ครืนนนนน
เสียงคำรามอื้ออึงของพยัคฆ์ดังขึ้นจากภายในหัวของถังเฟยหู่ ดวงตาสีฟ้าสุกสว่างเรืองรองนั้นราวกับกำลังเปลี่ยนไป ม่านตาของเขากำลังขยายและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในคลองจักษุด้านหน้าของเขากลับพบเห็นสิ่งต่างๆมากกว่าแต่ก่อน ความรู้สึกนี้ช่างเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งนัก
แสงอัสนีรอบกายราวกับพวกมันมีสีสันที่สวยงามมากขึ้น ในสภาวะของการใช้สายเลือดสีฟ้ากลับกลายเป็นเพิ่มความสามารถของการมองเห็นรายละเอียดต่างๆไม่ใช่เพียงแค่การมองทุกอย่างให้เชื่องช้าลงเท่านั้น
ในตอนนี้เขาอาจกำลังจะเข้าถึงพลังของสายเลือดเซียนพยัคฆ์มากขึ้นแล้ว แต่ในตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีนั่นเองที่สายอัสนีจากท้องฟ้าหมดลง ถังเฟยหู่เมื่อเห็นดังนั้นก็จึงวาดฝ่ามือมังกรอัสนีเพื่อชักนำสายฟ้าอีกครั้งหนึ่ง
หลังผ่านการฟาดผ่าหลายครั้งของสายวิชชุก็ทำให้ชายหนุ่มสามารถสัมผัสถึงความสามารถของสายเลือดตนเอง รวมถึงสามารถทำให้เส้นลมปราณมีความคุ้นชินกับธาตุสายฟ้ามากขึ้น เส้นลมปราณของเขาพอจะสามารถรองรับพลังจากสายฟ้าตามธรรมชาติเข้ามาประมาณหนึ่งในสิบส่วน ส่วนอีกเก้าส่วนที่เหลือนั้นกลับไหลออกไปโดยเปล่าประโยชน์และไม่สามารถนำมาใช้ได้
หลังจากนั้นไม่นานท้องฟ้าก็ได้กลับมาแจ่มใสอีกครั้งหนึ่ง ไร้วี่แววของลมพายุใดๆอีก สำหรับถังเฟยหู่ที่ยังไม่อาจเปลี่ยนคุณสมบัติของปราณในขอบเขตจิตวิญญาณได้ การฝึกฝนต่อไปก็ดูจะไม่มีประโยชน์มากมายนักในการเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้ นอกเสียจากเขาต้องรอให้เกิดพายุขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อฝึกวิชา แต่นั่นก็ดูเป็นการรอที่สูญเปล่าจนเกินไป เขาไม่อาจปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์เช่นนั้นได้
“น่าเสียดายที่ข้าไม่มีวิชาปราณธาตุอัสนี ไม่อย่างนั้นก็อาจจะสามารถแสดงถึงความสามารถที่สูงกว่านี้ของวิชานี้ได้โดยที่ยังไม่บรรลุขอบเขตจิตวิญญาณ แต่นั่นก็ดูจะเสียเวลามากเกินไปกับการเรียนรู้วิชาใหม่ในตอนนี้ ในหอตำราของสกุลถังก็ไม่สมควรที่จะมีปราณประเภทอัสนี...แต่ถึงจะฝึกต่อไปก็ไม่พัฒนามากนักแต่ก็อาจจะทำให้เข้าถึงสายเลือดของตนเองมากขึ้น ไม่ก็ฝึกใช้สายเลือดให้คล่องกว่านี้ คำนวนดูแล้วน่าจะเหลือเวลาเพียงสามเดือนกว่า...เป็นเวลาที่ไม่ใช่มากอะไรนัก ทางที่ดีควรจะใช้เพื่อพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้มั่นคงจะดีกว่า”
เมื่อถังเฟยหู่ตัดสินใจแล้วจึงได้ลองฝึกโดยปรับใช้เคล็ดการเดินปราณของฝ่ามือมังกรอัสนีให้ชำนาญมากขึ้น แม้ในระดับพลังอัสนีที่เรียกมาได้จะไม่มากนักแต่ก็สามารถเพิ่มความชำนาญในการเรียกใช้ได้
แต่เมื่อฝึกไปเรื่อยๆเขาก็สังเกตเห็นถึงบางสิ่งในสายอัสนีด้วยความสามารถที่เพิ่มการมองเห็นของสายเลือดเซียนพยัคฆ์ ดวงตาที่ถูกพัฒนาขึ้นทำให้เขาสามารถเห็นถึงสิ่งที่ไม่ได้สังเกตมาก่อนหน้านี้ นั่นก็คือเมื่อเขาเรียกใช้วิชาฝ่ามือมังกรอัสนีนี้ พลังสายฝ่าที่กระจายออกจากฝ่ามือของเขานั้นมีการเจือปนของพลังแปลกปลอมสองประเภท
หนึ่งคือพิษ สองคือมรณะ ทั้งสองสิ่งคือผลที่มาจากการที่เขาฝึกวิชาปราณห้าพิษและปราณมารไร้ลักษณ์ จุดชีพจรทั้งร่างของเขากลายเป็นที่กักเก็บพิษและยังมีอีกสามจุดที่ยังได้กลายเป็นมุกมาร แม้พวกมันจะเจือปนมาไม่มากนักเหมือนตอนที่เขาเรียกใช้พิษและมีการเจือปนของปราณมรณะมา
แต่การที่สังเกตเห็นถึงพวกมันก็อาจจะทำให้สามารถใช้เป็นประโยชน์ก็ได้ เขาลองหลอมรวมวิชาของตนเองในแบบต่างๆ เขามีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับการหลอมปราณของตนเองเข้าด้วยกันทั้ง พิษ น้ำแข็ง และมรณะ แต่นั่นก็ดูเหมือนเป็นความคิดที่บ้าไปเสียหน่อย การบัญญัติวิชาปราณใหม่ด้วยความสามารถของเด็กคนหนึ่งนับว่ายากราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์จริงๆ
ถังเฟยหู่จึงได้ลองเรียกใช้ปราณชนิดต่างๆกับฝ่ามือมังกรอัสนี และเขาก็พบว่าปราณที่สามารถกลมกลืนและส่งเสริมวิชาฝ่ามือชุดนี้มากที่สุดก็คือปราณเก้าเยือกแข็ง อาจจะเป็นเพราะมันคือวิชาปราณในศาสตร์น้ำแข็ง ซึ่งมันก็เป็นศาสตร์ประเภทวารีชนิดหนึ่งเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วน้ำย่อมสามารถเพิ่มพลังให้แก่สายฟ้า
ฝ่ามือมังกรอัสนีที่ถูกใช้โดยปราณเก้าเยือกแข็งนั้นนอกจากจะส่งผลในด้านการทำลายล้างและทำให้หนึบชาแล้วยังถูกส่งเสริมด้วยพลังเหมันต์ทำให้มีผลในการแช่แข็งรวมถึงทำให้การไหลเวียนของเลือดและปราณคู่ต่อสู้ช้าลง มีส่วนในการช่วยเสริมด้านการทำให้ร่างเฉื่อยชาและช้าลง ทำให้เกิดผลประเภทพิเศษซึ่งลดความสามารถในการต่อสู้
ผลลัพธ์ประเภทนี้นับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก ส่วนปราณห้าพิษนั้นเมื่อรวมเข้ากับพลังอัสนีก็กลายเป็นอัสนีพิษที่ส่งเสริมพลังการทำลายล้างของศาสตร์อัสนี แต่พลังของมันก็ใช่ว่าจะดีนัก อีกทั้งอนุภาพของอัสนียังไม่เท่าตอนใช้กับปราณเหมันต์ เขาพบว่าหากจะใช้พลังประเภทนี้ให้ได้ผลจำเป็นต้องใช้เวลาในการแทรกซึมพิษเข้าสู่ร่างกาย
เหมือนเช่นที่เขาเคยใช้พลังพิษในรูปแบบต่างๆก่อนหน้านี้ ใช้ในรูปแบบหมอกควันก็จำเป็นต้องทำให้มันแทรกซึมเข้าสู่ร่างคู่ต่อสู้ หรือจะใช้สื่อกลางอย่างอาวุธเพื่อสร้างบาดแผลและทำให้พิษเข้าสู่ร่าง เช่นการใช้เข็มเหล็กดำในการแทงเข้าสู่ร่างศัตรูเพื่อแพร่พิษ แต่เมื่อใช้ปราณเป็นสื่อกลางอย่างพลังอัสนีก็จะทำให้สิ้นเปลืองพลังมากกว่า
ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ถังเฟยหู่ไม่ค่อยสนใจพลังด้านนี้มากนัก ส่วนปราณมารไร้ลักษณ์นั้นเป็นศาสตร์มรณะที่ดูเป็นวิชานอกรีตในยุทธภพ การใช้มันในการต่อสู้เป็นตายก็ดูไม่ผิดเท่าไหร แต่หากใช้ในการประลองต่อหน้าสาธารณะชนก็ดูจะเป็นการไม่ควรมากนัก เขาเริ่มคิดเปลี่ยนแผนการบางอย่างที่วางไว้หลังจากทบทวนทุกอย่างที่มีอีกครั้ง อันดับหนึ่งของการประลองก็คงจะเป็นหลิวจิวฮุ่ยไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาเป็นศัตรูที่ถังเฟยหู่ควรต้องระวังมากที่สุด
“หลิวจิวฮุ่ย...คนผู้นี้ได้ช่วงชิงผลึกอสูรของจิ้นฝานไป ไม่ทราบว่ามันจะส่งผลเช่นไรบ้าง ไม่แน่บางทีอาจจะมีประโยชน์มากมายที่ทำให้เขาทะลวงขอบเขตพลังก็เป็นได้ ทางที่ดีควรคาดเดาไว้ว่าอย่างน้อยคนผู้นี้ก็ต้องบรรลุในขอบเขตปราณขั้นเก้าจนถึงปราณขั้นเก้าระดับต่ำ...นับว่าเป็นกำแพงที่สูงยิ่งนักหากอยากจะข้ามไปให้ได้”
ถังเฟยหู่ใช้เวลาอีกสองวันในการฝึกซ้อมฝ่ามือมังกรอัสนีทั้งหมดเพื่อความช่ำชองอีกครั้งก่อนที่จะออกเดินทางเพื่อกลับเมืองอีกครั้ง เมื่อทรัพยากรในศาสตร์เหมันต์ทั้งหมดถูกใช้เพื่อทะลวงวิชาปราณเก้าเยือกในขั้นที่สามไปแล้ว การจะอยู่น้ำตกมังกรพิโรธต่อโดยหวังพึ่งใช้เพียงธาตุน้ำตามธรรมชาติในการฝึกนั้นก็ดูไม่ส่งผลเท่าไหร
อีกทั้งปราณเก้าเยือกแข็งในขั้นต่อๆไปก็ไม่ใช่การฝึกฝนร่างกายอีกแล้วด้วย เป็นเพียงการเพิ่มคุณภาพและปริมาณของปราณเหมันต์เท่านั้น ส่วนฝ่ามือมังกรอัสนีนั้นเขาจะฝึกฝนที่ไหนก็ได้ตราบใดที่ยังมีฟ้าฝนที่เป็นใจ แต่หลายวันมานี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีฝนฟ้าคะนองเหมือนเช่นวันก่อนอีกเลย
ถังเฟยหู่ขึ้นบนหลังของเฮยกุ่ยแล้ววิ่งตะลุยจนฝุ่นตลบเพื่อกลับเมือง หลังจากกลับมาใกล้บริเวณเมืองแล้วเขาก็ได้ทำการเก็บเฮยกุ่ยเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเองก่อนที่จะเดินกลับเข้าเมืองไป เขาตรงกลับไปยังบ้านของตนเองในทันที ซึ่งเมื่อได้เข้าไปยังบ้านหลังน้อยของตนเองก็พบว่ามีแต่มารดาที่อยู่ ส่วนตาของเขานั้นเหมือนจะออกไปทำงานเป็นแพทย์รับรักษาโรคในเมืองเพื่อหาเงิน
ชายหนุ่มจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปในห้องทำงานของถังหยางหลิวเพื่อหาตำราที่ต้องการมาอ่าน เขาได้ตามหาตำราการแพทย์เกี่ยวกับชนเผ่าซีเซี่ย เขาสงสัยในความสามารถของคนพวกนี้มากว่าทำไมถึงได้มีรูปแบบการใช้จิตวิญญาณที่แปลกกว่าคนในแผ่นดินใหญ่ต้าหลิง รวมถึงเพื่อคลายความสงสัยของตัวเองเกี่ยวกับพลังจิตวิญญาณอีกหนึ่งประเภทของตน พลังจิตวิญญาณลึกลับอีกหนึ่งอย่างที่พึ่งตื่นของเขานั้นไม่อาจที่จะเรียกใช้ออกมาอย่างธรรมดาเหมือนกับจิตวิญญาณอสรพิษมรกตหรืออสูรทมิฬ มันมีความแปลกประหลาดมากกว่าและเขาต้องการทราบถึงสาเหตุนั้น
