ออกเดินทาง
“ทั้งหมดเป็นเงิน”ชิงเถาเอ่ยจำนวนเงินออกให้อีกฝ่ายรู้
“ตกลงข้าจะให้คนนำมาส่งให้ไม่เกินวันนี้”มี่หนิงหยางตอบออกมาอย่างพอใจที่อีกฝ่ายยอมทำการค้ากับตัวเองและนี่แปลว่าเขาเป็นคนสำคัญใช่ไหมนางถึงได้คิดราคาให้แบบพิเศษและจำนวนเยอะกว่าคนอื่นอีกเล็กน้อยด้วย(พิเศษที่ว่า แพงกว่าคนอีกนะมี่หนิงหยาง)
“ขอบคุณสำหรับการสั่งซื้อเจ้าค่ะ”สุดท้ายชิงเถาก็เอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยความขอบคุณอยู่ดี เพราะอย่างไรเขาก็คือลูกค้าลูกค้าที่แปลว่าเหมืองเงินเดินได้
หลังจากเร่งทำงานส่งลูกค้ามาทั้งเดือนในที่สุดก็เข้าเดือนใหม่ต้นเดือนที่ตามแผนที่ทั้งครอบครัวจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันการเดินทางครั้งนี้นอกจากทุกคนในครอบครัว ยังมีชงหยวนที่ได้คำเชิญไปด้วยอีกคน
“ทุกคนพร้อมแล้วขึ้นรถม้าได้เลยลูก”จิ้นสิงเอ่ยบอกทุกคนที่ร่วมเดินทางครั้ง ด้วยจำนวนทั้งหมดเก้าคนและอีกสี่ตัวด้วยรถม้าหนึ่งคันก็เพียงพอแล้วการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ให้คนงานติดตามไปด้วยพวกเขาจะต้องพึ่งพาตัวเองแต่นั่นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพราะปกติจิ้นสิงและเยว่สือก็ทำหน้าที่บังคับรถม้าเองอยู่แล้ว
“โหรถม้าคันนี้ที่นั่งกว๊างกว้างขอรับ”สองแฝดที่เขาไปในรถม้าเป็นคนแรกเอ่ยชมออกมานี่ก็เป็นอีกผลงานของชิงเถาที่ลองใช้อักขระเพื่มพื้นที่ลงบนรถม้าและมันก็ได้ผลดีตามคาด การเดินทางครั้งนี้จะไม่แน่นเบียดเสียดอีกต่อไปด้วยความกว้างที่กว้างกว่าถุงเพิ่มพื้นที่ที่วางขายอีกเล็กน้อยถือว่านี่ก็ของดีทีเดียว
“อย่างนี้เราก็นอนไปมากลิ้งไปมาได้เลยนะ” ไม่พูดเล่นสองแฝดทดลองใช้งานแบบที่ตนว่าทันที ด้วยมีที่ทั้งที่นั่งและมีโต๊ะเตี้ยตั้งอยู่ตรงกลางอีกมุมข้างๆ ยังมีเสื่อนอนปูไว้ให้สองแฝดได้นอนกลางวันได้ถึงถือได้ว่าในรถม้านี้เท่าๆกับห้องๆหนึ่งได้เลยทีเดียว
“นั่งดีๆลูกให้พี่เขาได้เข้ามานั่งด้วยสิ” นางลี่จูเอ่ยดุสองแฝดไม่จริงจังนักก่อนที่คนอื่นจะขึ้นมานั่งในรถม้านี้
“ข้าขออาสาบังคับม้าเองขอรับ”ชงหยวนเอ่ยเสนอออกมาเมื่อเขาทราบว่าการเดินทางนั้นจะมีเพียงพวกเขา เท่านั้น เขาจึงได้อาสานั่งคุมม้าอยู่ด้านนอกเองให้คนอื่นๆ ได้เข้าไปนั่งพักข้างในกัน
“ข้าก็จะนั่งเป็นเพื่อนท่านเอง”เยว่สือเอ่ยออกมา
“เช่นนั้นพ่อก็ฝากด้วยนะไปอื่นๆรีบเข้าไปเถอะ” จิ้นสิงเอ่ยออกมาก่อนที่ทุกคนจะเข้าไปนั่งที่ของตนจนครบทุกคนแล้วม้าตัวใหญ่พันธุ์ดีทั้งสี่ตัวก็เริ่มออกวิ่งไปตามทางเพื่อมุ่งหน้าสู่ด้านทิศตะวันออกทันที
ออกเดินทางมากว่าสามชั่วยามตอนนี้รถม้าออกมาจากเมืองหลวงแล้ว ออกมานอกเมืองได้พักใหญ่ผ่านบ้านเรือนที่อยู่ตามรายทางมาตลอดทางด้วยยังเป็นเขตของเมืองหลวงอยู่แต่บ้านก็สร้างห่างกันพอสมควรตามพื้นที่ของบ้านแต่ละหลังการเดินทางที่หยุดพักทุกๆชั่วยามเพื่อให้ม้าได้หยุดพักเป็นแบบนั้นมาตลอดทางจนตอนนี้ก็ใกล้จะค้ำแล้วพวกเขาจึงตัดสินในหยุดนอนพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีโรงเตี๊ยมให้คนเดินทางได้เข้าพักกัน
“เอาล่ะทานข้าวกันแล้วเราก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางกันต่อ”จิ้นสิงเอ่ยบอกทุกคน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าวันต่อมาหลังจากที่ทานข้าวเช้ากันแล้วพวกเขาก็ออกมาเดินทางกันต่อทันทีด้วยวันนี้นั้นการเดินทางจะต้องเริ่มระมัดระวังขึ้นด้วยต้องผ่านพื้นที่ต้องเริ่มผ่านป่าเขาแล้วนั่นเองแต่ก็ไม่ไม่เป็นกังวลขนาดนั้นด้วยยังมีรถม้าผ่านสัญจรไปมาอยู่มาขาดและเส้นทางสายนี้ก็ไม่มีเรื่องราวว่ามีความอันตรายแต่อย่างไรอาจจะโชคร้ายบ้างก็มีเพียงสัตว์อสูรที่จะลงมาบ้างบางครั้งให้ได้ต้องหวาดกลัวเสียหน่อย
“ป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์มากเลยนะเจ้าคะ”ชิงเถาที่นั่งติดกับหน้าต่างเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี ได้กลิ่นต้นไม้ธรรมชาติแบบเต็มๆนางรู้สึกชุ่มชื้นปอดยิ่งนัก
“นั่นสิพลังปราณในอากาศรอบๆ ก็มีมากกว่าเมืองหลวงด้วย” ลี่ถิงเอ่ยออกมาที่นี่เหมาะจะเป็นที่ฝึกยุทธเหมือนกันนะ
“ที่นี่มีต้องสัตว์เยอะใช่ไหมขอรับ”หมิงลู่เอ่ยออกมาอย่างสนใจเขาเข้าใจมาตลอดว่าป่าเขาแบบนี้จะต้องมีสัตว์นานาชนิดอยู่เป็นแน่
“ใช่แล้วล่ะลูกมีสัตว์อยู่เยอะแยะ แต่พวกมันก็อยู่ลึกเข้าไป ไม่ออกมาด้านนอกให้มนุษย์พบเห็นง่ายๆหรอก” นางลี่จูเอ่ยสอนออกมา
“ทำไมล่ะขอรับสัตว์พวกนั้นต้องแข็งแรงมากแน่ๆ พวกมันต้องเก่งกว่าคนอย่างเราไม่ไช่หรือขอรับ”หมิงเลี่ยนถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ
“พวกมันรักสงบไม่ออกมาให้มนุษย์เราเจอหรอกลูก” จิ้นสิงบอก
“ถ้าออกมาพวกมันก็จะถูกมนุษย์จับไปอย่างไรล่ะในโลกนี้ไม่มีอะไรเก่งกาจและน่ากลัวเท่ามนุษย์แล้วล่ะ พวกเจ้าต้องจำไว้ให้ดีนะคนเรานี่ล่ะน่ากลัว มีเขี้ยวแหลมคมและมีพิษร้ายแรงยิ่งกว่าสัตว์ตัวไหนๆ แล้ว”ชิงเถาเอ่ยบอกน้องชายออกมา เหมือนอย่างว่านางเข้าใจโลกนี้ดีอย่างไรอย่างนั้นจนจิ้นสิงและนางลี่จูยังแปลกใจ
“มนุษย์น่ากลัวๆๆ”เสียงของผู้เป็นตัวแทนของสัตว์ตัวอื่นอย่างหลันเฟยก็ยังบอกออกมาแบบนี้เช่นกัน
“ใช่ลูกเป็นเหมือนพี่เจ้าว่า เราต้องระวังตัวอยู่ตลอด มิเช่นนั้นคงโดนทำร้ายยิ่งตอนเราอ่อนแอเราต้องยิ่งระวังตัว” จิ้นสิงเอ่ยสอนออกเพื่อให้เด็กชายทั้งสองที่ยังเด็กได้เข้าใจและจดจำไว้เพื่อระวังตัวเองตั้งแต่ยังเด็กเหมือนเช่นเหตุการณ์ที่โดนลอบวางเพลิงครั้งนั้น ตอนนั้นพวกเขายังมือใหม่ใครๆก็ล้วนกล้ากดข่มได้ง่าย แต่ตอนนี้นั้นพวกเขาเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วประสบการณ์อันเลวร้ายต้องมีได้ครั้งเดียวให้เป็นเพียงบทเรียนเท่านั้น
“ขอรับ”สองแฝดเอ่ยรับออกมาอย่างเข้าใจบ้างและไม่เข้าใจเข้าเท่ากับคำเปรียบเปรยของชิงเถาที่บอกว่าคนเราจะเขี้ยวแหลมมีพิษได้อย่างไรกัน
เข้าวันที่สามหลังจากออกจากโรงเตี๊ยมแล้วพวกเขาก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังทางตะวันออกต่อ ด้วยตามการคาดการณ์วันนี้ตอนเย็นอาจจะเดินทางถึงเมืองหยางฉานั่นเองด้วยเป็นเมืองที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนักจึงเป็นเพียงเมืองเล็กเท่านั้น
“ก่อนจะถึงเมืองหยางเฉาข้าถามคนที่โรงเตี๊ยมมาว่าห่างออกไปไม่มากจะเจอกับไร่ชาของชาวบ้านที่เปิดเป็นร้านให้ได้นั่งพักดื่มชาได้ข้าว่าเราควรหยุดพักกันที่นั่นท่านจิ้นสิงว่าเช่นไรขอรับ” ชงหยวนถามความเห็นออกมา
“เอาตามเจ้าเห็นสมควรเถอะเจ้าเห็นว่าเราควรจะพักไหนก็ตามเจ้าว่าได้เลย” จิ้นสิงบอกออกมาอย่างใจดีด้วยชงหยวนยังเกรงเขาอยู่มากเขาจึงต้องเอ่ยออกมาอย่างใจดีให้อีกฝ่ายได้รู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเช่นกัน
“ขอรับข้าทราบแล้ว” ชงหยวนเอ่ยออกมาด้วยรอบยิ้ม ก่อนจะบังคับม้าให้ออกเดินทางต่อทันทีดูเหมือนว่าครอบครัวใหม่ของเยว่ซินก็ใจดีกับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว