ยอดหญิงแห่งหมู่บ้านถงซาน

    อิจฉา

       "พ่อดื้อ พ่อดื้อ!"

          กุ้ยเหมยกำลังพาโจวซิ่นเฉิง มาหาจ้าวหนานกงที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงเล็กๆ

          ลูกสาวกำลังร้องไห้ พร้อมกับต่อว่าบิดา พอเปิดประตูเข้าไปในห้องก็เห็นสีหน้าจ้าวหนานกง ที่กำลังทำหน้าอ่อนใจ ส่งยิ้มบางมาให้นางอย่างจนใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

          "หลันเอ๋อร์ทำไมว่าท่านพ่ออย่างนั้นเล่า มีอะไรกันหรือเ๯้าคะท่านพี่" กุ้ยเหมยอุ้มลูกสาวตัวน้อยออกจากคอกกั้น พร้อมกับหันไปถามจ้าวหนานกงถึงสาเหตุที่ทำให้เ๯้าตัวน้อยต้องแผลงฤทธิ์ออกมาแบบนี้

          "นางอยากจะให้พี่ลงไปเล่นกับนางในนั้น แต่พี่ไปไม่ได้ นางจึงบอกว่าพี่ดื้อ เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด พี่ไม่รู้จะทำอย่างไร เ๽้าก็มาถึงพอดี"

          ชายหนุ่มทำหน้าจนใจ หากร่างกายเขาแข็งแรงเมื่อไหร่ เขาจะเล่นกับนางจนกระทั่งนางเบื่อไปเลย แต่ตอนนี้แค่จะลุกขึ้นมานั่งเองยังไม่สามารถทำได้ จึงได้แต่โมโหตัวเองที่เ๹ื่๪๫เล่นกับลูกแค่นี้ เขาก็ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของกุ้ยเหมยได้เลย

          "ลูกรักของแม่ ท่านพ่อไม่ได้ดื้อ ท่านพ่อไม่สบาย ถ้าท่านพ่อหายดีเมื่อไหร่ ท่านพ่อต้องเล่นกับหลันเอ๋อร์แน่นอน เห็นไหมหลันเอ๋อร์ว่าท่านพ่อดื้อ ทั้ง ๆ ที่ท่านพ่อไม่สบาย ท่านพ่อเสียใจมากนะรู้ไหม"

          ใบหน้าเล็กๆ ที่ซบลงบนบ่ามารดา หันไปมองหน้าบิดา ทั้งที่มีคราบน้ำตาอยู่เต็มหน้า พอเห็นว่าบิดาทำหน้าเศร้าก็ร้องไห้ เอนตัวไปหาจ้าวหนานกง

           จนกุ้ยเหมยต้องกระชับแขนแน่นขึ้น เพราะกลัวว่านางจะตกลงไป แล้วเอาสาวน้อยไปส่งมอบให้คนที่นางอยากไปหา

          "ไปโอ๋ โอ๋ ท่านพ่อก่อนเร็วเข้า"

          แขนเล็กๆของหลินหลัน วางแนบอกของบิดาเอาไว้ พร้อมกับยืดตัวไปหอมบิดา อย่างที่มารดาชอบทำกับนางบ่อยๆ เพียงแต่การหอมของนางไม่ใช่ใช้จมูก แต่กับใช้ปากที่เต็มไปด้วยน้ำลาย ผสมน้ำตา รวมถึงน้ำมูกที่ไหลมารวมกันตอนนางร้องไห้ ทำให้ใบหน้าของจ้าวหนานกงล้วนแล้วแต่มีครีมบำรุงผิวที่ลูกสาวตัวน้อยเป็๲คนส่งมอบให้ด้วยความรัก สีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แต่ถ้าหากลูกสาวชอบเขาก็ยินดี ยอมให้นางแสดงความรักที่ชุ่มฉ่ำแบบนี้แล้วกัน

          "ฮ่า ฮ่า ดูแล้วหลันเอ๋อร์คงจะรักท่านพ่อมากกว่าแม่แล้วตอนนี้"กุ้ยเหมยเห็นสภาพใบหน้าของสามีก็ทั้งสงสาร ทั้งขำ

          "พ่อว่าแม่คงอิจฉาพ่อแล้วล่ะ หลันเอ๋อร์ต้องโอ๋ท่านแม่บ้างแล้วนะ ไม่อย่างนั้นท่านแม่ต้องเสียใจแน่เลยรู้ไหม"

          หลินหลันหันขวับมาหามารดาพร้อมกับรอยยิ้มแสนหวาน กุ้ยเหมยถึงกับหัวเราะไม่ออกทันที

          "ไม่เป็๲ไรนะลูก แม่ไม่อิจฉาเลยแม้แต่นิดเดียว อ๋อ!ท่านพี่ คุณชายโจวมาหาเ๽้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปเอาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้นะเ๽้าคะ"นางเกือบลืมไปว่าเพื่อนของเขารออยู่ข้างนอก จึงรีบไปเอาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขากับลูกสาว พยุงร่างของจ้าวหนานกงมานั่งบนเก้าอี้รถเข็น แล้ววางลูกสาวนั่งที่ประจำของนาง นั่นก็คือตักของบิดา แล้วเข็นออกไปข้างนอก โดยมีโจวซิ่นเฉิงที่รออยู่บนโต๊ะกินข้าวตัวเก่า

          "ได้ยินว่ามีใครดื้ออย่างนั้นหรือ ว่าไงหลานสาวตัวน้อย ให้อาจัดการคนดื้อเลยดีหรือเปล่า"

          เขาอยู่ข้างนอกได้ยินที่พวกเขาคุยกัน ดูแล้วจ้าวหนานก็คงมีความสุขอย่างที่เขาบอกจริง ๆ

          "ไม่ดื้อ พ่อไม่ดื้อนะ" สาวน้อยส่ายหน้าไม่มา พร้อมกับทำปากยื่นจีบปากจีบคอ จนน่าหมั่นเขี้ยว อยากจะหอมแก้มขาวๆ สักทีสองที

          "ท่านสองคนคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะไปเตรียมอาหาร ถ้าคุณชายซิ่นเฉิง ไม่รังเกียจ อยู่ทานอาหารกับเราไหมเ๽้าคะ ว่าแต่ท่านชอบกินอะไรพิเศษหรือเปล่าเ๽้าคะ ข้าจะได้ทำให้"

          "ไม่รังเกียจเลย งั้นข้ารบกวนฝากท้องมื้อนี้กับเ๯้าแล้ว ข้ากินอะไรก็ได้ อย่าได้ยุ่งยากไปเลย เอาแบบที่พวกเ๯้ากินกันปกติก็แล้วกัน"

          "เ๽้าค่ะ ท่านพี่จ้าฝากลูกสักครู่นะเ๽้าคะ เดี๋ยวข้าจะรีบมารับนาง"

          "เ๯้าไม่ต้องรีบร้อนหรอก พี่ดูแลได้ หลันเอ๋อร์ไม่ดื้อเลยใช่ไหม บอกท่านแม่ซิ" จ้าวหนานกงก้มหน้าลงไปถามบุตรสาวที่มองตาปริบๆ เอนตัวซบลงบนแผงอกของบิดาอย่างเรียบร้อย

          "ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวข้าจะช่วยดูนางให้ด้วย อย่าได้กังวลไปเลย"

          "ขอบคุณเ๯้าค่ะ"

          กุ้ยเหมยกำลังคิดว่าจะทำอะไร นางนึกเมนูขึ้นมาหลายอย่าง จนได้ข้อสรุปเป็๲อาหารจีนแต่ต้องไม่จัดจ้านมาก น่าจะไม่แปลกใหม่เท่าไหร่สำหรับคนที่นี่ จึงเริ่มลงมือเตรียมของทุกอย่างออกมาล้างทำความสะอาด แล้วก็หั่นผัก หั่นเนื้อเอาไว้ จะได้ปรุงพร้อมกันทีเดียว เวลาทำอาหาร นางจะติดนิสัย ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อน ถึงจะเริ่มลงมือทำอาหารได้

          เชฟบางคนอาจจะถนัดทำไปเตรียมของไปเพื่อความรวดเร็ว แต่นางกลับทำแบบนั้นไม่ได้เลย คงเป็๞เพราะนางแยกประสาทไม่เก่งกระมัง นางเริ่มทำซี่โครงหมูทอดสามรสก่อนพอหมักซี่โครงหมูที่หั่นซี่โครงหมูเป็๞ท่อนๆ ขนาดพอดีคำเอาไว้ มาหมักด้วยเกลือป่น พริกไทยป่น ซอสปรุงรส และ แป้งสาลี นวดให้ส่วนผสมเข้ากับกระดูกซี่โครงหมูและหมักทิ้งไว้ จากนั้นก็ไปเตรียมอีกเมนูก็คือเต้าหู้ผัดหมูสับ นางตั้งกระทะทอดเต้าหู้อ่อนก่อน พอน้ำมันร้อน ก็ใส่เต้าหู้ลงไปทอดให้เหลืองกรอบ แล้วค่อยพลิกเต้าหู้ จนเต้าหู้จะเหลือง เหนียว น่ารับประทาน จากนั้นนำมาพักเอาไว้ก่อน

          แล้วก็เริ่มผัดโดยใส่น้ำมันเพิ่มนิดหน่อยใส่กระเทียมลงไปผัดให้เหลืองหอม จากนั้นใส่หมูสับลงไปผัดปรุงรสด้วย ซอสถั่วเหลือง น้ำมันงา เหล้าจีน ซอสน้ำมันหอย น้ำตาลทราย และ พริกไทยป่น เติมน้ำลงไปนิดหน่อยใส่แครอทลงไปผัด ผัดให้สุกก่อน เอาฟื้นโยนใส่ในเตาเร่งไฟให้แรงขึ้น จากนั้นใส่แป้งมันลงไป ผัดจนน้ำซอสเหนียวแล้ว จึงใส่ขึ้นฉ่ายและต้นหอมลงไปผัด เป็๲อันเสร็จสำหรับลูกสาวตัวน้อย

    เมื่อซี่โครงหมูหมักได้ที่แล้วก็ล้างกระทะ ตั้งกระทะน้ำมัน ให้ร้อนจากนั้นใส่กระเทียมบดลงไปผัด ให้กระเทียมหอม ใส่ซี่โครงหมูลงไปผัด ผัดจนซี่โครงหมูสุก ปรุงรสด้วย น้ำสับปะรด น้ำตาลปี๊บ น้ำส้มสายชู และ ซีอิ๊วขาว ผัดให้ส่วนผสมละลายเป็๞เนื้อเดียวกัน ผัดไปเรื่อยๆ จนซอสเริ่มแห้งก็ยกลงจากเตา ตักใส่จานใบใหญ่ และแต่งหน้าจานให้สวยงามด้วย ผักสด สับปะรด และ พริกหั่นฝอย

    เมื่อนึกถึงว่าลูกสาวชอบกินน้ำซุปมาก นางจึงทำแกงจืดเต้าหู้ไข่ม้วน เพราะทำง่ายไม่ยุ่งยาก วัตถุดิบก็มีในช่องว่าง นางจากการหมักหมูก่อน โดยใส่หมูสับ ปรุงรสด้วย ซอสปรุงรส วุ้นเส้น เห็ดหูหนู ผสมให้ส่วนผสมเข้ากัน ตั้งกระทะน้ำมัน ตอกไข่ไก่ตีให้ไข่แตกผสมกันไปทอดให้เป็๲แผ่นบางๆ นำมาพักเอาไว้ นำหมูที่หมัก มาห่อกับแผ่นไข่ที่เตรียมไว้ทำเป็๲ม้วนจนแน่ใจว่ามันให้แน่นด้วยต้นหอมลวกเมื่อม้วนได้ประมาณนึงแล้ว

          นางจึงหันต้มน้ำซุปกระดูกหมู ใส่คื่นฉ่าย แครอทที่หั่นเป็๞รูปหัวใจ จากนั้นตามด้วยไข่ม้วน รอจนกระทั่งหมูสุกใส่ ผักกาดขาว เห็ดหอม และ เต้าหู้อ่อน ลงไป โรยด้วยผักชีแล้วก็ตักใส่ชามใบใหญ่

          อาหารทุกจานถูกแกะสลักด้วยแครอทที่ทำเป็๲รูปผีเสื้อ และมะเขือเทศเพิ่มสีสัน รอบ ๆจานวางผัดสลัดเพิ่มสีสันบนจานอย่างงดงาม

          นางทำผัดผักรวม ข้าวผัดปูเพิ่มมาสองจาน ทั้งหมดก็ห้าอย่าง แล้วยังทำเงาะลอยแก้วเป็๞ของหวาน พอยกออกมา โจวซิ่นเฉิงก็ถึงกับต้องมองอาหารที่มีสีสันสดใส แล้วยังถูกตกแต่งมาอย่างสวยงาม เรียกได้ว่าไม่เคยมีที่ไหนตกแต่งแบบนี้มาก่อน นี่มันใช่อาหารง่ายๆที่นางทำทุกวันแน่หรือ

         "นี่ใช่ที่พวกเ๽้าทำกินปกติแล้วจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าทำเพื่อต้อนรับแขกอย่างข้าใช่ไหม"

          "เ๯้าหลงตัวเองไปแล้ว นางทำอาหารแบบนี้ให้ข้ากับลูกกินทุกวัน วันละสามมื้อ โดยทุกวันอาหารที่นางทำไม่มีซ้ำกันเลยด้วย"

         จ้าวหนานกงยืดตัว พูดขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อเห็นสีหน้าอิจฉาของสหาย มุมปากก็ยกสูงขึ้น ภรรยาของเขาทำอาหารอร่อย ถ้าจะให้พูดตรงๆ เขาคิดว่าอาหารที่นางทำมาให้เขากินอร่อยที่สุด เท่าที่เคยกินมา เรียกได้ว่าตอนนี้เขาติดใจอาหารของภรรยาแล้ว ไม่รู้ว่าหากไปกินอาหารฝีมือคนอื่นเขาจะกินได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

          โจวซิ่นเฉิงมุมปากกระตุก เริ่มหมั่นไส้คนอวดเมียต่อหน้าจริงๆ" หนานกง..ข้าอิจฉาเ๯้าจริงๆ เลยตอนนี้"

          "ฮึ ข้ายอมให้เ๽้าอิจฉาก็ได้ ใครใช้ให้เหมยเอ๋อร์ของข้าทั้งดี ทั้งเก่งแบบนี้เล่า จริงไหม หลันเอ๋อร์ของพ่อ ท่านแม่เก่งที่สุดเลยใช่ไหม"

          หลินหลันตบมือแปะๆ ตาเป็๞ประกายเมื่อเห็นอาหารวางอยู่ตรงหน้า จึงเริ่มดิ้นรนออกจากตักบิดา จนเขาไม่สามารถรับมือได้แล้ว

          กุ้ยเหมยไม่ได้สนใจว่าบุรุษสองคนจะคิดอะไร นางกำลังอุ้มลูกสาวที่เริ่มซน ให้ไปนั่งเก้าอี้กินข้าวที่โจวซิ่นเฉิงมาส่งวันนี้ พอเช็ดทำความสะอาดมือทั้งสองข้างจนสะอาด ก็เอาผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่มากพับเป็๲สามเหลี่ยม แล้วเอามาผูกเป็๲ผ้ากันเปื้อน จากนั้นก็ตักข้าวผัดและแกงจืดไข่ม้วน ใส่ถ้วย พร้อมกับช้อนคันเล็กของนาง

          สายตาของโจวซิ่นเฉิงที่มองกุ้ยเหมยทำหน้าที่ดูแลจ้าวหนานกงด้วยความคล่องแคล่ว นางทำทุกอย่างโดยไม่ติดขัด คล้ายกับว่าเ๹ื่๪๫ดูแลจ้าวหนานกงเป็๞เ๹ื่๪๫ที่นางทำจนเกิดความเคยชิน ทั้งช่วยป้อนอาหาร ทั้งคอยสังเกตว่าเขาชอบกินอะไร เสียงของนางจะคอยถามถึงความชอบ อยากจะให้เพิ่มเติมอะไร

          ช่างเป็๲สตรีที่ดีจริงๆ นางเหมาะสมกับจ้าวหนานนางมากกว่าน้องสาวของเขาจริง หากน้องสาวของเขามาเห็นว่า สตรีตัวเล็กๆ บอบบาง แต่ละวันนางต้องทำอะไรบ้าง ฉีเอ๋อร์ก็คงจะเข้าใจเหมือนที่เขาเข้าใจเช่นเดียวกัน

          ตลอดระยะเวลาในการกินอาหารมื้อนั้นเขาเริ่มรู้สึกจริงๆว่า เขาชักอิจฉาสหายคนนี้ ที่มีสตรีที่ดีขนาดนี้อยู่ข้างกาย เกิดเป็๞บุรุษเราจะรู้ได้อย่างไรว่า คู่ชีวิตที่อยู่กับเรา จะสามารถดูแลเราในขณะที่เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยที่ไม่หนีหายไปอย่างเช่นสหายของเขาเจอ ได้แต่หวังว่า ภรรยาในอนาคตของตัวเอง ไม่ต้องมีความสามารถขนาดกุ้ยเหมยก็ได้ ขอแค่ยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันก็พอแล้ว