หากเขาเข้าใจมันก็อาจจะสามารถนำมันมาใช้เป็นไพ่ตายอีกหนึ่งอย่าง แม้จะใช้ยังเปิดเผยไม่ได้แต่มันก็อาจจะใช้เป็นประโยชน์ได้บ้าง หากเขาศึกษาและเข้าใจถึงหลักการของมันจริงๆอย่างถ่องแท้ก็อาจจะแม้แต่ควบคุมความสามารถของมันได้
แต่ไม่ว่าเขาจะตามหาตำราทั้งหมดเท่าไหรก็ไม่พบเห็นตำราที่เกี่ยวซีเซี่ยแม้แต่น้อย มีเพียงแต่ตำราความรู้ทั่วไปรวมถึงตำราแพทย์ทั้งหลาย แต่ในตอนนั้นเองที่เขานึกถึงเรื่องราวบางประการในวัยเด็ก เขาเคยพบเห็นตาของเขาพกตำราเล่มหนึ่งซึ่งไร้สิ่งใดเขียนอยู่บนหน้าปก ตาของเขามักจะอ่านและศึกษามันตลอดเวลาในช่วงตั้งแต่เขาจำความได้ แต่เมื่อเขาเริ่มเติบโตขึ้นมาหน่อยก็ไม่พบเห็นมันอีก
“ครั้งสุดท้ายที่เห็นมันคือ....” ถังเฟยหู่หันไปมองยังมุมห้องที่ได้มีโถใส่ม้วนภาพอยู่ มันเป็นโถกระเบื้องทรงกระบองซึ่งสูงเพียงครึ่งเอวของเขาเท่านั้น ในนั้นเต็มไปด้วยม้วนภาพจำนวนมากมายที่บ้างก็เป็นภาพวิวทิวทัศน์ รวมถึงบ้างก็เป็นม้วนภาพที่เขียนโครงสร้างของร่างกายมนุษย์เพื่อใช้ในการศึกษาการแพทย์อีกด้วย
เขาจดจำได้แล้วว่าเคยเห็นผู้เป็นตาเก็บซ่อนตำราเล่มนั้นไว้ในโถใส่ภาพ โดยปกติท่านของเขามักจะไม่เคยปิดบังหรือไม่บอกเรื่องราวใดๆกับเขา ยกเว้นก็เพียงแต่เรื่องของพ่อและซีเซี่ยเท่านั้น สองอย่างนี้ราวกับเป็นสิ่งต้องห้ามภายในบ้าน
หากเขาคาดเดาไม่ผิด อย่างน้อยตำราเล่มนี้ก็ต้องมีความลับหนึ่งในสองอย่างอยู่ หากเขาไม่ได้รับความรู้เรื่องซีเซี่ย อย่างน้อยก็ยังพอทราบเกี่ยวกับบิดาของตนได้บ้าง ชายหนุ่มได้ล้วงมือเขาไปค้นหาภายในโถใส่ภาพนั่น ไม่นานนักเขาก็จับโดนวัตถุบางอย่างที่ก้นโถใส่ภาพนั้น เขาหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาในทันที
ในมือของถังเฟยหู่ก็คือตำราซึ่งหน้าปกว่างเปล่าที่อยู่ในความทรงจำของเขาจริงๆ เขาเปิดที่ปิดตาโลหะของตนเองออกและเรียกใช้พลังเนตรเซียนพยัคฆ์ออกมาในทันที พลังสายเลือดนี้ของเขาหลังจากที่ได้ฝึกฝนฝ่ามือมังกรอัสนีก็ได้เปิดเผยความสามารถมากขึ้น เมื่อใช้พลังดวงตานี้ก็จะทำให้ความสามารถในการมองสิ่งต่างๆผ่านดวงตาข้างซ้ายถูกพัฒนาและดีขึ้นยิ่งนัก รายละเอียดเล็กๆน้อยใดก็สามารถพบเห็นได้อย่างง่ายดาย รวมถึงความสามารถในการมองทุกอย่างด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
ดวงตาข้างซ้ายของถังเฟยหู่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆออกมา ดวงตานั้นจับจ้องไปยังหน้าหนังสือในมือจากนั้นชายหนุ่มจึงได้กรีดหน้าหนังสือทั้งหมดด้วยความรวดเร็ว ดวงตาของถังเฟยหู่จับจ้องไปยังหน้ากระดาษและขยับอย่างรวดเร็ว เวลาเพียงชั่วพริบตาเมื่อหน้ากระดาษทั้งหมดถูกเปิดด้วยความรวดเร็ว ภาพหนังสือทั้งเล่มก็กลับถูกมองและจดจำด้วยความจำอันเป็นเลิศของเขาจนราวกับปรากฎหนังสือเล่มนี้ขึ้นในห้วงความจำของเขา
