ทางเื้ั เขาได้ยินเสียงพนักงานต้อนรับยกโทรศัพท์ขึ้น ครู่ต่อมาก็ได้ยินเสียงเธอพูดอะไรเบาๆ กับใครคนหนึ่ง ความแ่เบาของน้ำเสียงทำให้จับใจความไม่ได้ว่าเธอพูดอะไรบ้าง
“มิสเตอร์ แม็คคอร์ดคะ..?”
เสียงที่เรียกเบาๆ ทำให้บริกเอี้ยวตัวไปมอง
“คือ..เลขาฯของท่านบอกว่า มิสเตอร์แซงเงอร์กำลังติดประชุม ท่านสั่งไว้ว่าไม่รับโทรศัพท์ค่ะ อยากพูดกับเธอเองไหมคะ?”
บริกครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในสมองก่อนจะตอบเรียบๆ ว่า
“บอกเธอให้เข้าไปบอกเขาว่าผมมา..!”
“ได้ค่ะ”
สีหน้าของเธอบอกความไม่เชื่อถือแต่ก็ให้ความร่วมมือย่างดี ่เวลานาทีนั้นผ่านไป ขณะที่บริกหันไปให้ความสนใจกับทิวเมฆและฝุ่นละอองที่ลอยตัวขึ้นจากท้องถนนนั้น เขาก็ได้ยินเสียงวางโทรศัพท์ลง เมื่อเอี้ยวตัวไปมองก็พบกับแววในดวงตาของพนักงานต้อนรับที่เปลี่ยนไป ดูจะมีความนับถือเพิ่มขึ้นทันที
“มิสเตอร์แซงเงอร์ จะออกมาพบท่านเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“ขอบใจ”
รอยยิ้มบางๆ อย่างขบขันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของบริกอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนับั้แ่สมัยปู่มาแล้ว ที่คนยังตัดสินเพียงว่าหมาตัวไหนจะะโโลดเต้นได้ก่อน เมื่อเ้านายเคาะกะลาขึ้น บริกไม่ได้ละสายตาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นตรงโถงทางเดิน
ผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาหาเขามีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า ไม่ว่าการแสดงออกในกิริยาท่าทางนั้น จะถูกฝึกมาจนกลายเป็ความเคยชินและกลายเป็ธรรมชาติไปในที่สุดสักแค่ไหน แต่แววเยือกเย็นในดวงตาคู่สีฟ้านั้น ก็ยังคงเหมือนเดิม
เขาเป็คนรูปร่างสูงโปร่ง แต่งกายด้วยชุดเสื้อนอกสีเข้ม เสื้อเชิ้ตตัวในสีสดเข้ากันกับผ้าผูกคอ บริกไม่ปรารถนาจะมองดูเสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยช่างฝีมือประณีตสำหรับนักธุรกิจโดยเฉพาะเช่นนั้น สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปใน่เวลา 14 ปีที่ไม่ได้พบกันก็คือ เรือนผมที่เคยเป็สีดำสนิทหยักสลวยของญาติผู้นี้ เริ่มมีสีเทาขึ้นแซมอย่างเห็นได้ชัด แม็กซ์โตกว่าเขาประมาณ 10-11 ปีเท่านั้น ดังนั้นอายุจึงอยู่ในวัยประมาณ 50 บุคลิกลักษณะของแม็กซ์ดูสุภาพเรียบร้อย เป็รูปแบบชัดเจนของนักธุรกิจทั้งหลาย ได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงโชยมาจากาย แต่บริกก็อดจะคิดถึงกลิ่นตัวสกั๊งค์ไม่ได้
“บริก..!”
เสียงของแม็กซ์ แซงเงอร์ ที่เรียกชื่อเขาเต็มไปด้วยความยินดีอย่างเหลือล้นที่ได้พบกัน แต่บริกััได้ว่ามันมีอะไรที่มากกว่านั้น
“โอ..แมน..เราไม่ได้พบกันนานเท่าไหร่แล้วนี่?”
“14ปี ยังไงล่ะ”
ฝ่ามือของบริกถูกมือที่อ่อนนุ่มกว่ารวบเข้าไว้อย่างดีใจ และบริกก็อดที่จะนึกถึงมือที่หยาบกร้านของตนเองไม่ได้
“มือแกนี่มันช่างนุ่มดีจริงนะ แม็กซ์”
เขาเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงที่แห้งแล้งขาเย็น
“ตรงสูตรที่ปู่สอนไว้เปี๊ยบเลยนะ”
ความกังวลใจปรากฏขึ้นในดวงตาของแม็กซ์ทันที แต่ญาติของบริกก็กลบเกลื่อนด้วยการฝืนหัวเราะออกมา
“นายนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะบริก ยังชอบเสียดสีถากถางอยู่เหมือนเดิม”
เขาตบลงบนไหล่บริกเบาๆ ราวกับว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความรู้สึกระหว่างกันลงได้
“ทำไมนายไม่บอกให้ฉันรู้เสียก่อนล่ะว่าจะมาเมื่อไหร่ ฉันแทบไม่เชื่อเลยนะตอนที่เลขาฯ บอกว่านายมาหาฉัน”
“มันเป็ยุทธวิธีที่ฉันฝึกมาั้แ่ครั้งที่เป็ทหารรับจ้างยังไงล่ะ ถ้าถึงคราวจะบุกก็ต้องไม่ให้รู้ตัว..!”
ญาติของเขาชะงักท่าทีที่แสแสร้งแสดงความเป็มิตร มือตกลงข้างตัว..
“แต่ฉันไม่ใช่ศัตรูของนานนะบริก”
บริกปั้นยิ้มให้ดูสุภาพขึ้นทันที
“ก็ฉันบอกเมื่อไหร่ล่ะว่านายเป็..?”
แม็กซ์ แซงเงอร์เม้มริมฝีปาก กวาดสายตาไปรอบๆ ห้องโถงก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันว่าเราเข้าไปนั่งคุยในห้องทำงานของฉันก่อนดีกว่า จะได้ดูมีความเป็ส่วนตัวมากกว่านี้”
“ยังไงก็ได้”
บริกตอบตกลงทันที และออกเดินตามแม็กซ์ ที่เดินนำเข้าไปตามโถงทางเดินระหว่างตึก ซึ่งตรงปลายสุดของห้องโถงทางเดินนี้มีประตูบานคู่ แม็กซ์เปิดประตูให้บริกเดินผ่านเข้าไป เลขาฯของเขาเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นบุรุษทั้งสองเดินเข้ามา สายตาของเธอที่มองบริกเต็มไปด้วยแววสงสัยใคร่รู้ เธอเป็สตรีวัยกลางคน แววตาเต็มไปด้วยความกระด้างเ็าและดูเข้มงวดยิ่งนัก
“ช่วยรับโทรศัพท์ไว้ให้ด้วยนะ แอ๊กเนส”
แม็กซ์สั่ง มีประตูอีกบานหนึ่งที่เปิดเข้าสู่ห้องทำงานด้านใน
มันเป็ห้องทำงานขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่ทั้งหมดของส่วนมุมตึก ฝาผนังทั้งสองข้างมีหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่เป็ส่วนประกอบ โต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ประกอบด้วยเก้าอี้บุหนังอย่างดี มีโซฟาขนาดใหญ่ตั้งประกอบอยู่ระหว่างอาร์มแชร์และโต๊ะรับแขกเป็ชุดเข้ากัน ตั้งอยู่ตรงผนังอีกด้านหนึ่งของห้อง บาร์เครื่องดื่มเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้กัน บริกเดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกมองออกไปยังทิวทัศน์ภายนอก
“น่าอยู่มากนี่”
เขาเอ่ยออกมาเบาๆ ในน้ำเสียงแฝงแววประชดประเทียดไว้ไม่น้อย
“แต่มันก็ถูกกำหนดให้ต้องแต่งอย่างนี้อยู่แล้วนี่ จริงไหม?”
ไม่มีคำตอบจากแม็ก แซงเงอร์ ขณะที่เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หมุนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เื้ัโต๊ะทำงานเอนหลังพิงพนัก เผชิญหน้ากับบริก บชายหนุ่มล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบซองบุหรี่ออกมา
“รังเกียจไหมถ้าฉันจะสูบบุหรี่?”
“ถึงฉันจะว่ายังไง นายก็ต้องสูบอยู่ดีนั่นแหละ”
แม็กซ์เลื่อนที่เขี่ยบุหรี่ทองแดงบนโต๊ะ ไปวางให้ใกล้มือ
“ทำไมไม่พูดอะไรออกมาตรงๆ เลยล่ะบริก ว่านี่ไม่ใช่การพบปะกันแบบงานสังคมแน่ นายคงไม่้ามาเพราะอยากจะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวหรอกนะ บอกมาตรงๆ เลยว่านายมาหาฉันทำไม?”
บริกก้มหน้าลงจุดบุหรี่ เมื่อเงยขึ้นก็เอ่ยว่า
“อาจจะเป็เพราะฉันเป็ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ได้นะ ฉันก็เลยมาดูไงละว่า บริษัทดำเนินกิจการไปได้ยังไงบ้าง”
เขาระบายควันสีเทาออกมา
“ฉันรู้ว่าบริษัทนี่มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับนายนักหนาหรอก”
แม็กซ์พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ใช่..นายพูดถูก”
บริกยอมรับง่ายๆ รอยยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมฉาบขึ้นบนใบหน้า
“ฉันมาเก็บดอกเก็บผลของฉันยังไงล่ะ”
“ฉันไม่มีส่วนแบ่งให้นายหรอก”
แม็กซ์ชะโงกตัวออกมาข้างหน้าทันที สีหน้าเผือดลง
“นายก็รู้ความประสงค์ของคุณปู่ที่เขียนไว้ในพินัยกรรมแล้วนี่ นอกเสียจากว่า นายจะทำงานให้กับบริษัทนี้เท่านั้น ไม่เช่นนั้นผลประโยชน์ของนายก็มีค่าเป็ศูนย์”
“แล้วนายก็รู้นี่ ว่าฉันจะลองเสี่ยงทำอย่างอื่นดูก่อน”
“แต่ก่อนหน้านั้นนายก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกแล้ว แต่นายตัดสินใจไปแล้วนี่ว่าจะไม่ทำ”
แม็กซ์โต้
“นายบอกว่าไม่้าจะรับเงินมรดกที่ปู่ได้มาอย่างสกปรกยังไงล่ะ..แล้วนายก็ได้เงินส่วนที่เป็ของนายไปแล้ว ก็เงินที่นายเอาไปใช้หาเลี้ยงตัวอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ”
“นายไม่มีโอกาสจะได้เข้ามานั่งอยู่ในเก้าอี้ตัวนี้หรอกถ้าหากว่าฉันไม่หลีกทางให้”
บริกโต้กลับด้วยน้ำเสียงชาเย็น
“นายไม่มีทางที่จะเข้ามานั่งชูคออยู่ในนี้หรอก ถ้าฉันจะไม่มอบฉันทะให้นายมาออกเสียงในที่ประชุมแทนฉัน ที่ฉันมานี่ก็ไม่ได้ว่า เป็เพราะอยากจะมาแย่งเก้าอี้ตัวที่นายนั่งอยู่หรอก บริษัทนี้เป็ของนายก็จริง แต่นายก็ยังเป็หนี้ฉันอยู่นะแม็กซ์”
ท่าทีของแม็กซ์เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ แต่ที่เขาทำได้ก็เพียงนั่งเม้มริมฝีปากเท่านั้น
“บอกมาเลยว่านาย้าอะไร?”
“ฉัน้าเงินก้อนหนึ่ง”
บริกตอบห้วนๆ
“2หมื่น”
สีหน้าของผู้เป็ญาติบอกแววขบขันขึ้นมาทันที ท่าทีของแม็กซ์คล้ายจะตัดสินใจในอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เปิดลิ้นชักกลางออก ดึงซองขนาดใหญ่ใบหนึ่งออกมาโยนลงบนโต๊ะเบื้องหน้าบริก ซองนั้นเขียนจ่าหน้าไว้ว่า “ลับเฉพาะ”
“อ่านดูสิ”
แม็กซ์ชี้มือไปที่ซองนั้น เอนลงลงพิงพนักเกาอี้ มือประสานกันอย่างสบายอารมณ์
บริกออกจะลังเล แต่แล้วก็หยิบซองใบนั้นออกมาเปิดดู มันเป็บัญชีจากธนาคารที่แจ้งให้ลูกค้าทราบถึงจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชี พร้อมกับตัวเลขที่แสดงงบดุลทั้งกำไรและขาดทุน รายการบัญชี ทรัพย์สินและรายการหนี้สินทั้งระยะสั้นและระยะยาว สองแผ่นแรกนั้น บริกอ่านอย่างลวกๆ แต่เมื่อตัวเลขลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เขาก็พิจารณาในแต่ละรายการอย่างสนใจ ยิ่งดูๆ ไปก็ยิ่งรู้สึกตัวเบาลงเรื่อยๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองญาติหนุ่มที่นั่งอยู่เื้ัโต๊ะทำงานด้วยแววตาดุดัน สีหน้าของแม็กซ์ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มขบขัน คล้ายจะเป็ทางออกทางเดียวที่เหลืออยู่
“นี่เป็งบดุลการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายที่ส่งมาเมื่อวานนี้เอง”
แม็กซ์กล่าว
“ฉันอาจจะทิ้งมันไว้ในซองนั้นเป็เดือนๆ หรือกว่านั้นก็ได้ แต่ก็อยากจะบอกนายเสียตอนนี้เลยว่า บริษัทไม่มีเงินจำนวน 2 หมื่นนั่นหรอก”
“โดยเฉพาะเมื่อมีคนอย่างนายเป็ประธานบริษัท ฉันก็อยากจะแปลกใจอยู่เหมือนกันที่มันไม่ล้มละลายไปเสียก่อนหน้านี้”
บริกวางรายงานจากทางธนาคารลงบนโต๊ะ พยายามต่อสู้กับความโกรธที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง?”
“ผลกำไรมันเริ่มตกมาั้แ่ของมันอยู่ในสโตร์แล้ว นายก็รู้นี่ว่าเศรษฐกิจมันเป็ยังไง ฉันก็พยายามจะหาอะไรอย่างอื่นมาทดแทนอยู่ แต่การลงทุนมันล้มเหลวมาถึง 2 ครั้ง”
“2 ครั้ง..แต่ฉันว่ามันจะต้องเกิน 2 ครั้งแน่ บริษัทถึงได้ล่มจมขนาดนี้”
น้ำเสียงนั้นบอกถึงความโกรธ ความดูิ่เหยียดหยามและความคั่งแค้นที่ผสมผสานอยู่ด้วยกัน
“นายควรจะถูกไล่ออกเพราะบริหารงานอย่างผิดพลาดที่สุด เข้าใจไหม?”
“ไอ้ห่า....บริก”
แม็กซ์ผุดลุกขึ้นยืนด้วยฤทธิ์โทสะ
“ช่างหัวมันเถอะน่า ถึงจะยังไงฉันก็ไม่ใช่คนที่จะไล่นายออกแน่ ฉันคิดว่าคงยังไม่มีใครเห็นรายงานฉบับนี้สินะ”
“ยัง”
“เอาละ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้เห็นมันเหมือนกัน ดีไหมล่ะ..? ที่ฉัน้าก็แค่เงิน 2 หมื่นที่เป็ส่วนของฉันเท่านั้น ฉันไม่สนใจหรอกว่าจะได้มาจากเงินของบริษัทหรือเงินส่วนตัวของนาย แล้วก็อย่าได้พยายามบอกฉันด้วย ว่านายไม่ได้อมเงินบริษัทไว้เลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว เพราะฉันรู้ทันอยู่ว่าคนอย่างนายเป็ยังไง”
ความรู้สึกหมดหวังจากสภาพการณ์ของตนเองที่กำลังเป็อยู่ ทำให้น้ำเสียงของบริกห้วนห้าวดุดันกว่าที่เคยเป็ เขากำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเองเท่านั้น แม็กซ์มีท่าทางกระสับกระส่ายขึ้นมาทันที ไม่อาจสบตาสีน้ำตาลคู่นั้นได้
“ฉันเองก็ไม่มีจริงๆ นะ”
เขายอมรับออกมาหลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
“ทุกอย่างที่ฉันมีกับทุกอย่างที่ฉันได้ไปขอร้อง หยิบยืมหรือไปขโมยเขามานั้นมันจมยู่ในโครงการพัฒนาที่ดินกับหมู่บ้านในแคลิฟอร์เนียทั้งหมดนั่นแหละ ฉันเอาไปสร้างคอนโดมิเนียมไว้แล้ว จะไปถอนมันออกจากที่ดินก็ไม่ได้ด้วย”