มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 44 อารมณ์และเหตุผล

    บทที่44 อารมณ์และเหตุผล


            ช่วยเหลือขอทานน้อยจนเวลาบ่ายคล้อยล่วงเลยผ่านวันนี้นำเงินของสตรีกลางคนมาเพื่อหาซื้อโอสถไปปรุงยาบำรุงแก่บุตรของนาง ทว่ามันกลับซื้อยาสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาคนอื่นและยังมอบเงินส่วนที่เหลือให้คนอื่นหมดสิ้นแล้วเห็นทีจะต้องกลับบ้านมือเปล่าและเข้าไปยอมรับผิดกับสตรีกลางคนแล้ว

             

            ระหว่างทางที่จะกลับเหลาสุรา ชายหนุ่มยังมิทันได้เดินออกจากตัวเมืองกลิ่นบุปผาแรกแย้มเบาบางสายหนึ่งก็กระทบโสตอีกครั้ง ก่อนที่เบื้องหน้าของมันจะมีบุรุษชราท่าทางมั่งมีวิ่งเข้ามาหาอย่างเหนื่อยหอบด้านหลังยังมีเหล่าบริวารที่ยกหีบมากมายตามมาด้วย พวกมันต่างมุ่งมาที่ฮุ่ยจวินทั้งสิ้น

             

            ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว

            “พวกท่านมีธุระอันใดกับข้าหรือไม่"

             

            บุรุษชราหอบหายใจหนักก่อนกล่าวว่า

            “ข้าขอมอบโอสถชั้นดีหลายชนิด รวมถึงยาบำรุงร่างกายชั้นเลิศหลายขนานให้แก่ท่าน”

             

            ฮุ่ยจวินยิ่งขมวดคิ้วจนแทบจรดกัน

            “ข้าไม่มีทรัพย์สินพอจะจ่ายค่าโอสถเหล่านี้หรอกนะ"

             

            “ข้ามอบให้ท่านโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด"

             

            ฮุ่ยจวินยิ่งบังเกิดความงุนงงสงสัย เป็นไปได้อย่างไรที่โอสถซึ่งมิธรรมดาเหล่านี้จะถูกยกให้ตนโดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นบุรุษชราที่ดูจะเป็นเฒ่าแก่ร้านโอสถกล่าวขึ้นด้วยความร้อนใจ

            “ได้โปรดรับไปเถอะน๊า หากท่านไม่รับ เป็นข้าที่จะเดือดร้อน"

             

            เห็นแววความทุกข์ร้อนในดวงตาของบุรุษชราซึ่งเป็นความทุกข์ร้อนและหวาดกลัวจากใจจริง ฮุ่ยจวินก็ครุ่นคิดว่ามันกลัวสิ่งใด และเกี่ยวข้องอะไรกับตนแต่เมื่อประเมินดูโอสถจากการสูดดมกลิ่นแล้ว มันก็รู้ว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อมารดาขอทานน้อยและรวมถึงเสี่ยวจาง เช่นนั้นมันจึงรับไว้เพียงส่วนน้อย พร้อมแบ่งอีกบางส่วนให้แก่มารดาขอทานน้อยและที่เหลืออีกส่วนใหญ่ชายหนุ่มไหว้วานเฒ่าแก่ร้านโอสถให้มันไปมอบแก่ผู้ทุกข์ยากในเมืองแห่งนี้ต่อ

             

            “ให้ข้าแจ้งต่อชาวเมืองว่าเป็นความอนุเคราะห์จากใคร"

             

            ฮุ่ยจวินมองเฒ่าแก่ร้านโอสถ

            “นี่เป็นโอสถของท่าน เช่นนั้นก็เป็นท่านที่ช่วยเหลือผู้อื่นเถิด"

             

            เฒ่าแก่ร้านรู้สึกผิดคาดเป็นอย่างมาก ของดีมากมายถึงเพียงนี้นอกจากมันจะหยิบไปเท่าความจำเป็นมันยังคิดแบ่งปันผู้อื่น อีกทั้งการแบ่งปันนี้ เรื่องที่ควรเอาหน้าเช่นนี้มันทำราวกับไร้ความสนใจปกติแล้วเรื่องเช่นนี้มีแต่คนอยากเอาหน้าและเอาความดีความชอบเพื่อสร้างชื่อแก่ตน ทว่าบุรุษหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

            “ท่านเป็นผู้สูงส่งจากที่ใด พอจะบอกกล่าวต่อผู้น้อยได้มีวาสนารับรู้หรือไม่"

             

            ฮุ่ยจวินตอบว่า

            “ข้ามิได้มีตัวตนสูงส่งอันใด ส่วนโอสถในวันนี้ต้องขอบใจท่านมากแล้ว”

             

            ถึงจะกล่าวเช่นนี้แต่แท้จริงฮุ่ยจวินก็ยังอดสงสัยถึงผู้ที่บีบบังคับบุรุษชราผู้นี้มิได้ชายหนุ่มมันไม่รู้ว่าคนที่ทำเช่นนี้ใช่มีวัตุประสงค์ใด แต่มันพยายามไม่สนใจและไม่เกี่ยวข้องด้วยจึงจะประเสริฐที่สุด

             

            เฒ่าแก่ร้านโอสถคราแรกที่ถูกบังคับยังมีความไม่ยินยอมพร้อมใจเกิดขึ้นในหัวทว่าพอได้มาเจอฮุ่ยจวิน ได้เห็นการกระทำและได้สัมผัสรับรู้ถึงจิตใจของบุรุษหนุ่มก็พลันรู้สึกชื่นชมพื้นฐานของบุรุษชรามันมิใช่คนไม่ดี แต่เพราะอยู่บนโลกแห่งการแย่งชิงมานานจึงพลอยเป็นคนเห็นแก่ตัวไปโดยปริยายวันนี้ได้มาพบกับคนที่มีจิตใจสูงส่ง ได้เริ่มแบ่งปันคืนกลับให้ผู้คน มันจึงเริ่มรู้สึกว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นนี้ ความสุขที่มากกว่าการมีเงินทองมากมายมาวางทับ

             

            เมื่อใคร่รู้ในตัวตนของบุรุษหนุ่มผู้สูงส่งมันจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนได้รับรู้ว่าบุรุษหนุ่มเป็นใคร เห็นบุรุษหนุ่มไหว้วานตนนำโอสถและยาบำรุงบางส่วนไปมอบให้ขอทานน้อยและมารดาที่กระท่อมใกล้ศาลเจ้ามันจึงได้สอบถามถึงตัวตนของบุรุษหนุ่มผู้นั้นจากคนทั้งสอง

             

            และในเวลาต่อมา บุรุษชราเถ้าแก่ร้านโอสถเมื่อมันนำยาไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ยากไร้หรือเจ็บป่วยมันก็ได้ประกาศก้องว่านี้คือความเมตตาจากบุรุษหนุ่มที่ถูกขนานนามว่า

             

            แพทย์ไร้นาม

             

            ฮุ่ยจวินไม่ต้องการสร้างชื่อให้ผู้ใดต้องจดจำทว่าคุณธรรม ความดี และจิตใจที่แบ่งปันของมันกลับสร้างชื่ออันดีงามไว้ที่เบื้องหลังคำเล่าขานถึงความเลิศล้ำทางวิชาแพทย์และความมีคุณธรรมค้ำจุนถูกถ่ายทอดจากปากต่อปากโดยขอทานน้อยและมารดาที่หายดีความมีน้ำใจและเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์เป็นเฒ่าแก่ร้านโอสถที่ประกาศก้อง

             

            เจ้าตัวอย่างฮุ่ยจวินยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันในตอนนี้เป็นที่โด่งดังและอยู่ในใจของชาวเมืองต้าฉางไปแล้ว

             

            มีคนรักย่อมมีคนเกลียด แน่นอนว่าหมอเทวดาประจำเมืองหมอเทวดาที่เคยถูกชายหนุ่มเล่นงาน มันกำลังมีโทสะและคลั่งแค้นใจต่อตัวตนของแพทย์ไร้นามผู้นี้อย่างยิ่งยวดมันรู้จักกับคนสำคัญแห่งพรรคเอกยาจก พรรคที่มีชื่อในแคว้นแห่งนี้ มันจึงนำเงินก้อนโตพร้อมกับสาส์นเร่งด่วนเพื่อขอมือสังหารตัวฉกาจมาจัดการเสี้ยนหนามอันบัดซบต่อเส้นทางการแพทย์ของตนทันที!

            .

            .

            .

            ฮุ่ยจวินกลับมาถึงเหลาสุรา ช่วยกันกับปู้ชิงเถาปรุงยาบำรุงสุดท้ายเพื่อเตรียมไว้ให้แก่เสี่ยวจางอย่างตั้งใจพรุ่งนี้จะเป็นวันที่สองบุรุษหนุ่มต้องจากไปแล้ว สร้างความรู้สึกที่สะเทือนใจแก่สตรีกลางคนมิน้อย

             

            “ตลอดมาพวกเจ้าทั้งสองนับได้ว่ามีพระคุณต่อข้าและช่วยเหลือข้าเป็นอย่างมากตัวข้ามิได้ร่ำรวยอะไร สุราอาหารมื้อนี้คงเป็นสิ่งเดียวที่ข้าจะใช้แทนคำขอบคุณสุดท้ายได้"

             

            ปู้ชิงเถาฉีกยิ้มอย่างทื่อตรง

            “ท่านเมตตาพวกเราสองพี่น้องตลอดมา เท่านี้ก็มากพอแล้ว"

             

            เหลาสุราขนาดเล็กในค่ำคืนนี้ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งครอบครัวแม้ต่างคนต่างที่มาและต่างแปลกหน้า สุดท้ายแล้วเรื่องราวก็ได้ผูกโยงให้พวกมันได้มีน้ำมิตรต่อกันอย่างแน่นแฟ้น

             

            ค่ำคืนแห่งความสุขเล็กๆ ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่ออรุณแห่งวันใหม่มาเยือนก็ถึงคราวที่ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาต้องลาจากแล้ว สองบุรุษหนุ่มบนกายไม่มีสิ่งของหรือสัมภาระใดจึงไม่จำเป็นต้องเก็บให้เสียเวลาบนหลังของฮุ่ยจวินก็มีเพียงกล่องไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาดูไม่มีคุณค่าใด พวกมันจึงเตรียมข้าวของเร็วกว่าปกติและพร้อมจะจากไปทุกเมื่อแต่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ราวกับเห็นบุตรในสายเลือดจะต้องลาจากบ้านเพื่อออกเดินทางไกลสตรีกลางคนจึงได้รั้งตัวพวกมันไว้ชั่วคราวเพื่อกินข้าวต้มที่นางทุ่มเทปรุงสุดฝีมือฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาก็ไม่ขัด เพราะนี่อาจเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่มันจะได้ลิ้มรสจากฝีมือของสตรีกลางคนนางนี้

             

            ในวันนี้มีคนผ่านทางมาและเข้ามาพักดื่มกินในเหลาสุราของสตรีวัยกลางคนมากกว่าปกติทุกผู้ที่เข้ามาบ้างก็เป็นจอมยุทธ์พเนจร บ้างก็เป็นคนแปลกหน้าที่พึ่งเคยผ่านมาทั้งสิ้นจึงไม่มีใครได้คุ้นหน้าพวกมันเท่าใดนัก

             

            สตรีกลางคนนับเป็นผู้ที่มีอัธยาศรัยดี แม้ไม่รู้จักนางก็เข้าไปทักทายแลให้ความต้อนรับอย่างดียิ่ง ราวกับนางกำลังคุยกับสหายที่พานพบกันมานานปีก็ปานที่นางมีความสุขได้เช่นนี้ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเรื่องบุตรชายที่หายดีแล้ว เช่นนั้นพอฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาได้เห็นก็พลอยรู้สึกคลายใจ

             

            บรรยากาศอันดีในเหลาสุรากำลังดำเนินไป จวบจนกระทั่งบุรุษวัยกลางคนร่างสูงใหญ่หนวดเคราดกครึ้ม ด้านหลังสะพายดาบโค้งเดินเข้ามาในร้าน บรรยากาศของร้านก็พลันแปรเปลี่ยนไปทันทีในหมู่ของเหล่าจอมยุทธ์พเนจรได้เห็นมันก็ต่างวางเงินและออกไปอย่างไม่บอกกล่าว หลายผู้ทอแววตื่นตระหนกและไม่กล้าเข้าสู่เหลาสุราอีกก็มีภายในเหลาสุราจึงคืนกลับสู่ความเงียบสงบดั่งเช่นทุกครั้ง แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือความน่าอึดอัดและพลังจิตสังหารที่เริ่มคุกรุ่นขึ้นในเหลาสุราแห่งนี้

             

            มือที่ถือถ้วยสุราของปู้ชิงเถาสั่นพร่าคราหนึ่งฮุ่ยจวินเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้จึงกล่าวถาม

            “ท่านเป็นอะไรหรือ"

             

            ปู้ชิงเถาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเหลือบมองไปที่บุรุษกลางคนร่างสูงใหญ่แล้วเอ่ยว่า

            “มือสังหาร ฉายาดาบโค้งไร้สำนึก มันก็คือผู้ที่ลอบสังหารบิดาข้า"

             

            บุรุษวัยกลางคนที่สะพายดาบโค้งผู้นี้กลับเป็นมือสังหารผู้ได้รับฉายาดาบโค้งไร้สำนึก มันผู้นี้เป็นนักฆ่ามือฉกาจที่มีชื่อกระฉ่อนในแวดวงของเหล่าจอมยุทธ์ลมปราณสามัญไม่มีใครไม่รู้จักมัน เพราะเมื่อมันได้วางเป้าหมายไปที่ใคร ขอแค่คนผู้นั้นมิใช่ผู้อยู่ในมหาวิถีแห่งวจนะมันก็มิเคยลงมือผิดพลาด เช่นนั้นเหล่าจอมยุทธ์พเนจรจึงได้หลบเลี่ยงมันตั้งแต่เห็นหน้าผู้คนก็หลบลี้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะเกรงว่าตนจะตกเป็นเป้าหมายและถูกลูกหลงของนักฆ่าผู้โหดเหี้ยมไร้จิตสำนึกดั่งฉายาของมันนี้

             

            ฮุ่ยจวินปรากฏสีหน้าตึงเครียด หรือว่าพรรคเอกยาจกได้สืบทราบถึงการดำรงอยู่ของพี่ใหญ่มันแล้วถึงได้ส่งมือสังหารมาเช่นนี้ เงียบเล็กน้อยจึงเอ่ยถาม

            “สู้ได้หรือไม่"

             

            ปู้ชิงเถากระดกดื่มสุราลงไป

            “แต่ก่อนไม่ ทว่าตอนนี้มันไม่ใช่คู่มือของพวกเราแล้ว"

             

            ฮุ่ยจวินได้ฟังวาจาดังกล่าวก็รู้สึกคลายใจไปได้บ้างเพราะคำพูดใดที่เลื่อนลอยไร้แก่นสาร คำพูดนั้นมักจะมิออกจากปากของพี่ใหญ่มันแน่นอน

             

            ซึ่งก็อย่างที่ปู้ชิงเถากล่าว หากเป็นเมื่อก่อนมือสังหารที่ร้ายกาจในหมู่จอมยุทธ์ลมปราณสามัญผู้นี้ย่อมมีระดับพลังฝีมือไม่ว่าจะด้านกระบวนเคล็ดวิชาและพละกำลังที่แข็งแกร่งเหนือกว่าตนเล็กน้อยทว่านับแต่ที่มันได้ฝึกเคล็ดวิชาท่องไพศาลจนครบถ้วน ทั้งยังเป็นเคล็ดวิชาท่องไพศาลที่ถูกดัดแปลงให้แข็งแกร่งขึ้นจากภูมิปัญญาของฮุ่ยจวินกอปรกับยังได้ฝึกพละกำลังทางร่างกายอย่างหนักหน่วงมาทุกช่วงวัน มันในตอนนี้ หรือแม้แต่ฮุ่ยจวินในตอนนี้จึงนับว่าแข็งแกร่งกว่าดาบโค้งไร้สำนึกมาก้าวหนึ่งแล้ว

             

            มันสามารถที่จะลงมือสังหารนักฆ่าชื่อกระฉ่อนผู้นี้แก้แค้นแทนบิดาได้ภายในบัดดล!

             

            ฮุ่ยจวินที่ติดตามปู้ชิงเถาจุดประสงค์แรกก็เพราะต้องการเห็นว่าเส้นทางชีวิตของปู้ชิงเถาที่มีความคล้ายคลึงกับตนจะเป็นเช่นไรปู้ชิงเถาจะเดินในเส้นทางแห่งความสูญเสียและความแค้นแบบไหน เพราะการเลือกและการตัดสินใจของปู้ชิงเถาอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คำตอบของชีวิตมันกระจ่างขึ้น

             

            ปู้ชิงเถากำหนดลมหายใจเข้าออกจนสงบราบเรียบสมาธิของมันในตอนนี้ถือได้ว่าเข้าสู่จุดสมดุลสูงสุดอีกหน การแก้แค้นไม่คิดว่าจะเวียนผ่านมาอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้มันไม่ต้องเสียเวลาตามตัวเหล่าคนชั่วให้ยากลำบาก เมื่อพวกมันมาหาตนถึงที่ มันก็พร้อมที่จะลงมือทุกเมื่อ!

             

            สตรีกลางคนมองมือสังหารที่มีเพียงใบหน้าเย็นชาเรียบเฉย

            “ท่านมาทำไม"

             

            มือสังหารกล่าวอย่างทื่อด้านตรงไปตรงมา

            “มาฆ่าคน"

             

            “ดาบโค้งไร้สำนึกฆ่าคนโดยไม่ปริปากมิใช่หรือวันนี้เหตุใดจึงเปิดปาก วันนี้เหตุใดจึงมาอย่างเอิกเกริก หรือดาบที่ไร้สำนึก ได้สำนึกแล้ว"

             

            มือสังหารฉายาดาบโค้งไร้สำนึกเงียบไป ก่อนมันจะนั่งลงยังโต๊ะที่เสมอมาไม่เคยถูกจัดเก็บซึ่งวางอยู่มุมห้องตัวนั้น

            “ฆ่าก็คือฆ่า ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ไม่ต่างกัน”

             

            สตรีวัยกลางคนแย้มยิ้มขึ้น

            “แต่ท่านมาเช่นนี้ทำให้ลูกค้าของข้าหนีหายหมดท่านสมควรจะรับผิดชอบ”

             

            ดาบโค้งไร้สำนึกทิ้งถุงเงินก้อนโตไว้บนโต๊ะแต่สตรีกลางคนกลับกล่าวว่า

            “เงินนั้นสำคัญไฉน"

            พร้อมเดินไปตักข้าวต้มออกมาชามหนึ่ง วางลงตรงหน้ามือสังหารผู้ไร้จิตใจ

            “ทานสิ่งนี้แล้วกลับไปเถิด หากเพียงจะมาฆ่าคนที่แห่งนี้ย่อมไม่ต้อนรับท่าน”

             

            กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวพร้อมกับเนื้อหมูก้อนทำให้มือที่แข็งแกร่ง มือที่จับดาบโค้งสังหารคนอย่างมากมายโดยมิเคยสั่นพร่าต้องสั่นพร่า

            “ข้ามิอาจไม่ฆ่า"

             

            สตรีกลางคนกล่าวอย่างเชื่องช้า

            “เหตุใดจึงต้องฆ่า"

             

            สองมือของมือสังหารได้หยิบชามข้าวต้มแล้วตักกินอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งมันได้กินข้าวต้ม ได้ลิ้มรสของหมูก้อนที่เจียวผ่านกระเทียมสด มันก็ยิ่งตักกินอย่างรวดเร็วราวกับว่ามันมิเคยได้กินรสชาตินี้มานานมากแล้ว

            “เหตุผลนั้นเจ้าน่าจะรู้ดีที่สุด"

             

            สตรีกลางคนส่ายศีรษะ

            “เหตุผลนั้นอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอีกต่อไปก็ได้อยู่พร้อมหน้าอย่างครอบครัวต่างหากถึงจะเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต…”

            สตรีกลางคนลูบมือลงยังโต๊ะที่มิเคยถูกจัดเก็บซึ่งมือสังหารนั่งอยู่

            “โต๊ะตัวนี้รอให้คนได้กลับมานั่งทานข้าวมิใช่เพื่อให้นั่งรอฆ่าใคร”

             

            มือที่ตักข้าวต้มของมือสังหารหยุดชะงักในหัวคล้ายมีเรื่องมากมายประดังประเดมาอย่างไม่หยุดหย่อน จนหัวของมันจะระเบิดออกมาก็ปานขณะที่มันเริ่มรู้ว่าตนจะถูกความคิดอันฟุ้งซ่านครอบงำมากกว่านี้ มันจึงเอื้อมมือคว้าดาบโค้งที่อยู่ด้านหลังออกมาคิดลงมือใส่เป้าหมายทันทีแต่ขณะที่จะลงมือ เด็กชายวัยหกขวบที่ดูมีชีวิตชีวาราวกับเด็กทั่วไปก็วิ่งออกมาขวางอยู่ด้านหน้าของมารดาเพราะเกรงว่ามารดาจะถูกทำร้าย

            “ท่านจะทำอะไรมารดาของข้า"

             

            มือที่ถือดาบโค้งกลับชะงักค้างสั่นพร่านัยน์ตาที่สับสนก่อนหน้าพลันสั่นไหว มันมองเด็กชายตรงหน้าด้วยความแตกตื่นแปลกใจละคนยินดีสตรีกลางคนก็มองตอบกลับมันด้วยสายตา แม้นางมิได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่เพียงแววตาที่เจือด้วยความยินดีและน้ำใสกระจ่างที่ไหลรินก็เป็นคำยืนยันชั้นดีแก่มือสังหารผู้ไร้จิตใจนี้แล้ว

             

            ดาบโค้งในมือของมัน อาวุธคู่กายที่ใช้สังหารศัตรูอาวุธที่ไม่เคยห่างกายแม้เพียงเสี้ยว บัดนี้อาวุธสำคัญเล่มนั้นกลับร่วงหล่นออกจากมือราวกับว่ามันมิได้สำคัญมากกว่าสตรีกลางคนและเด็กชายตรงหน้าอีกแล้วมือสังหารมันโผกอดเด็กชายและสตรีกลางคนทั้งน้ำตา

             

            ดาบโค้งไร้สำนึก มันมิได้ไร้สำนึกอีกต่อไป

             

            ปู้ชิงเถาลุกยืนขึ้น

            “ไปกันเถอะ”

             

            ฮุ่ยจวินมองท่าทีที่แปรเปลี่ยนของพี่ร่วมสาบาน

            “ท่านไม่แก้แค้นแล้ว?”

             

            ปู้ชิงเถาทอประกายตาที่ลึกล้ำ

            “ข้าไม่แก้แค้นกับคนตาย"

             

            ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว ปู้ชิงเถาจึงกล่าวต่อ

            “นับแต่ที่มันทิ้งดาบกอดลูกเมีย ดาบโค้งไร้สำนึกก็ได้ตายไปแล้ว”

             

            ฮุ่ยจวินได้ฟังถึงกับนิ่งอึ้ง พร้อมกับมองแผ่นหลังของปู้ชิงเถาด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกายสัจธรรมข้อหนึ่งที่มิคิดว่าจะมีได้ก็ปรากฏตรงหน้าของมัน มนุษย์ทุกผู้ล้วนหนีมิพ้นความแค้นอยู่ที่ว่าจะจัดการกับความแค้นอย่างไร ซึ่งมันก็เห็นแล้วว่ามีผู้ที่จัดการกับความแค้นด้วยเหตุผลปรากฏอยู่จริงๆ

             

            คำตอบแห่งการกระทำรวมถึงสัจธรรมความเป็นจริงที่เกิดจากปู้ชิงเถานี้ได้มีส่วนสำคัญทำให้คำตอบแห่งชีวิตของฮุ่ยจวินชัดเจนขึ้น

             

            ความแค้นมิใช่สิ่งสำคัญในชีวิต แต่ก็มิใช่สิ่งที่หลุดพ้นจากชีวิตอยู่ที่ว่าคนจะจัดการมันด้วยอารมณ์หรือเหตุผลเท่านั้น ซึ่งฮุ่ยจวินก็ได้มองถึงเหตุผลมากกว่าอารมณ์แล้ว

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน