ทั้งสามคนก็ได้กำลังพากันออกมาจากห้องของลู่เฟยตรงไปสู่ตำหนักใหญ่เดินนำหน้ามาด้วยมู่หวังเฟิงเด็กหนุ่มสาวทั้งสองเดินตามหลังอาภรณ์ที่มู่ไฉซูสวมนั้นมีหลากสีสันเหมือนปกติที่นางสวมอยู่ทุกวัน
ระหว่างทางเดินลู่เฟยก็พูดคุยกับมู่ไฉซู“พี่หญิง” ลู่เฟยก็คว้ามือของนางไว้อย่างแแ่“หากพิธีวันนี้จบข้าจะถือโอกาศประกาศเื่ของพวกเราเป็อย่างไร” กล่าวจบมันก็จับมือของนางวิ่งมาด้านหน้ามู่หวังเฟิงพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านอา ท่านยกนางให้กับข้าได้หรือไม่”
มู่หวังเฟิงตอบในทันที“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่มีปัญหา”มันเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของลู่เฟยด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่ามู่หวังเฟิงจะไม่ได้ใส่ใจอะไรเพียงเอ่ยตอบไปแบบส่งๆแต่กลับต้องทำให้มู่ไฉซูนั้นทำสีหน้าบูดบึ้งแดงก่ำ“ท่านพ่อ นี่ท่านไม่หวงลูกสาวตัวเองเลยอย่างไร เฮ๊อะ!”
“เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”กล่าวจบมันก็โค้งคำนับหันไปยิ้มแย้มให้กับมู่หวังเฟิงพร้อมกล่าวคำหนักแน่น“ข้าขอบคุณมากที่ยกพี่หญิงให้ขอรับ...ท่านพ่อตา”
มู่หวังเฟิงพยุงตัวลู่เฟยขึ้นพร้อมเอ่ย “ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ต้องมากพิธีไปเลยลูกเขย” กล่าวจบมันก็หันหน้าไปทางมู่ไฉซูแล้วฉีกยิ้มเบิกบาน
“ข้าไม่สนพวกท่านสองคนแล้วจะกลั่นแกล้งข้าอะไรอีกก็เชิญ เฮ๊อะ!” กล่าวจบนางก็สะบัดหน้าหนีไม่ต่างจากเด็กน้อยไม่พอใจ
ในความรู้สึกของลู่เฟยนี่เป็ครั้งแรกที่ได้พบกับมู่หวังเฟิงแต่มันกลับรู้สึกว่าถูกคอกันอย่างบอกไม่ถูก
ระหว่างทางเดินพวกมันทั้งสามก็ได้พบปะทักทายคนในตระกูลที่ตามทางบ้าง
“พี่หญิงท่านพักอยู่ที่ใด”ลู่เฟยเอ่ยถามไม่ได้จริงจังเพียงหาเื่พูดคุยแต่จะอย่างไรมันก็อยากรู้เพราะมันไม่เคยถามมาก่อน
“ข้าพักอยู่บ้านหลังเล็กแถวๆตำหนักใหญ่ พ่อข้าก็อยู่แถวนั้น”
คนในตระกูลลู่มีจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนมีตึกหอพักใหญ่ทั้งหมดสามตึกมีตำหนักใหญ่เป็พี่พักหรือที่รวมตัวของเหล่าขุมกำลังหลักแล้วก็มีที่พักเหมือนเป็บ้านขนาดย่อมมากมายหลายจุดที่ที่ลู่เฟยอยู่ก็เป็บ้านหลังหนึ่งที่ทางด้านขอบของตระกูลห่างไกลจากตำหนักที่พักอื่นๆมันสองคนอยู่ห่างกันคนละฟากเรียกได้ว่าขณะที่มู่ไฉซูเดินมาหามันทุกวันนั้นแทบจะต้องเดินผ่านทุกจุดของตระกูล
ทั้งสามก็เดินมาจนถึงลานกว้างผู้คนมากมายก็ต่างหันมองบ้างด็เดินเข้ามาทักทายบ้างก็ไม่ได้สนใจอะไรคนนอกตระกูลนั้นเพียงรู้เื่จากข่าวลือมาบ้างว่าลู่เฟยนั้นเป็คนอ่อนแอผู้หนึ่งจะอย่างไรก็รู้เพียงแค่ชื่อของมันแต่เมื่อเห็นมันที่สวมอาภรณ์โดดเด่นที่มีเพียงผู้นำตระกูลใส่ก็รู้ได้ในทันทีบางคนก็ไม่ได้เชื่อเื่ที่ว่าลู่เฟยอ่อนด้อยเพียงใดแต่เมื่อมาถึงยามนี้ที่พวกมันได้ประจักษ์ต่อตาตนเองพวกมันก็อดที่จะไม่อยากจะเชื่อได้ว่าที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามพรรคตระกูลใหญ่ถึงกับต้องแต่งตั้งมันผู้นี้เป็ผู้นำตระกูลในอนาคตจริงๆ?ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ใดในที่นี้พลังยุทธ์ของมันล้วนต่างแข็งแกร่งกว่าลู่เฟยหลายขุมหากทีแรกนั้นยังไม่สนใจอันใดแต่เมื่อได้เห็นด้วยตาตนเองจากบรรยากาศที่เงียบสงบก็เกิดมีเสียงเซ็งแซ่ของผู้ฝึกยุทธ์
“ข้าแทบจะไม่อยากเชื่อมันเป็เหมือนในข่าวลือจริงๆ”
“จะต้องเป็มันผู้นี้จริงหรือ?”
“พรรคตระกูลลู่คงไม่ได้เล่นตลกอะไรจริงๆ?”
“ต่อให้มีมันสิบคนยังสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“นี่มันอายุเท่ากับลูกชายข้าจริงหรือมันคงไม่ใช่เด็กแปดขวบหรอกกระมั้ง?”
“ข้าได้ไปดูการประลองด้วยตนเองผู้ที่ชื่อลู่เฉิงอายุสิบเจ็ดปีมันเป็อัจฉริยะเก่งกาจแต่กลับแต่งตั้งลู่เฟยผู้นี้แทนไม่ว่าจะมีเหตุผลดีขนาดไหนแต่ว่ามันก็ดูโง่อยู่ดี”
“ให้มันกราบลูกข้าอายุสิบสามปีเป็อาจารย์ยังนับว่าไม่เกินเลย”
“เ้าเอ่ยดังเกินไปแล้วจู่ๆนึกอยากตายรึไงถึงมันจะอ่อนแอแต่พรรคตระกูลลู่มิใช่!”
ตอนนี้เองที่มีเสียงดังกังวาลหนักแน่นถ่ายทอดลงมาจากบนฟ้า“ทักทายแขกผู้มีเกียรติทุกท่านข้าขอบพระคุณอย่างสูงที่พวกท่านให้ความร่วมมือมาในวันนี้หากพวกท่านยังไม่ได้ทานอะไรมาก็เชิญที่หน้าตำหนักใหญ่มีอาหารมากมาย” กล่าวจบมันก็เหินตัวลงมาอย่างแช่มช้าสง่ามาที่เบื้องหน้าลู่เฟยมันเปลี่ยนเป็สีหน้ายิ้มแย้มเอ่ย “โอ้ลูกพ่อ วันนี้เ้าช่างหล่อเหลานักหากอยู่ตรงนี้นานเกินไปเหล่าสตรีจะไม่ตกหลุมรักเอาหรอกหรือหากเป็เช่นนั้นก็คงจะลำบากไม่น้อยเดี๋ยวพ่อจะพาไปตำหนักใหญ่”
ลู่เฟยรู้ในทันทีว่าลู่เทียนฉีอยู่ที่นี่มาก่อนหน้านี้แล้วที่ปรากฏตัวเมื่อครู่ก็เพื่อจะคลายสถานการณ์ที่ไม่น่าชมดูนักลู่เฟยยืนตรงกอดอกใช้นิ้วมือข้างขวาแตะที่ปลายคางตัวเองเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ย“ฮี่ฮี่ ข้าก็กำลังกังวลเื่นี้อยู่พอดี ท่านพ่อช่างรู้ใจข้านัก” กล่าวจบก็พยักหน้าเล็กน้อยพลางครุ่นคิด ...มันก็คงจะเป็เื่จริง
“นั่นมันท่านผู้นำลู่เทียนฉี!”
“ผู้ที่เหาะเหินได้จะต้องมีพลังลมปราณชั้นปักษาชีวิตนี้ข้าแทบไม่อยากนึกฝัน”
“มีข่าวลือว่าผู้นำตระกูลลู่แข็งแกร่งกว่าผู้นำตระกูลฟงซะอีก”
“ลู่เฟยมันเป็ลูกของคนผู้นี้จริงหรือ? นี่มันลูกไม้หล่นลงตมชัดๆ!”
บรรยากาศก็เบาลงอย่างมากแล้ว
มู่หวังเฟิงเอ่ยขึ้น “นายน้อยพวกเราคงต้องแยกทางกันตรงนี้ท่านไปกับท่านผู้นำส่วนข้ากับซูเอ๋อร์จะคอยต้อนรับแขกหน้าตำหนักใหญ่”กล่าวจบก็หันไปทางลู่เทียนฉีโค้งคำนับกล่าว “ท่านผู้นำมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้บอกได้ทุกเมื่อข้าขอตัว”
ลู่เทียนฉีพยุงตัวมันขึ้นเอ่ย“หย่อนยานบ้างก็เป็เื่ที่ดีสำหรับเ้า” ลู่เทียนฉีตบไหล่มู่หวังเฟิง “จะอย่างไรเ้าก็เป็เหมือนน้องข้า”
แน่นอนว่าการที่มู่หวังเฟิงผู้นี้คอยรับใช้ทำงานอย่างหนักมาทั้งชีวิตก็ล้วนเป็ความตั้งใจของมันเองเป็การตอบแทนบุญคุณของมันลู่เทียนฉีไม่เคยที่จะให้มันต้องมาทำงานมากมายปานนี้แต่ก็ไม่สามารถที่จะหักห้ามความมุ่งมั่นของมู่หวังเฟิงได้เพียงแต่ได้คอยบอกให้มันพักผ่อนบ้าง
มู่หวังเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย
ลู่เฟยยิ้มแย้มเอ่ยน้ำเสียงหยอกล้อ “พี่หญิง เมื่อเสร็จสิ้นข้าจะรีบไปหาข้าจะประกาศขอท่านต่อหน้าผู้คน อิ๊อิ๊”
มู่ไฉซูเอ่ยน้ำเสียงไม่พอใจ“หากเป็เช่นนั้น น้องเฟยก็อย่าหวังได้ที่จะเจอข้าเลยข้าจะไปซ่อน เฮ๊อะ!”
ลู่เฟยใช้สองมือของมันกุมมือมู่ไฉซูขึ้นพลางคิ้วขมุ่นเอ่ยวาจา“พี่หญิง ข้าเพียงอำเล่น แต่ถ้าท่านหลบข้าหากเป็เช่นนั้นในยามที่ท่านซ่อนอยู่ผู้คนที่นี่ก็มีมากมายข้าคงต้องไปหาพี่หญิงคนใหม่แล้วมิเช่นนั้นข้าคงต้องเหงาแย่”
⊙o⊙มู่ไฉซูอ้าปากสีหน้าแข็งค้างหันหน้าไปทางอื่นเอ่ยคำแ่เบา“ข้าจะรอ ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าได้ไปหาใครมาเป็พี่หญิงนอกจากข้า...”