บทที่ 7
งานปาร์ตี้จัดขึ้นที่กลางหาด หนุ่มสาวจากองค์กรเดินมารวมตัวกันร้องรำทำเพลง มีเหล้าเบียร์และไวน์วางไว้สำหรับจัดปาร์ตี้โดยเฉพาะ มินตรายังไม่กล้าแตะของมึนเมาเพราะกลัวว่าหากขากสติจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้น หญิงสาวจ้องมองกองไฟเล็กๆ ที่ลุกโชนอยู่ตรงหน้าสายตาเหม่อลอยจนคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลอย่างแม็กซ์ต้องเดินเข้ามาหา แม็กซ์มองในหน้าเหม่อลอยของมินตราอย่างยิ้มๆ หล่อนหย่อนตัวลงนั่งกับพื้นทรายข้างหญิงสาวทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์
“เป็อะไร” หล่อนถาม
มินตราไม่ตอบ หญิงสาวยังคงไม่เลิกจ้องกองไฟที่อยู่ตรงหน้า แม็กซ์เลิกคิ้วของตัวเองเธอพอจะรู้อยู่บ้างว่ามินตรามาที่นี่เพราะอะไร คเชนทร์ไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยเพราะเขาต้องมีเื่ที่จะไปจัดการจึงปล่อยให้แม็กซ์ทำหน้าที่ดูแลมินตราไม่ให้คลาดสายตา
“ฉันกำลังคิดว่า...ตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่” มินตราเอ่ยขึ้น เธอไม่ตั้งใจจะเอ่ยขึ้นให้แม็กซ์ได้ยินหรอก เพียงแต่การพูดลอยๆ ของเธอนั้นสื่อความหมายให้ใครบางคนที่เธอกำลังคิดถึง แม็กซ์ถอนหายใจบางเบา เธอรู้ทุกเื่ที่เกิดขึ้นเพราะเป็ที่วางใจของคเชนทร์มานาน
“มีหลายเื่เกิดขึ้นที่นี่ ใน่เวลาที่เธอไม่อยู่เมืองไทย... เธออาจจะกำลังสับสน บวกกับเป๋ไปบ้างเพราะเขาไม่เดิม แต่ฉันอยากบอกให้เธอรู้ว่าทุกอย่างที่เราทำนั้นมีเหตุผล”
แม็กซ์พูดพร้อมกับยกขวดไวน์ขึ้นมาดื่ม
“คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่เหมือนเดิม” มินตราแปลกใจ เพราะเธอแน่ใจว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอไม่เคยเจอผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ข้างกายมาก่อน
“ฉันดูสายตาเธอก็รู้ มันไม่ใช่ความสนิทสนมใช่มั้ยล่ะ เธอมองดูเขาราวกับว่าเขาไม่ใช่คนที่เธอเคยรุ้จัก แต่ั์ตาของเธอเว้าวอน เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง ฉันเก่งเื่อ่านใจคนนะ” หล่อนพูดพร้อมกับยักคิ้ว มินตรามองสีหน้าหวานจิ้มลิ้มของแม็กซ์ที่ผิดกับบุคลิกอยู่สักพัก
“คุณเป็ญาติของเคนจริงเหรอ”
“เปล่า” แม็กซ์ตอบหน้าตาย
“อ่าว” มินตราขมวดคิ้วของตัวเอง
“ไหนคุณบอกว่าคุณเป็ญาติเขาไง”
“เหรอ ฉันแค่พูดไปงั้นเองแหล่ะ อันที่จริงไม่เชิงญาติแค่เมื่อก่อน...” แม็กซ์ทำท่าราวกับกำลังจะหลุดปากพูดอะไรออกไป แต่เธอก็ยั้งไว้แค่นั้น สายตาของมินตราจับท่าทีมีพิรุจของแม็กซ์ได้หญิงสาวหรี่ตามองเธอ
“เมื่อก่อนอะไร?”
