“ไอที ๆ ๆ อย่าเป็อะไรนะ แกจะมาตายแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย แล้วฉันจะบอกพี่ธากับแม่แกยังไงวะ ตื่นมาเดี๋ยวนี้นะ ไอที" อาการกลัวที่จะเสียเพื่อนรักไปนั้น ทำให้เกียกกายร้องไห้คร่ำครวญอย่างคนขาดสติ น้ำตาไหลพรากกระทบลงบนใบหน้าของทีปกร มือสั่นเทาทั้งสองข้างเขย่าร่างที่อ่อนปวกเปียกและก้มลงกอดร่างนั้นเข้าสู่อ้อมอกของตน
“ตึกตัก ๆ ๆ ๆ” ภายในห้องนั้นเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของทีปกรอย่างชัดเจน เกียกกายหยุดร้องไห้ในทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น แต่ก็ยังไม่แน่ใจจึงก้มลงไปฟังเสียงนั้นชัด ๆ อีกครั้ง เมื่อตั้งสติได้จึงมองไปรอบ ๆ ห้อง ทำให้เ้าตัวถึงกับผงะ
“เห้ย! หายไปไหนวะ” กลิ่นเืที่คละคลุ้ง คนตายที่อยู่ตรงนั้นทั้งหมด รอยเืที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณรวมถึงรอยเืบนเตียงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ หายวับไปกับตา เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เกียกกายรีบวิ่งไปเปิดไฟภายในห้องทันที เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะกลับมาดูร่างของเพื่อนรักที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอีกครั้ง มือที่สั่นเทานั้นพลิกตัวเ้าเพื่อนร่างบางไปมา สำรวจว่ามีร่องรอยของาแหรือไม่ และสุดท้ายก็วางมือไปที่รูจมูกของทีปกรเพื่อความมั่นใจ
“เห้อ… ยังไม่ตายนี่หว่า” เ้าตัวถอนหายใจลากยาวด้วยความโล่งใจ และบ่นพึมพำกับตัวเอง
เกียกกายบรรจงช้อนตัวเพื่อนรัก ให้ขึ้นไปนอนบนเตียงที่ตอนนี้ดูขาวสะอาด เวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง ก็ได้แต่นั่งมองทีปกรที่นอนไม่ได้สติอยู่เงียบ ๆ เสียงลมที่พัดจากด้านนอกประกอบกับเสียงจิ้งหรีดทำให้เ้าตัวเริ่มเคลิ้มไปกับบรรยากาศ พอเริ่มสัปหงก เ้าตัวก็สะดุ้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เป็แบบนี้อยู่หลายครั้ง จนร่างกายทนไม่ไหวเพราะความเหนื่อยล้าจึงหลับไปในที่สุด
ทีปกรลืมตาขึ้นก็พบว่าตนอยู่ในบรรยากาศที่คุ้นเคย ซึ่งมีแต่หมอกสีแดงจาง ๆ รายล้อมอยู่รอบตัวอีกครั้ง ไม่รู้ว่านี่คือความฝัน หรือว่าตนได้ตายไปแล้วกันแน่ สายตานั้นมองกวาดไปรอบ ๆ ทั่วทั้งบริเวณจนพบิญญาทั้ง 5 ตนที่เคยอยู่ในห้องเมื่อครู่มายืนอยู่ตรงหน้า เ้าตัวถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อิญญาสาวโผล่หน้าเข้ามาใกล้ ๆ
“ขอบคุณที่มา” ิญญาสาวกล่าวขึ้น และเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวเองตายให้ฟังทั้งหมด
สิ่งที่ทีปกรเห็นนั้นเคยเป็เื่จริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน หลังจากที่คนเหล่านี้ได้ตายไป สถานที่นี้ก็ปิดตัวลงไปอย่างเงียบ ๆ และในทุก ๆ ปีภาพเหตุการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันและเวลาเดิม สถานที่เดิม ิญญาเดิม ๆ เพราะไม่รู้ความจริงว่าใครเป็คนฆ่า ิญญาจึงติดอยู่ในบ่วงแห่งกรรม บ่วงแห่งความสงสัย บ่วงแห่งความทนทุกข์ทรมาน ได้แต่ร่อนเร่วนเวียนอยู่ในสถานที่นี้ ไม่สามารถไปไหนได้ และสาเหตุที่ทำให้สองหนุ่มเพื่อนรักได้มาเห็นฉากการตายของิญญาเหล่านี้ก็เพราะว่า วันนี้เป็วันที่ครบรอบการตายครบ 15 ปี
“แหม… บังเอิญจังนะ” ทีปกรบ่นพึมพำกับตัวเอง กับโชคชะตาที่เล่นตลก ทำให้เขากับเพื่อนรักต้องมาเจอผีแบบคอมโบเซต
“ช่วยบอกฉันทีว่าใครเป็คนฆ่าพวกเรา” ิญญาสาวยื่นมือที่เย็นเฉียบดั่งน้ำแข็งจับไปที่มือของทีปกร จึงทำให้หนุ่มร่างบางถึงกับสะดุ้งจนต้องชักมือออก
“เอ่อ…” ทีปกรได้แต่อ้ำอึ้ง สายตาเหลือบไปมองเ้าหน้าที่ชล ที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด แววตาที่สื่อออกมาของทีปกรนั้น เหมือนเป็การเค้นให้ิญญาของชลบอกความจริงออกมาด้วยตัวเอง
“ฉันเอง” ทุกสายตาหันไปมองเสียงนั้นโดยทันที
“พี่ ฆ่าพวกเราทำไม” ิญญาสาวผู้นั้นร้องไห้ออกมาทันที พร้อมทั้งเดินตรงปรี่เข้าไปหาชล
“พวกแกทั้งหมดทรยศฉัน สมควรแล้วที่จะต้องตาย” ทุกคนต่างอึ้งในสิ่งที่ชลพูดออกมาโดยที่ไม่รู้สึกในความผิดของตัวเอง
“พี่ไม่รู้สึกผิดบ้างเหรอ ผมไม่รู้หรอกนะว่าเื่นี้ใครถูกใครผิด แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรที่จะมีใครตายเลยนะ แม้กระทั่งตัวพี่เอง พี่รู้ไหมสิ่งที่พี่ทำมันบาปหนามากเลยนะ” ทีปกรพยายามพูดกับชล หวังว่าจะทำให้รู้สึกในการกระทำของตนเอง
“บาปงั้นเหรอ” ชลพูดออกมา พร้อมทั้งแสยะยิ้ม
“ถ้าจะบาป นังนั่นก็บาปที่จงใจมาหลอกฉัน มาแต่งงานกับฉันทั้งที่ตัวเองท้องกับคนอื่น แล้วยัดเยียดเด็กนั่นให้เป็ลูกของฉัน แค่นี้ยังไม่พอ ยังรวมหัวกับเพื่อนของฉัน สวมเขาให้ฉันอีก” ชลพูดพลางชี้ไปที่หน้าิญญาสาวกับชู้รักที่ยืนอยู่ข้างกัน
“ส่วนแกเพื่อนที่ฉันรักมากที่สุด กลับหลอกฉัน ไม่บอกความจริงกับฉันั้แ่แรก ปล่อยให้นังนี่มาแต่งงานกับฉัน แกนี่มันรู้หน้าแต่ไม่รู้ใจจริง ๆ ถ้าจะบาปนะ ก็บาปกันหมดนี่แหละ” ชลได้แต่กำมือแน่น เผยใบหน้าที่รู้สึกผิดหวังออกมา
“แต่สิ่งที่พี่ทำมันเกินไปนะ พี่ฆ่าคน พี่ไม่กลัวตกนรกเหรอ” ทีปกรพยายามพูดให้คนทำความผิดรู้สึกตัวอีกครั้ง
“ถ้านรกมีจริง ป่านนี้ฉันก็ตกไปนานแล้วสิ แต่ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ ก็แสดงว่านรกไม่มีจริง" ทีปกรได้แต่ยืนส่ายหน้า และก็ทำให้ได้รู้ว่าความคิดของิญญาตนนี้กู่ไม่กลับเสียแล้ว
"แต่ยังไงก็ต้องขอบใจน้องมากนะที่ทำให้พี่ได้หลุดพ้นจากตรงนี้สักที จะได้ไปเกิดใหม่ จะได้ไม่ต้อง…”
“พวกเ้าทั้งหลายยังไปเกิดไม่ได้หรอก”