ้อยเกินพูดถึง”
“ทุกผลกรรม เขาบากบั่นมาได้เอง”
หญิงรับใช้ก้มหัวกล่าวอย่างนอบน้อม “บ่าวได้รับบทเรียนแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยชิงมองไปที่เจียงผิงอันอีกครั้ง “หากไร้เหตุเกินคาดคิด เขาจะเริ่มท้าทายในเดือนสุดท้าย”
“หากโชคดี ก็อาจไปถึงชั้นยี่สิบได้ด้วยหมัดอู๋จี๋ของเขา”
แม้การที่เจียงผิงอันบรรลุหมัดอู๋จี๋ขั้นแรกได้ในเวลาเพียงสี่เดือนจะทำให้เซี่ยชิงประหลาดใจเล็กน้อย
แต่นางก็ไม่ได้สนใจมันมากนัก
เขาไม่มีทางบรรลุถึงสิบอันดับแรกได้ เวลาเหลือเพียงหนึ่งเดือน อีกฝ่ายไม่มีโอกาสเติบโตมากไปกว่านี้
ส่วนการเดิมพันระหว่างเจียงผิงอันกับนางที่จะติดสิบอันดับแรกของการแข่งขันคัดเลือกอัจฉริยะให้ได้นั้น นางลืมมันไปสิ้นเสียนานแล้ว