วีรบุรุษอหังการ

    31 พบพานสหายเก่า


             

            สะพานเชื่อมสองแดนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแดนเทพกับแดนมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุด  ตั้งอยู่ระหว่างเมืองผิงเหยาในเขตแดนมนุษย์และทุ่งหญ้าฮูหลุนเป้ยเอ่อร์ในเขตแดนเทพ  เป็นที่เล่าขานว่ามันใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึงสิบสองปี  ใช้ก้อนหินตัดที่หนักมากกว่าพันชั่งรวมสองแสนก้อน  ยางไม้ประสานสี่แสนถัง  สังเวยชีวิตมนุษย์ผู้ใช้แรงงานสามหมื่นกว่าคน  สะพานกว้างสามสิบวา  ยาวหนึ่งร้อยวา  คงอยู่มาเกือบพันปี  ยังแข็งแกร่งมั่นคงดังเดิม 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก้าวเท้าเหยียบลงบนสะพานแห่งนี้ด้วยใจสับสน  รำลึกนึกถึงความหลังครั้นยังเยาว์วัย  คราครั้งนั้นเป็นช่วงแรกเริ่มออกท่องยุทธภพ เขาและเหล่าจอมยุทธ์แดนเทพยืนหยัดสู้กับพวกมารบนสะพานแห่งนี้  เพื่อช่วยเหลือชาวยุทธ์แดนมนุษย์ที่ถูกตีแตกถอยร่นมายังแดนเทพ  ภาพในตอนนั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำ  โลหิตหลั่งไหลชโลมสะพานจนเปียกชุ่ม  ซากศพกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา มิตรสหายพวกพ้องมากมายจบชีวิตในศึกครั้งนี้ แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วในสงครามครั้งสุดท้ายที่เนินหมื่นศพฝ่ายตนเองจะได้ชัย  แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจสร้างความสุขสมให้กับผู้ชนะแต่อย่างใด


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินย่ำเดินบนสะพานกว้างใหญ่เพียงคนเดียว เขาไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินไปยังอีกฝั่ง  กลับเดินทอดน่องทัศนาทิวทัศน์อย่างสบายใจ เมื่อส่งสายตาไปยังเบื้องหน้าก็พบเห็นกำแพงเมืองผิงเหยา เมืองแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นมาหลังสงครามครั้งสุดท้าย  แรกเริ่มเพียงมีโรงเตี๊ยมชั่วคราวหลังเดียว สำหรับต้อนรับเหล่าชาวยุทธ์ที่มารำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตบนสะพาน  แต่ชาวยุทธ์บางคนมิอาจทำใจจากไปได้  จึงทำการก่อร่างสร้างบ้านเรือน หลังจากนั้นผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย  ผ่านไปเก้าสิบปีก็กลายเป็นเมืองขนาดเล็กแห่งหนึ่งของมนุษย์  เมืองที่เหล่าชาวยุทธ์แดนเทพมาเยี่ยมเยือนบ่อยครั้งที่สุด 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินใช้เวลาเกือบสองเค่อจึงมาถึงประตูเมือง  มันเปิดอ้ารอรับผู้มาเยือนอยู่ก่อนแล้ว  เมืองที่เต็มไปด้วยชาวยุทธ์เช่นนี้ ย่อมไม่เกรงกลัวเหล่าโจรผู้ร้ายกเฬวรากที่ปองร้าย  สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักกระบี่อมตะ  สำนักกระบี่อันดับหนึ่งในแดนมนุษย์ เจ้าสำนักหลิวหนิงเทียนอยู่อันดับสองในเจ็ดยอดยุทธ์ชั้นในแดนมนุษย์  ฉายานามกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน โจรผู้ใดจะขวัญกล้าบังอาจมาก่อการร้ายในดินแดนนี้ 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเดินเข้าไปในเมืองด้วยความยินดี  นานมาแล้วที่เขาไม่ได้มายังดินแดนมนุษย์  อาหารเลิศรสของพวกมนุษย์เป็นที่โปรดปรานของเหล่าเทพ เสียงอึกทึกวุ่นวายในโรงเตี๊ยมก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแดนมนุษย์ที่เขาชื่นชอบ  นอกจากนี้ยังหลงใหลในอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เล่นการพนันในบ่อน  หากมีโอกาสเขาต้องเข้าไปในบ่อนสักครา  ซึ่งในดินแดนเทพจะไม่มีเรื่องราวและสถานที่เช่นนี้


            เขาหยุดยืนอยู่หน้าร้านขายผ้าที่ดูภูมิฐานที่สุด  ใช้นิ้วชี้ไปที่ผ้าคลุมสีขาวผืนหนึ่ง  เมื่อทราบราคาก็หยิบยื่นเงินให้กับแม่ค้ามากกว่าราคาสิ่งของถึงสิบเท่า  เจ้าของร้านกล่าวคำขอบคุณนับครั้งไม่ถ้วน  ตระกูลเซียวค้าขายกับมนุษย์มาหลายชั่วอายุคน  เงินทองที่ได้มาใช้ไม่เคยหมดสิ้น แท้จริงแล้วในเมืองแห่งนี้ก็มีตึกค้าขายของตระกูลเซียวตั้งอยู่  แต่เขาไม่อยากรบกวนการทำงานของผู้คนในอาณัติ จึงใช้ผ้าคลุมสีขาวคลุมร่างตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายมนุษย์ชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินพลันนึกถึงสหายผู้หนึ่ง  สหายที่เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา  เป็นเวลาหลายปีที่เขาไม่ได้มายังแดนมนุษย์  กลับต้องการทราบความเป็นอยู่ของสหายผู้นี้อยู่บ้าง  จึงเดินไปยังศูนย์กลางของเมือง  สหายของตนเองสมควรอยู่ที่นั่น  เมืองผิงเหยาเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าที่คิด  มีตึกรามบ้านช่องผุดขึ้นมามากมาย  รวมไปถึงร้านอาหารเบื้องหน้านี้ด้วย  สถานที่ตั้งของร้านอาหารเคยเป็นลานฝึกฝีมือของสหายเก่าผู้นั้น บัดนี้มันกลายเป็นสถานที่รับแขกแลกเงินทองไปแล้ว 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเหลียวมองไปทางซ้ายก็พบเห็นเวที  เวทีที่เตรียมไว้สำหรับประลองยุทธ์  ผู้คนมากมายกำลังออกันอยู่หน้าเวที  รอชมความสนุกสนานที่กำลังจะเกิดขึ้น  เขาพอจะดูออกว่าการประลองใกล้จะเริ่มขึ้นเต็มที  จึงเดินเข้าไปในร้านอาหาร  จับจองนั่งบนชั้นบนมาได้หนึ่งโต๊ะ เมื่อสั่งสุราและกับแกล้มสามอย่างแล้วเสร็จ  ก็เดินขึ้นมานั่งบนชั้นสอง  โต๊ะที่เขานั่งสามารถมองเห็นลานประลองได้ชัดเจน  ไม่น่าแปลกใจที่ราคาของมันจะแพงกว่าปกตินับสิบเท่า  ทำให้ยังมีที่ว่างอีกหลายโต๊ะ 


            เมื่อสุราและกับแกล้มยกมาถึง  บนเวทีก็ปรากฏนักสู้สองคนแล้ว  คนหนึ่งแต่งกายคล้ายนักศึกษา  ใบหน้าอ่อนเยาว์  ใช้กระบี่เป็นอาวุธ  อีกคนเปลือยร่างท่อนบน  มีรอยแผลเป็นเต็มหลัง  หน้าตาทะมึนดุร้าย  ใช้ขวานใหญ่เป็นอาวุธ  ทั้งสองยืนอยู่คนละมุมของเวที ผู้คนที่รอชมดูความสนุกสนานต่างส่งเสียงเฮออกมา  คล้ายกับเร่งรีบให้คนทั้งสองต่อสู้กันทันที


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินรินสุราใส่ถ้วยอย่างเชื่องช้า  เขารับรู้ได้ว่ากำลังมีคนกำลังจ้องมองมา  ไม่เพียงแค่จ้องมอง  คนผู้นั้นเดินมาถึงโต๊ะ  และนั่งลงอย่างปลอดโปร่ง  เหมือนกับว่าโต๊ะนี้มันเป็นคนจับจองไว้เอง  เส้นผมบนหัวของคนผู้นี้ขาวโพลน  แม้แต่หนวดเคราก็ล้วนเป็นสีขาว  ใบหน้าคมเข้มสัตย์ซื่อยังคงแลดูเข้มแข็งดุจคนหนุ่ม  แม้แต่ยามนั่งร่างยังคงตั้งตรงดุจคันทวน  ช่างเป็นบุรุษอันเข้มแข็งนัก 


            สุราถูกรินไว้สองถ้วย  สองบุรุษหยิบมาดื่มคนละถ้วย 


            “สุราที่ดี  ท่านเห็นด้วยหรือไม่?”


            “สุราที่ท่านกลั่นเอง  ย่อมเป็นสุราที่ดี”


            ทั้งสองหัวร่อออกมาเสียงดัง  ไม่สนใจสายตาคนรอบข้างที่มองมา  การประลองบนเวทีเริ่มต้นแล้ว  ทั้งคู่จึงหันมาชมการต่อสู้พลางจิบสุราไปด้วย

    จอมยุทธ์บนเวทีสมกับเป็นยอดฝีมือ  กลับประกระบวนท่ากันอย่างรวดเร็ว  ผู้ชมด้านล่างล้วนส่งเสียงฮือฮาออกมา  บุรุษแต่งกายชุดนักศึกษาใช้กระบี่คล่องแคล่วว่องไว  เคลื่อนย้ายร่างกายด้วยวิชาตัวเบาล้ำเลิศ  คนเปลือยกายท่อนบนกลับเข้มแข็งดุดัน  วิชาตัวเบาไม่โดดเด่นเท่าไหร่  แต่กระบวนท่าที่จู่โจมออกล้วนน่าหวาดเสียวรุนแรง  เป็นกระบวนท่าเสี่ยงชีวิต  ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าผู้ใดจะได้รับชัยชนะในขั้นสุดท้าย


            “นั่นเป็นบุตรชายคนเล็กของท่าน?”


            “ใช่แล้ว  วันนี้มันโชคดีนัก  ได้ประมือกับจอมขวานบูรพา  คนผู้นี้แม้จะไม่ใช่ยอดฝีมือชื่อกระเดื่อง  แต่ผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วน  ทุกกระบวนท่าที่จู่โจมออกล้วนยินดีตกตายพร้อมศัตรู  คู่ต่อสู้เช่นนี้หายากยิ่งนัก  นานปีจึงจะโผล่มาสักคน”


            “ทายาทสำนักกระบี่อมตะนับว่าโชคดี  น้อยคนที่จะมีบิดาสายตากว้างไกล  เสาะหายอดฝีมือเช่นนี้มาเป็นคู่ซ้อม  การประมือกับยอดฝีมือบ่อยครั้ง  ย่อมทำให้วรยุทธ์ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายออกหาประสบการณ์ในยุทธภพ  ก็สามารถประสบความสำเร็จในเชิงยุทธ์ได้  ท่านเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่เรียนรู้จากประสบการณ์ได้ดีเยี่ยม”


            ดวงตาของเจ้าสำนักกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนทอประกายรำลึกความหลัง  คนผู้นี้สง่างามทุกท่วงท่าทุกอิริยาบถ  ทุกการแสดงออกทางร่างกายล้วนน่าจดจำ  โดยเฉพาะยามที่เอื้อนเอ่ยวาจา


            “โอ วันนั้นชาวยุทธ์ล้มตายไปมากมาย บางคนมีวรยุทธ์สูงส่งกว่าศัตรู แต่กลับต้องพ่ายแพ้เสียชีวิต  บางคนหลบหนีด้วยอาการขวัญหนีดีฝ่อ  นั่นเป็นเพราะประสบการณ์ต่อสู้จริงยังอ่อนด้อย  ไม่เคยเจอการหลั่งเลือดเช่นนั้นมาก่อน  ซากศพกองพะเนินกลางสมรภูมิทำให้คนเข้มแข็งมากมายมือไม้อ่อน โชคดีที่วันนั้นท่านได้ร่วมรบเคียงข้างกับเรา  มิเช่นนั้นสติของเราอาจเตลิดเปิดเปิงไปด้วย”


            “วันนั้นท่านสู้ได้สมศักดิ์ศรีของผู้นำกองธงที่สามแล้ว  ร่างของท่านเต็มไปเลือดเนื้อศัตรู  ตอนที่เรามาถึง  ท่านฆ่าฟันจนอ่อนล้าไปแล้ว  พวกเราเหล่าเทพจุงมารับช่วงต่อ”


            เสียงโห่ร้องจากผู้คนดังขึ้น ทั้งสองหันไปมองดูก็เห็นบุรุษซึ่งแต่งกายด้วยชุดนักศึกษา  ใช้กระบวนท่ากระบี่ที่สวยงามชุดหนึ่งรุกไล่คู่ต่อสู้ถอยร่นจนเกือบตกเวที  แสดงให้เห็นความเหนือชั้นของทายาทคนเล็กสำนักกระบี่อมตะ  หากลงมืออีกเพียงกระบวนท่าเดียว  จอมขวานบูรพาต้องตกเวทีอย่างแน่นอน 


            “หยุดมือ”


            เสียงมาจากหลังเวที  เป็นเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณอันล้นเหลือ  ลูกชายคนเล็กของหลิวหนิงเทียนหยุดมือกลางอากาศ  พลิกร่างตีลังกาไปด้านข้าง  แสดงให้เห็นถึงฝีมืออันยอดเยี่ยม  เสียงปรบมือจากผู้ชมดังสะท้าน  ส่งเสียงโห่ร้องออกมา  คนพวกนี้ย่อมดีอกดีใจ  ชีวิตอันสงบสุขของพวกมันล้วนได้มาเพราะการคงอยู่ของสำนักกระบี่อมตะ  หากไม่มีหลิวหนิงเทียนคอยกางกระบี่ปกป้อง  คงมีมหาโจรคนโฉดมากมายเดินทางมาก่อเรื่องวุ่นวาย  ทำการปล้นฆ่าแย่งชิงทุกวี่วัน 


            หญิงสาวชุดขาวนางหนึ่งเดินขึ้นบนเวที  ในมือมีถุงผ้าหนักใบหนึ่ง  เดินมาถึงเบื้องหน้าจอมขวานบูรพา  ส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมา

            

            “นี่เป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึงทอง  เป็นการแสดงความขอบคุณที่มาประลองวิชากับนายน้อยของเรา  ขอให้ท่านเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ”

    พูดจบก็ยัดถุงผ้าใส่มือจอมขวานบูรพา  จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไปทางเดิม  ไม่สนใจผู้คนที่มองมาด้วยสายตาสุดเสียดาย  เงินหนึ่งร้อยตำลึงนั้นมากมายมหาศาล  สามารถซื้อม้าชั้นดีตัวละห้าตำลึงทองได้ถึงยี่สิบตัว  หญิงสาวคนนี้กลับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย  แต่พวกมันคงลืมนึกไปว่า  นั่นเป็นเงินทองของผู้อื่น  มีแต่สกุลหลิวที่สามารถจับจ่ายเช่นนี้ได้ 


            จอมขวานบูรพารับถุงผ้ามาแล้วกระโดดลงจากเวที  มันหิ้วถุงผ้าเดินบนท้องถนนด้วยท่าทียินดีปรีดา  เงินก้อนนี้คงช่วยให้มันเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างราบรื่น  หลังจากล้างมือในอ่างทองคำ  มันตั้งใจเปิดร้านสุราในดินแดนที่ห่างไกลทางทิศตะวันออก  แต่งภรรยากำเนิดบุตรสักหลายคน  ในขณะที่ฝันหวานอยู่นั้น  ก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอวูบหนึ่ง  จากนั้นคนก็หงายหลังล้มลง  โลหิตสายหนึ่งพุ่งออกมาจากลำคอของมัน  เหมือนน้ำพุร้อนสีแดงพวยพุ่งตามแหล่งธรรมชาติ  แต่นั่นเป็นโลหิตจากร่างที่ดิ้นไปมาบนพื้น  สองมือพยายามจะปกปิดบาดแผลนั้น  แต่ไม่ทันการณ์แล้ว  เพียงครู่เดียวร่างที่ดิ้นรนก็สงบนิ่ง  คนหมดลมหายใจตายในสภาพนั้น 


            “คนขี้แพ้เช่นนี้ยังกล้ารับเงินทองของผู้อื่นมา  สมควรแล้วที่ทอดกายเป็นซากศพ”


            เสียงมาจากชายชุดดำที่กำลังเดิมข้ามศพจอมขวานบูรพา  ในมือของมันยังมีกระบี่ดำเล่มหนึ่ง  กระบี่ที่เปรอะเปื้อนโลหิตสีแดงสด  มันปล่อยผมยาวสลวยพลิ้วตามลม  เมื่อเดินมาถึงเวทีก็กระโดดขึ้นไปบนนั้นทันที  ใช้สายตาอันแข็งกร้าวมองดูนายน้อยสกุลหลิว  กล่าวว่า


            “ข้าขอประลองด้วยสิบกระบวนท่า  หากพลาดพลั้งเสียทีจะทิ้งศีรษะและกระบี่สีนิลไว้ที่นี่  รับคำท้าหรือไม่?”


            ยังไม่ทันที่นายน้อยสกุลหลิวจะรับคำท้า  จอกสุราถ้วยหนึ่งก็พุ่งใส่คนชุดดำ  ทั้งน้ำหนักและตำแหน่งที่พุ่งใส่  ยากที่ชาวยุทธ์ทั่วไปจะรับมือได้  แต่ไม่ใช่สำหรับคนผู้นี้  มันจี้กระบี่ออกไปทิ่มแทงใส่จอกสุราโดยไม่หันมามองด้วยซ้ำ  เสียงระเบิดของพลังลมปราณดังสะท้านไปทั่ว  ชายชุดดำสะท้านคราหนึ่ง  เมื่อเหลียวหน้าไปยังทิศทางที่จอกสุราลอยมา ก็พบเห็นร่างบุรุษผมขาวโพลนเหาะเหินลงมาบนเวที  อยู่ห่างจากมันเพียงห้าหกก้าวเท่านั้น  วรยุทธ์ของคนผู้นี้สูงส่งยิ่ง  ทำให้มันนึกถึงบุคคลหนึ่ง  จึงว่า


            “ใช่เป็นกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนหรือไม่?”


            “เจ้ากล่าวถูกต้อง  เป็นเราเอง”


            “ไม่น่าเชื่อว่ามือกระบี่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างท่าน  จะลงมือลอบจู่โจมจากทางด้านหลัง  หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป  ผู้คนทั่วหล้าคงพากันผิดหวังแล้ว”


            “ฮา ฮา นั่นเป็นเพียงการส่งสัญญาณเตือนให้กับบุตรของเราว่าอย่ารับคำท้าเด็ดขาด  ฝีมือของมันยังไม่อาจรับมือกับกระบี่อสูรเหยียนโซ่วเจิ้นได้  หากเจ้าคันไม้คันมือนัก  ข้าจะเป็นคู่มือให้เอง”


            เหยียนโซ่วเจิ้นใช้การกระทำเป็นคำตอบ  มันพุ่งทะยานเข้าหาหลิวหลิงเทียนทันที  กระบี่สีดำในมือทิ่มแทงออกอย่างรวดเร็ว  นี่เป็นการจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัว  คล้ายกระบวนท่าของเหล่ามือสังหาร  เน้นที่ความรวดเร็วอำมหิต  ไม่ให้ศัตรูตั้งตัวติด น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของมันเป็นยอดฝีมือลำดับที่สองของแดนมนุษย์  กระบวนท่าจู่โจมรวดเร็วนี้ย่อมไม่ประสบผล  หลิวหนิงเทียนใช้สันมือแทนกระบี่  ฟันใส่ปลายกระบี่สีดำคราหนึ่ง 


            เหยียนโซ่วเจิ้นกระเด็นออกจากเวทีเพราะแรงกระแทก   หลิวหนิงเทียนพุ่งตามมาอย่างรวดเร็ว  เขาต้องกำจัดเศษเดนพรรคมารผู้นี้  หากปล่อยมันไป ผู้คนบริสุทธิ์อีกมากมายต้องถูกฆ่าตาย ในขณะที่ร่างของเขากำลังลอยออกจากเวที  ก็ปรากฏพลังกลุ่มสามกลุ่มจู่โจมมาจากสามทิศทาง  พลังกลุ่มแรกโผล่มาจากใต้เวที  เป็นคนชุดดำใช้แส้สีดำจู่โจมออกมาจากเบื้องล่าง  พลังกลุ่มที่สองมาจากฝูงชน  ชายร่างใหญ่โตกระโดดข้ามฝูงชน  พร้อมกับฟาดฟันดาบใหญ่เล่นหนึ่งจากด้านขวามือ  พลังกลุ่มที่สามมาจากทางด้านซ้ายมือ  ชายชุดดำร่างสูงโปร่งร่ายรำทวนพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว  เท่านั้นยังไม่พอ  เหยียนโซ่วเจิ้นที่ตกถึงพื้นก็ดีดตัวกลับมา  มันทิ่มแทงกระบี่ดำใส่เขาอีกครั้ง


            กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนรู้ตัวว่าตกหลุมพรางของศัตรู ผู้ที่ลอบจู่โจมทั้งสามคนล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือระดับเดียวกับเหยียนโซ่วเจิ้น  ยอดฝีมือผู้หนึ่งยากจะต้านทานรับการกลุ้มรุมจากคนทั้งสี่ได้  ยิ่งเป็นสถานการณ์ถูกลอบโจมตีในยามที่ลอยอยู่กลางอากาศเช่นนี้  


            หลิวหนิงเทียนรีบสงบสติอารมณ์  เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พกพากระบี่ติดตัวมาด้วย  หากมีกระบี่อยู่ในมือคงมีโอกาสรอดมากกว่านี้   หรือว่าวันนี้จะเป็นวันตายของตนเอง  นั่นจะให้เยอมรับได้อย่างไร  จึงใช้สันมือต่างกระบี่  เพื่อรับมือกับมือสังหารเหล่านี้ 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งก็ลอยตัวออกจากอาคาร  เขาจะทันช่วยเหลือสหายเก่าแก่ผู้นี้ได้หรือไม่

     

       

     

    ***  ระบบเงินตราในเรื่องครับ  

    1 ตำลึงทอง      =        10 ตำลึงเงิน

    1 ตำลึงเงิน       =        1 ก้วน (เหรียญทองแดง)

    1 ก้วน            =        1000 เหวิน (อีแปะ) 

    สรุป  1000 เหวิน = 1 ก้วน = 1 ตำลึงเงิน