บทที่37เดินทางต่อ
หลังจากแลกเปลี่ยนเสร็จแล้วหมอทั้งสองก็ขอตัวลากลับไปยังห้องของตนจ้าวเฟยหลงรู้สึกพอใจอย่างมากประการแรกสามารถทำให้หมอที่หยิ่งยโสสองคนมาพินอบพิเทาตนเองได้ประการที่สองเขาสามารถหากำไรจากการค้าในครั้งนี้ถึงหนึ่งล้านหินปราณระดับต่ำ เดิมทีสมุนไพรวิญญาณหรือเม็ดยาระดับปราณนี้ไม่มีความหมายต่อเขา หากต้องการปรุงก็แค่หาส่วนผสมมาเท่านั้น มิได้ลำบากลำบนใดๆ
จากนั้นจ้าวเฟยหลงนำเอาสมบัติที่ได้มาจากคลังสมบัติของจวนอ๋อง ออกมาศึกษาอย่างตั้งใจเริ่มแรกเขาเรียกดาบหักออกมา หลังจากเพ่งมองดูเขาพบว่าด้ามดาบผุพังไปแล้วเหลือตรงส่วนใบดาบที่ยังมีสภาพดีที่สุดมันควรหลอมออกมาจากแร่วิญญาณที่สูงค่าจ้าวเฟยหลงตั้งใจจะนำมันไปหลอมทำดาบให้ตนเองในอนาคต
สมบัติชิ้นที่สองคือโคมไฟความเก่าแก่ของมันทำให้จ้าวเฟยหลงต้องถอนหายใน เขาไม่รู้จริงว่าเหตุใดดวงจิตโลกาถึงอยากให้เขาเก็บสิ่งนี้มาเมื่อลองจุดไฟโคมกลับไม่ที่ให้จุดจ้าวเฟยหลงก็หมดปัญญาเพราะไม่รู้ว่าจะทำเช่นใดจึงเก็บเข้าแหวนมิติไป
ชิ้นที่สาม เข็มกลืนโรคาด้วยสภาพเวลานี้คงไม่อาจแสดงอำนาจการรักษาขั้นสูงสุดของมันออกมาได้เพราะว่าตัวเข็มทั้งร้อยแปดเข็มเสื่อมอำนาจลงเกรงว่าคงเกิดจากการสะท้อนกลับในการรักษาโรคเมื่อนานมาแล้วเมื่อสังเกตุให้ดีแม้ไม่อาจแสดงพลังการรักษาขั้นสูงสุดได้แต่ถ้าหากรักษาโรคทั่วไปก็ใช่ว่าจะเกินกำลัง
“เอาไว้ข้าจะหาทางซ่อมแซมให้เจ้ากลับคือสู่สภาพสมบูรณ์ให้จงได้”
จ้าวเฟยหลงเอ่ยแล้วเก็บเข็มกลืนโรคาลงแหวนมิติของตน
ด้านเฒ่าซีฮันหลังจากแยกกับจ้าวเฟยหลงเขารีบตรงไปหาหมิงโจวอ๋องทันทีบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในห้องเก็บสมบัติใต้ดิน
“อะไรนะ!!! เขาเอาขยะไปงั้นหรือ”
หมิงโจวอ๋องแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่เขาได้ยิน เด็กหนุ่มคนนี้แปลกประหลาดนักของรางวัลก็ไม่เอา ให้ไปเลือกเองสมบัติเอาเอง กลับไปเลือกเอาขยะในห้องซะอย่างนั้น
“เรียนนายท่านคุณชายจ้าวเลือกดาบหักโคมไฟเก่าๆ และผ้าขี้ริ้ว ขอรับ” เฒ่าซีฮันตอบอย่างนอบน้อม
“เฮ้อ!! เขาไม่ใช่คนธรรมดาเราคงไม่อาจเข้าใจเขาได้ง่ายๆหรอก แต่ข้าเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนอย่างนั้นไม่ทำอะไรมั่วๆหรอกเขาต้องมีจุดหมายสักอย่างถึงทำอย่างนั้น” หมิงโจวอ๋องรำพึง
“อ้อ!! เจ้าบอกข้าว่าซือซือเหมือนจะชอบพอคุณชายจ้าวใช่ไหม” หมิงโจวอ๋องถามข้ารับใช้ของตน
“เรียนนายท่านข้าเพียงสังเกตุเท่านั้น คุณหนูคือสาวงามแห่งอาณาจักรต้าตงชายหนุ่มมากมายต่างต้องการดวงใจของนาง แต่คุณหนูหาได้เคยแยแสไม่แต่กับคุณชายจ้าวบ่าวรู้สึกว่าคุณหนูปฏิบัติต่างออกไป”
“เอ๋!! นางทำอย่างไร”หมิงโจวอ๋องอยากรู้
“คุณหนูให้คุณชายจ้าวเรียกนางด้วยชื่อและนางก็เรียกชื่อของคุณชายจ้าวตรงๆแม้ตอนที่นั่งรถม้ากลับมาคุณหนูถึงกับเรียกให้คุณชายจ้าวเข้าไปนั่งในรถด้วยหากเป็นคนอื่นจะเข้าใกล้ตัวรถก็ยังมิอาจฝัน”
เฒ่าซีฮันรายงานเรื่องราวอย่างละเอียดยิบ
“ฮ่าๆๆๆนับว่าลูกสาวของข้าสายตากว้างไกล” หมิงโจวอ๋องหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
รุ่งเช้าของวันใหม่หวังลู่ซือแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีชมพู ยามที่นางก้าวเดินชายกระโปรงปลิวไสวเรียวขางามเคลื่อนไหวไปมา ทำให้ผู้ได้เห็นต้องตกตะลึง ดวงหน้าที่สุดแสนงดงามและสัดส่วนที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม ราวกับศรรักที่พร้อมปลดปล่อยออกมาตัดขั้วหัวใจของชายทุกคน
ตอนนี้นางเดินมาที่เรือนที่จ้าวเฟยหลงพักอยู่หลังจากที่วุ่ยวายกับการรักษาบิดาของนาง หลายวันมานี้จึงทำให้ไม่มีโอกาสมาพบจ้าวเฟยหลงเลย เมื่อทุกอย่างในจวนเข้าสู่ภาวะปรกติวันนี้นางจึงตั้งใจมาหาจ้าวเฟยหลงโดยเฉพาะ
“เฟยหลงตื่นหรือยัง”กลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของนาง จ้าวเฟยหลงไม่มีทางหลงลืมอย่างเด็ดขาดทันทีที่นางเคาะประตูก็เปิดออกทันที
“ข้าตื่นแล้ว” จ้าวเฟยหลงบอกนางแล้วเดินออกมา
“ไปนั่งที่โต๊ะกันเถอะข้านำอาหารอร่อยๆมาฝากเจ้าเยอะแยะเลย”
หวังลู่ซือชูตระกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาหารให้จ้าวเฟยหลงดูแล้วเดินนำไปที่โต๊ะจากนั้นทั้งสองกินอาหารด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย นับเป็นช่วงเวลาที่ชื่นมื่นของสองคนเมื่ออาหารคำสุดท้ายลงไปกองที่กระเพราะอาหารจ้าวเฟยหลงจึงบอกสิ่งที่คิดเอาไว้ให้หวังลู่ซือฟัง
“ลู่ซือข้ากำลังจะออกเดินทางแล้ว” หวังลู่ซือตกใจเกือบทำแก้วชาหก
“จะจากไปแล้ว ทำไมเร็วอย่างนี้”
“บอกเจ้าตามตรงข้าเองก็กำลังเดินทาง แต่บังเอิญได้พบเจ้าเลยได้มาอยู่ที่นี่” จ้าวเฟยหลงเอ่ยบอก
“เป็นเพราะพวกข้าเลยถ่วงเวลาของเจ้าข้าต้องขอโทษด้วย” เสียงเศร้าๆทำให้จิตใจของจ้าวเฟยหลงดำดิ่ง
“ไม่ใช่หรอก เจ้าอย่าคิดมากที่ข้ามาก็เพราะอยากช่วยเจ้าจริงๆ หาไม่แล้วครึ่งก้าวก็จะไม่มาเหยียบที่นี่”ได้ยินคำพูดของจ้าวเฟยหลงหวังลู่ซือจึงมีสีหน้าดีขึ้น
“อย่างน้อยเขาก็ยังทำเพื่อข้า”นางนึกในใจ
“แล้วเจ้าจะไปที่ใดหรือ”หวังลู่ซือเอ่ยถามขึ้น
จ้าวเฟยหลงเกือบพลั้งปากเผยพูดออกไปว่าจะไปคัดเลือกเป็นศิษย์สำนักตงหยางแต่เมื่อนึกได้ถึงถ้อยคำของผู้อาวุโสจงคุน เขาจึงปิดปากเงียบเรื่องของเขา
“ข้าต้องเดินทางไปที่แห่งหนึ่งเพื่อค้นหาชะตาของข้าตอนนี้ยังบอกไม่ได้แต่หากทุกอย่างดีขึ้นข้าจะกลับมาบอกเจ้าดีไหม”
ฟังจากคำพูของจ้าวเฟยหลงหวังลู่ซือก็รู้ได้ว่าเขามีความลับที่ยังไม่อาจเปิดเผยดังนั้นจึงไม่คาดคั้นต่อ
“อะไรกันนี่!! ซือซือ เจ้าเร็วกว่าพวกพี่ซะอีกนะ” เสียงทุ้มนุ่มนวลดังขึ้น
“ใช่แล้วๆ พี่ตามเจ้าไม่ทันจริงๆ”อีกเสียงหนึ่งดังตามมา ทั้งสองคือพี่ชายของจ้าวลู่ซือจ้าวลู่อี้และจ้าวลู่ชางนั่นเอง
“ท่านพี่ขะ...ข้าต้องรีบเอาอาหารมาให้เฟยหลง ไม่ได้รีบร้อนมาอย่างที่ท่านว่านะ”จ้าวลู่ซือประท้วง
“อืมๆๆรีบมาตอนเช้าเช่นนี้ทั้งที่ปรกติก็ยังไม่ตื่นนะหรือ” จ้าวลู่ชาง หยอกน้องสาวของตน
ใบหน้าอันขาวเนียน เครื่องหน้าที่สวยงามราววาดเขียนก็มีอันต้องแดงขึ้นโดยฉับพลันเพราะถูกพี่ชายเปิดโปง
“ข้าไม่พูดกับพวกท่านแล้ว”พูดจบก็รีบวิ่งหนีออกไปจากเรือนของจ้าวเฟยหลงไป
จากนั้นทั้งหวังลู่อี้และหวังลู่ชางต่างพากันประสานมือ ให้กับจ้าวเฟยหลง
“คุณชายจ้าว!! โปรดรับการคารวะของพวกเราด้วย” จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นยืนใช้ทั้งสองมือประคองสองพี่น้องให้ให้ตัวตั้งตรง
“ซื่อจื่อ อ๋องน้อยรองพวกท่านอย่าได้ทำเช่นนี้เลย ข้ารับไม่ไหวหรอก”
หวังลู่อี้มองที่จ้าวเฟยหลง“คุณชายจ้าวคู่ควรแล้ว”
“ใช่แล้วคุณชายจ้าวท่านรักษาบิดาของพวกเราจากโรคร้าย บุญคุณนี้ใหญ่หลวงนัก” หวังลู่ชางเสริม
“ที่ข้าทำก็เพราะช่วยเหลือลู่ซือที่เป็นสหายหาได้ต้องการบุญคุณแต่อย่างใด” จ้าวเฟยหลงตอบ
“เอ๋!! เพียงแค่เห็นน้องสาวของข้าเป็นสหายจริงๆหรือ”หวังลู่ชางใช้สายตาแปลกๆมองจ้าวเฟยหลง
“เอ่อ...คือ...มีวาสนาได้พบกันย่อมช่วยเหลือกันเป็นธรรมดา”จ้าวเฟยหลงเองก็ตอบคำถามได้ไม่ชัดเจนนัก
“เอาล่ะๆ น้องรองเจ้าก็อย่าแกล้งคุณชายจ้าวเลยปล่อยให้เป็นไปตามวาสนาอย่างที่คุณชายจ้าวว่าดีกว่า”หวังลู่อี้คล้ายกับจะปรามหวังลู่ชางแต่เมื่อฟังดีๆแล้ว กลับมีความนัยแฝง
“คุณชายจ้าวข้าขอเสียมารยาทถามท่าน จากนี้ไปท่านวางแผนจะทำสิ่งใดต่อหากมีอะไรที่ข้าจะสามารถช่วยได้โปรดบอกข้าอย่าได้เกรงใจ”
หวังลู่อี้กล่าวหนักแน่นแสดงความจริงใจของตนต่อจ้าวเฟยหลง
“คุณชายจ้าวอย่าได้เห็นพวกเราเป็นคนห่างไกลจากนี้พวกเราก็เหมือนดั่งพี่น้อง”
หวังลู่ชางเองก็อยากผูกไมตรีนี้กับจ้าวเฟยหลงเช่นกัน
เมื่อเห็นอ๋องน้อยผู้สูงศักดิ์ทั้งสองจริงใจต่อตนขนาดนี้ จ้าวเฟยหลงก็เกิดความรู้สึกดีกับอ๋องสองพี่น้อง
“ข้าขอเพียงเป็นสหายกับพวกท่านได้ก็นับว่าเป็นบุญแล้ว”
จ้าวเฟยหลงมองไปที่ทั้งสองคนอย่างนับถือแม้จะเป็นอ๋องน้อยผู้สูงศักดิ์แต่หาได้หยิ่งยโสถือตนแต่เป็นผู้จริงใจที่น่านับถือ
“ได้!! จากนี้ไปพวกเราคือสหายกันหากมีเรื่องทุกข์ร้อนใจขอให้บอกข้า”
หวังลู่อี้พูดอย่างสุขใจน้ำเสียงดังกังวาล
“ถูกต้องเป็นสหายกันแล้วอย่าได้เกรงใจกันอีกนะ”หวังลู่ชางพูดเสริมขึ้น
“เช่นนั้นเมื่อเป็นสหายกันแล้วต่อไปก็เรียกข้าว่าพี่ลู่อี้เถอะ เพราะข้าน่าจะแก่กว่าท่านนะ”
“แล้วก็เรียกข้าว่าพี่ลู่ชางดีกว่านะ” เมื่อทั้งสองคนให้ความสนิทขนาดนี้จ้าวเฟยหลงก็มิอาจถือตัว
“ขอให้พวกท่านเรียกข้าว่าเฟยหลงเช่นกัน”
“ดี..ดี พวกเรามาดื่มฉลองให้แก่ความเป็นพี่น้องกันเถอะ”
หวังลู่อี้ ดีใจมากที่สามารถสร้างสัมพันธ์อันดีกับจ้าวเฟยหลงได้ไม่ว่าเขาจะมีที่มาที่ไปอย่างไรแต่เท่าที่สังเกตุก็เป็นคนดีคนหนึ่ง อีกทั้งความสามารถก็ยังอยู่ในขั้นที่หาตัวจับอยากแบบนี้จวนอ๋องก็เท่ากับได้คนดีฝีมือมาเป็นพวกอีกคนแล้ว
เรือนหลัก จวนอ๋อง
“เรียนนายท่านอ๋องน้อยทั้งสองพูดคุยกับคุณชายจ้าวอย่างออกรส อีกทั้งยังนับถือเป็นสหายกันแล้วขอรับ” เฒ่าซีฮัน ยืนรายงานให้หวังเฉินเป่าฟัง
“อืม..จ้าวเฟยหลงคนนี้สามารถทำให้ลูกของข้าทั้งสามคนชอบพอได้ นับว่าพิเศษมาก”
“เรียนนายท่านคุณชายจ้าวเป็นผู้มากความสามารถบุคคลเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนอยากคบหาเป็นธรรมดา ขอรับ”
แม้จะได้ยินอย่างนั้นแต่หวังเฉินเป่าก็รู้สึกได้ว่านอกจากความรู้และความสามารถแล้วจ้าวเฟยหลงยังมีวาสนาต่อครอบครัวของเขามากเช่นกัน
“หึ...เรื่องราวยังอีกยาวไกลจะใจร้อนสรุปไปใย”หวังเฉินเป่าคิดในใจ
รุ่งเช้า จ้าวเฟยหลงเข้าพบหวังเฉินเป่าเพื่อกล่าวอำลาก่อนออกเดินทาง
“เฮ้อ! ขนาดคิดไว้แล้วแต่ก็ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้จวนอ๋องรั้งคุณชายจ้าวไม่อยู่จริงๆ”หวังเฉินเป่าออกอาการเสียดายที่ต้องมองจ้าวเฟยหลงจากไป
“ท่านอ๋องข้าตั้งใจออกเดินทางเพื่อพัฒนาตนเองและมีเป้าหมายที่ยังยาวไกลดังนั้นจึงมิอาจผ่อนผันให้ตนเอง ละเลยความตั้งใจได้ขอรับ”
จ้าวเฟยหลงมองดูหวังเฉินเป่าแล้วกล่าวต่อไป
“หากท่านอ๋องไม่รังเกียจหากมีเวลาว่างข้าจะมาเยี่ยมเยือนอย่างแน่นอน”
หวังเฉินเป่ายินดียิ่งนัก“ดี...ดี ข้าจะรอคุณชายจ้าวกลับมา”
“ข้าน้อยขอตัวลา”จ้าวเฟยหลงประสานมือคารวะ
“ขอให้โชคดี” หวังเฉินเป่าอวยพร
หลังจากอำลาหมิงโจวอ๋องเป็นที่เรียบร้อยแล้วจ้าวเฟยหลงก็ได้ไปอำลา หวังลู่อี้และหวังลู่ชางก่อนจากกันทั้งสองคนนำของขวัญมากมายมามอบให้จ้าวเฟยหลงเพื่อแสดงน้ำใจซึ่งจ้าวเฟยหลงก็ไม่ได้ปฏิเสธ จนเมื่อก้าวออกมาจากจวนจิตใจของจ้าวเฟยหลงก็รู้สึกเคว้งคว้าง เนื่องจากขาดคนๆหนึ่งของตระกูลหวังที่ไม่ได้มาส่งเขา
“นางไม่มาส่งเราจริงๆหรือนี่”เขาคิดในใจ
จ้าวเฟยหลงเดินออกมาหน้าจวนตอนแรกหมิงโจวอ๋องตั้งใจจะให้รถม้าของจวนไปส่งเขายังที่หมายแต่จ้าวเฟยหลงก็ปฏิเสธไปเขาเดินทางด้วยเท้าจนชินแล้ว ได้ชมภูเขา แม่น้ำลำธาร หมู่มวลพฤษานานาพันธุ์ทำให้จิตใจสงบสุข
เมื่อเดินผ่านประตูเมืองออกมาสายตาก็พบเห็นรถม้าคันหนึ่งหยุดอยู่ มันเป็นรถม้าที่จ้าวเฟยหลงจำได้ดีเพราะเขานั่งรถม้าคันนี้ตอนที่เข้ามาในเมืองชุนหมิงเป็นครั้งแรกจ้าวเฟยหลงเดินตรงไปที่รถม้ากลิ่นหอมของคนบนรถม้าลอยมาก่อนพบเจอตัวจริง
“ขึ้นมาเถอะ”เสียงหวานชวนเคลิบเคลิ้ม ทำให้จ้าวเฟยหลงต้องก้าวขึ้นไปบนรถม้าทันที
จ้าวลู่ซือยังสวยงามเหมือนเดิมแม้จะมีแววของความหมองเศร้าแต่ก็มิอาจทำให้ดวงหน้านั้นสวยน้อยลงไปแต่อย่างใด
“ข้ามาส่งเจ้าหยกนี้จงเก็บเอาไว้มันอาจทำประโยชน์ให้เจ้าได้”หวังลู่ซือยื่นหยกจักรพรรดิเนื้องามที่สลักไปด้วยลวดลายหงส์เหินดูสวยงามยิ่งใหญ่ตรงกลางสลักคำว่าหวัง เอาไว้
“ขอบใจเจ้ามากข้าสัญญาว่าเมื่อข้าทำงานสำเร็จข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้ง” จ้าวเฟยหลงจ้องตาของหวังลู่ซือเป็นสัญญาของลูกผู้ชาย
นั่นจึงทำให้หญิงสาวต้องหน้าแดงเลือดลมสูบฉีดอย่างรวดเร็ว นางจึงพยักหน้ารับและหลบสายตาของจ้าวเฟยหลง
“สายแล้วเดินทางเถอะข้าจะรอพบเจ้า” หวังลู่ซือกระตุ้นเตือนให้จ้าวเฟยหลงเดินทาง
“อืม...ขอบใจเจ้ามากที่มาส่งข้า”พูดเสร็จก็ลงจากรถม้าเดินทางมุ่งสู่สำนักตงหยาง หวังลู่ซือมองจนแผ่นหลังของจ้าวเฟยหลงหายลับไปใครจะรู้ว่ายอดหญิงงามแห่งต้าตงในตอนนี้หัวใจของนางรู้สึกราวกับจะขาดใจที่ต้องแยกกับจ้าวเฟยหลงหนุ่มพเนจรคนนั้น
จากเมืองชุนหมิงไปที่เขาเทียนอี้ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของสำนักตงหยางห่างกันเพียงหนึ่งพันลี้ จ้าวเฟยหลงจึงไม่ได้รีบเร่งแต่อย่างใดเขาเดินทอดน่องชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ จากนั้นเจ็ดวันให้หลังเขาจึงมาอยู่ที่เชิงเขาเทียนอี้บริเวณประตูของสำนักตงหยาง ที่ตอนนี้คราคร่ำไปด้วยผู้คนทุกประเภทและเหตุผลเดียวที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อเข้าเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางให้ได้
ผู้คนมากมายส่วนใหญ่อยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นแปดขั้นเก้าอีกส่วนก็อยู่ในระดับจอมยุทธ์ ขั้นสูงที่สุดที่จ้าวเฟยหลงพบเห็นคือจอมยุทธ์ขั้นสามซึ่งนับว่าเป็นอัจฉริยะแนวหน้าของอาณาจักรเลยก็ว่าได้ อายุต่ำกว่ายี่สิบก็สามารถบรรลุถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นสาม
ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่เขตเทือกเขาเทียนอี้จ้าวเฟยหลงก็รับรู้ถึงความแตกต่างทันที
“เทือกเขาเทียนอี้ยาวนับหมื่นลี้พลังฟ้าดินหนาแน่นกว่าที่เมืองชุนหมิงเสียอีก” จ้าวเฟยหลงคิดในใจ
“พลังฟ้าดินควบแน่นจนกลายเป็นหมอกได้แสดงว่าใต้เทือกเขาแห่งนี้ต้องมีชีพจรฟ้าดินห้าสายเป็นอย่างน้อย”
“มิน่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายจึงอยากเข้าเป็นศิษย์ของที่นี่เพียงแค่พลังฟ้าดินก็ทำให้สามารถก้าวได้เร็วกว่าที่อื่น ลดเวลาไปหลายปี ทรัพยากรช่วยในการฝึกฝนย่อมต้องมากกว่าที่อื่นๆแน่นอน”จ้าวเฟยหลงประเมิน
“พี่ชายๆ หยุดก่อน” เสียงที่กระซิบเบาบางมากระทบกับโสตประสาทของจ้าวเฟยหลงทำให้เขาต้องหันไปตามหาต้นเสียง