เดือนสุดท้ายสำหรับชีวิตในรั้วโรงเรียนมัธยมกำลังจะสิ้นสุดลง ตอนนี้เสียงตามสายของโรงเรียนณรัชต์เริ่มเปิดเพลงปัจฉิมนิเทศ อำลา อาลัยโรงเรียนตลอดทุกช่วงพักในเวลา เช้า เที่ยง เย็น เป็นประจำ
นักเรียนชั้น ม.6 ที่เป็นเป้าหมายสำหรับการอำลาในเวลานี้ไม่ได้มาสนใจหรือมัวซาบซึ้งกับกิจกรรมที่ทางโรงเรียนเตรียมไว้ให้เท่าไหร่ เพราะต้องคร่ำเคร่งกับการเตรียมตัวสำหรับการสอบ ทั้งการสอบปลายภาคและสอบเอนทรานซ์รอบสอง
ส่วนนักเรียนชั้น ม.3 ก็ไม่ค่อยสนใจงานอำลาเหมือนกัน ด้วยส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่ขึ้นชั้น ม.4 ที่โรงเรียนเดิมทั้งนั้น ยกเว้นส่วนน้อยที่ผลการเรียนแย่มากจริง ๆ ถึงไม่สามารถต่อโรงเรียนเดิมได้
“ไปติวเอ็นฯ ที่.xx..กันไหม” ในคาบพักเที่ยงหลังกินมื้อกลางวันเสร็จ ไอซ์ สมาชิกหญิงคนเดียวในโต๊ะที่เป็นเด็กเรียนกล่าวชักชวนสมาชิกร่วมโต๊ะคนอื่นๆ ไปเรียนพิเศษกับโรงเรียนติวเตอร์ชื่อดังของจังหวัด
ณรัชต์กับเต้มองหน้ากันไปมาก่อนส่ายหัว รวมทั้งวิทย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ไอซ์ก็ส่ายหัวด้วยอีกคน
แต่ไหนแต่ไรมากลุ่มของพวกเขาก็ไม่ค่อยชอบติวหรือเรียนพิเศษกันสักเท่าไหร่ ที่ณรัชต์เคยติวสอบเตรียมทหารก็เป็นการคึกชั่วคราวตอนเห็นรุ่นพี่ใส่ชุดนายร้อยมาดสุดเท่มาแนะแนวในตอน ม.4 เท่านั้นเอง
ส่วนสมัย ม.ต้น ที่เคยเรียนพิเศษมาบ้าง ก็ด้วยเหตุผลตลกๆ อย่างการอยากเรียนพิเศษเพื่อใกล้ชิดกับสาวๆ เท่านั้น เพราะสำหรับเด็กหนุ่มโรงเรียนชายล้วนแล้ว โอกาสที่จะได้พบเจอปฏิสัมพันธ์กับเด็กสาวต่างโรงเรียนก็คงเป็นที่เรียนพิเศษเท่านั้นล่ะ
ว่าไปแล้วณรัชต์ก็รู้สึกผิดนิดๆเมื่อนึกถึงอดีต เพราะตัวเขามักจะขอเรียนพิเศษจากทางบ้านได้อย่างง่ายดายในขณะที่พี่สาวที่ขยันและเก่งกว่ากลับไม่ได้รับอนุญาต
นึกไปแล้วช่วงชีวิตที่แล้วของเขาในวัยมัธยมดูจะไร้จุดมุ่งหมายชีวิตน่าดู แรงจูงใจแต่ละอย่างในการเลือกเรียนต่อแทบไม่สามารถเอามาเล่าให้ใครฟังได้เลย ทั้งเรียนพิเศษเพราะผู้หญิงเอย สอบเตรียมทหารก็เพราะอยากใส่ชุดเท่ๆ สอบเอ็นทรานซ์เลือกคณะเลือกมหาวิทยาลัยก็เพราะละครที่เคยดูในวัยเด็ก เฮ้อ!!
เป็นอันว่าในกลุ่มพวกเขาไม่มีใครไปเรียนติวกับไอซ์เลยสักคน
ณรัชต์หันไปคุยกับเต้ต่อเรื่องเกมฟุตบอลที่พวกเขาไปเล่นมาเมื่อวาน ซึ่งดูเหมือนคู่ดวลหลายคู่จะค้างคาใจกันอยู่ บ้างก็ว่าเพราะจอยไม่ดี บ้างก็ว่าไม่ถนัดจอย 2 หรือทีมที่ตัวเองเลือกเสียเปรียบด้านค่าพลังตัวละคร ดังนั้นวันนี้ตอนเย็นก๊วนเล่นเกมจึงจะมีนัดล้างตากันอีกรอบ
ขณะนั่งคุยกันอยู่ณรัชต์ก็เห็นเพื่อนร่วมห้องลูกสาวว่าที่ สส. เดินตรงมาที่โต๊ะพวกเขา เมื่อส้มเดินมาถึงก็ยื่นถุงอะไรสักอย่างที่ถือติดมือมาด้วยส่งมาตรงหน้าเขา
“องุ่น พ่อให้คนเอามาฝาก”
ณรัชต์เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่พ่อของเพื่อนร่วมห้องมีไมตรีถึงขนาดส่งผลไม้มาให้
เขายื่นมือรับถุงจากส้มก่อนจะกล่าวขอบคุณ
ส้มยิ้มตอบก่อนจะหันหลังเดินไปหากลุ่มเพื่อนที่ยืนรออยู่ห่าง ๆ

เขาจำได้ว่าเจ้าองุ่นพันธ์นี้ในช่วงเวลาที่เขาจากมานั้นกิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท ในขณะที่ตอนนี้ราคากิโลกกรัมละหลายร้อยบาทเลยทีเดียว
เพิ่งกินมื้อเที่ยงมาพอดีณรัชต์จึงเอาองุ่นในถุงออกมาแบ่งกินกับเพื่อนร่วมโต๊ะ ถือเป็นของหวานหลังอาหารพอดี
“ลาภปาก” เต้หยิบองุ่นโยนขึ้นก่อนอ้าปากงับ
“ว่าแต่..นะ แกกับส้มไปดีกันตั้งแต่เมื่อไหร่”
หลังจากเคี้ยวองุ่นลูกแรกที่เพิ่งงับไปเสร็จเต้ก็นึกขึ้นได้จึงถามเพื่อนสนิทขึ้นมาด้วยความสงสัย เพราะพักหลังตัวเขากับเพื่อนไม่ค่อยได้ไปสนิทกับกลุ่มของส้มเหมือนแต่ก่อน และหลังๆ ดูเหมือนส้มจะยังกะบึงกะบอนกับณรัชต์เป็นพิเศษอีกด้วย
แต่เมื่อกี้ถ้าเต้ตาไม่ได้ฝาดเขาเห็นส้มส่งยิ้มให้ณรัชต์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
“ก็ไม่เคยทะเลาะกันนี่หว่า จะต้องมาดีกันก่อนทำไม”ณรัชต์ตอบก่อนหันไปสนใจกับองุ่นลูกโตที่ได้มาถุงใหญ่
นั่งกินองุ่นไปคุยเล่นกับเพื่อนร่วมโต๊ะไปพร้อมกับทักทายรุ่นน้องหลายคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
อย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว โต๊ะประจำของกลุ่มพวกเขาเป็นจุดที่นักเรียน ม.ปลายส่วนใหญ่ต้องเดินผ่านเพื่อไปโรงอาหารหรืออาคารอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อรุ่นน้องที่รู้จักพวกเขาเดินผ่านก็จะแวะกล่าวทักทายกับกลุ่มพวกเขาอยู่เรื่อย ๆ
หลังจากคล้อยหลังรุ่นน้อง ม.5 ที่เข้ามาทักทายณรัชต์กับเต้ ไอซ์ก็เอ่ยปากขึ้นอย่างตั้งข้อสังเกต
“นะนี่เสน่ห์แรงนะ”
“ไม่เท่าวิทย์หรอก” ณรัชต์ตอบแบบวางเพลิงไปทางเพื่อนสนิทอีกคน แต่ก่อนเพื่อนหนุ่มตี๋ของเขาป๊อปจะตาย แต่พอข่าวเรื่องคบกับไอซ์กระจายออกไป เรตติ้งจึงได้ตกลงไป ทำให้พวกจดหมายน้อยหรือกลอนของรุ่นน้องที่เคยส่งมาหายไปหมด
ส่วนรุ่นน้อง ม.5 ที่แวะมาคุยทักทายเขาเมื่อกี้ก็เป็นกลุ่มรุ่นน้องอดีตนักกีฬาในสังกัดเท่านั้นเอง
ยังไม่ทันจะใส่ไฟวิทย์เพิ่มเติมให้ไอซ์ฟัง กลุ่มกรรมการนักเรียนชั้น ม.4 หน้าตาคุ้นเคยก็พากันเดินผ่านโต๊ะพวกเขาไป
ณรัชต์เห็นรุ่นน้องดาวโรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มหันหน้ามองมาทางเขาพร้อมกับส่งยิ้มมาให้เขาจึงยิ้มตอบ
ไอซ์ที่สนิทสนมกับน้องบีน่าก็โบกมือทักทายด้วยเมื่อมองเห็นรุ่นน้อง รุ่นน้องก็โบกมือตอบแต่เพราะคงมีธุระเกี่ยวกับงานกิจการนักเรียนจึงไม่ได้แวะเข้ามาทักทาย
“บ๊ะ!! ไอ้นะมันแอบไปสนิทสนมกับน้องบีน่าตั้งแต่เมื่อไหร่” เต้เห็นเพื่อนสนิทเคยพูดคุยกับรุ่นน้องนางเอกโฆษณาแค่ไม่กี่ครั้งเอง แต่ทำไมทักทายเหมือนคุ้นเคยกันจัง
“ส่งยิ้มหวานจ๋อยมาให้ด้วย ยังกับตอนโฆษณาน้ำหอม” เต้พึมพำก่อนจะหันไปพยักพเยิดกับวิทย์อย่างรู้กัน
ณรัชต์ได้แต่มองอย่างอ่อนใจ สงสัยยังเข้าใจผิดเรื่องที่คิดว่าเขาแอบชอบน้องบีน่าอยู่กระมัง แล้วยังเรื่องส้มอีก คงเพราะณรัชต์ไม่เคยเล่าให้ฟังเรื่องทางบ้านของเขาที่รู้จักกันกับทั้งสองสาว ดังนั้นเมื่อเพื่อนสนิทเห็นเขาดูคุ้นเคยกับเพื่อนสาวร่วมห้องและรุ่นน้องมากกว่าเดิมจึงพากันเข้าใจผิดกันไป
“ยิ้มหวานอะไรวะ ก็ยิ้มปกติของน้องเขาหรือเปล่า ก็เห็นยิ้มงี้ตลอดนี่”ณรัชต์พยายามชี้แจง
“ว่าไปแล้วในโฆษณาน้องบีน่านี่ก็ยิ้มน่ารักสุดๆ เลยว่ะ” เต้หันมาคุยเรื่องโฆษณาของรุ่นน้องที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้
“ใช่ ขึ้นกล้องมากด้วย ดูมีแววดัง” วิทย์วิเคราะห์
“น้องบีน่าคงไม่เข้าวงการจริงจังหรอก เห็นบอกว่าลองดูเฉยๆ ” ไอซ์ที่รู้จักกับรุ่นน้องและเคยได้พูดคุยกันให้ข้อมูล
“อนาคตอาจจริงจังก็ได้นะ และคงจะรุ่งแน่ๆ” รุ่นน้องเขาสุดท้ายก็คงจะชอบวงการนี้ไม่งั้นคงไม่อยู่าในวงการนับสิบปีจนถึงช่วงเวลาที่เขาจากมาหรอก
“เอ๊ะ ทำไมอวยน้องบีน่าจัง ฮั่นแน่! ไหนบอกว่า ม.4 ยังเด็กงายย” เต้ลากเสียงยาวอย่างแซวกึ่งจับพิรุธ
ณรัชต์ได้แต่ถอนหายใจที่เพื่อนสนิทยังชอบที่จะล้อเขาเรื่องนี้อยู่นึกไปถึงตอนที่เขาเคยบอกว่าน้องปิ่นที่อยู่ ม.4 ยังเด็ก เต้ก็เลยเหมาเอาว่าเขามองน้องบีน่าที่อายุเท่ากันเป็นเด็กไปด้วย
อาจจะเพราะเคยเห็นน้องบีน่าตอนโตเป็นนักแสดงชื่อดังกระมัง
ถ้าเทียบกับน้องปิ่นที่เขาเห็นเพียงตอนเด็กวัยมัธยม ความรู้สึกณรัชต์เลยมองน้องปิ่นเด็กกว่ามาก
หลังเลิกเรียนณรัชต์บอกให้กลุ่มเพื่อนก๊วนเกมไปที่ร้านกันก่อน ส่วนตัวเขาจะแวะเอาของกินไปเลี้ยงฉลองตามธรรมเนียมให้กับเหล่าหมาๆแมวๆในโรงเรียนก่อน เพื่อฉลองผลงานชิ้นใหญ่ของการลงทุนในรอบนี้
เมื่อวานกำไรเฉพาะหุ้น IPO ของเขาก็ตั้ง 2 ล้านแหนะ และยังกำไรจากที่ดินก่อนหน้าอีกเกือบ 20 ล้านบาทอีก เบ็ดเสร็จเขามีเงินสดเกือบ 50 ล้านบาทเลยทีเดียวในตอนนี้
ซึ่งถ้าเป็นช่วงชีวิตที่แล้วณรัชต์คงต้องใช้เวลานับ 10 ปีกว่าจะมีเงินได้ถึงขนาดนี้ ไม่นับเรื่องเงินลงทุนเริ่มต้นยังต่างกันมากอย่างเทียบไม่ติดอีกด้วย
ขณะเดินถือถุงของกินตรงไปจุดประจำที่เหล่าสุนัขโรงเรียนมักชุมนุมอยู่ณรัชต์ก็นึกถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจากปิดเทอมที่เขาจบการศึกษา โดยตามปกติแล้วหมาแมวในโรงเรียนของเขาจะมีแม่ครัวของโรงอาหารหรือเด็กนักเรียนในโรงเรียนนำอาหารและของกินมาให้ตลอด แต่ยกเว้นช่วงปิดเทอมที่จะลำบากหน่อย ซึ่งบ่อยครั้งที่หลังจากปิดเทอม หมาแมวของโรงเรียนจะหายหน้าหายตาไปหลายตัว อาจเพราะต้องออกไปหากินข้างนอกโรงเรียนแล้วซัดเซพเนจรไปต่อจนไม่ได้กลับมาโรงเรียนอีก ก่อนปิดเทอมณรัชต์คงต้องไปฝากฝังเรื่องนี้กับนักการภารโรงคนหนึ่งของโรงเรียนที่เขาคุ้นเคยให้ช่วยดูแลเรื่องอาหารของเหล่าหมาแมวของโรงเรียนสักหน่อย ตอนนี้เรื่องเงินไม่มีปัญหาสำหรับเขาอยู่แล้ว
หางตาณรัชต์มองเห็นรุ่นน้องคนคุ้นเคยกำลังตรงมาทางเขาพลางโบกมือไหวๆ
“พี่นะ จะเอาของกินไปเลี้ยงหมาใช่ไหมคะ” น้องปิ่นกล่าวถามหลังจากเดินมาทันณรัชต์
“ใช่ ไปด้วยกันไหม” ณรัชต์ชวนรุ่นน้องไปทำกิจกรรมเดิมที่มักทำร่วมกันบ่อยๆ
“ค่ะ วันนี้หนูซื้ออาหารแมวมาด้วย”รุ่นน้องชูถุงที่อยู่ในมือขึ้นมา
“ป่ะ”
ณรัชต์เดินคู่มากับรุ่นน้องจนถึงใต้ถุนอาคารกิจกรรมที่เหล่าสุนัขโรงเรียนชอบมาอาศัยนอน
เมื่อเดินไปถึงเขาก็มองไปเห็นเด็กนักเรียนรุ่นน้องราว ม.1 ม.2 สองสามคนกำลังแข่งกันขว้างก้อนหินเล็ก ๆ เข้าไปในใต้ถุนอาคารเพื่อกลั่นแกล้งพวกหมาที่นอนอยู่ใต้ตึก
ณรัชต์รีบเดินเข้าไปเคาะกะโหลกรุ่นน้องพร้อมเตะตูดเบาๆ เรียงตัวสั่งสอนทีละคน
“จะมารังแกมันทำไม อย่าให้เห็นอีกนะ”เขาคาดโทษเด็กเกเรกลุ่มนี้
เด็กมือกุมหัวน้ำตาคลอค่อยๆ พากันเดินจากไป โดยไม่กล้าหือกล้าอือกับรุ่นพี่ ม.6 ที่เป็นชั้นเรียนที่โตสุดในโรงเรียน
ณรัชต์มองเด็กนักเรียนรุ่นน้อง ม.1 ที่กำลังเดินคอตกจากไปพลางส่ายหัว ว่าไปแล้วเขาก็เห็นด้วยกับต่างประเทศมากกว่าเรื่องที่ระบบการศึกษาจัดให้แยกนักเรียนชั้น ม.ต้น กับ ม.ปลาย ออกจากกันเป็นคนละโรงเรียน เพราะดูแล้ววุฒิภาวะของเด็ก 2 กลุ่มนี้ต่างกันเกินไป ในขณะที่กลุ่มหนึ่งเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว กลุ่มหนึ่งยังเป็นเด็กที่สนุกกับการเอาก้อนหินเอาหนังยางมาขว้างสุนัขเล่นกันอยู่เลย
ต้องเสียเวลาเรียกอยู่ตั้งนานกว่ากลุ่มสุนัขโรงเรียนที่หลบก้อนหินหนีเข้าไปในใต้ถุนอาคารจะกล้าออกมาหาเขา
ณรัชต์กับรุ่นน้องช่วยกันแจกจ่ายอาหารและห้ามปรามเหล่าเจ้าตูบที่ทะเลาะเบาะแว้งกันขณะกินอาหารอยู่พักหนึ่งก่อนจะพากันตระเวนไปเลี้ยงเจ้าเหมียวต่อ
ระหว่างการให้อาคารแมว มองเห็นรุ่นน้องนั่งลงลูบแมวที่กำลังกินอาหารเม็ดที่เธอซื้อมาอย่างหงอย ๆ ณรัชต์จึงเอ่ยปากถามรุ่นน้อง
“น้องปิ่นมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”
รุ่นน้องลุกขึ้นจากแมวที่กำลังกินอาหารเม็ดใกล้จะหมดแล้วกลับมายืนข้างเขาก่อนจะเล่าเรื่องไม่สบายใจให้ฟัง
“หนูต้องย้ายโรงเรียนค่ะ”น้องปิ่นเล่า
“หือ ใกล้สอบปลายภาคแล้วนี่ จะย้ายช่วงนี้เหรอ”
“พ่อรอให้สอบเสร็จก่อนค่ะ พ่อจะย้ายที่ทำงานไปก่อนแล้วหนูค่อยย้ายโรงเรียนตามหลังสอบเสร็จ” เสียงรุ่นน้องหงอย ๆ
‘จริงสิ ดูเหมือนตอนนี้จะเป็นช่วงโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับกับรองผู้การ พ่อของรุ่นน้องก็คงได้รับคำสั่งโยกย้ายเหมือนกัน’ ณรัชต์รู้เรื่องนี้ก็เพราะเพิ่งได้ยินจากพ่อของเขาพูดถึงผู้กำกับของสถานีตำรวจภูธรอำเภอคนใหม่ที่กำลังจะย้ายมา ซึ่งผู้กำกับคนใหม่ของอำเภอเขาเป็นอดีตรองผู้กำกับที่อำเภอของพวกเขาก่อนจะย้ายไปรับตำแหน่งอื่นเพียงพักเดียวแล้วก็ได้ย้ายกลับมารับตำแหน่งผู้กำกับในอำเภอเดิม และผู้กำกับใหม่คนนี้รู้จักสนิทสนมกับท่านรัฐมนตรีพินิจ จึงไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอะไรที่สามารถย้ายกลับมารับตำแหน่งผู้กำกับที่อำเภอใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว พ่อเขาบอกว่าดีที่การย้ายมาของผู้กำกับใหม่ไม่ทันช่วงเลือกตั้งซ่อม ไม่อย่างนั้นกำนันพลคงจะยุ่งยากมากในการลงพื้นที่หาเสียงในอำเภอนี้
“ย้ายไปจังหวัดไหน”ณรัชต์สอบถามรุ่นน้อง
“กรุงเทพฯค่ะ ที่กองปราบฯ ”
แสดงว่าพ่อของรุ่นน้องต้องเป็นนายตำรวจฝีมือดี ณรัชต์พอรู้มาบ้างว่าสำหรับกองบังคับการปราบปรามในอดีต นายตำรวจที่จะย้ายไปที่นั่นได้ส่วนใหญ่มักมีแต่นายตำรวจฝีมือดีระดับหัวกะทิทั้งนั้น
“กรุงเทพฯ เหรอ งั้นก็อาจได้เจอพี่ที่กรุงเทพฯสิ ถ้าพี่ไปเรียนที่นั่น”
หลังจากณรัชต์กล่าวจบรุ่นน้องที่กำลังหน้าหงอยรีบหันหน้ามาหาเขาพร้อมกับเอ่ยปากสอบถามด้วยความสงสัยทันที
“พี่นะไม่ได้จะไปเรียนวิศวะที่ xxx เหรอคะ” รุ่นน้องเปลี่ยนอารมณ์ไปในทันที
“อ๋อพี่เปลี่ยนใจแล้วน่ะ ว่าจะหาที่เรียนในกรุงเทพฯนั่นละ มีเรื่องที่จะต้องทำที่นั่นเยอะเลย” ตอบรุ่นน้องไปตามตรง อันที่จริงเขาไม่คิดจะไปเรียนที่เดิมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“ป่ะ กลับกันเถอะ”
เห็นแมวกินอาหารเม็ดที่รุ่นน้องให้จนหมดแล้วณรัชต์จึงชวนรุ่นน้องกลับ
หลังแยกจากรุ่นน้องที่หน้าโรงเรียนณรัชต์ยกมือถือขึ้นมากดโทรศัพท์หาคนดูแลบัญชีหุ้นของเขาพร้อมกับเดินไปร้านเกมที่อยู่ไม่ไกลเพื่อแข่งแมตช์ล้างตาของเกมฟุตบอลกับเพื่อนร่วมห้องต่อ
“สวัสดีครับ…..ใช่ครับ”
“อยากจะขอข้อมูลหุ้นบริษัท xxx หน่อยครับ”
“ครับ อยู่ในหมวดค้าปลีก เป็นบริษัทเครื่องเขียนเล็กๆ มีสาขาไม่มาก อยากให้หาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในปัจจุบัน รายงานประจำปีย้อนหลัง กับข้อมูลของผู้บริหารในตอนนี้หน่อยครับ”
“ครับ ขอข้อมูลผู้บริหารปัจจุบันแบบละเอียดเลยนะครับ ข่าวซุบซิบข่าววงในเอาหมด”
“ครับ ขอบคุณครับ”
ได้เวลาเตรียมการสำหรับเป้าหมายที่คิดจะทำหลังจากเข้ากรุงเทพฯ แล้ว...
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,400,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 40,133,300 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 9,250,100 บาทมูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,400,000 + 40,133,300 + 9,250,100 = ปัจจุบัน 51,783,400 บาท
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------