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถังเฟยหู่จึงเก็บหนังสือเล่มนั้นกลับไปยังที่ซ่อนเดิมของมันก่อนที่จะมีใครมาพบเห็นเข้า เขาเร่งรีบกลับไปยังห้องนอนของตนและปิดประตูลงในทันที เขาขึ้นไปนั่งสมาธิอยู่บนเตียงและใช้จิตสำนึกของตนเองเข้าไปภายในห้วงความทรงจำเพื่อศึกษาตำราที่แอบคัดลอกมา
ร่างจำแลงของจิตสำนึกเขาไปปรากฏอยู่ในโลกอันเวิ้งว้างแห่งห้วงความทรงจำ ในนั้นเต็มไปด้วยภาพต่างๆมากมาย ภาพต่างๆคือความทรงจำทั้งหมดของเขา ถังเฟยหู่รวบรวมสมาธิและความจำเกี่ยวกับหนังสือลึกลับของถังหยางหลิว ในห้วงความกลับบังเกิดหนังสือเล่มหนึ่ง ร่างจำแลงของเขาถือหนังสือเล่มนั้นเอาไว้
ถังเฟยหู่พลิกตำราและเปิดอ่านมัน เขารู้สึกตกใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่เขียนอยู่ในนั้นเป็นอย่างมาก นี่เป็นบันทึกการรักษาซึ่งถูกเขียนโดยตาของเขา และผู้ป่วยก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจาก...ตัวเขาเอง เขาเป็นผู้ป่วยในโรคที่ถังหยางหลิวได้ตั้งชื่อไว้ว่าภาวะความเข้มข้นของจิตวิญญาณสายเลือด
นี่เป็นโรคที่เขาไม่เคยได้ยินหรือเคยเรียนรู้จากตาของเขามาก่อน ตาของเขาได้ตั้งขอสันนิษฐานเกี่ยวกับสิ่งนี้ว่าคือสาเหตุที่ทำให้ชนเผ่าซีเซี่ยมีจิตวิญญาณที่รูปแบบแตกต่างจากคนชาติต้าหลิง ถังหยางหลิวเชื่อคนซีเซี่ยไม่ใช่ปีศาจอย่างที่ทุกคนคิด นี่เป็นเพียงข้ออ้างสำหรับปกป้องตนเองจากสิ่งที่ไม่รู้และหวาดกลัว ถังหยางหลิวคิดว่าผู้คนต่างโง่เขลาที่ฆ่าฟันกันด้วยเรื่องที่มีลักษณะต่างกัน และเขาก็เคยโง่มาก่อนจะกระทั่งเจอกับตนเองว่าคนที่ตนรักมีสภาพไม่ต่างจากคนซีเซี่ยนั้นเป็นอย่างไร รู้สึกเช่นไร
ถังหยางหลิวเชื่อว่าภาวะโรคเช่นนี้เกิดจากความเข้มข้นของสายเลือดและพลังที่มากจนเกินไปของจิตวิญญาณ สิ่งนี้ก็เหมือนกันกับยารักษาและพิษ ยาจะดีเมื่อใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่มันจะต่างอะไรกับพิษเมื่อใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป มันจะส่งผลเสียรวมถึงแม้แต่ทำร้ายร่างกาย
แต่นั่นการเปรียบเทียบแบบนี้ก็นับว่าไม่ถูกมากนัก นั่นเพราะความผิดปกติประเภทนี้ของจิตวิญญาณไม่ใช่ผลเสียทั้งหมด มีผลกระทบก็แค่รูปแบบในการใช้ ถังหยางหลิวเชื่อว่าจิตวิญญาณที่มีพลังมากจนเกินไปของคนซีเซี่ยทำให้ไม่อาจนำพวกจิตวิญญาณออกมาจากห้วงวิญญาณได้เพราะพลังที่มากเกินไป
พวกมันมีความหนาแน่นของวิญญาณมากเกินกว่าที่จะแยกตัวออกมาจากวิญญาณของเจ้านายเพื่อสำแดงร่างออกมาสู่ภายนอก เมื่อไม่สามารถออกมาได้ทั้งหมดนั่นจึงทำให้มีเพียงบางส่วนของจิตวิญญาณเท่านั้นที่ออกมาสู่เบื้องนอกได้ และบางส่วนของจิตวิญญาณเหล่านั้นก็ได้หลอมรวมกับร่างของเจ้านายจนเกิดรูปลักษณ์แปลกประหลาดต่างๆมากมายของคนซีเซี่ย
ในบันทึกได้บอกกล่าวถึงช่วงที่ถังเฟยหู่เกิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นเรี่องความพยายามในการรักษาโรคนี้ของถังหยางหลิว จนถึงหน้าสุดท้ายของตำรานั้นก็คือบึกทึกเรื่องวิธีการระงับอาการของโรค แต่ก็มิใช่วิธีการรักษาอยู่ดี ในหน้านี้เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ถังหยางหลิวได้ขอร้องปรจารย์อาคมผู้หนึ่งเพื่อผนึกสายเลือดของถังเฟยหู่ทั้งหมดไว้
ชายหนุ่มคิดว่านี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่แล้วมาสายเลือดของเขาถูกกักเก็บเอาไว้อย่างมิดชิด แต่รายละเอียดต่างๆก็ไม่ได้เขียนไว้มากนัก หนังสือเล่มนี้ดูเป็นบันทึกเกี่ยวกับวิธีที่ถังหยางหลิวลองเพื่อใช้รักษาเขามากกว่า แต่เรื่องที่ว่าเหตุใดร่างของเขาจึงมีจิตวิญญาณที่ผิดปกติแบบนี้...แม้แต่ถังหยางหลิวก็ไม่อาจทราบ
คาดเดาได้แต่เพียงว่าเป็นเพราะความโชคร้ายที่ได้เกิดมามีสภาพเช่นนี้ แต่ยังดีที่สายเลือดและจิตวิญญาณของสกุลถังในร่างถังเฟยหู่นั้นไม่ได้ผิดปกติไปด้วย ไม่อย่างงั้นถังหยางหลิวก็อาจจะต้องผนึกวิญญาณทุกอย่างภายในร่างของชายหนุ่มไปจนหมด เช่นนั้นก็คงไม่ต่างจากคนตายเลยแน่ๆ การใช้ชีวิตอยู่ในโรคโดยไม่มีจิตวิญญาณนั้นนับว่าดูราวกับเป็นตัวประหลาดจริงๆ
เมื่อได้อ่านข้อมูลในตำราทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ร่างจำแลงของถังเฟยหู่จึงปิดตำราแล้วถอดจิตสำนึกของตนออกมาจากห้วงความคิดของเขา ถังเฟยหู่ลืมตาขึ้นและคิดบางอย่างเกี่ยวกับการใช้จิตวิญญาณอีกครั้ง ข้อมูลจากตำราได้บอกเอาไว้ว่าการใช้จิตวิญญาณแบบชาวซีเซี่ยก็คืออีกรูปแบบหนึ่งของการใช้จิตวิญญาณปกติ
ถังเฟยหู่เริ่มมีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับการใช้สายเลือดดวงตาในรูปแบบใหม่ จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาใช้มันร่วมกับการสำรวจห้วงวิญญาณของตนเอง เรื่องที่ถังหยางหลิวสันนิษฐานไว้จะเป็นจริงหรือไม่? การใช้จิตวิญญาณแบบชาวซีเซี่ยจะเป็นไปตามบันทึกหรือไม่ ได้เวลาพิสูจน์สิ่งนี้แล้ว
ชายหนุ่มนั่งสมาธิหายใจเข้าออกอย่างช้า เขาค้นพบว่าเมื่ออยู่ในห้วงสมาธิสูงก็จะเพิ่มความสามารถในการมองเห็นให้แก่เนตรเซียนพยัคฆ์ได้ แม้แต่ในตอนนี้เขาก็ได้แต่ลองผิดลองถูกเกี่ยวกับสายเลือดวงตานี้ เขาไม่มีตำราที่สอนเกี่ยวกับมัน เขาไม่มีบิดาที่สอนถึงวิธีใช้มัน เขาต้องบรรลุทุกอย่างด้วยตนเองเท่านั้น
