นั่นหมายความว่าต่อให้รอบนี้เขาจะคว้าอันดับหนึ่งมาได้ แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆต่อคะแนนสะสมสุดท้ายของเขาเลย
ด้วยเหตุนี้ลู่เซิ่งจึงไม่รีบร้อนที่จะชิงตำแหน่ง แต่กลับนั่งลงบนพื้นอย่างสบายอารมณ์แล้วเฝ้าดูการตะลุมบอนกันอย่างลืมตัวของสามผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความสนใจ
ในขณะที่สถานการณ์การต่อสู้ของสามผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดกำลังเริ่มเข้าสู่สภาวะคุกรุ่น
พวกเขาหารู้ไม่ว่าในขณะนี้ ณ ห้วงมิติว่างเปล่าที่สูงขึ้นไปหมื่นจั้งเงาร่างสี่ร่างที่ขยับปีกรบจอมราชันกำลังจ้องมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านหน้าจอโปร่งแสงด้วยความสนอกสนใจ
“ไม่เลว ฉู่เอ้าคนนี้สมกับเป็นอัจฉริยะนักรบที่ร้อยปีจะเจอสักคนพลังต่อสู้โดดเด่นสมคำร่ำลือขนาดสู้หนึ่งต่อสองก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเพลี่ยงพล้ำเลยสักนิด”
ตอนนั้นเองชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมจอมเวทสีขาวผู้มีจมูกงุ้มดั่งเหยี่ยวก็เอ่ยปากชมออกมาอย่างไม่เสียดายคำพูด
“น่าจะเป็นเพราะหวังเทียนอีกับหลงเฉินยังไม่ได้เอาจริงมากกว่าไม่อย่างนั้นลำพังฝีมือของคนทั้งคู่ฉู่เอ้าไม่น่าจะรับมือแบบหนึ่งต่อสองได้นานขนาดนี้”
ถัดมาชายวัยกลางคนในชุดเกราะอีกคนหนึ่งก็ได้วิเคราะห์สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างเยือกเย็น
ในเวลานี้หากมีผู้รอบรู้ในนครจิงตูมาเห็นรูปลักษณ์ของทั้งสองคนเข้าละก็คงจะจำฐานะของพวกเขาได้ในทันที เพราะพวกเขาคือ หลินรั่วเยวียน คณบดีสถาบันจิงหลงสถาบันฝึกตนผู้ใช้อาชีพอันดับหนึ่งของประเทศเสินเซี่ย และ อู่เหมิงเอินรองคณบดีนั่นเอง
“ได้ยินมาว่าจนถึงตอนนี้หลงเฉินก็ยังไม่สามารถสยบนางพญาแมลงเหวลึกตัวนี้ได้อย่างสมบูรณ์งั้นรึ?”
หลินรั่วเยวียนมองภาพเสมือนตรงหน้าแล้วเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“ท่านคณบดีไม่ต้องกังวลไป เมื่อเขาเข้าสู่สถาบันจิงหลงของเราแล้วผมจะพาเขาไปพบราชาพ่อมดที่วิหารเทพสงครามด้วยตัวเองครับ”
อู่เหมิงเอินกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ด้วยฝีมือของราชาพ่อมด ต่อให้นางพญาแมลงเหวลึกตนนี้จะพยศแค่ไหนมันก็ต้องยอมสยบรับหลงเฉินเป็นนายอย่างว่าง่าย ไม่มีทางแผลงฤทธิ์ได้อีกแน่นอน”
“นั่นก็ดีแล้ว นั่นก็ดีแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลินรั่วเยวียนจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อยว่า “น่าเสียดายที่พรสวรรค์ดั้งเดิมของหลงเฉินยังด้อยไปหน่อยแค่ระดับ B เท่านั้น ถ้าเขามีพรสวรรค์การต่อสู้ระดับ Sผนวกกับการสนับสนุนจากนางพญาแมลงเหวลึกตนนี้อีกไม่นานวิหารเทพสงครามของประเทศเสินเซี่ยเราคงต้องเพิ่มที่นั่งให้อีกตำแหน่งแน่”
“ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสนะครับ แม้พรสวรรค์ของหลงเฉินจะด้อยไปบ้างแต่ในอาชีพผู้ฝึกสัตว์ความสำเร็จหรือล้มเหลวมันขึ้นอยู่กับสัตว์อัญเชิญเป็นหลักอยู่แล้ว”
อู่เหมิงเอินกล่าวพลางยิ้ม“ผมเชื่อว่าด้วยศักยภาพของนางพญาแมลงเหวลึกขอเพียงหลงเฉินไม่โง่จนเกินไป อนาคตของเขาต้องไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
หลินรั่วเยวียนพยักหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าปีนี้ประเทศเสินเซี่ยของเราจะมีผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดปรากฏขึ้นพร้อมกันถึงสี่คนขอเพียงหลังจากนี้เราทุ่มเทบ่มเพาะพวกเขาให้ดี อีกไม่กี่ปีสถาบันจิงหลงของเราจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยความช่วยเหลือของพวกเขาแน่นอน”
“ถูกต้องครับ”
อู่เหมิงเอินเองก็ตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ
เมื่อเห็นทั้งสองคนคุยกันไปมาประหนึ่งว่าได้ตัดสินไปแล้วว่าสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจะต้องเป็นคนของสถาบันจิงหลงแน่นอน
ในที่สุดอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ทนดูต่อไปไม่ไหวชายผู้มีใบหน้าเหลี่ยมคมคนหนึ่งก้าวออกมาและเอ่ยถามด้วยเสียงหนักแน่นว่า“ถามหน่อยเถอะ ท่านคณบดีทั้งสองไม่คิดว่าพวกคุณมั่นใจเกินไปหน่อยเหรอ?”
“หือ? มั่นใจ?”
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาหลินรั่วเยวียนถึงกับชะงักไป ส่วนอู่เหมิงเอินที่อยู่ข้างๆก็โพล่งถามขึ้นมาทันทีว่า “ลั่วฉางเกอคุณหมายความว่ายังไง?”
ชายที่ชื่อลั่วฉางเกอกล่าวเสียงเรียบ“การสอบระดับชาติเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเองนะผลลัพธ์ยังไม่ทันจะปรากฏออกมาเลยพวกคุณเอาอะไรมาตัดสินว่าสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจะต้องเลือกสถาบันจิงหลงของพวกคุณ?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมด้วยความไม่ยอมคนว่า “แม้สถาบันจิงหัวของเราจะมีชื่อเสียงไม่เท่าสถาบันจิงหลงแต่เราก็เป็นสถาบันฝึกตนที่ครองอันดับสองของประเทศเสินเซี่ยนะคุณรู้ได้ยังไงกันว่าเราจะไม่มีโอกาส?”
สิ้นคำพูดนั้นหลินรั่วเยวียนกับอู่เหมิงเอินก็หันมาสบตากันโดยสัญชาตญาณก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ราวกับได้ยินเรื่องที่น่าขำที่สุดในโลก
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
“พวก... พวกคุณหัวเราะอะไรกัน?”
เมื่อเห็นภาพนี้ลั่วฉางเกอก็ได้แต่ขบกรามแน่น
“ลั่วฉางเกอ จนถึงตอนนี้ พวกคุณยังไม่เลิกเพ้อฝันไม่เข้าเรื่องอีกงั้นเหรอ?”