“เอ่อ...” หล่อนทำสีหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะนิ่วหน้าแล้วยกมือกุมหัว “โอ้ย เวียนหัวจัง”
“มิน เธอกลับบ้านได้แล้วนะนี่ดึกมากแล้ว ไอ้พวกนี้เวลาเมามันยิ่งบ้า เดี๋ยวฉันขอกลับกินยานอนก่อนไม่ไหวแล้ว โอยๆ ปวดหัวๆ” แม็กซ์แสร้งทำเป็นิ่วหน้าแล้วลุกขึ้นเดินหายไป มินตรามองตามอย่างงุนงง นึกสงสัยว่าแม็กซ์กำลังจะบอกอะไร
แม็กซ์เดินออกจากมินตราได้ไม่ไกล หญิงสาววางเครื่องดื่มไว้ตรงบาร์ก่อนจะเคาะหัวตัวเองอย่างหัวเสีย เกือบไปแล้วไหมล่ะแม็กซ์ เมื่อกี้เธอเกือบหลุดปากไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็เพื่อนสนิทของคเชนทร์ั้แ่สมัยที่เรียนมาด้วยกันและบ้านของเธอก็เคยอยู่ติดกับบ้านของเขา ถ้าขืนเธอเผลอหลุดไก่ออกไปสักตัวมีหวังโดนคเชนทร์กระทืบตายแหงๆ แม็กซ์ยกมือถือขึ้นมากดโทรฯ หาใครบางคนก่อนที่ปลายสายจะรับแล้วพูดขึ้นเสียงดัง
“เธอคิดว่าฉันล่องหนอยู่หรืยยังไงห๊า ทำไมพึ่งรู้จักโทรมา!”
“โอ้ย อีตาหมาบ้า” แม็กซ์แทบยกมือถือออกจากหูแทบไม่ทัน
“นี่ ฉันโทรมาจะถามเื่เคน พวกนายสืบเื่ที่เคนให้ไว้ไปถึงไหนแล้ว”
ปลายสายทำเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอเขาหัวเสียที่เธอไม่ยอมโทรหาเขาเลยเป็อาทิตย์ ทั้งๆ ที่เขากำชับว่าให้โทรหาทุกวัน ถ้าไม่ติดว่าเขาหยิ่งล่ะก็เขาโทรหาเธอไปนานแล้ว
“ก็เหมือนเดิม เรายังเจาะข้อมูลอะไรไม่ได้ ว่าแต่เธอเถอะจะอยู่ที่นั่นอีกนานไหม ฉันรอเธอนานแล้วนะ”
“รอทำไม”
“เอ๊ะ เดี๋ยวนี้พูดกับแฟนแบบนี้เหรอ” ปลายสายทำเสียงโมโห แม็กซ์แอบหัวเราะคิกคักที่ทำให้แฟนหนุ่มหัวเสีย
“อยากเห็นหน้าก็มาหาสิ รู้อยู่ไม่ใช่เหรอว่าอยู่ที่ไหน ตอนนี้ปวดหัวออยากนอนแล้ว ไว้ค่อยเจอกันนะแค่นี้แหล่ะ บาย จุ๊บ”
แม็กซ์ตัดสายแล้วยิ้มอย่างกรุ้มกริ่ม ก่อนจะเดินฮั่มเพลงกลับเข้าไปที่พักของตัวเอง
มินตรากลับมาที่บ้านแล้วอาบน้ำชำระร่างกาย หญิงสาวยังได้กลิ่นคราบเืที่ติดอยู่บนเสื้อผ้า มันคาวคลุ้งจนเธอแทบจะอาเจียน มินตราจัดการซักผ้าและอาบน้ำจนหมดจด ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนอนควีนไซค์อย่างเหนื่อยอ่อน ด้วยความอ่อนเพลียที่โดนเสือไล่ในตอนเช้าบวกกับงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นวันนี้ทำให้มินตราหลับไหลไปในห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว จนไม่ได้ยินเสียงว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้ว