สายเลือดสีฟ้าไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง เขาใช้จิตสำนึกของตนเองสัมผัสถึงสายเลือดพิเศษของตนเอง หลอมรวมจิตสำนึกเข้ากับสายเลือดดวงตาอันพิเศษเพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบ เมื่อสายเลือดดวงตาสำแดงเดชมันก็เหมือนกับตอนที่เขาสามารถสังเกตและมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างมากมายผ่านดวงตาสีฟ้า แต่นี่กลับเป็นการมองสิ่งต่างๆจากภายใน
การไหลเวียนของเลือดภายใน เขากระทั่งราวกับสามรถมองเห็นพลังปราณไร้รูปที่ไหลเวียนและแทรกซึมอยู่ในกาย ทั้งมวลกล้ามเนื้อที่หนาแน่นจากการฝึกปราณเก้าเยือกแข็ง เมื่อมองผ่านเนตรเซียนพยัคฆ์ผสานจิตสำนึกที่ตรวจสอยภายใน ทุกอย่างราวกับสามารถมองเห็นได้ด้วยตาคู่นี้ ราวกับทุกอนูในร่างกายไม่อาจเร็ดรอดดวงตาข้างนี้ไปได้เลยแม้แต่น้อย มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษเป็นอย่างมาก
ถังเฟยหู่ชักนำจิตสำนึกของตนเองไปยังจุดตันเถียนที่ท้อง เขาดำดิ่งจิตสำนึกที่ผสานกับพลังสายเลือดดวงตาเข้าไปยังจุดกึ่งกลาง ไม่นานนักจิตสำนึกของเขาก็ได้เข้าสู่ห้วงวิญญาณ โลกอันเวิ้งว้างดำมืดที่เป็นที่อาศัยของจิตวิญญาณ
แม้ห้วงวิญญาณจะดูใหญ่โตในสายตาเขาตอนนี้ แต่แท้จริงแล้วมันก็คือภายในดวงวิญญาณของเขาเอง มันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการฝึกตนของเขาที่เชื่อมโยงกับดวงวิญญาณ เมื่อจิตสำนึกเข้ามาสู่ภายในห้วงวิญญาณก็ได้กลายร่างเป็นร่างจำแลงอยู่ภายในนั้น เขาพบเห็นจิตวิญญาณและทาสอสูรทั้งหมดของตนเอง
อสรพิษมรกต อสูรทมิฬ เฮยกุ่ย ตะขาบน้ำแข็ง แมงป่องอสูร และแมงมุมรัตติกาล และที่ห่างไกลออกไปอีกทางด้านหนึ่ง ที่ตรงนั้นเมื่อเขาได้มองไปก็รู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างจากดวงตาข้างซ้ายของเขา นั่นก็คงจะเป็นจิตวิญญาณอีกหนึ่งตนของเขาที่ยังไม่เคยพบหน้าค่าตากันจริงๆสักครั้ง
เขาค่อยๆเดินไปหาจิตวิญญาณอันลึกลับนั้น เมื่อเขาไปใกล้มันเขาก็ได้ยินถึงเสียงขู่คำรามของมัน ร่างของมันช่างใหญ่โตราวกับวัว ขนสีขาวและกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง มันคือพยัคฆ์ขาวตนหนึ่งที่มีท่าทางอันดุร้าย โดยทั่วไปแล้วจิตวิญญาณนั้นสมควรจะภักดีต่อผู้เป็นนายโดยธรรมชาติ
น่าแปลกนักที่พลังสายเลือดดวงตาไม่อาจใช้กับมันได้ นี่อาจจะเป็นเพราะพลังนี้มาจากตัวของมันก็ได้ เขามองไปยังดวงตาอันดุร้ายของมัน พยัคฆ์ขาวตนนี้มีดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีฟ้า...ดวงตาของมัน มันเป็นเนตรเซียนพยัคฆ์เหมือนกับเขา แต่ดวงตาของมันก็แตกต่างออกไป ดวงตาของมันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังมากกว่าเขา
เขาอาจจะยังควบคุมพลังนี้ได้ไม่ดีนัก นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พลังของเขานั้นดูอ่อนแอเมื่อเทียบกับพยัคฆ์ขาว ท่าทีอันดุร้ายของมันเจือปนไปด้วยความหยิ่งยโส ถังเฟยหู่คาดเดาว่ามันไม่เหมือนกับจิตวิญญาณทั่วๆไป เขาสามารถบอกได้เลยเมื่อเห็นสายตาของมันที่มองมา สายตานั้นราวกับจะสื่อบางอย่าง มันราวกับเสือขาวตนนี้อย่างจะบอกเขาว่าไม่ต้องการรับคำสั่งจากคนอ่อนแอ
นี่อาจจะเป็นหนทางที่เขาจะสามารถควบคุมสายเลือดและใช้จิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวได้ เขาอาจต้องทำให้มันยอมรับในตัวเขาเสียก่อน เขารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณเลยว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่ง่ายดาย แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากจะยอมแพ้ในตอนนี้ แม้นี่จะไม่ใช่เหตุผลที่เขาเข้ามาในห้วงวิญญาณตั้งแต่แรกก็ตาม
แต่เมื่อโอกาสที่จะเพิ่มพลังของตนเองแม้สักเสี้ยวเดียวมาอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาก็จำเป็นต้องคว้ามันเอาไว้ ในตอนนั้นเองที่เขากำลังคิดจะเดินลมปราณขั้นเพื่อต่อสู้ก็พึ่งจะนึกออกว่าที่เข้ามาภายในห้วงวิญญาณก็เป็นเพื่อแค่จิตสำนึกที่ไม่มีพลังใดๆเท่านั้นเอง แต่พยัคฆ์ขาวก็หาสนใจเรื่องนั้นไม่ พวกพุ่งกรงเล็บเข้าหมายตะปบใส่ร่างของเขาให้แหลกไป
ถังเฟยหู่ที่อยู่ในสภาะของการใช้เนตรเซียนพยัคฆ์ก็พอจะมองทิศทางของกรงเล็บออกและหลบได้อย่างทันท่วงทีเช่นกัน การหลบการโจมตีนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่การต่อสู้นั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน เขาไม่ทราบว่าควรจะสู้กับพยัคฆ์ขาวเช่นไรดีในเมื่อไร้พลังใดๆนอกจากดวงตาเซียนพยัคฆ์ที่เข้ามาด้วย
“เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนนะ ในตำราของท่านตาได้บอกไว้ว่าการใช้จิตวิญญาณของคนซีเซี่ยก็คือการเรียกใช้จิตวิญญาณแบบที่ไม่สมบูรณ์ พลังของมันมากเกินกว่าที่จะแยกออกไปจากร่างจึงทำให้มันหลอมรวมกับร่างแทน...แต่ข้าก็เคยทำได้มาแล้วครั้งหนึ่งนี่นา หรือว่ามันเกี่ยวกับเงื่อนไขอย่างอื่นงั้นเหรอ” ถังเฟยหู่หลบกรงเล็บของพยัคฆ์ขาวไปด้วยพลางคิดจนหัวหมุน เขาไม่เข้าใจว่าครั้งก่อนอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาสามารถทำเช่นนั้นได้ แต่ผ่านไปนานเข้าเขาก็ไม่เข้าใจมันอยู่ดี แต่เหตุการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะคลับคล้ายคลับคลากับตอนฝึกกับผู้อาวุโสโจ้วซืออยู่บ้าง
“ไหนๆก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร งั้นข้าก็จะใช้เจ้ามาฝึกใช้สายเลือดดวงตาของเจ้าแทนก็แล้วกัน!” ถังเฟยหู่กลับกล่าวความดคิดอันบ้าบิ่นของตนออกมา...
=============================================ตอนใหม่มาแล้วครับบบ ฝากด้วยนะครับ ;)