ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 52 รุ่นน้อง ที่นี่อันตรายมาก

    หมอกขาวค่อยๆ แผ่ขยาย ด้านในเต็มไปด้วยเงาร่างมากมาย

    ลางสังหรณ์แห่งความตายทำให้ผมไม่กล้าลังเลแม้แต่วินาทีเดียว รีบเร่งฝีเท้าตรงไปยังประตูทันที

    ที่หน้าประตูมีหญิงสาวในชุดขาวยืนอยู่ รูปร่างของเธอเหมือนกับผีสาวที่ผมเคยพบในห้องชันสูตรไม่มีผิด

    เธอมองมาทางผมด้วยสีหน้าร้อนรน แต่ครึ่งหนึ่งของใบหน้ากลับเละเทะราวกับถูกฉีกกระชาก

    สภาพของเธอเหมือนกับตอนที่ผมเห็นเธอในห้องชันสูตรก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

    ก่อนที่ผมจะออกจากที่นั่น เธอยังนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ตรงมุมห้อง แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ทำไมเธอถึงบอกว่าเสี่ยวอวี่เป็นคนส่งเธอมา

    ถ้าเสี่ยวอวี่อยู่ในตึกทดลองนี้ ทำไมเธอถึงไม่มาด้วยตัวเอง

    ในชั่วขณะนั้นผมคิดไม่ออกเลยว่าควรเชื่ออะไรดี

    แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเอาตัวรอดออกไปให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

    หมอกขาวหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ และแผ่ขยายอย่างรวดเร็วราวกับคลื่นสึนามิที่กำลังซัดเข้ามา

    ผมรีบพุ่งไปข้างหน้า แต่กลับรู้สึกว่าขาของตัวเองหนักขึ้นราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว

    “รุ่นพี่ รีบหน่อย! รีบออกมาเร็ว!” ผีสาวที่ยืนอยู่หน้าประตูดูร้อนรนอย่างมาก เธอร้องเรียกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาของเธอจ้องเขม็งไปที่ด้านหลังของผมอย่างหวาดกลัว

    ผมเหลือบมองกลับไปด้านหลัง เห็นว่าหมอกขาวนั้นอยู่ห่างไม่ถึงสามเมตรแล้ว แถมยังคืบคลานมาเรื่อยๆ

    ผมกัดฟันแน่น พยายามขยับขาให้เร็วขึ้น

    ถ้าเป็นในสถานการณ์ปกติ ผมคงวิ่งออกไปได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้ขาของผมหนักราวกับมีมือของใครหลายคนดึงรั้งไว้

    เหงื่อไหลอาบใบหน้า ผมวิ่งไปข้างหน้าราวกับคนเสียสติ

    “เร็วสิ! เร็วเข้า!” ผมตะโกนออกมาพร้อมทั้งพยายามเร่งฝีเท้า

    หวังชุ่ยยื่นมือออกมาเพื่อดึงผม แต่เธอเองกลับไม่กล้าเอาตัวเข้ามาในห้องนี้

    สามเมตร...สองเมตร...หนึ่งเมตร...

    ในที่สุด ขณะที่หมอกขาวกำลังจะกลืนกินข้อเท้าของผม ผมก็คว้าจับมือของหวังชุ่ยได้ทัน

    มือของเธอเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทันทีที่คว้ามือผมไว้ เธอก็ออกแรงกระชากผมออกจากห้องอย่างแรง

    ร่างของผมถูกดึงไปข้างหน้า และในพริบตาเดียวผมก็ถูกดึงพ้นจากธรณีประตู

    ทันทีที่ผมหลุดออกมา หวังชุ่ยไม่รอช้า เธอคว้าประตูทั้งสองข้างแล้วกระแทกมันปิดลงทันที

    “ปัง!” เสียงประตูกระแทกดังสนั่น

    ไม่กี่วินาทีต่อมา

    “ตึง!”

    เสียงดังสนั่นจากด้านในราวกับมีบางสิ่งพุ่งชนประตูเต็มแรง

    แรงกระแทกนั้นมากพอจะทำให้หวังชุ่ยกระเด็นล้มลงกับพื้น พร้อมร้องครางเบาๆ

    ผมหันกลับไปมองประตูที่ปิดสนิทอีกครั้ง

    เห็นหมอกขาวบางเบาค่อยๆ ซึมออกมาจากรอยแยกของประตู และในหมอกนั้นผมเห็นเงาของนิ้วมือจำนวนมากเลื่อนผ่านไปมา ราวกับว่าภายในหมอกนั้นเต็มไปด้วยบางสิ่งที่น่าขนลุกจนนึกไม่ถึง

    หากหวังชุ่ยไม่รีบเตือนและดึงผมออกมาในนาทีสุดท้าย ผมคงไม่มีโอกาสรอดชีวิตแน่

    ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะหันไปมองหวังชุ่ย

    ใบหน้าของเธอยังคงเละเทะไปครึ่งซีก เนื้อหนังขาดวิ่นจนมองเห็นโครงกระดูก

    แต่แทนที่จะกลัว ผมกลับรีบลุกขึ้น แล้วกล่าวกับเธอด้วยความห่วงใย

    “รุ่นน้อง เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”

    พูดจบ ผมยื่นมือไปช่วยพยุงเธอ

    แต่หวังชุ่ยกลับรีบยกมือขึ้นบังครึ่งใบหน้าที่ไร้ผิวหนังของเธอโดยอัตโนมัติ

    เธอส่ายหัวเบาๆ แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “ฉันไม่เป็นไร รีบออกจากที่นี่เถอะ ที่นี่อันตรายมาก”

    พูดจบ เธอลุกขึ้นยืน เตรียมนำทางผมออกไปจากที่นี่

    “ตกลง!” ผมเองก็รับรู้ได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ควรอยู่นาน จึงพยักหน้าตอบรับ

    เราสองคนรีบมุ่งหน้าออกไปทันที

    ณ บันไดที่มืดมิด หวังชุ่ยเดินเขย่งเท้านำหน้า ส่วนผมเร่งฝีเท้าตามหลัง

    แม้เราจะเดินกันอยู่สองคน แต่กลับมีเพียงเสียงฝีเท้าของผมดังอยู่เพียงลำพัง

    ด้วยความรีบร้อนที่จะออกจากสถานที่น่าสะพรึงกลัวนี้ ผมจึงไม่มีเวลาถามเรื่องของเสี่ยวอวี่ เพียงเร่งฝีเท้าตรงไปยังชั้นหนึ่ง

    ทางเดินบันไดท่ามกลางความมืดดูเหมือนจะยาวขึ้นกว่าปกติ

    แต่ไม่นานเราก็มาถึงชั้นพื้น

    หวังชุ่ยพาผมตรงไปยังประตูทางออกของตึกทดลอง

    แต่เมื่อผมหันซ้ายแลขวา กลับไม่พบร่องรอยของเสี่ยวอวี่

    ความสงสัยทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม ”รุ่นน้อง แล้วเสี่ยวอวี่ล่ะ เธอบอกว่าเสี่ยวอวี่ส่งเธอมาช่วยฉัน แล้วเสี่ยวอวี่อยู่ที่ไหน”

    ในใจผมเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่กลับไม่สามารถติดต่อเธอได้เลย

    หวังชุ่ยส่ายหัวก่อนตอบว่า “เธอไปแล้ว ดูเหมือนจะมีเรื่องด่วนมาก”

    เธอมองหน้าผมชั่วครู่ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เธอบอกว่าถ้าฉันช่วยรุ่นพี่ออกมา รุ่นพี่จะพาฉันออกจากตึกนี้

    “รุ่นพี่เจียงหนิง เรารีบไปกันเถอะ ฉันรู้สึกได้ว่า...ในชั้นใต้ดินมีบางอย่างที่น่ากลัวมาก...” หวังชุ่ยมองไปรอบตัว สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล

    คำพูดของเธอทำให้ผมสะท้าน

    ชั้นใต้ดินมีบางอย่างที่น่ากลัวงั้นเหรอ

    ขนาดวิญญาณอย่างหวังชุ่ยยังรู้สึกกลัวขนาดนี้ มันคืออะไรกัน

    หรือว่าจะเป็น...วิญญาณที่น่ากลัวยิ่งกว่า?

    แต่เมื่อเห็นสีหน้าหวาดกลัวและวิตกกังวลของหวังชุ่ย ผมก็ไม่กล้าซักถามอะไรอีก ได้แต่คิดว่าควรออกไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน

    “เธอไปรอหน้าประตูก่อน ฉันจะขึ้นไปเอาของบางอย่าง”

    หวังชุ่ยมองผมอย่างจริงจัง ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย แล้วลอยไปทางประตู

    เธอถูกเฉินกั๋วฝู อาจารย์วิชากายวิภาคสังหารตายในห้องชันสูตร จึงไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องให้คนนำทางออกไป

    นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีไก่เข้ามาในตึกนี้

    บางทีอาจเป็นครอบครัวของเธอที่นำไก่มาเพื่อทำพิธีเรียกวิญญาณ

    ผมรีบขึ้นไปยังชั้นสอง หยิบถุงใบหนึ่งขึ้นมา แล้วห่อศพกระต่ายที่วางอยู่บนเตียงชันสูตรเอาไว้

    ของที่ผมพูดถึงก็คือกระต่ายตัวนี้

    แม้มันจะเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่ง แต่ก่อนที่ผมจะเข้ามา ผมเคยพูดไว้ว่า หากมันสามารถช่วยให้ผมรอดจากเคราะห์ครั้งนี้ได้ ผมจะฝังมันอย่างสมเกียรติ

    ผมเป็นคนพูดแล้วต้องทำ แม้มันจะเป็นเพียงกระต่ายตัวหนึ่งก็ตาม

    แน่นอน ยังมีอีกเหตุผลสำคัญ

    ภายในท้องของมันมีข้อมูลวันเดือนปีเกิดของผมอยู่ ผมจึงไม่สามารถทิ้งร่างของมันไปได้ง่ายๆ

    ผมหิ้วถุงที่บรรจุร่างกระต่าย แล้วรีบวิ่งลงไปชั้นล่าง

    ระหว่างทางไม่มีเหตุการณ์ประหลาดใดๆ

    “รุ่นน้อง เร็วเข้า!” ผมเร่งเร้าเธอ

    หวังชุ่ยสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบรับอย่างร้อนรน “ดะ...ได้!”

    พูดจบ เธอก็โถมตัวขึ้นบนหลังของผม

    ร่างของเธอเบามาก...เบาจนน่าประหลาด

    แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะท้านคือความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับน้ำแข็งแช่แข็งกระดูก

    ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบแบกเธอขึ้นมาทันที

    เธอช่วยชีวิตผมไว้ ผมก็ต้องพาเธอออกไปจากที่นี่ให้ได้

    ผมพุ่งตรงเข้าไปในห้องนั้น มุ่งไปยังหน้าต่างก่อนจะเริ่มปีนขึ้นไป

    ขอแค่กระโดดออกจากที่นี่ได้ พวกเราก็จะรอดพ้นจากตึกทดลองสุดสยองนี้แล้ว...

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน