บทที่ 9 ตระกูลเจี่ย
ณ จวนเ้าเมืองพยัคฆ์เมฆาพิสุทธิ์
ปรากฏร่างชายวัยกลางคนสองคนกำลังนั่งพูดคุยหารือกันอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดหนึ่งคือเฟยหลงแม่ทัพแห่งพยัคฆ์เมฆาอยู่ในชุดนักรบดูหน้าเกรงขาม อีกคนคือชายวัยกลางคนรูปร่างสง่างามอยู่ในชุดสีขาวนั่นคือเสี่ยวทันหลางเ้าเมืองของเมืองพยัคฆ์เมฆาแห่งนี้
“ ท่านแม่ทัพสถานการณ์ตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง?”
“ จากที่ข้าส่งคนไปคอยสอดแนมตอนนี้ทางตระกูลเจี่ยเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว...และตอนนี้ที่เมืองแห่งนี้มีผู้ฝึกยุทธ์เข้ามาอย่างผิดปกติด้วยเช่นกัน ”
“ดูเหมือนพวกมันตั้งใจจะก่อาจริงๆสินะ ”เสี่ยวทันหลางถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ส่วนอีกฝ่ายก็อยู่ในอารมณ์ไม่ต่างกันมากนัก
“ดูแล้วเป็เช่นนั้น ท่านเ้าเมืองว่าแต่ผู้าุโว่าเช่นไรบ้าง?”
“ไม่ต้องเป็ห่วงท่านตอบรับคำเชิญแล้วแต่การเดินทางจากเมืองหลวงมาคาดว่าคงใช่เวลาอีก10 วันกว่าจะมาถึง…”เสี่ยวทันหลางตอบออกมาพร้อมกับดวงตาที่ทอประกายวูบหนึ่ง
“ อืม หวังแต่ว่าพวกมันคงจะไม่ชิงลงมือเสียก่อน... ”
ทั้งสองคุยกันได้ไม่นานเสี่ยวปิงก็เดินเข้ามาภายในห้องโถงทำให้ทั้งคู่หยุดการสนทนาลง
“ คาราวะ ท่านพ่อ ท่านลุง ”
“ ปิงเอ๋อร์เ้ามีอะไรรึ?”
“ ข้ามีเื่จะถามท่านลุงนิดหน่อยเ้าค่ะ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฟยหลงพลันหัวเราะขึ้นมาทันทีเื่ที่แม่หนูนี่อยากรู้จะเป็เื่ใดไปได้ถ้าไม่ใช้เื่ของหยางอี้
“ ฮ่าๆ อืม...นี่ก็ผ่านมาเกือบ 2เดือนแล้วที่หยางอี้ปิดด่านฝึกตนลุงคิดว่าคงอีกไม่นานก็คงจะได้เวลาออกมา ไม่ต้องห่วงไปหากหยางอี้ออกจากด่านฝึกตนเมื่อไหร่ข้าจะให้คนมาบอกเ้าทันที ”
“ ขอบคุณเ้าค่ะ ” เมื่อได้ความเสี่ยวปิงก็ขอตัวออกไปทันที
“ เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสาวข้า ไม่คิดจะพูดคุยกับบิดาสักคำ ” เสี่ยวทันหลางกล่าวออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“ ท่านเ้าเมือง...ลูกสาวข้าก็ไม่ต่างจากลูกสาวท่านหรอก ”เฟยหลงกล่าวออกมาก่อนที่ทั้งสองจะหันหน้ามาสบตากันแล้วหัวเราะออกมา
***
ณ ตึกหลักตระกูลเจี่ยมีชาย 4 คนกำลังนั่งหารือกันอยู่หนึ่งคือชายวัยกลางคนหน้าตาคมเข้มสวมชุดสีดำนั่งอยู่บนที่นั่งถูกยกสูงขึ้นเหนือผู้อื่นตรงกลางห้องโถงนั่นคือประมุขตระกูลเจี่ยเจี่ยฮง ส่วนอีกสามเป็ชายชรานั่งอยู่ด้านซ้ายและขวาเป็ผู้าุโของตระกูลเจี่ย
“ ผู้าุโหนึ่งตอนนี้เตรียมการไปถึงไหนแล้ว ” เจี่ยฮงกล่าวออกมาขณะมองไปยังชายชราด้านข้าง
“ เรียนท่านประมุข ตอนนี้ทุกอย่างใกล้เรียบร้อยแล้ว อีก 10 วันจะเตรียมการเสร็จสมบูรณ์ ”
“ ดีมาก! ผู้าุโสามตอนนี้เรารวบรวมผู้ฝึกยุทธ์ได้เท่าไหร่แล้ว ”
“ เรียนท่านประมุข ตอนนี้เรามีผู้ฝึกยุทธ์ที่เชิญมาจากภายนอก 30 คนเป็ระดับก่อกำเนิดขั้นสูง15คน ปราณตั้งจิตขั้นต่ำและกลาง10คน ปราณตั้งจิตขั้นสูงสุด 3 คน และปราณปฐี ขั้นต้น 2 คน!”
“ ดี ดี! แล้วที่จวนเ้าเมืองและจวนแม่ทัพมีการเคลื่อนไหวหรือไม่ ”
“ เรียนท่านประมุข ตอนนี้พวกมันเพียงเตรียมการป้องกันเท่านั้นเื่กำลังคนยังคงมีเท่าเดิมนอกจากนั้นยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ”
“ หืม…เสี่ยวทันหลางและเฟยหลงมิใช่ตัวโง่งมมันต้องรู้การเคลื่อนไหวของเราเป็แน่แต่ทำไมมันจึงยังมิเคลื่อนไหว? จับตาดูพวกมันต่อไปหากมีเื่ผิดสังเกตให้รายงานข้าทันที! จะปล่อยให้เกิดเื่ผิดพลาดมิได้! ”
“ ขอรับท่านประมุข ”
เมื่อหารือกันเสร็จทั้ง 3 าุโก็แยกย้ายกันกลับไปจัดการธุระของตนประจวบกับที่หน้าห้องโถงก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามา
“ คาราวะท่านพ่อ ”
“ อ่า... ส้งเอ๋อร์ เข้ามาๆ ” เจี่ยฮงพลันกล่าวออกมาอย่างยิ้มแย้มเบื้องหน้านี้คือบุตรชายสุดที่รักของมันเจี่ยส้งหรือคุณชายสามของตระกูลเจี่ย
“ ท่านพ่อแผนการเรียบร้อยดีหรือไม่ขอรับ? ”
“ ฮ่าๆ ทุกอย่างเป็ไปตามแผน เ้าไม่ต้องกังวลไปแม่หนูสองคนนั้นต้องเป็ของเ้าอย่างแน่นอน! ” เจี่ยฮงกล่าวออกมาอย่างรู้ใจบุตรของมัน
“ ฮี่ๆ ท่านพ่อช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ข้ามีเื่หนึ่งจะขอท่าน...ท่านพ่อจำได้หรือไม่เมื่อ 5 ปีก่อนที่เ้าเมืองธารา์มาติดต่อการค้าได้นำบุตรชายมาด้วยคนหนึ่ง ”
“ หืม ข้าจำได้ ทำไมรึ? ”
“ ตอนนี้มันพักอยู่ในจวนแม่ทัพ!เมื่อถึงวันนั้นข้าอยากให้ท่านจับเป็มันมาให้ข้าได้หรือไม่? ”เจี่ยส้งกล่าวออกมาพร้อมยิ้มเหี้ยมและเมื่อเจี่ยฮงเห็นมันก็เข้าใจได้ทันที
“ ฮ่าๆ ตามที่เ้า้าส้งเอ๋อร์ อีก 10 วันพี่รองของเ้าจะออกจากด่านฝึกตนแล้ว ”
“ เข้าใจแล้วท่านพ่อ เมื่อพี่รองออกมาข้าจะมอบ 1 ใน 2นางให้เป็ของขวัญแก่ท่านพี่ ฮ่าๆๆ ”ทั้งสองพ่อลูกต่างะเิหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
7 วันผ่านไป หยางอี้ออกจากด่านฝึกตนตอนนี้ชายหนุ่มก้าวไปถึงจุดสูงสุดของลมปราณก่อกำเนิดขั้นกลางแล้วดวงจิตอสูรของาาหมาป่าทมิฬนั้นให้ผลเกินกว่าที่เขาคิดไว้มาก
เมื่ออกจากมิติพิเศษหยางอี้เลือกอาบน้ำชำระกายเพื่อนำเอาสิ่งสกปกออกจากร่างกายแทนที่จะขจัดออกด้วยพลังปราณซึ่งแม้จะได้ผลเหมือนกันแต่สำหรับชายหนุ่มการนอนแช่ในน้ำทำให้รู้สึกผ่อนคลายกว่ามาก
หลังจากทำธุระเรียบร้อยชายหนุ่มก็ตรงไปยังห้องโถงจวนแม่ทัพทันทีเพื่อจะถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็อย่างไรบ้างเมื่อมาถึงห้องโถงจวนแม่ทัพ ซึ่งตัวเขาแปลกใจไม่น้อยเพราะผู้ที่อยู่ในจวนแม่ทัพมีทั้งเฟยหลง เพ่ยเพ่ย เสี่ยวทันหลาง เสี่ยวปิง หยางอี้เดินเข้าไปก่อนเริ่มจะกล่าวทักทาย
“ คาราวะท่านลุงทั้งสอง ” หยางอี้กล่าวทักทายเฟยหลงและเสี่ยวทันหลางก่อนจะหันไปยิ้มให้เสี่ยวปิงและเพ่ยเพ่ย
“ ท่านพี่หยางอี้เป็อย่างไรบ้างเ้าค่ะ ” ทั้งสองสาวเอ่ยออกมาพร้อมกันอย่างกับนัดกันมาเพียงจบคำก็หันกับมาเขม่นกันต่อส่วนหยางอี้นั้นมิได้สนใจนางทั้งสองแต่หันกับมาถามเฟยหลงถึงสถานการณ์ของเมืองแทน
“ ท่านลุงทันหลางก่อนหน้านี้ข้าต้องขออภัยที่มิได้ไปกล่าวทักทายท่านเมื่อมาถึงเมืองแห่งนี้…แล้วตอนนี้เหตุการณ์เป็อย่างไรบ้างขอรับ ”
“ไม่เป็ไรหรอกแม้เ้าจะไม่ไปหาข้าปิงเอ๋อร์ก็พูดถึงเ้าให้ข้าฟังทุกวันจนข้าแทบจะรู้หมดแล้วว่าเ้าทำอะไรที่ไหนมาบ้างฮ่าๆ ”
เสี่ยวทันหลางหัวเราะออกมานั่นทำให้เสี่ยวปิงพลันหน้าขึ้นสีขึ้นมาทันที หยางอี้ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆกลับไป
“ ส่วนตอนนี้ยังคงไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นตอนนี้ข้าได้เชิญผู้าุโท่านหนึ่งมาเพื่อช่วยเจรจาเื่นี้แล้ว หากเป็ไปตามคาดก็คงจะไม่ต้องเกิดการต่อสู้กัน...ผู้าุโจะมาถึงในอีก3 วัน ตอนนี้เราหวังได้เพียงว่าตระกูลเจี่ยจะไม่เปิดศึกก่อนหน้านั้น ” เสี่ยวทันหลางกล่าวออกมามีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อย เพราะหากดูจากการเตรียมการของตระกูลเจี่ยแล้วตอนนี้มันคงจะพร้อมแล้วเหลือแค่รอเวลาเท่านั้น
“ หากเป็ตระกูลเจี่ยเรายังคงพอต้านไว้ได้เพราะกองกำลังก็มิได้แตกต่างกันมากนักเพียงแต่ตอนนี้ตระกูลเจี่ยเชิญผู้ฝึกยุทธ์ภายนอกมาเกือบ 40 คน นั่นจึงถือเป็ปัญหาหนักทีเดียว ” เป็เฟยหลงกล่าวออกมา
“ พวกมันเตรียมการมานานแล้วตอนนี้เราหวังได้แต่ให้ท่านผู้าุโมาทัน! ”เสี่ยวทันหลางถอนหายใจแล้วกล่าวออกมา
หลังจากได้รับรู้หยางอี้เข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีนัก ถึงแม้กำลังทหารของเ้าเมืองและแม่ทัพจะมีมากกว่าและนั่นก็ไม่สามารถจะรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงที่พวกตระกูลเจี่ยเชิญมาได้
“ หลานชายข้ารู้มาว่าเ้าและนายน้อยคนที่สามของตระกูลเจี่ย....เจี่ยส้งนั้นมีเื่บาดหมางกันในอดีตเจี่ยส้งนั้นเป็คนที่จมอยู่ในความแค้นชอบข่มเหงผู้อื่นเ้าต้องระวังตัวให้ดีไม่แน่ว่าเ้าอาจจะเป็หนึ่งในเป้าหมายของมัน ”เสี่ยวทันหลางกล่าวเตือนออกมาด้วยความเป็ห่วง
“ เจี่ยส้งงั้นหรือ? ” หยางอี้ครุ่นคิดอยู่สักพักเพ่ยเพ่ยก็กล่าวออกมา
“ ท่านพี่เจี่ยส้งก็คือเ้าลูกหมาอันธพาลที่เมื่อก่อนมันมาตามตอแยข้าและเสี่ยวปิงแต่โดนท่านอัดมันซะน่วมไงเ้าค่ะ ”
“ อ้อ เ้านั่นนี่เอง ” หยางอี้พลันนึกออกมาทันทีก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา
“ ท่านลุงไม่ต้องกังวล ข้าจะคอยระวังตัวไว้แต่เ้านั้นต้องจ้องเล่นงานเสี่ยวปิงและเพ่ยเพ่ยแน่นอนด้วยนิสัยของมัน ”
“ ฮึ่ม เ้าลูกหมานั่นหากมันกล้าแตะต้องบุตรสาวข้า ข้าจะถลกหนังมันออกมา ”เฟยหลงกล่าวออกมาอย่างดุดัน
หลังจากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันต่อโดยส่วนมากจะเป็เพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงทะเลาะกันเสียมากกว่าจนถึงเวลาค่ำเ้าเมืองและเสี่ยวปิงก็กลับจวนไป
บรรยากาศภายในเมืองพยัคฆ์เมฆานั้นช่างเงียบสงบเหมือนเช่นเคย ทุกคนอยู่กันอย่างสงบสุขในตลาดก็ยังคงคึกคักเช่นเคยไม่มีผู้ใดรับรู้เลยว่าอีกไม่กี่วันเมืองแห่งนี้จะเต็มไปด้วยการต่อสู้ฆ่าฟันหยดเืจะถูกชโลมไปทั่วเมือง...
เช้าวันต่อมาหยางอี้ได้รับเชิญไปที่จวนเ้าเมืองโดยมีเพ่ยเพ่ยติดตามไปด้วยจวนเ้าเมืองและจวนแม่ทัพนั้นอยู่ห่างกันไม่มาก เดินทางไม่นานทั้งสองก็มาถึงจวนเ้าเมืองโดยมีเสี่ยวปิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เพียงเจอหน้ากันทั้งสองสาวก็เริ่มเขม่นกันทันทีหยางอี้ไม่อยากเสียเวลาจึงตรงไปพบท่านเ้าเมืองทันทีปล่อยให้ทั้งสองรออยู่ในสวนน้อยของเมืองเมื่อเข้ามาในห้องโถงหยางอี้ก็พบเสี่ยวทันหลางกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ คาราวะท่านลุง มีเื่อันใดหรือขอรับถึงเรียกข้ามาพบแต่เช้า ” หยางอี้กล่าวถามออกมา
“ หลานชาย เมื่อ 5ปีก่อนที่พ่อเ้ามาที่นี่นั้นหลังจากตกลงเื่ธุรกิจกันและผ่านวันเวลานับเดือนข้าและท่านพ่อของเ้านั้นก็นับถือกันดั่งพี่น้องด้วยตอนนั้นข้าได้เตรียมของขวัญไว้ให้แต่ไม่ทันการพ่อของเ้าดันรีบกลับไปเสียก่อน ”เสี่ยวทันหลางกล่าวออกมา
หยางอี้ขมวดคิ้วครุ่นคิด ‘ ขอขวัญรึ? หรือท่านลุงจะมอบให้ข้าแทน? ’
“ หลานชายด้วยเหตุการณ์ตอนนี้อาจเกิดการโจมตีจากตระกูเจี่ยได้ทุกเมื่อข้าจึงเห็นว่าควรจะมอบมันให้แก่เ้าอย่างน้อยก็เอาไว้ใช้ป้องกันตัว ”
หลังจากกล่าวจบเสี่ยวทันหลางก็นำกล่องไม้ออกมาใบหนึ่ง มันมีขนาดกว้างราว6 นิ้ว และยาว 1 เมตร เขาส่งมอบให้กับหยางอี้
หลังจากรับมาหยางอี้ก็เปิดออกทันทีด้านในเป็ดาบเล่มหนึ่งใบดาบสีเงินมันวาวสวยงามสันดาบถูกสลักเป็ลายเมฆั้แ่โคนจนถึงปลายดาบทางด้ามจับเป็แร่บางอย่างดูทนทานสลักเป็ตัวพยัคฆ์ดูน่าเกรงขามที่ส่วนหัวกำลังอ้าปากคำรามโดยใบดาบนั้นยื่นออกจากปากของพยัคฆ์
“ นี่คือ... ” หยางอี้กล่าวออกมาหลังจากหายตะลึงกับความงามของดาบเล่มนี้
“ นี่คือดาบพยัคฆ์เมฆา...ศาสตราวุธระดับปฐีขั้นกลาง!”
หลังจากเสี่ยวทันหลางกล่าวออกมาร่างของหยางอี้พลันสั่นสะท้านผู้คนส่วนมากจะใช้เพียงอาวุธระดับ สูง กลาง ต่ำ เท่านั้น และการที่ใครสักคนจะสามารถศาสตราวุธนั้นไม่ใช่เื่ง่าย! แค่ระดับปฐีขั้นต่ำก็แพงหูฉีกแล้ว! แต่นี่คือขั้นกลาง! มันมีค่ามากมายกว่าขั้นต่ำหลายเท่านัก!
“ ท่านลุงข้าคิดว่ามันมีค่ามากเกินไปข้ารับไม่ได้หรอกขอรับ! ”
หยางอี้กล่าวออกมาตามที่คิดจริงๆดาบเล่มนี้มีค่ามหาศาลหากนำไปขายราคาของมันคงไม่ต่ำกว่า 3 แสนเหรียญทองเป็แน่แล้วเขาจะกล้ารับมาได้อย่างไร?
“ เฮ้อ หลานชายแต่เดิมข้าก็จะมอบให้แก่พ่อของเ้าอยู่แล้วอีกอย่างทั้งข้าและเสี่ยวปิงต่างใช้กระบี่ดังนั้นการจะเก็บมันไว้ก็เสียป่าวเ้าก็เป็เหมือนลูกหลานของข้าเช่นนั้นก็รับมันไปเถอะ ”เสี่ยวทันหลางกล่าวออกมาอย่างอบอุ่นทำให้หยางอี้ไม่สามารถปฏิเสธได้
“ เช่นนั้นข้าจะรับไว้และจะไม่ทำให้ความหวังดีของท่านเสียเปล่า ”หยางอี้กล่าวออกมาอย่างจริงจัง
“ ดีๆ ฮ่าๆ ข้าจะรอดูความสำเร็จของเ้า! ”เสี่ยวทันหลางหัวเราะออกมาก่อนจะมองดูแผ่นหลังของหยางอี้เดินออกจากห้องโถงไป
“ เ้าหนูอย่างไรอนาคตเสี่ยวปิงคงไม่ปล่อยเ้าเป็แน่...การมอบดาบเล่มนี้ให้เ้าข้าจะคิดผิดได้อย่างไรฮ่าๆ ”
กลับมาที่สวนน้อยในจวนเ้าเมืองทั้งสองสาวหลังจากเถียงกันอยู่นานตอนนี้หันมานั่งจิบชากันแล้ว
“ เพ่ยเพ่ย เ้าคิดว่าหากผู้าุโมาไม่ทันจะเป็อย่างไร ”
“ ฮึ่ม ยังไงพวกเราก็จะไม่ยอมให้ตระกูลเจี่ยมาข่มเหง ”
“ ท่านพ่อบอกว่าจะให้เ้าและข้าอยู่ในจวนเมื่อเกิดา ”
“ ท่านพ่อข้าก็บอกเช่นนั้น ”
“ เพ่ยเพ่ย ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดีเลย… ”เสี่ยวปิงกล่าวออกมาขณะนางยังคงมองไปยังท้องฟ้ายามเช้าเห็นเช่นนั้นเพ่ยเพ่ยก็กล่าวออกมา“ เสี่ยวปิงเ้าคิดมากเกินไปทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี! ”
หยางอี้ที่เดินเข้ามาทันเห็นทั้งสองสนทนากันก็พลันยิ้มและกล่าวขึ้น“ เ้าทั้งสองมิต้องกังวลไปหรอกจะไม่มีใครทำอันตรายพวกเ้าได้ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ”
ทั้งสองสาวสะดุ้งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของหยางอี้ แล้วก็กลับมาเขม่นใส่กันอีกครั้งทำให้หยางอี้ได้แต่หัวเราะก่อนจะมองไปยังขอบฟ้าตัวเขาเองก็มิรู้เช่นกันว่าวันพรุ่งนี้เมืองแห่งนี้จะยังสงบอยู่หรือไม่…
‘ อีกเพียง 2 วัน ผู้าุโจะมาถึงหวังว่าคงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น! ‘
เวลาบ่ายคล้อยหยางอี้และเพ่ยเพ่ยได้เดินทางกลับมายังจวนแม่ทัพหลังจากแยกกันหยางอี้ก็ตรงไปยังลานฝึกทันที ที่ลานฝึกของจวนแม่ทัพเป็พื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มากนักมีลักษณะเป็สี่เหลี่ยมจัตุรัสยกพื้นสูงด้วยหินปูนเหมือนลานประลองทั่วไป
หยางอี้นำดาบพยัคฆ์เมฆาออกมาตัวดาบมีน้ำหนักประมาณ 500 จินถือว่าหนักมากทีเดียวแต่ด้วยการที่หยางอี้ฝึกทักษะหัตถ์หละวันทำให้การถือดาบพยัคฆ์เมฆานั้นไม่เป็ปัญหาสำหรับเขา
หยางอี้ยืนถือดาบอยู่บนลานประลองครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มร่ายรำกระบวนท่าพื้นฐานต่างๆก่อนที่จะสูญเสียลมปราณไปเขาเคยเรียนตำราดาบมาอยู่บ้างแต่เป็เพียงกระบวนท่ามิได้เป็ทักษะแต่อย่างใดดาบเล่มนี้ถือเป็อาวุธชิ้นแรกของชายหนุ่มเลยก็ว่าได้
หลังจากฝึกซ้อมกระบวนท่าพื้นฐานอยู่นานจนเวลาล่วงเลยมาถึงยามเย็นทั่วร่างกายของเขาถูกชโลมไปด้วยหยาดเหงื่อ
โฮก !
กระบวนท่าสุดท้ายหยางอี้ทดลองโคจรลมปราณเข้าสู่ตัวดาบก่อนจะฟาดฟันออกไปจนเกิดเป็คลื่นพลังปราณพุ่งเข้าใส่กำแพงอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่น เมื่อฝุ่นควันจางลงที่กำแพงปรากฏเป็ช่องว่างขนาด1 เมตรที่มีรอยตัดเรียบเนียน เหมือนถูกแยกออกด้วยของมีคมและนั่นทำให้หยางอี้ตกตะลึงเป็อย่างมาก
“ ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้ นี่คือความสามารถของของศาสตราวุธระดับปฐีขั้นกลางสินะ...สมแล้วที่เป็ของหายากและมีราคาแพง ”
ด้วยความสามารถของมันทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในความคิด หนึ่งต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้หยางอี้เพียงโคจรพลังปราณเข้าสู่ตัวดาบแล้วฟันออกไปเท่านั้นเขาไม่ได้ใช้ทักษะแต่อย่างใดทว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นรุนแรงเป็อย่างมาก
ไม่นานทหารยามรวมถึงเฟยหลงก็ได้มาถึงลานฝึก ด้วยเสียงที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันของพลังปราณและกำแพงทำให้พวกเขาใเป็อย่างมากแต่เมื่อมาถึงเห็นหยางอี้ยืนถือดาบอยู่เฟยหลงก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“ นั่นคงเป็ดาบพยัคฆ์เมฆาสินะ ” เฟยหลงกล่าวออกมาพร้อมเดินไปหาหยางอี้ก่อนจะโบกมือให้ทหารยามที่ตามมาว่าไม่มีอะไรแล้ว
“ท่านลุงข้าขอโทษด้วยที่สร้างความเสียหาย ว่าแต่ท่านรู้จักดาบเล่มนี้? ” หยางอี้กล่าวออกมา
“ ฮ่าๆ จะไม่รู้จักได้อย่างไรในเมื่อข้าเป็คนนำมันมาให้ท่านเ้าเมืองเอง ”เฟยหลงกล่าวออกมาพร้อมหัวเราะ
“ เป็เช่นนั้นเอง ”
“ หลานชาย ดาบเล่นนี้แต่เดิมสร้างขึ้นมาเพื่อเป็ของขวัญแก่พ่อของเ้าข้านั้นได้รับคำสั่งจากท่านเ้าเมืองจึงเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อให้ชั่งตีดาบด้ามหนึ่งตีมันขึ้นมา ” เฟยหลงกล่าวออกมา
“ นี่...ดาบเล่มนี้ถูกตีขึ้นมาโดยเฉพาะหรือนี่ ” หยางอี้อุทานออกมาพร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง
“ ใช่แล้ว การที่จะหาคนสร้างศาสตราวุธนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ด้วยการที่ต้องใช้ความสามารถระดับสูงแล้วผู้สร้างส่วนมากจะเป็คนมีชื่อเสียงการจะว่าจ้างนั้นต้องใช้เงินเป็จำนวนมากแต่โชคดีผู้าุโที่ตีดาบเล่มนี้ขึ้นมานั้นมีความสัมพันธ์บางอย่างกับท่านเ้าเมือง ” เฟยหลงค่อยๆอธิบายออกมาให้หยางอี้ฟัง
หยางอี้เริ่มสงสัยแล้วในตอนนี้ว่าท่านเ้าเมืองเป็คนเช่นไรกันแน่การที่จะ สามารถขอให้ผู้สร้างศาสตราวุธตีดาบเล่มนี้ให้ไม่ใช่เื่ง่ายๆอีกทั้งยังสามารถเชิญผู้าุโระดับสูงจากเมืองหลวงที่จะมาถึงในอีกหนึ่งวันได้อีก....นับว่าการมีสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านี้หากเป็เพียงเ้าเมืองเล็กๆของเมืองหนึ่งย่อมไม่สามารถทำได้แน่
“ จากที่เห็นเ้าคงเพียงส่งพลังปราณเข้าสู่ตัวดาบสินะ?”
“ ใช่ขอรับ ข้าเพียงส่งพลังปราณเข้าสู่ดาบและฟันมันออกไปคิดไม่ถึงว่าจะส่งผลเช่นนี้ ”
“ ฮ่าๆเด็กน้อยพลังนั้นแม้จะดูรุนแรงก็จริงแต่มันไม่สามารถทำอันตรายผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงได้! ท่านผู้าุโเคยบอกข้าว่าการจะแสดงความสามารถของดาบเล่มนี้สูงสุดจะต้องใช้คู่กับทักษะวิถี9 พยัคฆ์! ” เฟยหลงได้กล่าวออกมา
“ ทักษะวิถี 9 พยัคฆ์... ” หยางอี้ทวนคำพูดที่ได้ออกมาเบาๆ
“ ใช่แล้ว และข้ามีข่าวดีจะบอกเ้า ผู้าุโที่กำลังเดินทางมานั้นเป็หนึ่งในผู้าุโของสำนักที่ทักษะนี้อยู่ ”
เมื่อได้ยินหยางอี้กลายเป็ตกตะลึงทันที ตอนแรกเขาคิดเพียงว่าผู้าุโที่ถูกเชิญมาอาจจะเป็คนของทางการที่เชิญมาเพื่อไกล่เกลี่ยตระกูลเจี่ยเท่านั้นหากแต่ตอนนี้กลับเป็ผู้าุโจากสำนักของเมืองหลวงอาจเป็ไปได้ว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็การใช้กำลังเข้าถกเถียงกันเสียแล้ว
“ ท่านลุงข้าอยากรู้ว่าหากข้า้าทักษะนี้ต้องทำเช่นไร ” หยางอี้กล่าวหยั่งเชิงออกมา