หลินรั่วเยวียนส่ายหัวพลางกล่าวเรียบๆว่า“ใช่ ฉันยอมรับว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนสถาบันจิงหัวของพวกคุณไม่ได้ด้อยไปกว่าสถาบันจิงหลงของเราเลยแม้แต่น้อย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันควัน
“แต่นั่นมันเรื่องเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว”
พอสิ้นเสียงหลินรั่วเยวียนก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของลั่วฉางเกออีกเขาไพล่มือไว้ข้างหลังแล้วเอ่ยด้วยความหยิ่งผยองว่า “หลายปีมานี้สถาบันจิงหลงของเรามีการแลกเปลี่ยนความรู้กับสถาบันฝึกตนชั้นนำในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่กุมข้อมูลและสกิลอาชีพใหม่ๆ ไว้มหาศาลแต่ยังได้รับทรัพยากรและอุปกรณ์หายากที่ไม่มีในประเทศอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งหรืออันดับ เราก้าวหน้าขึ้นอย่างมั่นคงมาตลอด”
“ขณะที่สถาบันจิงหัวของพวกคุณ กลับเอาแต่ปิดกั้นตัวเองไม่เพียงไม่ยอมแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอกแม้แต่จะให้ผู้ใช้อาชีพในสถาบันไปเรียนต่อต่างประเทศพวกคุณยังไม่อนุญาตเลย”
“หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูอันดับสถาบันของพวกคุณในระดับสากลบ้างร่วงไปอยู่ที่เท่าไหร่แล้ว... เกินอันดับที่ 100 ไปแล้วไม่ใช่เหรอ?ในขณะที่สถาบันจิงหลงของเรายังคงรั้งอันดับที่ 19 ได้อย่างเหนียวแน่นแถมชื่อเสียงของเราในประเทศเสินเซี่ยยังขจรขจายไปทั่วทุกบ้าน”
เมื่อพูดถึงจุดนี้หลินรั่วเยวียนก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองลั่วฉางเกอด้วยสายตาดูแคลน“ภายใต้ปัจจัยเหล่านี้ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคุณเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้กล้ามาแย่งตัวคนกับจิงหลงของเรา”
“แก”
ลั่วฉางเกอโกรธจัดจนตัวสั่นกำลังจะอ้าปากโต้กลับ แต่กลับถูกชายชราที่อยู่ข้างๆ ยื่นมือมาฉุดรั้งไว้เสียก่อน
“พอเถอะเหล่าลั่ว อย่าไปเสียเวลาต่อปากต่อคำกับพวกเขาเลย”
ชายชราส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ“ตาแก่สองคนนี้ เพื่อไอ้อันดับสากลพรรค์นั้นพวกเขาก็แทบจะทำทุกอย่างโดยไม่สนใครหน้าไหนจนเสียสติไปหมดแล้ว”
“แต่... แต่สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดนั่น...”
ลั่วฉางเกอเอ่ยด้วยความร้อนใจ“จะปล่อยให้พวกเขาเข้าจิงหลงไม่ได้เด็ดขาดนะครับ”
“ฉันเข้าใจ”
ชายชราพยักหน้ามีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าลั่วฉางเกอกำลังกังวลเรื่องอะไร?
ความจริงก็คือหลายปีมานี้จำนวนผู้ใช้อาชีพระดับท็อปที่สถาบันจิงหลงส่งตัวไปต่างประเทศนั้นมีมากมายเหลือเกิน
คนเหล่านี้เติบโตในประเทศได้รับทุนการศึกษาจำนวนมหาศาลจากรัฐ กินข้าวปลาอาหารของชาติผลาญทรัพยากรของแผ่นดิน แต่สุดท้ายกลับถูก ‘สถาบันจิงหลง’ส่งไปต่างประเทศในนามของการแลกเปลี่ยนทางวิชาการแล้วก็หายสาบสูญไปเลยไม่ยอมกลับมาอีก
และเพราะเหตุนี้เองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ของประเทศเสินเซี่ยบนดาวสีน้ำเงินจึงย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
แต่เนื่องจากยังหาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมไม่ได้ต่อให้ชายชราจะรู้อยู่เต็มอกว่าพฤติกรรมของสถาบันจิงหลงเข้าข่าย‘ขายชาติประจบนาย’ เพียงใดเขาก็ยังทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้อยู่ดี
นั่นเป็นเพราะสถาบันจิงหลงเป็นสถาบันฝึกตนสำหรับผู้ใช้อาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเสินเซี่ยมีรากฐานฝังลึกในประเทศมาอย่างยาวนานผู้มีอิทธิพลและบุคคลที่มีชื่อเสียงนับไม่ถ้วนต่างก็เป็นศิษย์เก่าของจิงหลงลำพังกำลังของคนเพียงคนเดียวไม่มีทางสั่นคลอนพวกเขาได้เลย
แม้แต่วิหารเทพสงครามเองก็ยังไม่กล้าทำอะไรพวกเขาตรงๆ
มาคราวนี้เมื่อเห็นว่าสถาบันจิงหลงกำลังเอื้อมมืออันชั่วร้ายไปยังสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอีกครั้ง
หากจะบอกว่าชายชราไม่ร้อนใจนั่นย่อมเป็นการโกหกคำโตแน่นอน
เพราะเขาคนนี้ก็คือฟางเทียนสิง คณบดีคนปัจจุบันของสถาบันจิงหัวนั่นเอง