รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    วันนี้นายหญิงของผมไม่รับแขก

             

            ข่าวลือเรื่องที่ชายหาดสุดทิศตะวันออกของเมืองปรากฏเหตุการณ์แปลกประหลาดแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองราวกับไฟลามทุ่ง

             

            แน่นอนว่าต้องมีคนธรรมดาที่รู้สึกสนใจอยู่ด้วย

             

             

            แต่พวกเขาเหล่านั้นจะถูกคนของทางการที่เข้ามาปิดล้อมพื้นที่อย่างรวดเร็วกักตัวไว้ด้านนอกกองทัพใช้คำอธิบายว่าเป็นการทดลองทางการทหารประกอบกับบ้านของไป่ฟานเซียนบริเวณนั้นเป็นที่ดินส่วนตัวทั้งหมดและมีแต่แนวป่าทั้งแนว ทำให้สามารถกลบเกลื่อนเรื่องราวลงไปได้

             

            ส่วนเหล่าผู้ฝึกตนนั้นกองทัพธรรมดาไม่สามารถหยุดยั้งพวกเขาไหวอยู่แล้ว

             

            เพียงเวลาไม่นานเหล่าผู้ฝึกตนส่วนมากที่ยังอยู่ในเมืองนี้ก็มารวมตัวกันอยู่รอบนอกอาณาเขตบ้านของไป่ฟานเซียนปริมาณคนที่มารวมกันอาจจะน้อยกว่าการประลองของสองปรมาจารย์ไปเสียหน่อยเพราะพวกเขาบางส่วนก็กลับไปยังเมืองหรือภูมิภาคของตนไปแล้วนั่นเอง

             

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ?”ผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่อยู่ในระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 3หันไปถามคนรู้จักที่บังเอิญมาเจอกันเข้าที่นี่

             

            “นายก็เห็นไม่ใช่รึไงเสาแสงสีม่วงที่ปรากฏขึ้นมาก่อนหน้านี้”

             

            สหายของเขาที่มีพลังฝึกตนมากกว่านิดหน่อยตอบ

             

            “ก็ใช่แต่พอฉันรีบมามันก็หายไปแล้ว”

             

            “มันจะต้องเป็นสมบัติระดับ5 แน่ๆ! ดูสิ ขนาดพวกกองทัพยังเข้ามามีส่วนร่วมด้วยมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วนะ?” ผู้ฝึกตนอีกคนกระโดดเข้ามาร่วมวงสนทนา

             

            “แต่เสาแสงแปลกๆนั่นมันหายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?ไม่ใช่ว่ากองทัพเอาสมบัติไปแล้วหรอกรึ?” ผู้ฝึกตนคนแรกถอนหายใจ

             

            สำหรับผู้ฝึกตนพเนจรไร้สังกัดอย่างพวกเขาโอกาสที่จะได้รับสมบัติสักชิ้นเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งกว่าปีนป่ายสวรรค์เพราะในยุคสมัยนี้สมบัติที่ปรากฏขึ้นไม่ถูกกองทัพเอาไปก็เป็นตระกูลใหญ่สักตระกูลมาประมูลมันไป

             

            เพราะความยากลำบากเช่นนี้เองทำให้ไม่แปลกที่พวกเขาบางคนจะรู้สึกว่าการเข้าร่วมกับกองกำลังสักแห่งจะทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์กลับมามากกว่า

             

            นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ตระกูลหานมีผู้ฝึกตนในสังกัดมากมายทั้งยังขยายเป็นขั้วอำนาจขนาด 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ เพราะพวกเขาใช้วิธีจูงใจให้ผู้ฝึกตนไร้สังกัดเหล่านี้ไปเข้าร่วมกับตระกูลนั่นเอง

             

            “นั่นไม่ใช่หรอกพวกนายพึ่งจะมาถึงสินะ”

             

            ใกล้ๆกันนั้นมีผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ์ขั้น1 ยืนอยู่ เขากอดอกขณะมองไปยังอาณาเขตของบ้านหลังนั้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ

             

            “พี่ชายท่านนี้หมายความว่ายังไงเหรอ?”

             

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นถึงชนชั้นจอมยุทธ์เหล่าผู้ฝึกตนขั้นผู้ฝึกยุทธ์เช่นพวกเขาจึงรีบแสดงความเคารพทั้งยังถามขึ้นด้วยความสงสัย

             

            “หมายความว่าแม้แต่กองทัพก็ยังหาทางเอาไปไม่ได้ยังไงล่ะ”

             

             

             

            เขาพูดพร้อมกับชี้ไปยังบริเวณหน้าประตูซึ่งตอนนี้มีคนใส่ชุดทางการหลายคนมารวมตัวกันอยู่ที่ด้านหน้าสุดคือพลเอกหลิวเยี่ยนเฟยที่กำลังพูดคุยกับพ่อบ้านชรา

             

             

            ตัดกลับมาบริเวณหน้าบ้านหลิวเยี่ยนเฟยกำลังปวดหัวอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เขามองเสาแสงสีม่วงค่อยๆสลายออกไปด้วยตาตัวเองแต่พอจะเข้าไปกลับพบว่ามันมีกำแพงใสๆที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะทะลุเข้าไปได้ปรากฏขึ้นมาแทน

             

            ถึงร่างกายจะเข้าไปไม่ได้แต่เสียงกลับยังส่งไปถึง เขาถามพ่อบ้านหวงที่อยู่ด้านในด้วยความกังวล

             

            “พ่อบ้านหวงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ?”

             

            พ่อบ้านชราที่ได้ฟังคำถามได้แต่ถอนหายใจเขาจะบอกอย่างไรดีว่าแม้แต่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น!

             

            เขารู้แค่ว่านายหญิงของบ้านหลังนี้ลงมือทำอะไรที่มันสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอีกแล้ว!

             

            “อืม...นี่มันก็ค่อนข้างจะพูดยากนะครับ”

             

            ลุงหวงที่ไม่รู้จะตอบอย่างไรจะบอกว่าเพราะท่านปรมาจารย์ไป่เริ่มรำคาญคนที่มาวุ่นวายก็เลยกางเขตแดนตัดปัญหาเสียดื้อๆก็คงจะดูไม่ดี

             

            ...หรืออาจจะดีนะ?

             

            แทนที่จะหาข้ออ้างมารับหน้าการใช้อำนาจและตัวตนที่ยิ่งใหญ่ระดับปรมาจารย์อาจจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่ายดายกว่า

             

            “คือว่านะครับก่อนหน้านี้มักจะมีคนเข้ามาวุ่นวายกับท่านปรมาจารย์ไป่ใช่ไหมล่ะครับ?”ลุงหวงเริ่มพูดหลังจากตัดสินใจได้ เขาสังเกตท่าทีของหลิวเยี่ยนเฟยไปด้วย

             

            “เร็วๆนี้ก็ปรมาจารย์หาน...ก่อนหน้านี้ก็หน่วยเหยี่ยวดำของคุณ...”พอพูดมาถึงตรงนี้หลิวเยี่ยนเฟยเริ่มสะอึกเขาไม่คิดว่าตัวเองและคนของเขาจะเป็นอักหนึ่งสาเหตุเช่นกัน

             

            “หรือว่านี่มันคือ...?”

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่ก็เลยสร้างสิ่งที่เรียกว่าเขตแดน ขึ้นมาเพื่อความสงบสุขส่วนตัวน่ะครับ”

             

            “...เขตแดน?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยทวนคำพูดของลุงหวงอย่างงุนงงเพราะถึงจะเป็นตัวตนระดับพลเอกและปรมาจารย์เช่นเขาก็ยังไม่เคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าเขตแดนนี้มาก่อน

             

            “ครับ...ท่านปรมาจารย์ไป่บอกว่ามีเพียงคนที่ท่านอนุญาตเท่านั้นจึงจะเข้าไปในนั้นได้ครับ”

             

            ลุงหวงเลือกที่จะปกปิดความจริงเรื่องที่เขาเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถพาคนเข้ามาได้เพราะเขานั้นได้รับสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิ์ระดับรอง” มาจากท่านปรมาจารย์ไป่และมันก็ประทับอยู่ที่ข้อมือของเขานี่เอง

             

            หลิวเยี่ยนเฟยที่ตกตะลึงอยู่ใช้มือลูบไปยังเขตแดนเบาๆเขารู้สึกถึงแรงดีดสะท้อนเบาๆที่เกิดขึ้นยามที่เขากดมือเข้าไป

             

            “...นี่มัน?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยพึมพำอย่างแปลกใจยิ่งเขาใช้แรงมากเท่าใดก็จะยิ่งรู้สึกว่าเขตแดนนี้จะยิ่งสะท้อนกลับมามากเท่านั้น

             

            ชายหนุ่มโคจรลมปราณที่มือและวินาทีที่เขาสัมผัสกับเขตแดน แรงสะท้อนที่กลับมามันรุนแรงจนแขนของเขากระเด็นออกมาเล็กๆ

             

            ไม่มีใครสังเกตเห็น  แต่หลิวเยี่ยนเฟยกลับสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ นี่มันหมายความว่าสิ่งนี้สามารถต้านทานได้แม้แต่พลังปราณของผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์?

             

             

            “แล้วปรมาจารย์ไป่อยู่ไหนเหรอครับ?”

             

            ชายหนุ่มตัดสินใจยอมแพ้เขาถอนหายใจเบาๆแล้วหันไปถามลุงหวง

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่กลับไปฟักผ่อนในบ้านแล้วครับวันนี้ท่านไม่รับแขก”ลุงหวงพูดจบก็ค้อมหัวให้เป็นเชิงบอกเป็นนัยๆว่าให้กลับมาใหม่วันหลัง

             

            “เฮ้อ...ผมเข้าใจแล้ว”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยพูดจบก็หันไปสั่งการลูกน้องของตัวเองที่ตามมาทีหลังพวกเขาล้วนงุนงงว่าพึ่งจะมาถึงเหตุใดหัวหน้าจึงมีคำสั่งให้ถอนกำลังกลับรวดเร็วเช่นนี้

             

            แต่ความที่เป็นทหารทั้งยังเป็นกองกำลังพิเศษชั้นยอด คำสั่งของหัวหน้าจึงเป็นที่สุด ต่อให้ในหัวจะคิดอย่างไรแต่พวกเขาไม่ปริปากบ่นแล้วเริ่มขนของกลับขึ้นรถอีกครั้งอย่างเป็นระเบียบ

             

            เหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่วงนอกต่างหากที่กำลังแปลกใจเพราะอยู่ๆกองทัพก็กำลังจะกลับ หรือว่ากองทัพตัดใจเรื่องสมบัตินั่นไปแล้วกัน?

             

            ตอนนั้นเองด้านหลังของกลุ่มคนก็ปรากฏรถสีดำของกองทัพอีกคันหนึ่งแล่นเข้ามาหลิวเยี่ยนเฟยตอนแรกก็แปลกใจแต่พอได้สังเกตทะเบียนรถสายตาของเขาก็หรี่ลงขณะที่มองคนบนรถกำลังก้าวลงมา

             

            “นายพลหลิวทำไมถึงจะกลับแล้วเสียล่ะ?”

             

            คนที่ลงมาคือชายใส่แว่นซึ่งอยู่ในชุดทหารหลินจิ้งที่อยู่ไม่ไกลพอเห็นเข้าถึงกับสะบัดหน้าหนีเขาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพลตรีโจวห้าวหยุนที่เคยถกเถียงกันในห้องประชุมเรื่องไป่ฟานเซียนในวันนั้น

             

            แล้วทำไมเขาถึงมาที่นี่?

             

            โจวห้าวหยุนนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกตนเขาเป็นคนที่มักจะทำงานอยู่เบื้องหลังในกองทัพ มันจึงเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมากที่คนแบบเขามาปรากฏตัว

             

            “พลตรีโจวผมต้องบอกเหตุผลของผมกับคุณตลอดหรือไง?” หลิวเยี่ยนเฟยพูดเสียงเย็นเขาเน้นที่คำว่า “พลตรี” เป็นพิเศษ ทั้งยังเดินจากไปทันทีทำให้พลตรีโจวที่อยู่ด้านหลังถึงกับกัดฟันกรอด

             

            “ฮึ่ม!”

             

            โจวห้าวหยุนมองตามแผ่นหลังของหลิวเยี่ยนเฟยไปด้วยความไม่พอใจเขาเองก็เป็นผู้ที่ได้รับข่าวเกี่ยวกับการปรากฏตัวขึ้นของสิ่งที่อาจจะเป็นสมบัติระดับสูงจึงรีบทิ้งงานแล้วเดินทางมาที่นี่

             

            แต่ไม่นึกว่ากองทัพกลับกำลังถอนกำลังนี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

             

            เมื่อกองทัพเริ่มถอนกำลังออกไปเหล่าผู้ฝึกตนก็เป็นฝ่ายเข้ามาล้อมรอบบ้านนั้นแทน โจวห้าวหยุนเองก็ยังไม่กลับเขาสังเกตการณ์สถานการณ์อยู่ที่วงนอก

             

            “เฮ้สมบัตินั่นอยู่ในบ้านหลังนี้ใช่ไหม?” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งถามขึ้นเบาๆ

             

            “น่าจะใช่แต่ทำไมกองทัพถึงจากไปแล้วล่ะ?”

             

            “นั่นสำคัญรึไงไม่ใช่ว่ามันยิ่งดีหรอกเหรอ”

             

            พวกเขาส่งเสียงพึมพำแต่ก็ไม่มีใครกล้าจะบุ่มบ่ามเริ่มทำอะไรอย่างการบุกเข้าไปในบ้านหลังนั้น

             

            ลุงหวงมองสถานการณ์แล้วประเมินด้วยสายตาหากว่าแม้แต่พลเอกหลิวเยี่ยนเฟยก็ยังไม่สามารถเข้ามาได้เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาหวาดระแวงผู้ฝึกตนเหล่านี้แล้ว

             

            ชายชรากำลังจะเดินเข้าบ้านมันใกล้จะถึงเวลาเตรียมอาหารเย็นแล้ว เด็กๆเองก็กลับไปฝึกกันต่อที่ชายหาดเขาไม่จำเป็นที่จะอยู่ตรงนี้อีก

             

            “เดี๋ยวก่อนสิ!”

             

            ลุงหวงได้ยินเสียงเรียกมาจากด้านหลังเขาหันกลับไปก็ปรากฏผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามเรียกเขาอยู่

             

            หนึ่งในนั้นเป็นถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นที่4 เพราะดูจากกระแสลมปราณที่แผ่ออกมาทั่วร่างเขาไม่มีความคิดที่จะปกปิดมันเลยสักนิด

             

            “มีธุระอะไรเหรอครับ?”

             

            ลุงหวงตอบกลับไปด้วยความสุภาพการจะเป็นพ่อบ้านของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ได้นั้นเขาจำเป็นต้องควบคุมการแสดงออกให้ไม่มีที่ติ

             

            “สมบัติระดับ 5นั่นอยู่ในบ้านหลังนี้สินะ?”

             

            เขาถามออกมาตรงๆนั่นทำให้เหล่าผู้ฝึกตนบริเวณนั้นค่อยๆกระชับวงล้อมเข้ามา

             

            “เข้าใจผิดแล้วล่ะครับ...”

             

            ลุงหวงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเมื่อกำลังจะก้าวเท้าจากไปอีกครั้งก็ถูกขัดไว้อีก

             

            “อย่ามาโกหกดีกว่าน่า! เปิดประตุซะ ให้พวกเราเข้าไปดูหน่อย”

             

            ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนั้นขึ้นมาแต่เหล่าผู้ฝึกตนรอบๆต่างตอบสนองต่อคำพูดนั้นขึ้นมา

             

            “ใช่แล้ว! เปิดประตูซะ”

             

            “สมบัติที่ปรากฏขึ้นต้องเป็นของส่วนรวมสิ”

             

            “ใช่แล้วแค่เพราะพวกเรามาช้าก็เลยจะฮุบไว้คนเดียวหรือไง?”

             

             

            คำพูดสารพัดลอยออกมาเรื่อยๆจนพ่อบ้านชราเริ่มตากระตุกกลุ่มผู้ฝึกตนเริ่มจะบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณไม่ไกลจากนั้นโจวห้าวหยุนเหยียดยิ้มออกมาอย่างยินดี

             

            ใช่แล้วคนที่จุดประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาคือคนของเขาที่ถูกใช้ให้ไปแฝงตัวอยู่กับกลุ่มคน

             

            ต่อให้หลิวเยี่ยนเฟยจะยอมแพ้แต่ตัวเขานั้นต่างกันถ้าเป็นสิ่งที่แม้แต่พลเอกอย่างหลิวเยี่ยนเฟยยังไม่สามารถเอากลับไปได้ แต่เขาสามารถเอากลับไปให้กองทัพย่อมเป็นการสร้างคุณประโยชน์และส่งผลถึงตำแหน่งของเขาอย่างแน่นอน!

             

            และเมื่อเหตุการณ์ดูจะเริ่มบานปลายพลังปราณเริ่มระเบิดออกมาจากร่างของผู้ฝึกตนหลายคนพวกเขาคิดจะบุกเข้ามาในบ้านหลังนี้จริงๆถ้าพ่อบ้านหวงยังไม่เปิดประตูให้

             

            ทันใดนั้นในบ้านก็มีร่างเล็กๆของเด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมา

             

            เป็นถังเย่เย่

            เด็กน้อยดึงขากางเกงของชายชราเธอพูดด้วยท่าทางไร้เดียงสา

             

            “ลุงหวงคะนายหญิงมีคำพูดฝากมาบอกค่ะ”

             

            คำพูดของเด็กน้อยสามารถดึงความสนใจจากคนบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดีพวกเขาต่างเงียบลงรอให้เด็กหญิงพูด

             

            “นายหญิงว่าอย่างไรเหรอครับ?”

             

            ลุงหวงก้มลงไปถามถังเย่เย่เขาเองก็ประหลาดใจเช่นกัน

             

            “นายหญิงบอกว่า...”

             

            “...หนวกหูเป่าให้กระเด็นไปซะ ค่ะ”

             

             

             

            เมื่อจบคำเหล่าผู้ฝึกตนต่างรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตัวตนระดับชั้นจอมยุทธ์บางคนถึงกับโมโหและเตรียมตัวจะพุ่งเข้ามาเอาเรื่อง

             

            แต่กลับถูกชายชรายืนขวางไว้เสียก่อน

             

            หวงจื่อหานบนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเขาสัมผัสถึงอักขระที่ข้อมือที่มันเริ่มจะส่องแสงสีม่วงออกมาจางๆเป็นการบอกให้รู้ว่าเขตแดนเริ่มตอบสนองกับคำสั่งของเขาแล้ว!

             

            “อย่างที่เด็กคนนั้นบอก...”

             

            “วันนี้นายหญิงของผมไม่รับแขกกรุณากระเด็นกลับไปก่อนนะครับ”

             

            ทันใดนั้นเองเขตแดนที่เคยโปร่งใสก็ส่องแสงสว่างสีม่วงจ้า ผู้ฝึกตนที่อยู่ในระยะใกล้ล้วนปลิวกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับน้ำเสียงโหยหวนโดยที่ไม่มีโอกาสจะต้านทานได้เลยสักนิดเดียว!

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน