ลานฝึกยุทธ์จวนสกุลอ๋าว
“วันนี้ข้าขอให้ท่านย่าเรียกทุกคนมาก็เพราะข้าจะแนะนำพวกเขาให้ทุกคนรู้จัก สหายข้าเวยวั่งซู ซินหรูอี้ ส่วนฝูซีและหูกุ้ยที่ยืนอยู่ด้วยทุกคนก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว”
“นี่มันเื่อะไรกันหลวนหลง แค่เ้ามีสหายใหม่นี่นะ! ถึงกับต้องให้ผู้นำตระกูลเรียกรวมพลเชียวหรือ!” อ๋าวซีเค่อสบถเสียงดัง กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง
“หากท่านลุงรองไม่เหนื่อยเกินไปก็อดทนรออีกสักครู่เถิดขอรับ หรือถ้านั่งไม่ไหวก็ขอให้พี่รองพาท่านกลับไปพักผ่อนก่อนก็ได้”
“เพ่ย!! ข้ายังไม่แก่ขนาดนั้น! เ้ามีอะไรก็รีบว่ามา! หวังว่าคงไม่ใช่คิดอยากพาคนเข้ามาขอพักอาศัยสุ่มสี่สุ่มห้าก็แล้วกัน” อ๋าวซีเค่อมองดูเวยวั่งซูกับซินหรูอี้ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาถูกั้แ่หัวจรดปลายเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม
อ๋าวหลวนหลงเริ่มต้นโดยให้เวยวั่งซูและซินหรูอี้เล่าถึงสถานการณ์ของผู้ฝึกตนที่อยู่ภายนอกออกมาก่อน เป็เพราะเมืองหลงเทียนมีตระกูลอ๋าวเป็ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่ง อีกตระกูลที่บูชาเทพและมีผู้ฝึกตนอยู่ในสกุลก็คือสกุลกัวบ้านเดิมของฮูหยินผู้เฒ่ากัว
คนในเมืองหลงเทียนและพื้นที่โดยรอบจึงไม่ค่อยมีคนมาก่อความวุ่นวาย ชาวเมืองก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเื่ตระกูลใหญ่ที่เมืองอื่นเพราะอย่างไรพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าไปข้องแวะกับตระกูลเ่าั้ได้อยู่แล้ว ข่าวคราวของผู้ฝึกตนจากเมืองห่างไกลจึงยังมาไม่ถึงสกุลอ๋าว
“เป็ไปได้อย่างไร!! ทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงทายาทจาก 14 ตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะฝึกฝนได้ จะมีสำนักน้อยใหญ่ที่ไหนเกิดขึ้นได้มาอีก และตระกูลใหญ่ทั้ง 14 ต่างก็มีคุณธรรมน้ำมิตรต่อกันหาใช่ศัตรู สหายของเ้ามาจากที่ใด พวกเขาเป็พวกหลอกลวงจงใจมาสร้างความปั่นป่วนเสียมากกว่ากระมัง!”
ครั้งนี้เป็นายท่านใหญ่อ๋าวซีห่าวลุกขึ้นมาทักท้วงด้วยตนเอง หากไม่นับมารดา ในที่นี้ตนก็มีอายุมากที่สุดในกลุ่มทายาท เมื่อครั้งที่บิดายังมีชีวิตอยู่เขายังเคยไปเยี่ยมเยียนตระกูลใหญ่ผู้ฝึกตนตระกูลอื่นอยู่เลย แม้จะไม่ได้ติดต่อกันเป็ประจำแต่ก็ไม่มีผู้ใดแสดงทีท่าว่าเป็ศัตรูมาก่อน
“ตระกูลต่างๆ จะตั้งตัวเป็ศัตรูหรือไม่ข้ายังไม่แน่ใจ แต่เื่ผู้่ฝึกตนที่ไม่ใช่ทายาทจาก 14 ตระกูลนั้นข้ามั่นใจได้ว่ามีไม่น้อย และมั่นใจอีกด้วยว่าหลายตระกูลกำลังเริ่มต้นฝึกฝนวิชาในระดับที่สูงขึ้นกันบ้างแล้ว พวกท่านดูเอาเอง”
สิ้นคำกล่าวของอ๋าวหลวนหลง เวยวั่งซูและซินหรูอี้ก็โคจรลมปราณ ส่งพลังสายหนึ่งดีดถ้วยชาออกจากตัวให้ลอยกระเด็นไปไกลเกินกว่าปกติ
ไม่จำเป็ต้องวัดผลด้วยระยะทางของถ้วยชาที่ถูกดีดออกไปด้วยซ้ำ คนสกุลอ๋าวทุกคนล้วนเห็นลำแสงสีเหลืองอำพันที่เปิดเผยออกมาชั่วครู่ได้เต็มสองตา ว่าคนทั้งคู่เป็ผู้ฝึกตนจริงๆ
ยังไม่ทันไร สายตาทุกคู่ก็ต้องเบิกโพลงไปอีกครั้ง เพราะเวลานี้ฝูซีก็กำลังแสดงพลังปราณของตน แต่ที่พวกเขาตื่นตาตื่นใจมากที่สุดย่อมเป็เด็กหนุ่มที่เติบโตอยู่ข้างกายอ๋าวหลวนหลงมาหลายปีต่างหาก!
“หูกุ้ย!! เขา..เขาสามารถฝึกฝนได้! ได้อย่างไรกัน!?” เสียงฮือฮาดังออกมาจากกลุ่มบ่าวไพร่ในจวนสกุลอ๋าวเซ็งแซ่
กับฝูซี เวยวั่งซูและซินหรูอี้ นั้นยังนับว่าเป็คนแปลกหน้า พวกเขาอาจเป็ทายาทสายรองของสกุลใหญ่ที่ไหนสักแห่งที่จงใจปกปิดตัวตนจึงยังไม่มีผู้สงสัยมากนัก แต่หูกับหูกุ้ย ปู่ของปู่เด็กหนุ่มทำงานรับใช้สกุลอ๋าวมาั้แ่บรรพบุรุษ หลายคนเห็นหูกุ้ยมาั้แ่ยังเป็ทารก ไม่มีทางที่เขาจะเป็ทายาทสายรองมาจากสกุลใหญ่อื่นๆ
“ใช่แต่ทายาทสกุลใหญ่เท่านั้นจึงจะฝึกฝนได้ขอรับ และอย่างที่เวยวั่งซูกล่าวเมื่อครู่ เวลานี้ทั่วแผ่นดินกำลังรวมกลุ่มเข้าหากันและเร่งรับสมัครผู้ฝึกตนรายใหม่เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง เราจำเป็ต้องใคร่ครวญเื่นี้ให้ละเอียดและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในภายหน้า”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวนิ่งเงียบไปนาน ก่อนหน้านี้ตนเพิ่งจะหารือกับบุตรชายทั้ง 4 ว่าจะให้บ้านสายรองส่งทายาทมาเข้าร่วมฝึกฝนบ้านละ 2 คนเท่านั้น แล้วค่อยปล่อยให้พวกเขากลับไปแนะนำความรู้กันเองในภายหลังเพื่อที่บ้านสายหลักจะได้มีระยะเวลาฝึกฝนนานกว่า แข็งแกร่งกว่า
แต่หากตระกูลใหญ่กำลังรวบรวมพล และยังมีสำนักกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นอีกมากมายเช่นนี้ ตระกูลอ๋าวจะนิ่งเฉยไม่ช่วยเหลือกันรอแก้ปัญหาภายหลังก็อาจไม่ทันการณ์
“ส่งคนไปแจ้งตระกูลอ๋าวสายรองทั้งสี่ ให้จัดทายาทเข้ามาฝึกฝนสายละ 80 คน ระหว่างที่พวกเขายังมาไม่ถึง เ้าจะเร่งสอนพี่น้องเ้าให้พัฒนาขึ้นได้อีกหรือไม่หลวนหลง”
อ๋าวหลวนหลงสมองตื้อไปหมด คิดจะทำมันง่ายดาย แต่หากต้องลงมือจริงเขาก็คงจะวุ่นวายไม่น้อย ตำราในศาลเทพัก็ยังต้องซ่อมแซม วิชายุทธ์ขั้นพื้นฐานรวมทั้งแนวทางการบำเพ็ญเพียรฉบับเริ่มต้นก็ยังคัดลอกไม่เสร็จ
“เรา้าคนมากกว่านี้” ประโยคนี้อ๋าวหลวนหลงหันไปกล่าวกับพวกฝูซี
“อีกอย่างท่านย่า ที่ข้าให้ท่านเรียกบ่าวไพร่ทั้งหมดในจวนมารวมฟังด้วยก็เพราะ ข้าคิดว่าพวกเขาก็สมควรได้รับการฝึกฝนเช่นกัน วิชายุทธ์ในสายเทพันั้นเราจะสอนให้กับเฉพาะคนสกุลอ๋าว แต่ยามนี้มีฝูซีและสหายข้าอีกสองคนที่ไม่ได้ฝึกฝนสายเทพั ข้าอยากให้ท่านย่าอนุญาตให้พวกเขาทั้งสองอยู่ที่นี่ และบ่าวไพร่ทั้งหมดควรได้รับการสั่งสอนจากพวกเขาทั้งสามด้วยขอรับ”
“ตกลง ข้าจะอนุญาตทุกอย่างตามที่เ้า้าหลวนหลง”
ได้ยินการตัดสินใจของฮูหยินผู้เฒ่ากัว บ่าวไพร่ในจวนั้แ่เด็กจนถึงคนสูงวัยก็พากันคุกเข่าลงต่อหน้าทายาทสกุลอ๋าวทุกคนที่เปิดโอกาสให้พวกตน
“ถ้าท่านย่า ท่านลุง ท่านพ่อและท่านอาสี่ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมอย่างอื่น เช่นนั้นข้าก็จะขอตัวไปที่ศาลเทพัเพื่อเร่งคัดลอกตำราออกมาให้เร็วที่สุดขอรับ”
“เท่านี้ยังไม่พอ พวกท่านต้องคำนึงถึงการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหรือสำนักอื่นเอาไว้ด้วย” เวยวั่งซูเอ่ยปากเตือนด้วยความเกรงใจ อย่างไรเขาก็ยังเป็แค่แขก
“เื่นั้น..” อ๋าวหลวนหลงปวดหัวจนแทบจะะเิ งานของเขามันมากมายเกินไปจริงๆ
“ท่านย่า มีเื่ที่ข้าต้องขอร้องอีกประการหนึ่ง”
“เ้าว่ามา”
“ตำราพื้นฐานการบำเพ็ญ รวมทั้งการฝึกฝนขั้นพื้นฐานหลายเล่มในศาลเทพั เป็ตำราที่ไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับสกุลอ๋าวเพียงสกุลเดียว ข้าอยากขอให้คนทั้งสามเข้าไปช่วยให้คำแนะนำกับพี่น้องเราด้วย จะได้เร่งคัดลอกพวกมันให้เสร็จเร็วขึ้นขอรับ ส่วนตำรายุทธ์ของตระกูล ข้าจะทำเอง”
สี่พี่น้องโดยเฉพาะอ๋าวซีห่าวและอ๋าวซีเค่อทำหน้าไม่สู้ดี อย่าว่าแต่ศาลเทพัเลย เขตพื้นที่ของศาลบรรพชนก็ยังไม่เคยมีผู้อื่นย่างกรายเข้าไปมาก่อน
“ไม่เช่นนั้นก็ต้องนำมันออกมาทำข้างนอก” อ๋าวหลวนหลงพอจะเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา ตำราทุกเล่มในศาลเทพัเป็สมบัติล้ำค่าของตระกูลอ๋าว กฎของพื้นที่ศาลบรรพชนก็ไม่ควรละเลย เขาจึงเสนอทางเลือกให้อีกทาง
“ท่านแม่ แม้ว่าหลวนหลงจะมีการพิสูจน์ได้เื่ผู้ฝึกปราณนอกสายตระกูลได้ แต่มันควรแล้วหรือที่สกุลอ๋าวที่เคยสงบสุขอยู่ดีๆ ก็ต้องมาปั่นป่วนเพียงเพราะได้ยินคำกล่าวจากผู้อื่นไม่กี่ประโยค”
“เช่นนั้นก็พอดีเลย! จะเป็การดีหรือไม่หากท่านย่าจะส่งท่านลุงรองกับพี่รองออกไปดูสถานการณ์ภายนอก อีกอย่างท่านลุงรองก็น่าจะรู้จักกับบางตระกูลบ้างจะได้ฉวยโอกาสกระชับความสัมพันธ์กันไว้เลย” อ๋าวหลวนหลงย่อมไม่พลาดโอกาสงามในการส่งตัววุ่นวายสองคนออกไปในคราวเดียว
“นั่นก็ดีนะ เ้าเล่าซีห่าวเ้าเองก็สนิทสนมกับหลายตระกูลหรือจะออกเดินทางไปพร้อมกับน้องชายเ้าซีห่าว” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวหันไปถามบุตรชายคนโต
“งานซ่อมแซมตำรายังเป็เื่ด่วน ขาดน้องรองกับหลานชายหลวนตงไปสองคน ข้าอยู่ช่วยทางนี้ดีกว่าขอรับ”
คำตอบของอ๋าวซีห่าวยิ่งเป็การตอกย้ำว่าสองพ่อลูกถูกตัดสินให้ออกไปสำรวจนอกจวนเป็ที่แน่นอน พานให้อ๋าวซีเค่อแทบอยากจะกัดลิ้นให้ตายไปเสียเดี๋ยวนั้น เพราะเวลานี้ทายาทสายหลักทุกคนกำลังจะเริ่มเรียนรู้การฝึกฝนกัน แต่เป็ตนกับบุตรชายที่ถูกส่งออกไปและเป็ไปได้ว่าอาจจะได้ฝึกฝนพร้อมกับบ้านสายรองทั้งสี่ตามหลังผู้อื่นด้วยซ้ำ