เล่มที่ 1 บทที่ 30 ไม่ต้องทดสอบแล้วกระมัง
การชี้นิ้วของเซียวอี้ซู คำพูดของฮั่วหย่วนและสีหน้าเข้าใจของผู้คนทั้งหมดที่มองมาทางตน กระทั่งจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ลึกๆในดวงตาของฮั่วหย่วน ทั้งหมดทั้งมวลนี้เจียงอวิ๋นล้วนสังเกตเห็น ทว่าเขากลับไม่สนใจแม้แต่น้อยเพียงจ้องเขม็งไปที่ลูกแก้วตรวจปราณห้าลูกนั้นในหัวพลันมีความคิดหนึ่งวิ่งแล่นเข้ามา
“ในลูกแก้วตรวจปราณ จะมีเจตมรรคด้วยไหม...”
แม้ว่าเจียงอวิ๋นจะต้องการวัตถุที่มีเจตมรรคซ่อนอยู่อย่างมากทว่าเขากลับไม่ต้องการให้ตนมาพบเจอในเวลาเช่นนี้
แต่เขาก็มิได้กังวลอันใดมากนักอย่างไรเสียบัดนี้ก้อนหินสีดำก้อนนั้นได้ซ่อนอยู่ในตันเถียนของเขาแล้วต่อให้ในลูกแก้วตรวจปราณจะมีเจตมรรคซ่อนอยู่ ก็คงไม่ระเบิดออก
“การทดสอบซ้ำเริ่มได้! ฮั่วหย่วน คนแรก!”
ตอนนี้เอง เสียงของเซียวอี้ซูดังขึ้นอีกครั้งย่อมต้องดึงความสนใจของผู้คนทั้งหมดออกไปจากเจียงอวิ๋น
ในฐานะลูกศิษย์สายในฮั่วหย่วนเพียงก้าวเท้าหนึ่งก้าวก็ไปอยู่หน้าลูกแก้วตรวจปราณขณะที่ยื่นมือออกไปสัมผัสลูกแก้ว พลังปราณภายในร่างก็ได้ถาโถมเข้าไปในลูกแก้วด้วย
“ฮูมฮูมฮูม!”
เมื่อพลังปราณหลั่งไหลเข้าไป ลูกแก้วก็พลันสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อยและระหว่างการสั่นไหวนั้น ได้มีประกายแสงสีขาวนวลค่อยๆ สว่างออกมาจากในลูกแก้วทั้งยังทะลุผ่านลูกแก้วออกไปอยู่กลางอากาศ
หนึ่งสาย สองสาย... สี่สาย ห้าสาย!
เมื่อเห็นแสงสีขาวห้าสายนี้ถูกยิงออกมาใบหน้าของผู้คนส่วนใหญ่พลันเผยสีหน้าตะลึงและอิจฉาออกมาทันทีกระทั่งเซียวอี้ซูก็ยังพยักหน้ารับอย่างหาได้ยาก “ไม่เลวตอนที่ศิษย์น้องฮั่วเข้านิกายมามีการบำเพ็ญระดับเบิกปราณขั้นสาม ในเวลาครึ่งปีกลับยกระดับได้ถึงสองขั้น สมกับเป็นศิษย์สายใน!”
ระดับบำเพ็ญของศิษย์ใหม่ทุกคนล้วนมีคนจดบันทึกไว้ตอนเข้าสู่นิกายโดยเฉพาะ ดังนั้นเซียวอี้ซูจึงรู้ระดับบำเพ็ญตอนเข้ามาใหม่ของทั้งสี่ร้อยกว่าคนนี้อย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินคำชมของเซียวอี้ซูฮั่วหย่วนก็เผยสีหน้าลำพอง การพร่ำเพียรบำเพ็ญตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเป้าหมายก็เพื่อสร้างความตื่นตะลึงในการทดสอบซ้ำนั่นเอง!
การยกระดับหนึ่งขั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษต้องยกระดับได้สองขั้นจึงจะแสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของเขาได้
เห็นได้ชัดว่าเขาบรรลุเป้าหมายได้แล้วเมื่อได้ยินเสียงอึ้งทึ่งของผู้คนรอบข้าง เขาก็เก็บสีหน้าลำพองไปประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนน้อมแทน ค้อมตัวคำนับต่อเซียวอี้ซูอย่างนอบน้อม “ขอบพระคุณศิษย์พี่เซียวที่เอ่ยชม!”
แต่ไม่มีผู้ใดเห็นเลยว่าบนใบหน้าของฮั่วหย่วนที่ก้มลงไปรอยยิ้มอันนอบน้อมกลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ เพราะเขายังไม่เคยลืมว่าก่อนหน้านี้เซียวอี้ซูเคยใช้คำพูดสั้นๆ สะเทือนเขากับถังอี้จนเซถอยหลังไป!
เซียวอี้ซูย่อมคาดไม่ถึงว่าการกระทำที่ไร้เจตนาใดๆของตนในวันนั้น จะทำให้ฮั่วหย่วนอาฆาตแค้นถึงเพียงนี้ เขาพยักหน้ารับกล่าว“เจ้าไปยืนอยู่ข้างๆ ก่อนเถอะ!”
“ขอรับ!”
ฮั่วหย่วนตอบรับพร้อมเดินออกไปทางด้านข้างบนใบหน้าได้เผยสีหน้าได้ใจออกมาอีกครั้ง
ต่อจากนั้น เซียวอี้ซูก็ได้ประกาศชื่อต่อไปออกมา“อู๋ซาง!”
ในกลุ่มคนได้มีชายชุดดำที่มีรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งเดินออกมา
เมื่อเห็นคนผู้นี้ เจียงอวิ๋นก็หรี่ตาลงเขาจำได้อย่างชัดเจนว่าครั้งแรกที่เขาพบเห็นอีกฝ่ายอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกอันตรายอย่างบอกไม่ถูก และบัดนี้เวลาได้ผ่านไปครึ่งปีทว่าความรู้สึกนี้ยังคงอยู่
“ที่แท้เขาชื่ออู๋ซาง ความแข็งแกร่งของเขาย่อมต้องอยู่เหนือเจ้าฮั่วหย่วนนั่นเป็นแน่!”
แม้ไม่มีผู้ใดรู้ภูมิหลังของอู๋ซางทว่าผู้ที่ผ่านด่านทดสอบทั้งสามด่านได้ มีเพียงเขากับฮั่วหย่วนเท่านั้นดังนั้นฝูงชนตอนนี้ย่อมต้องตั้งตารอคอยด้วยเช่นกัน อยากเห็นผลการทดสอบซ้ำของเขา
อู๋ซางได้ก้าวเดินไปอยู่หน้าลูกแก้วตรวจปราณยื่นมือออกไปสัมผัส และเพียงสามลมหายใจเท่านั้นบนลูกแก้วก็ได้มีประกายแสงหลายสายพุ่งขึ้นฟ้าโดยพลัน
เพราะประกายแสงหลายสายนี้ปรากฏขึ้นแทบจะเวลาเดียวกันทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ทันได้เห็นชัด อู๋ซางก็ได้คลายมือออกแล้วจากนั้นก็เดินกลับไปที่เดิมโดยไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว
“แสงกี่สาย? เจ้ามองทันหรือไม่?”
“ข้าเองก็มองไม่ทัน เร็วเกินไปเอาเป็นว่าไม่น้อยกว่าห้าสายแน่!”
ในตอนที่ฝูงชนกำลังพูดคุยต่างๆ นานา เซียวอี้ซูกลับเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาจ้องเขม็งทางอู๋ซางครู่หนึ่งถึงค่อยเอ่ยปากกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ขั้นห้าบัดนี้ขั้นเจ็ด ยกระดับขึ้นสองขั้นเช่นกัน ไม่เลว!”
แม้จะฟังดูเหมือนว่ามีผลลัพธ์เหมือนกับฮั่วหย่วนแต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่เช่นนั้น การยกระดับสองชั้นของฮั่วหย่วนคือจากขั้นสามไปขั้นห้าทว่าอู๋ซางกลับยกระดับจากขั้นห้าไปขั้นเจ็ด ซึ่งนักพรตทุกคนล้วนรู้ดีว่ายิ่งระดับบำเพ็ญสูง การยกระดับยิ่งเป็นเรื่องยาก ไม่อาจเทียบกันได้เลย
ยิ่งกว่านั้น เจียงอวิ๋นยังรู้อยู่เต็มอกด้วยว่าระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดยังไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอู๋ซางด้วยเขาซ่อนการบำเพ็ญไว้!
เซียวอี้ซูเองก็รู้เช่นกันดังนั้นเขาจึงจ้องมองอู๋ซางอยู่ครู่หนึ่ง
เพราะเขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าโอกาสในการทดสอบซ้ำอันล้ำค่าสุดขีดสำหรับทุกคนเช่นนี้ทุกคนย่อมต้องทุ่มสุดความสามารถเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สูงที่สุดอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับยังมีผู้ที่จงใจปิดบังระดับบำเพ็ญของตัวเอง!
เซียวอี้ซูย่อมคาดไม่ถึงอยู่แล้วว่าผู้ที่ต้องการปิดบังระดับการบำเพ็ญ มิได้มีเพียงอู๋ซางคนเดียว!
ส่วนฮั่วหย่วนนั้นบัดนี้สีหน้าลำพองของเขาได้แข็งเกร็งไปแล้วจ้องเขม็งไปทางอู๋ซางที่กำลังเดินไปอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกนั่น ในใจบังเกิดความเกลียดชัง
เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งโดดเด่นขึ้นมาได้ไม่ทันไรเพียงพริบตาเดียวก็ถูกเจ้าอู๋ซางผู้นี้กลบไปเสียแล้ว ทำให้เขาเดือดดาลมากจริงๆ
ผู้ที่เดินออกมาเป็นคนที่สามก็คือหญิงสาวผู้มีกายามรรคเบิกคู่ซึ่งระดับการบำเพ็ญของนางได้ยกขึ้นถึงสามระดับ จากเบิกปราณขั้นสองไปเป็นขั้นห้า!
สำหรับผลลัพธ์ของนาง แม้ฝูงชนจะทึ่งอยู่บ้างทว่าเมื่อนึงถึงเรื่องที่อีกฝ่ายมีกายามรรคเบิกคู่ อีกทั้งเดิมทีก็มีระดับบำเพ็ญไม่สูงอยู่แล้วจึงไม่ได้ตื่นตกใจมากเกินไปนัก
ลูกศิษย์สายในทั้งสามต่างผ่านการทดสอบซ้ำได้อย่างราบรื่นต่อจากนั้นก็เป็นการทดสอบของลูกศิษย์สายนอกและลูกศิษย์จิปาถะทั้งหมดล้วนเข้าแถวทั้งหมดห้าแถว เดินเข้าไปทางลูกแก้วตรวจปราณตามลำดับ
เมื่อเวลาผ่านไป การทดสอบซ้ำก็ได้ดำเนินมาถึงช่วงท้ายซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ เช่นกันเหลือผู้ที่ผ่านการทดสอบอยู่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
และในกลุ่มคนครึ่งหนึ่งที่ว่านี้มีผู้ที่ยกระดับได้สองขั้นอยู่ทั้งหมดแปดคน หากไม่นับฮั่วหย่วนกับอู๋ซางและถังอี้ที่เป็นศิษย์สายนอกแล้ว อีกห้าคนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้ที่เข้ามาในฐานะคนธรรมดาทั้งสิ้น
ส่วนผู้ที่ยกระดับได้สามขั้นมีเพียงหญิงสาวที่มีกายามรรคเบิกคู่ผู้นั้นคนเดียว
ที่เหลือล้วนเป็นผู้ที่ยกระดับได้เพียงหนึ่งขั้น
อย่างไรก็ตามในที่สุดพวกคนเหล่านี้ต่างก็ถอนหายใจโล่งอกได้แล้ว เพราะนับจากวันนี้เป็นต้นไปพวกเขาได้กลายเป็นลูกศิษย์ของนิกายแสวงมรรคอย่างเป็นทางการแล้ว
ส่วนผู้ที่ตกการทดสอบซ้ำก็หมายความว่าพวกเขาต้องตกชั้นไปเป็นศิษย์จิปาถะหรือต้องออกจากนิกายแสวงมรรคไปตลอดกาลหรือบางคนอาจถึงขั้นต้องออกจากเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคเลยทีเดียว!
ในที่สุดสายตาของผู้คนทั้งหมดก็ได้เลื่อนมามองทางเจียงอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของลานกว้างไม่เว้นแม้แต่เหล่าผู้ที่ต้องตกชั้นหรือกำลังจะถูกขับไล่ออกจากนิกาย
พวกเขาอยากชมดูว่าเจ้าคนเถื่อนที่ก่อนหน้านี้ไม่ผ่านด่านทั้งสามเลยแม้แต่ด่านเดียวแต่กลับโชคดีคนนั้น ในการทดสอบซ้ำวันนี้จะมีผลลัพธ์เช่นใด
เซียวอี้ซูสะบัดแขนเสื้อเก็บลูกแก้วตรวจปราณอีกสี่ลูกกลับไป เหลือไว้เพียงลูกเดียวจากนั้นถึงค่อยมองทางเจียงอวิ๋น “เจ้า ข้าว่าไม่ต้องทดสอบแล้วก็ได้!”
ในฐานะนักพรตระดับธรณีมงคลเซียวอี้ซูนั้นไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังปราณจากตัวเจียงอวิ๋นเลยแม้เต่น้อยเขาจึงนึกขึ้นได้ว่า เจียงอวิ๋นที่ไร้ซึ่งหัวใจมรรค ไม่มีวิญญาณมรรคกายามรรคไม่เปิดผู้นี้ ตอนรับการทดสอบเมื่อครึ่งปีก่อนยังเป็นคนธรรมดาอยู่เลย
ที่เขาเกลี้ยกล่อมให้เจียงอวิ๋นไม่ต้องทดสอบ ก็เป็นเพราะเขาแอบรู้สึกกังวลว่าลูกแก้วตรวจปราณอาจจะระเบิดออกอย่างพิลึกพิลั่นเหมือนกับก่อนหน้านี้ก็เป็นได้...
เจียงอวิ๋นยื่นมือแตะจมูกตัวเองเล็กน้อยกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน “หากศิษย์พี่เซียวไม่ถือสาละก็ ข้าก็ยังอยากลองดูสักตั้ง”
แม้เซียวอี้ซูจะรู้สึกไม่พอใจกับความดื้อรั้นของเจียงอวิ๋นเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่มีทางห้ามไม่ให้เจียงอวิ๋นเข้ารับการทดสอบจริงๆ อยู่แล้วจึงกล่าวด้วยสีหน้าแข็งกระด้าง “ได้ เช่นนั้นเจ้ารีบจัดการให้เสร็จเสีย!”
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นเดินไปทางลูกแก้วด้วยสีหน้าสงบฝูงชนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มพูดคุยกันอย่างอดไม่ได้
“ศิษย์พี่เซียวอุตส่าห์หวังดีไม่อยากให้มันขายหน้า มันกลับไม่รู้จักเจียมตัว!”
“นั่นสิ ครึ่งปีก่อนมันยังเป็นเพียงคนธรรมดาแท้ๆกลับยังดึงดันจะทดสอบ ช่างหาเรื่องให้ตัวเองขายหน้าโดยแท้!”
“มันคงไม่ได้เพ้อฝันว่า หลังจากจบการทดสอบแล้งจะยังมีใครโผล่ออกมารับเป็นศิษย์สายนอกอีกหรอกนะ!”
“ฝันไปเถอะ! ต่อให้ไปเป็นเบ๊ทำงานจิปาถะให้ผู้อื่นยังไม่มีใครคิดจะเอาเลยใครจะยังรับเป็นศิษย์สายนอกอีก!”
ท่ามกลางเสียงพูดเย้ยหยันอย่างเย็นชาของฝูงชนในที่สุดเจียงอวิ๋นก็ได้เดินมาถึงหน้าลูกแก้วทดสอบ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ได้ยื่นมือออกไปจับลูกแก้วเอาไว้