“ ฮึ่ม บอกตามตรงข้าก็ไม่รู้เื่กฏของสำนักในเมืองหลวงสักเท่าไหร่ ”
“ เป็เช่นนั้น...แล้วท่านพอจะรู้ระดับของทักษะวิถี 9 พยัคฆ์หรือไม่? ”
เฟยหลงมองหน้าหยางอี้ด้วยความประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา
“ ปฐีขั้นสูง! ”
เป็อีกครั้งที่เขาตกอยู่ในความตะลึง ระดับปฐีขั้นสูง ! นั่นถือเป็เื่ยากอย่างมากในการคิดที่จะในเมืองธารา์แม้เป็ตระกูลหยางหรือตระกูลห่าวก็ยังมีเพียงแค่ระดับต่ำตระกูลละหนึ่งทักษะเท่านั้นแต่นี่มันเป็ถึงระดับสูง! ต้องบอกก่อนว่าแม้จะอยู่ในระดับปฐีเหมือนกันแต่ความต่างของระดับนั้นเป็คนละเื่ ทักษะระดับปฐีขั้นกลาง 1 เล่ม มีค่าเทียบเท่าทักษะระดับปฐีต่ำ 10 เล่ม และถึงแม้จะมีคนยอมจ่ายแต่ก็ไม่มีใครโง่พอจะแลกเปลี่ยนด้วย!
ทักษะแต่ละระดับนั้นถูกแบ่งแยกตามอานุภาพของมันทักษะสายโจมตีหรือป้องกันนั้นจะถูกแบ่งตามประสิทธิภาพของตัวทักษะ เช่น หากมีทักษะระดับต่ำที่มี5 ขั้น เมื่อฝึกไปจนอยู่ในขั้นที่ 5 จะสามารถทำลายก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งได้แต่หากเป็ก้อนหินก้อนเดียวกันนั้นแต่เปลี่ยนเป็ทักษะระดับกลางที่มี 5ขั้นเช่นกันก็จะสามารถทำลายหินก้อนนี้ได้ด้วยเพียงการฝึกอยู่ในขั้น 1 หรือ2เท่านั้น!
และนี่นับเป็ความแตกต่างอย่างชัดเจน ถึงแม้หยางอี้จะมีทักษะย่างก้าวมายา์ที่นับเป็ระดับ์ขั้นต่ำแต่ทักษะก้าวย่างนั้นจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้ใช้นั้นผสานรวมออกพร้อมทักษะโจมตีที่ทรงพลังหรือใช้กับบุคลที่อ่อนแอกว่า
ดังว่า...หากมีความเร็วสักเพียงใดแต่ไม่มีพละกำลังที่มากพอก็ไม่สามารถทำลายหินเพียงก้อนหนึ่งได้! หากหยางอี้ต้องเจอกับคนที่แข็งแกร่งเขาก็จะทำได้เพียงวิ่งไปวิ่งมาเท่านั้น
หลังจากแยกกับเฟยหลง หยางอี้ก็กลับมายังห้องพักชายหนุ่มเลือกที่จะนอนพักผ่อนเพื่อเตรียมความพร้อมสถานการณ์ภายในเมืองวันนี้เงียบสงบมากจนเกินไป แม้พรุ่งนี้จะเป็วันที่ผู้าุโจะมาถึงแต่ก็ไม่มีอะไรสามารถรับประกันได้เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะมาถึงตอนไหนหากตระกูลเจี่ยลงมือก่อนย่อมตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเป็แน่เพื่อความไม่ประมาทควรเตรียมร่างกายให้พร้อมที่สุด
“ จริงสิ ข้าลืมถามท่านลุงไปได้อย่างไรว่าผู้าุโมาจากสำนักใด ”
หยางอี้พลันนึกขึ้นได้เื่นี้เขาตั้งใจจะถามมาหลายวันแล้วและเมื่อวานถือเป็โอกาสดีแต่ตัวเขาดันมัวตกตะลึงกับเื่ทักษะวิถี 9 พยัคฆ์จึงลืมเื่นี้ไป