ตอนพิเศษ คำตามผู้เขียนท้ายเล่มหนึ่ง
สวัสดีครับท่านผู้อ่านการเดินทางเล่มหนึ่งหรือก้าวแรกของไอ้เจิดลูกชายกำนันในยุคหกศูนย์ก็ผ่านไปแล้วนะครับผม
เรื่องนี้ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากชาวสวนแม่ลูกสามในยุคหกศูนย์อีกแล้วฮา
แต่สิ่งที่ต่างไปจากเรื่องอื่นๆคือผู้เขียนเจอคำพูดของผู้อ่านท่านหนึ่งตอนเขียน“สามัญสำนึกของดยุกหมูอ้วน”
ว่าตอนที่ถามเรื่องคาถากับคนทั่วไปคนเราเชื่อมั่นว่าคาถาหรือเรื่องเหนือธรรมชาติของตนเองคือของจริงของคนอื่นเป็นแค่ของหลอกลวงไม่มีจริง
เราเชื่อเรื่องปอบแต่ไม่เชื่อเรื่องแวมไพร์ของทางยุโรปหรือเวนดิโก้ของอเมริกา
ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่าน่าสนใจอย่างมาก
เพราะตอนที่ผู้เขียนเจอหนังเรื่อง Midsommar มีหนังสือประกอบภาพยนตร์บทความที่แสดงถึงคาถาอาคมของตะวันตกจากในเรื่อง
ได้พบว่าการใช้ระดูของผู้หญิงมาทำเสน่ห์นั้นคล้ายๆกับ“หงส์ร่อนมังกรรำ”ตามตำราเสน่ห์ของไทยเป็นอย่างมาก
หรือแนวคิดของพี่หมาคูชูเลนที่ตายด้วยคลำของห้ามของตนเองนั้นก็เรียกว่าเปลี่ยนชื่อนิดหน่อยสามารถสร้างพี่หมาคูเป็นฮีโร่ในตำนานของประเทศเราแบบขุนแผนได้เลยทีเดียว
ทำให้ผู้เขียนสามารถบอกได้อย่างหนึ่งว่าจักรวาลเฟทย์สเตไนท์หรือ Fate Grand Order นั้นแม้หลายอย่างจะบ้าบอและเน้นไปทางไวฟุ
แต่เรื่องประวัติศาสตร์ของพวกเขานั้นเที่ยงตรงอย่างมากๆ
ผู้เขียนให้เครดิตจักรวาลเฟทในเรื่องของการอธิบายจักรวาลวิทยาของโลกของเราและสามารถอธิบายเรื่องเทพเจ้ารวมกันได้ตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมียไล่มาจนถึงตำนานพื้นเมืองของอเมริกา
ผู้เขียนสามารถบอกได้ว่าในเรื่องของการทำให้ตรงตามตำนานLore Accurate นั้นจักรวาลเฟททำได้ละเอียดและตรงกว่าผู้เขียน
แน่นอนเรายังอาจจะสามารถตอบได้ว่า
“ตำนานของประเทศอื่นนั้นขี้ฮกทั้งเพตำนานของประเทศเรานี่สิเป็นของจริง”
ว่าหากจะเอาอย่างนั้นก็ได้
ถ้าอย่างนั้น Lore ประวัติศาสตร์เรื่องเหนือธรรมชาติของเราคืออะไรกันแน่?
นี่คือเรื่องที่ผู้เขียนพยายามจะปะติดปะต่อเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆกันมาให้อยู่ในจักรวาลเดียวกัน
แต่อย่างที่กล่าวผู้เขียนคิดว่าจะได้พบสิ่งที่ต่างกันแต่ที่ได้พบคือแต่ละคนกล่าวไม่ค่อยต่างกันเท่าไร
แบบเดียวกับการสักยันต์ที่ทางไอริชของพี่หมาคูก็มีอยู่เช่นกันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด
หรือปลัดขิก ศิวลึงก์ทางโรมันก็มีการบูชาสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน
ผู้เขียนพยายามหาความแตกต่างแต่สิ่งที่ได้พบกลับเป็นความเหมือน
แน่นอนสายบ้าคลั่งศาสนาก็สามารถตอบได้เช่นกันเหมือนเดิมว่า
“ของพวกเราคือของจริงของคนอื่นคือของปลอม”
ทั้งที่พระเยซูและหลวงพ่อประจำวัดในหมู่บ้านนั้นแสดงปาฏิหาริย์แบบเดียวกันคือไล่ผีออกจากร่างกายของคนที่โดนผีสิงได้แบบเดียวกัน
และพูดเหมือนกันอีกต่างหากว่าอย่าไปเล่นไอ้พวกวิทยาอาคมมันมาทางสายศาสนาดีกว่า
ราวกับทั้งสองคนเป็นคนคนเดียวกันต่างกันแค่แนะนำให้ไปคนละศาสนาเท่านั้น
ซึ่งตำนานของพระเยซูก็ไม่ต่างกับเกจิมีชื่อของบ้านเราหรือพี่หมาคูแต่ประการใดว่าพวกเขานั้น
“เก่งกาจเหนือคนมาตั้งแต่เด็กก่อนที่จะบรรลุวิชาที่ทำให้พวกเขามีชื่อเสียงด้วยซ้ำ”
พระเยซูสามารถเสกคนเป็นเกลือและบังคับมังกรมาได้ตั้งแต่เด็ก
เกจิชื่อดังพระอาจารย์ของบ้านเราก็สามารถเห็นผีมีพลังจิตอิทธิฤทธิ์มาได้ตั้งแต่ตอนก่อนจะบวชด้วยซ้ำ
หรือพี่หมาคูสามารถผ่านดินแดนแห่งเงาได้ก่อนที่จะได้ฝึกวิชาสำเร็จอีกต่างหาก
ว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนธรรมดาสักคน
แต่พระเยซูและพระอาจารย์ก็เตือนเมหมือนกันจนปากเปียกปากแฉะว่า
“อย่ายุ่งกับเวทย์และคาถา”
หากพวกคนที่เราเชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์มากจริงๆเตือนเราอย่างนี้..ทำไมพวกเราถึงไม่ฟังพระเยซูกับบรรดาพระอาจารย์กัน?
เนื้อเรื่องที่ผู้เขียนเขียนก็รมาจากแนวคิดอย่างนี้ล่ะครับว่าพยายามจะให้ความเป็นธรรมจากความรู้สึกของประชาชนว่ามันไม่เวิร์กหากมาทางสายศาสนา
เพราะคนธรรมดาไม่ใช่พระเยซูที่สามารถไล่ผีได้ในนามของพระเจ้าและนามของตนเอง
หรือไม่ใช่พระอาจารย์ชื่อดังที่จ้องจิ้งจกบนฝ้าเพดานก็ทำให้จิ้งจกตกลงมาจากเพดานได้แบบเดียวกับโวลเดอมอร์
มันคือคามรู้สึกของการยืนอยู่ปากเหวและความไม่มั่นใจ
ทำให้ประชาชนทั่วไปอาจจะเลือกไปทางพี่หมาคูทั้งที่ตามตัวอย่าง พี่หมาคูเป็นคนเดียวที่ตายอนาถ
ส่วนคนอื่นอย่างพระเยซูนั้นแม้ตายก็คืนชีพได้เพราะมีพระเจ้าแบ็กอัพให้แล้ว
พระอาจารย์ก็สามารถละสังขารสรีระธาตุเอาไว้ได้เช่นกัน
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมประชาชนทั่วไปถึงไม่ฟังพระเยซูกับพระอาจารย์ที่เตือนจนปากเปียกปากแฉะหันไปทางสายมูเตลูเสียได้..หากเราเชื่อเรื่องศาสนาล่ะนะครับ
ก็ติดตามการผจญภัยของไอ้เจิดในเล่มสองต่อไปนะครับผม
ผู้เขียนคิดว่าจะค่อยๆใจเย็นๆขยายโลกให้กว้างขึ้นเรื่อยๆตามุมมองของไอ้เจิดแบบเดียวกับเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์