คเชนทร์ยืนมองใบหน้าหวานที่หลับพริ้มอยู่นานสองนานก่อนจะเดินเข้ามาหยิบผ้าห่มที่หล่นอยู่ปลายเท้าเธอขึ้นมาห่มให้หญิงสาว มินตราครางเพราะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่ขยับแต่ก็ยังไม่ตื่น คเชนทร์จึงวางมือไว้บนศีรษะบางแล้วลูบอย่างอ่อนโยน ก่อนริมฝีปากหนาจะประทับที่หน้าผากมนอย่างแ่เบา ชายหนุ่มเคลื่อนตัวออกมาจากเตียงแล้วเดินออกไป ภาวนาให้หญิงสาวนอนหลับฝันดีในคืนนี้
มินตราขมเม้มริมฝีปากจนห้อเื เพราะรู้ว่าวันนี้เธอจะต้องโดนฝึกขั้นหฤโหดอีกครั้ง
คเชนทร์เข้ามาปลุกเธอั้แ่เช้าแล้วสั่งให้เธอเดินตามเขามาจนถึงหน้าผา
กลุ่มบอดิการ์ดเปลี่ยนชุดเป็ชุดว่ายน้ำ บ้างก็ใส่บิกินนี่ หรือไม่ก็ใส่วันพีช ซึ่งล้วนแต่ทำให้เธอประหลาดใจ มินตรากวาดตามองรอบๆ พวกเขาบางกลุ่มกำลังย่างบาร์บิคิว อาหาร ซีฟู๊ดและหัวเราะร่าเริง แต่เมื่อเห็นว่าคเชนทร์เดินตรงมา พวกเขากลับเงียบแล้วยืนทำความเคารพ เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคเชนทร์มีอิทธิพลกับพวกเขามากขนาดนี้ สายตาเธอเบนออกจากบอดิการ์ดเ่าั้ หันไปมองปลายทางด้านหน้า ก่อนจะพบว่าตนเองอยู่ใกล้กับขอบหน้าผามากเหลือเกินถ้าขืนตกลงไปละก็ เธอคงไม่รอด
คเชนทร์ดึงตัวเธอออกมาจากหน้าผาที่เธอเผลอถลำเดินไปใกล้มากเกินไป แม็กซ์และเทพทัศยืนกอดอกอยู่ใกล้ๆ
“พิธีต้อนรับสมาชิกใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น” เสียงของเขาเรียบ และทุกอย่างรอบตัวก็เริ่มเงียบมากขึ้น ทุกคนหยุดการกระทำทั้งหมดแล้วจับจ้องเธอเป็ตาเดียว เธอสงสัยเหลือเกินว่าคนพวกนี้คือผีดิบหรือเปล่า ทำไมพวกเขาถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบสนองเลย แม้แต่จะขยับนิ้วก็ไม่มี
เขาหันมาที่เธอ ดึงศอกของเธอให้ชิดเขา
“เธออยากได้ชื่อใหม่หรือเปล่า” เขาถาม
“ชื่อใหม่ ฉันจะมีชื่อใหม่ไปทำไม”
“เพื่อที่จะเรียกเธอได้ถนัด ขอพยางค์เดียว” เขาจ้องเธอลึกลงไปในดวงตา นี่สินะเป็สาเหตุให้เขาเปลี่ยนชื่อ และชื่อช้างที่แม่เป็คงตั้งให้คงจะเชยเกินไป ที่จริง เขาไม่เคยให้ใครเรียกเขาว่าช้าง เขาไม่ค่อยชอบชื่อนี้เท่าไหร่ ถึงแม้ว่าชื่อจริงของเขาจะแปลว่าช้างก็ตาม
“มิน” เธอตอบ “ชื่อมิน” เธอไม่เปลี่ยนชื่อ ชื่อของเธอที่เขาเรียกเสมอคือมิน และเธอไม่คิดว่าการตั้งฉายาให้ตัวเองจะดูเท่ตรงไหน
“เอาล่ะมิน” เขาพยักหน้า และหันมาพูดข้างหูเธอ เขาทำราวกับจะแยกเขี้ยวใส่เธอ
“แสดงให้เราเห็นถึงการเป็สมาชิกใหม่ของกลุ่มเราหน่อยสิ” เขาบอกพร้อมกับผลักเธอไปจนเกือบตกหน้าผา หญิงสาวเซเกือบล้มแต่เธอสามารถทรงตัวไว้ได้บ้าง ก้มมองลงไป ปากเธออยากจะถามว่าจะให้ทำอะไร พลันเห็นสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาเธอก็เริ่มเข้าใจความหมาย
เขากำลังทำให้เธออยากจะกรีดร้องและด่าทอเขา
ไอ้คนบ้าอำนาจ! เฮงซวย! อยากให้เธอตายต่อหน้าทุกคนขนาดนั้นหรือไง!
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอพูดออกไป มีแต่สายตาเธอเท่านั้นที่กำลังลุกเป็ไฟ
“เอาสิ เริ่มเลย”
หญิงสาวกัดฟันแน่นแทบบดกรามให้แหลกคาปาก เธอหันหลังกลับไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก้มมองกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด เสียงคลื่นน้ำดังขึ้นเมื่อกระทบกับชายฝั่งที่มีเสียงดังบาดหู หญิงสาวอยากจะะโกลบเสียงดังนั่น มีบางอย่างเปลี่ยนไปในตอนนี้ คราวนี้มือของเธอไม่ได้สั่นอีกต่อไป มีเพียงเหงื่อที่ผุดไหลเพราะพึ่งผ่านการทดสอบกับเสือดาวมาเมื่อวาน แต่ไม่มีอะไรอีกนอกจากนี้ เขา้าให้เธอกลัว นั่นคือจุดประสงค์หลักของเขา
มินตรารู้สึกว่าตอนนี้เธอเกลียดแหลือเกิน เกลียดที่เขาทำราวกับเธอเป็สุนัขค่อยฝึกเลี้ยงให้เชื่องแล้วฆ่าทิ้งแบบนี้
เธอได้ยินเสียงจากข้างหลัง พวกเขากำลังจับจ้องมองเธอ เสียงแซด มีบางคนพูดขึ้นว่าเธอขี้ขลาด เธออยากหันกลับไปมองด้วยสายตาชิงชัง แต่เธอกลับไม่ทำ เสียงะโโหวกเหวก บอกให้เธอะโลงไปอย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่ และบางเสียงบอกว่าเธอไม่มีทางทำได้ นั่นคือแรงกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เธอหันไปมองสีหน้าไร้ความรู้สึกของคเชนทร์ด้วยความชิงชัง
เธอตัดสินใจหันกลับมา แต่ไม่ได้เดินออกมาจากตรงนั้น
“ยอมแพ้เหรอ” เขาถาม สายตาหยั่งเชิง
เสียงแซดพวกนั้นหายไปแล้ว
“ฉันไม่เคยยอมแพ้นะ”
คเชนทร์หรี่ตา
“เธอกำลังเบี่ยงเบนความสนใจ” เขาบอก
“โดดลงไปสิยายโง่!” บอดิการ์ดคนหนึ่งะโขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเธอคือเ้านายพวกเขา แน่นอนว่าพวกนั้นต้องเงียบ เธอจะทำให้บอดิการ์ดคนนั้นร้องไห้ให้ได้ เธอสัญญา
เธอหัวเราะ ก่อนจะยิ้มที่มุมปากแล้วเอนตัวลงไป คเชนทร์ยืนตัวแข็งทื่อและเทพทัศกับแม็กซ์ถึงกับผวา พวกเขาตั้งใจวิ่งไปจับแขนเธอ แต่ไม่ทันเสียแล้ว ร่างของเธอหล่นลงไป ระหว่างที่อยู่ในอากาศ สมองของเธอกำลังประมวลผลการกระแทกลงผืนน้ำ ถ้าเธอตกลงไปในนั้น น้ำจะรองรับการกระแทก แต่ถ้าเธอพลาดแล้วหัวไปชนกบโขดหินล่ะก็ นั้นก็ถือว่าทุกอย่างเป็อันจบ ทันใดนั้นไหล่ของหญิงสาวกระแทกกับพื้นน้ำเข้าอย่างจัง กระแสน้ำทำให้เธอสำลักจนตัวโยน มินตราตะเกียดตะกายให้ตัวเองพ้นจากการดำดิ่ง มือแหวกว่ายไปทั่วสะเบะสะบะอยู่นาน
เธอจะตายหรือเปล่า
ความคิดแง่ลบประเด็นประดาเข้ามา มินตราอยากจะร้องไห้เธอกลัวจนแทบไม่มีแรงจะแหวกว่ายอีกต่อไป จนกระทั้งแขนเรียวคว้าโขดหินก้อนหนึ่งได้ เธอพุ่งตัวขึ้นมาเหนือผืนน้ำก่อนจะหอบหายใจเฮือกใหญ่ อาการสำลักน้ำทำให้เธอหอบตัวโยน อยากจะทุบปอดทิ้งเสียตอนนี้เหลือเกินมินตราแสบคอและจมูกจนแทบหายใจไม่ออก น้ำตาเริ่มไหลจากอาการสำลักแต่มินตรารู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เธอกอดโขดหินนั้นได้
ริมฝีปากบางเริ่มคลี่ยิ้ม เธอรอดแล้ว ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ มินตราไม่เคยหัวเราะได้ตลกเท่านี้มาก่อน เหมือนเธอกำลังรู้สึกสนุกเมื่อรู้ว่าตนเองะโลงมากที่สูงสิบเมตร มีเพียงคลื่นน้ำเท่านั้นที่รองรับเธออยู่ด้านล่าง มินตราหันไปมอง กระแสน้ำที่ไหลวนอยู่อีกด้านหนึ่งทำให้เธอหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย เธอเกือบโดดลงไปตรงตำแหน่งนั้นแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ ก็คงเป็เพราะการกะระยะที่แม่นยำ มินตราใช้แขนผาดกับโขดหินก่อนจะดันตัวเองให้ขึ้นไปบนหินก้อนใหญ่ เท้าวางไว้บนนั้นลำตัวเอนเล็กน้อย มองไปที่โขดหินที่อยู่ใกล้กัน จากการคาดเดาแล้วถ้าเธอะโข้ามหินพวกนี้ไปก็จะถึงฝั่งได้ เธอจึงรีบสาวเท้าะโข้ามหินทุกลูก ทันที่ที่ขาแตะฝั่งมันกลับลื่นและเท้าของเธอก้าวพลาดล้มลงไปในน้ำ ลำตัวของมินตราจมลงไป แต่แขนยังเกาะกับแผ่นพื้นดินคางของเธอกระแทกโดนหินเข้าอย่างจัง มันเจ็บระบบเหมือนมีใครเอาของแข็งมาทุบกรามเธอให้บุบ มินตราได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา เร่งความเร็วขึ้นก่อนจะดึงแขนเธอให้พ้นจากน้ำ มินตราล้มลงไปเธอนอนคว่ำหน้าหอบหายใจดวงตาปรือ เพราะความเหนื่อย คเชนทร์ผลักไหล่เธอให้นอนหงายก่อนจะกระชากเธอขึ้นมาแล้วเขย่าแขนเธอจนหัวของเธอสั่นคลอน
“เธอทำอะไร! รู้ตัวหรือเปล่า!” เขาขึ้นเสียง เธอเกลียดเสียงตะคอกของเขาที่สุด
“คุณบอกให้ฉันทำ”
“แล้วเธอกล้า!” เขาหัวเสีย แม็กซ์และเทพทัศ ลงมาด้วย
“วันนี้ฉันผ่านแล้ว ฉันจะกลับ” เธอสะบัดแขนผลักเขาให้หงายหลังแล้วลุกขึ้น หญิงสาวมองไปทีแม็กซ์ หล่อนยิ้มอีกแล้วคราวนี้มินตรายิ้มตอบบ้าง แม้มันดูไม่เหมือนการยิ้มเลย เพราะปากเธอไม่ได้ขยับมากนัก
“ฉันจะพาเธอกลับห้อง” คเชนทร์เดินตรงมาแล้วกระชากแขนของมินตราให้เดินตามไป หล่อนกัดฟันเมื่อเขากดลงไปที่แผล จากการคว้าแผ่นโขดหิน แต่มินตราไม่ได้เปล่งเสียงแสดงความเ็ป เธอแค่กัดริมฝีปากแน่นระงับความเจ็บ เสียงอาวุธข้างกายกระทบกันเสียงดัง พวกเขาให้เธอหยิบอาวุธมาทำไมถ้าไม่ได้มีประโยชน์ต่อการทดสอบในวันนี้ หรือบางทีพวกเขาอาจจะให้เธอใช้ในวันถัดไป
ห้องของเธอมีคนอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงผมทองคนนั้นนั่งไขว่ห้างกัดแอปเปิ้ลชิ้นโตอยู่ เมื่อเห็นว่าคเชนทร์เดินเข้ามาเธอก็หยุดกินแต่ไม่ได้ลุกขึ้น คเชนทร์ผลักไหล่มินตราเข้ามาในห้องก่อนจะหายเข้าไปห้องข้างๆ ที่ติดกัน แล้วถือกล่องปฐมพยาบาลพร้อมกับอ่างน้ำที่มีผ้าขนหนูผืนเล็กเข้ามา เขาดันไหล่เธอให้นั่งกับเตียง
“เธอไม่น่าจะเป็คนโชคดีเลยนะ” ผู้หญิงผมทองคนนั้นเอ่ยขึ้น
“ไม่มีอะไรให้เธอทำแล้วหรือไง อลิซ” คเชนทร์หันไปดุ เขาวางอ่างลงข้างจับแขนเธอมาล้างแผล แต่เธอไม่ได้ชักมือออก
“นั่งดูยายโง่นี่โดดลงหน้าผาก็สนุกดี”
“ออกไป” คเชนทร์พูดเสียงเรียบ ใบหน้าเรียบเฉยของเขาแฝงความน่ากลัวเอาไว้อยู่ภายใน จนทำให้อลิซรับรู้ได้ถึงความโกรธของเขา
“ก็ได้” เธอลุกขึ้นแล้วเดินจากไป มินตรารู้จักเธอแล้วผู้หญิงคนนั้นชื่ออลิซ ทำไมชื่อแบ๊วจัง ไม่เหมาะกับหล่อนเลยสักนิด คเชนทร์หยิบแอลกอฮอล์ขึ้นมาแล้วจับมือเธอ พร้อมกับราดมันลงไปบนนั้น หญิงสาวหน้าเบ้แต่ไม่มีเสียงร้องลอดออกมา ก่อนที่เขาจะเงยหน้ามองดูคางของหญิงสาวก็รู้เลยว่าคางเธอแตก
"ต้องเย็บแผล" เขาพูดขึ้น
"ไม่!" หญิงสาวปัดมือของเขาออก เธอไม่เย็บแผลหรืออะไรทั้งนั้น ปล่อยให้เืกบปากเสียยังดีกว่า
"อย่ามาขัดขืนนะ ดูหน้าตาเธอสิว่ามันแย่แค่ไหน" เขาพูดเสียงเข้ม ชายหนุ่มกดมือถือโทรออกตามหมอที่ประจำการอยู่ที่นี่ มินตราน้ำตาซึมเพราะกลัวจับขั้วหัวใจเธอไม่เคยเย็บแผลมาก่อนและคิดว่ามันคงเจ็บมาก เขาหยิบผ้าก็อซออกมาแล้วพันแผลเธอรอบ ก่อนที่จะหันไปหาาแที่ขาของเธอ
เธอปล่อยให้เขาปฐมพยาบาลเธออย่างเงียบๆ สายตาของเธอจับจ้องไปที่ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้า จนกระทั่งเขาเงยหน้าขึ้นเมื่อััได้ว่าเธอกำลังจ้องอยู่ หญิงสาวเบือนหน้าไปทางอื่น ชั่วแวบหนึ่งเธอััได้ว่าเขากำลังจ้องมองเธออยู่ คเชนทร์พันผ้าก็อตรอบขาและเท้าของเธอจนเสร็จ ก่อนจะนำของทั้งหมดไปเก็บ หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ อยู่ในลำคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก รู้สึกถึงกลิ่นของโขดหินและน้ำยังคงติดตัวอยู่ เขาเดินออกมา โยนผ้าขนหนูให้เธอ
“เช็ดตัวซะ”
“ฉันอยากอาบน้ำ” เธอบอก ตอนนี้เธอต้องเหนียวตัวเกินกว่าจะนอนได้
“น้ำที่นี่ไหลเป็เวลา หนึ่งทุ่มพวกเขาถึงจะเปิดวาล์ว” เขาบอกเสียงเรียบ
“แล้วเมื่อกี้คุณเอาน้ำมาจากไหน”
“อ่างน้ำ น้ำสะอาดไว้ใช้ล้างแผลจากการฝึกไง เธอมีสิทธิ์ใช้แค่เอาไว้ล้างาแเท่านั้น” คเชนทร์เดินมานั่งข้างเธอ เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เธอได้กลิ่นมิ้นท์อ่อนๆ จากตัวเขา ไม่รู้เหมือนกันว่าเขามีกลิ่นแบบนี้ได้ยังไง ก็มันทำให้เธอรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาก ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งเธอผ่อนลมหายใจ กำมือข้างที่ไม่ได้เจ็บไว้
“ศพพ่อ....” เธอทำลายความเงียบ “พวกคุณเอาศพพ่อไปไว้ที่ไหน”
ก่อนจะะโลงไปในน้ำ หญิงสาวนึกถึงบิดาขึ้นมาในตอนนั้น...มินตราจึงอยากรู้ว่าพ่อของเธอตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว
“เขาอยู่บ้าน”
มินตรากลืนน้ำลายอึกหนึ่งเมื่อคิดถึงพ่อจนขอบตาร้อนผ่าว หญิงสาวพยักหน้าอย่างเงียบๆ เธอยกเข่าของตนเองขึ้นมากอด ซบหน้าลงบนเข่าทั้งสองข้าง สมองของเธอตื้อไปหมด เหมือนโลกทั้งโลกกำลังจะจมลง มินตราค่อนข้างแน่ใจว่าตอนนี้เธอไม่สามารถลุกขึ้นแล้วหยิบปืนไปสู้กับอะไรได้อีก ขอแค่นอนพักสักสองสามชั่วโมงเธอคงมีแรงขึ้นมาบ้าง
ไม่กี่นาทีต่อมา หมอคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ มินตราตัวสั่นเทิ้ม เธอไม่อยากเย็บแผลแต่รู้ดีว่าตอนนี้าแที่คางเริ่มปวดหนึบขึ้นมามากแล้ว มินตราเวียนหัวเพราะาแค่อนข้างสาหัส แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ร้องโอดครวญใดๆ แพทย์หญิงวางอุปกรณ์ลงและมองดูคางของเธอก่อนจะฉีดยาเข้าไปที่แผลทำเอาคนตัวเล็กนิ่วหน้าด้วยความเ็ป คเชนทร์มองดูการรักษาอย่างปวดใจ ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่ามีเข็มทิ้มลงไปบนเนื้อปากก็กัดฟันแน่น ตอนนี้เขารู้สึกอยากเจ็บแทนเธอมากกว่า เมื่อมองเห็นว่าเธอน้ำตาซึมแล้วเขายิ่งกลัวมากกว่าเดิม ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเบนหน้าหนีและเดินจากไป ปล่อยให้มินตราได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพียงลำพัง