STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 5 Elforia ตอนที่ 29 กลั่นกรอง

    "เธอจะไปคนเดียวจริง ๆ เหรอ?" ซากิเอ่ยทักขณะที่กำลังร่วมโต๊ะรับประทานอาหารท่ามกลางสายตาของรุ่นพี่รุ่นน้องที่จ้องมายังผู้กล้าฟราน

    "ก็ใช่น่ะสิฉันไม่อยากจะให้พวกนายมาเสียเวลากับเรื่องอะไรแบบนี้หรอก" เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเพื่อน ๆ กลัวจะใจอ่อนยอมให้ไปด้วยทำให้เธอเคลื่อนไหวได้ลำบากยิ่งขึ้น

    รถม้าอันหรูหรากำลังเคลื่อนตรงไปยังเมืองยานไล่ไปตามเส้นทางเดียวกับรถไฟแต่เพราะเมืองยานพึ่งถูกโจมตีไปจึงยังไม่ได้สร้างสถานีเพื่อรองรับคน

    ถึงตอนนั้นจะบอกไปแบบนั้นก็เถอะแต่สุดท้ายก็ตามมาอยู่ดี แม้ทั้งสี่คนจะสนิทกันมากที่สุดตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียนพวกเธอก็มักจะเดินด้วยกันตลอด แต่จะมีเพียงซึฮากิที่ชอบแยกตัวออกไปคนเดียวเช่นเดียวกับพีชที่ชอบไปอ่านหนังสือในห้องสมุด

    ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่พีชก็แทบจะไม่ยุ่งกับพวกเราเลย โดนเกลียดหน้าหรือเปล่านะ?

    "ท่านฟรานมาถึงแล้วครับ" ทหารองครักษ์กล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพเรียบร้อย

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นชาญก็ชะโงกหัวออกมาดูวิวทิวทัศน์ของผู้คนที่กำลังซ่อมแซมเมืองจนเกือบจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

    "ทำไมฉันไม่อยู่ที่นี่บ้างนะเผื่อจะได้สู้กับพวกโจรมั้ง"

    "ฝันไปเถอะอย่างนายเนี่ยนะจะสู้กับคนที่ทำเมืองเละขนาดนี้ แค่มิโนทอร์โง่ ๆ ตัวหนึ่งเรายังสู้ไม่ได้เลย"

    ระหว่างที่เพื่อนของฟรานกำลังตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ ๆ ฟรานก็เอาแต่กวาดสายตามองทำหน้าบึ้งตึง

    จากรายงานของกองทัพแสดงว่ากิจังเป็นหนึ่งในพรรคพวกของโจรที่มาบุกเมืองสินะ นายคงจะมีเหตุผลอะไรแน่ ๆ ไม่ก็เป็นข่าวที่เขียนขึ้นมั่ว ๆ

    "ขอแสดงความเคารพท่านฟรานและพวกพ้อง" ชายผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้นมีรอยแผลเป็นมากมายราวกับเคยผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วนกับร่างกายกำยำที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งได้

    "ทำความเคารพพัศดีเบน!" ขนาดเป็นทหารองครักษ์ที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์ยังต้องทำความเคารพพัศดีเบนผู้ควบคุมเรือนจำกลางที่เป็นศูนย์รวมนักโทษทั่วอาณาจักรเซีย

    "ตามสบายเลยทุกคนยังไงพวกโจรก็ถูกจับหมดแล้ว"

    "เหรอคะ? ได้ยินมาว่าหัวหน้ากองโจรที่เป็นแวมไพร์กับคนสนิทของเขายังลอยนวลอยู่" ฟรานแย้งขึ้นมาทันทีไม่เกรงใจยศบนบ่าของเขาเลยสักนิด

    "โฮะโฮ ท่านฟรานก็หาข้อมูลมาดีเหมือนกันนะครับสมกับเป็นท่านผู้กล้าจริง ๆ" แม้ฟรานจะตอบกลับเช่นนั้นแต่เบนก็ไม่ได้โกรธหรือรู้สึกแย่แต่อย่างใดกลับกันเขายังฉีกยิ้มจ้องมองฟรานตาไม่กะพริบ

    "ขอบคุณค่ะ ถ้าอย่างงั้นพวกเราขอตัวเข้าไปข้างในนะคะ" ฟรานยื่นมือออกมาตรงหน้าเชิดหน้ามองเบนหวังให้จับมือทักทาย

    "เป็นเกียรติที่ได้พบครับท่านฟราน" ฝ่ามือที่ใหญ่กว่าสองเท่ากุมมือของฟรานพร้อมกับยิ้มอ่อนแต่หลังจากนั้นเขากลับนิ่งสงบอย่างกับโดนตัดออกจากโลกภายนอก

    "พัศดีครับ?"

    "มะไม่มีอะไร เชิญท่านฟรานเข้าไปได้เลยครับ" ท่าทีของเขาเหมือนจะอ่อนน้อมลงเล็กน้อยราวกับถูกฟรานดุด้วยสายตา

    ฮึ ๆ ๆ เป็นอย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนพัศดีเบนจะเคยสู้กับกิจังด้วยแต่กิจังก็หนีไปได้ ระหว่างที่กำลังเดินเข้าเมืองเธอก็ดันเผลอยิ้มและหัวเราะในลำคออยู่คนเดียว

    "ฟราน...ฟราน !"

    "อะอะไร?" เธอสะดุ้งตกใจหลุดออกจากภวังค์

    "เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวก็นึกว่าเพื่อนเราจะเป็นอะไรไปละ" ซันนี่ขมวดคิ้วจ้องมองด้วยความสงสัย

    "ฮ่า ๆ ไม่มีอะไร พอดีว่านึกถึงมุกตลกที่เคยดู" เธอยิ้มเจื่อนหลบสายตามองออกไปรอบนอก

    เป็นผลพวงจากการใช้สกิลนั้นหรือเปล่านะ? แต่ก็อาจจะคิดไปเองก็ได้

    "นี่เป็นที่พักที่ทางกิลด์จัดหาไว้ให้นะครับ ถ้าขาดเหลืออะไรสามารถแจ้งได้ที่พนักงานกิลด์ได้เลยครับ"

    "ค่ะ"

    หลังจากที่พวกเธอเก็บข้าวของไว้ที่ห้องเรียบร้อยฟรานก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ยังซ่อมแซมอยู่

    ต้องหาคนที่อยู่ในเหตุการณ์ให้มากที่สุดแล้วใช้สกิลนั้นหาเบาะแส เธอกวาดสายตาไปทั่วบริเวณไม่ได้สนใจพรรคพวกของเธอเลยสักนิด

    "ฟรานดูแปลก ๆ นะว่าไหม?" ซันนี่กระซิบกับซากิเพราะเห็นว่าเขาสนิทกับฟรานมากที่สุด

    "ถ้าพวกเธอเห็นก็คงคิดว่าแปลกแต่ฉันมองว่าเธอเป็นคนแบบนั้นมาตลอดนะ คนที่จะทำตามเป้าหมายของตัวเองจนบางครั้งก็เหมือนกับตัวเองอยู่ในโลกคนเดียว"

    "อ้อเหรอ ปกติเธอมักจะพูดเก่งตอนอยู่ที่โรงเรียนน่ะสิพอมาเงียบ ๆ แบบนี้มันไม่คุ้นตา"

    "เธอคงจะกำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่นั่นแหละ" ชาญเข้ามาแทรกกลางพอดีและพาซันนี่แยกตัวออกไปปล่อยให้ฟรานอยู่กับซากิสองคน

    ขอให้โชคดีนะพ่อหนุ่ม ชาญยกนิ้วโป้งให้ก่อนจะจากไป

    ฮึ เจ้าพวกนี้ ซากิเองก็รู้ได้ถึงความตั้งใจของชาญที่หาจังหวะให้พวกเขาอยู่กันสองคน

    พักหลังมานี้เธอมักจะยุ่งอยู่กับตัวเองทั้งการฝึกและเรียนวิชาต่าง ๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกคนในฐานะผู้กล้า ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอย่างเธอก็ต้องคู่กับผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ ซากิเดินตามหลังฟรานไปไม่ได้สนใจว่าเธอจะไปที่ไหนเพียงแค่ได้อยู่ข้าง ๆ ก็พอใจ

    เพราะฉะนั้นฉันจะทำให้เธอยอมรับให้ได้ "ฟราน!"

    31 มกราคม พ.ศ.2576

    ภายในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีช่างมากฝีมือรวมตัวกันสร้างอุปกรณ์ตามแบบแปลนของซึฮากิ

    "ไหนตอนแรกนายบอกจะทำแค่เครื่องดื่มแล้วดูตอนนี้สิ" วาเลี่ยมยืนอึ้งไปครู่หนึ่งหลังจากที่ได้เข้ามาในโรงงานเพื่อดูความคืบหน้า

    "เรื่องเครื่องดื่มมันก็เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่จะตีตลาดแต่ก็ยังมีสิ่งที่อาณาจักรเซียทำไม่ได้อยู่ก็คือตู้เย็น...ซึ่งตอนนี้พวกเขาอาจจะทำไปแล้วก็ได้ดูจากการวิจัยหลาย ๆ อย่าง"

    "นายเป็นใช่สิ่งนั้นใช่หรือไม่?" วาเลี่ยมเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากคิดทบทวนกับตัวเองจึงได้เอ่ยถาม

    "คุณหมายถึงอะไร?"

    "ความรู้พวกนี้มันไม่มีทางหาได้ง่าย ๆ แถมต่อให้หามาได้ก็ใช่ว่าจะเข้าใจและสร้างมันขึ้นมาเองได้ ข้าขอถามอีกครั้ง...นายเป็นคนจากอาณาจักรเซียและเป็นผู้ถูกอัญเชิญใช่ไหม?"

    ซึฮากิทำหน้านิ่งแต่การมองด้วยสายตาชินชาก็ถือเป็นคำตอบได้แล้ว

    "ผมเชื่อว่าคุณคงรู้คำตอบอยู่แล้ว ถ้าตามหนังสือบันทึกการประชุมจะเห็นว่าพวกคุณเคยหารือเรื่องอาณาจักรเซียบ่อยมากเสียจนนึกว่าเป็นอาณาจักรคู่อาฆาตและการอัญเชิญหรือเทคโนโลยีของอาณาจักรเซียก็คงจะเคยผ่านหูผ่านตาหรือสืบมาบ้างแล้ว"

    วาเลี่ยมมองด้วยสายตาเอื้อมระอาขณะที่ซึฮากิกำลังพูด "นี่นายรู้ตัวไหมว่าบางครั้งก็พูดรัวจนคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง"

    "อะอ้อ ผมขอโทษแล้วกันพอดีว่ามันเผลอตัวไปหน่อย" ไม่ได้สิจะเอานิสัยตอนอยู่คนเดียวมาใช้ไม่ได้แต่พวกเขาก็ชอบถามนู่นถามนี่อยู่นั่นแหละ

    "แล้วนายจะสร้างอะไรอีกล่ะ? ถ้ารวมของใหม่เข้าไปก็มีสามอย่างแล้วนะ"

    "อืม..." ซึฮากิเดินไปรอบ ๆ ระหว่างที่ใช้ความคิด

    "เอาแค่นี้ก่อนดีกว่า แค่น้ำอัดลม ตู้เย็นแล้วก็แบตเตอรี่ก็คงจะทำพวกมันปวดหัวไปได้สักพัก แล้วก็ตามสัญญาผมจะเอาแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ของกำไร"

    "หวังกินระยะยาวสินะช่างเป็นคนที่ใจเย็นเสียจริง" วาเลี่ยมจับมือกับซึฮากิส่งยิ้มอันเป็นมิตรมองแล้วเห็นถึงความจริงใจก่อนจะแยกย้ายกันไป

    หวังกินระยะยาวสินะข้อดีอีกอย่างก็คือลิขสิทธิ์ต่างหากล่ะ ถ้าพวกเขาแอบผลิตหรือดัดแปลงก็จะผิดสัญญาอาจจะนำไปสู่สงครามได้เลยด้วยซ้ำ

    "ไปกันเถอะแม่ !"

    ซึฮากิเดินผ่านเขตการค้าที่ผู้คนพลุกพล่านได้เห็นวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่กันอย่างสงบสุข

    การปกครองที่มีผู้นำเป็นจุดสูงสุดจะดียิ่งเมื่อเป็นของคนที่เห็นแก่ประชาชน แต่จะย่ำแย่เมื่อตำแหน่งนี้เป็นของคนเห็นแก่ตัว

    "สวัสดีครับคุณซึฮากิ" หนึ่งในทหารที่เคยจะจับเซนทำความเคารพถามสารทุกข์สุกดิบแต่ซึฮากิก็แทบจะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ

    ทหารที่มีในเมืองไม่เกินสองพันนายแถมส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเลเวลสามถึงสี่ มีแค่ไม่กี่คนที่เลเวลสูงอย่างดูลุค ถ้าจะทำสงครามขึ้นมาเราก็เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว

    "โอ้ ! มาสักทีพวกเราเก็บของรอกันเป็นชั่วโมงแล้ว" เซนตะโกนมาแต่ไกลขณะที่แบกกระเป๋าหนัก ๆ ไว้คนละใบ

    "สถานีต่อไปอาณาเขตก็อบลิน"

    ...

    แสงจากเตาไฟสว่างไปทั่วห้องครัวอันเงียบสงบมีเพียงเด็กหนุ่มหน้าใสที่กำลังม่วนอยู่กับการประดิดประดอยอาหาร

    "เสร็จแล้ว !" เขาฉีกยิ้มปลื้มปีติยกอาหารจานนั้นออกไปวางที่โต๊ะด้านนอกและกลับไปทำเมนูอื่น ๆ ต่อทันที

    อาหารพวกนี้ใช้สมุนไพรประเภทยาพิษถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงจะคิดว่าเป็นยาพิษแน่ ๆ แต่มันดันมีสรรพคุณดี ๆ อยู่เยอะด้วย

    ยูกิหยดน้ำสีขาวลงในหม้ออาหารที่กำลังเคี้ยวได้ที่

    การจะทำให้พิษเจือจางหรือหายไปต้องทำให้พิษเป็นกลางโดยใช้สารที่อยู่ตรงข้ามกัน เวทเดอะของเราต้องเกี่ยวกับการทำอาหารแน่ ๆ จากการวิเคราะห์ของซึฮากิแต่มันทำงานยังไงล่ะ? ปรุงอาหาร ความรู้เรื่องวัตถุดิบหรือทำให้อาหารอร่อยขึ้น

    อาหารแปลกตาหลาย ๆ อย่างที่เขาเคยทำสามารถเพิ่มระดับของพลังเวทและเสริมสมรรถภาพทางกายแม้จะเล็กน้อยแต่แค่การกินอาหารกลับทำได้ขนาดนี้

    "ท่านยูกิครับ !" ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการทำอาหารแต่ก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะมีเอลฟ์ตนหนึ่งเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา

    "บอกให้เรียกแค่ยูกิ" เขาชักสีหน้ามองค้อนใส่ทันที

    "ครับ ! พอดีว่ามีกลุ่มนักผจญภัยจะมาขอซื้ออาหารจากคุณยูกินะครับ"

    "บอกไปว่าข้าไม่ทำตามที่สั่งจะมีของขายจากสิ่งที่ข้าอยากจะทำเท่านั้น"

    "ครับ"

    ไม่นานนักเอลฟ์หนุ่มก็กลับมาพร้อมกับกลุ่มนักผจญภัยเข้ามาในบ้านหลักของเมืองเอลโฟเรียโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต

    "เฮ้ ! รู้จักมารยาทไหม? ถ้าไม่ก็เตรียมไสหัวออกไปจากเมืองได้เลย" พวกเขาไม่ทันได้พูดอะไรยูกิก็เปิดประเด็นด้วยคำพูดถากถางทันที

    "ฮ่า ๆ ๆ เป็นสาวเป็นแส้พูดจาให้มันไพเราะหน่อยสิ" ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้ามาในครัวของยูกิก้มโค้งทักทาย

    "พวกเราได้ยินมาว่าอาหารของคุณอร่อยและเสริมร่างกายได้ดี จะเป็นเกียรติมากเลยนะครับถ้าให้เราได้ชิมอาหารของคุณ"

    "ถ้าอยากจะกินก็ไปซื้อที่ทำเสร็จแล้วสิจะมายุ่งอะไรในครัว" ยูกิพยายามจะผลักเขาออกไปแต่เขาดันจับมือของยูกิแทน

    "มือนุ่มนะ- อ๊าก !" ขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับการลูบไล้มือของยูกิก็มีฝักดาบฟาดเข้าที่หัวเสียงดังฟังชัด

    "พวกเราขอโทษจริง ๆ ที่เจ้าโง่นี่มันลามปามเธอ พอดีว่าเรากำลังจะเข้าดันเจี้ยนที่ค่อนข้างอันตรายเลยอยากจะหาเสบียงดี ๆ สักหน่อย" เพื่อนร่วมทีมของเขาพูดจาสุภาพและพยายามจะไม่เข้ามาในครัวต่างกับชายหนุ่มลิบลับ

    "อยากได้เสบียงก็ไปซื้อในร้านสิ ที่นี่เป็นห้องทำงานของข้าและข้าจะไม่ทำอาหารตามคำสั่ง"

    "เอ่อ...คือว่าพวกเราไปที่ร้านขายอาหารแล้วแต่ที่นั่นดันมีแต่สิ่งที่พวกเรากินไม่ได้น่ะ"

    "ก็เลยจะให้ข้าทำอาหารเฉพาะพวกเจ้าเหรอ?" ยูกิพูดแทรกก่อนที่เขาจะพูดจบเสียด้วยซ้ำแถมท่าทางหงุดหงิดของยูกิไม่มีภาพที่จะยอมทำให้เลยแม้แต่น้อย

    "ใช่ครับ พวกเราไม่กินเนื้อสัตว์ถ้าเป็นไปได้เราอยากจะได้อาหารที่เป็นผักผลไม้อะไรพวกนั้นอย่างเดียวครับ"

    ยูกิทำหน้าบึ้งหลังจากฟังสิ่งที่พวกเขาร้องขอแต่ก็ยังยืนคิดพินิจอยู่พักหนึ่ง

    "อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์..."

    "ถ้าไม่ได้จริง ๆ พวกเราก็คงต้องขอโทษและขอตัวนะครับ"

    ขณะที่พวกเขาเดินคอตกหันหลังกลับยูกิก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน "ข้าจะทำ"

    "จริง ๆ นะครับคุณยูกิ"

    "อืม จริง ๆ ข้าก็จะทำอาหารที่ไม่ใช้เนื้อสัตว์อยู่พอดี แล้วก็เจ้าไปรู้ชื่อข้ามาได้ยังไง?"

    "เอ่อ...คุณยูกิไม่รู้จริง ๆ เหรอครับ? ก็ชื่อคุณมันอยู่ที่ซองใส่อาหารเลยนะครับ"

    "หา?" ยูกิวิ่งพรวดออกไปที่ร้านอาหารและเมื่อได้เข้าไปข้างในจึงได้รู้ว่าอาหารทุกอย่างที่เขาทำถูกใส่ชื่อกำกับเหมือนกับยี่ห้อของมัน

    "ยูกิมาแล้วจ้า !" เขาถึงกับยืนอึ้งไปสักพักหลังจากได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่มีการห่อและบรรจุอย่างดีอีกทั้งยังมีรูปที่วาดลวก ๆ เป็นดั่งตัวแทนของยูกิ

    "นี่มันอะไรวะเนี่ย !"

    "อ้าว ๆ คุณยูกิถ่อมาถึงที่นี่เลยหรือครับ ปกติคุณไม่เคยมาเลยแท้ ๆ" เอลฟ์หนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารออกมายิ้มทักทาย

    "ให้ตายสิ" ยูกิถึงกับอุทานออกมาเสียงดังเหมือนกับบอกอ้อม ๆ ว่าเขาไม่พอใจกับชื่ออะไรแบบนี้แต่เจ้าของร้านก็ยังยิ้มเบิกบานต้อนรับ

    ...

    "นี่เด็ก ๆ พวกเธอจะไปถึงชั้นไหนล่ะ?" โทลเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่พวกเธอพึ่งต่อสู้กับหมาป่าถ้ำหลายสิบตัวไป

    "ขออีกสักชั้นนะครับลุงโทล" รอนโบกไม้โบกมือและยิ้มให้เห็นว่ายังสู้ได้สบาย ๆ

    "ก็ได้ ๆ อย่าลืมดูสภาพร่างกายตัวเองด้วยนะทุกคน"

    หลังจากที่เดินลึกเข้ามาสักพักจนได้เจอกับหลุมขนาดใหญ่และเบื้องหน้าก็เป็นเพียงกำแพงถ้ำที่ไม่สามารถไปต่อได้

    "เดี๋ยวเอมากับฉันก่อนนะ พวกเธอเตรียมมานาไว้ให้ดีล่ะ" รอนกับเอค่อย ๆ ไต่เชือกที่ทำไว้ลงไปในหลุมที่ลึกกว่าสิบเมตร

    "เป็นยังไงบ้าง !" คิโนริตะโกนถามจากด้านบนพร้อม ๆ กับเตรียมมานาทำท่าจะกระโดดลงไปได้ทุกเมื่อ

    "ทางสะดวกลงมาได้เลย !" เอตะโกนตอบรับก่อนที่เพื่อน ๆ จะตามลงมากัน

    หลังจากที่ลงมาได้สักพักพื้นบริเวณนั้นก็สั่นไหวอย่างกับมีตัวอะไรเคลื่อนไหวไปมาใต้พื้นดิน

    "ระวังให้ดีนะทุกคน !" ลุงโทลยังคงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านบนเพราะถ้าลงมาจะเกะกะพวกเธอเสียเปล่า

    "อา...ผมก็หวังพวกเธอจะไม่เป็นอะไรนะครับ ถ้าเกิดมีใครบาดเจ็บสาหัสขึ้นมาซึฮากิคงดุเราไม่หยุดแน่"

    "ฮ่า ๆ ๆ นาธาทำไมนายถึงพูดอย่างกับซึฮากิเป็นท่านอาจารย์หรืออะไรทำนองนั้นเลยล่ะ"

    "ผมเคยเป็นหัวหน้าหน่วยของเขาน่ะครับและผมก็เห็นมันมาตลอด"

    "เห็นอะไร?" โทลขมวดคิ้วมองหน้านาธา

    "ความพิเศษที่แม้แต่ผู้กล้าฟรานก็ไม่มี เขาสามารถพัฒนาการฝึกได้รวดเร็วและยิ่งตอนที่ผมได้เห็นเขาอีกครั้งมันก็ทำให้ผมยิ่งแน่ใจ..."

    ทันใดนั้นหลุมขนาดใหญ่ก็ถล่มลงปิดมิดจนโทลและนาธาไม่อาจลงไปรวมกับพวกคิโนริได้

    "เวรแล้วไง !" นาธาชักมีดสั้นออกมาเตรียมร่ายเวทระเบิดเพลิง

    "หยุดก่อนถ้านายทำแบบนั้นแล้วพวกคิโนริที่อยู่ข้างล่างล่ะ?"

    ฝุ่นที่เกิดจากดินถล่มปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นแม้แต่ไฟของรอนก็ไม่อาจส่องสว่างให้เห็นทางเดินได้อีกทั้งยังมีมอนสเตอร์อยู่รอบ ๆ ทำให้แมรี่และหลานกลัวจนตัวสั่น

    "ทุกคนตั้งสติให้ดี เหมือนที่พี่กิสอนไว้ถ้ามองไม่เห็นให้ใช้เสียงในการตอบรับแทน" คิโนริพยายามตะเบ็งเสียงให้ทุกคนได้ยิน

    "โอ้ ! จำได้สิ" เอตอบกลับทันที

    "จ้า ๆ แม่หมาป่าสาว" แมรี่พูดด้วยถ้อยคำจิกกัดหยอกล้อ

    "อย่าปล่อยมือฉันนะหลาน ก็มาสิวะเจ้ามอนสเตอร์ !" รอนจับมือหลานไว้แน่นจนเธอรำคาญเองเสียด้วยซ้ำ

    หลายอยู่กับรอนสินะ เอ แมรี่แล้วรูบี้ล่ะ?

    "รูบี้ ! ถ้าเธอได้ยินตะโกนกลับมาเดี๋ยวนี้"

    "กรี๊ด !" เมื่อคิโนริได้ยินเสียงรูบี้กรีดร้องเธอก็พุ่งออกไปใช้ลูกไฟทั้งห้าหาเส้นทางแม้มันจะมีฝุ่นหนามากเพียงใด

    "ซวยแล้วไง" เอวิ่งตามลูกไฟที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ เช่นเดียวกับพรรคพวกที่เหลือ

    ไม่นานนักเมื่อพวกเขาหลุดออกมาจากจุดที่มีฝุ่นฟุ้งเวทไฟของรอนก็สามารถส่องสว่างนำทางได้ปกติแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเนินดินที่ถูกขุดเป็นหลุมมากมาย

    "นี่มันอะไรวะเนี่ย? แล้วคิโนริล่ะ" เอเดินนำหน้าควบคู่ไปกับรอนและมีหลานกับแมรี่เดินตามหลัง

    "มีสิ่งมีชีวิตสี่ไม่สิต้องเป็นห้าและมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามา" แมรี่เพ่งสมาธิใช้เวทตรวจจับหาตัวคิโนริ

    "ตั้งรับ !" รอนตะโกนให้สัญญาณสร้างโล่มานาขึ้นมาเบื้องหน้าระหว่างที่เอกำลังเตรียมมานาไว้ที่มือปรับรูปลักษณ์เป็นหอกแหลม

    ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังทางเดินตรงหน้าและมันก็มีมอนสเตอร์โผล่ออกมาจากความมืดคล้ายกับตุ๋นจมูกดาว "เอาเลย ตัวตุ่น" เอขว้างหอกมานาเล็งไปยังตุ๋นตัวแรกที่เข้ามาใกล้แต่ทันใดนั้นคิโนริก็ปรากฏตัวออกมาและป้องกันหอกของเอแทนเจ้าตุ๋นพวกนั้น

    "นั่นมัน…คิโนริเธอกำลังทำอะไรอยู่?" หลานที่สงสัยว่าเหตุใดคิโนริถึงปกป้องมอนสเตอร์จึงได้ตะโกนถามออกไป

    "พวกเขาช่วยรูบี้ไว้น่ะสิ" ขณะที่พูดเช่นนั้นรูบี้ก็ก้าวเท้าออกมาสู่แสงสว่างทำให้เห็นเนื้อตัวที่มอมแมมอย่างกับไปนอนคลุกฝุ่นมา

    "หา? มอนสเตอร์เนี่ยนะ" พวกเขาค่อย ๆ ลดการป้องกันลงและกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

    ท่าทางสงสัยของพวกหลานกำลังจ้องมองและเข้าประชิดตัวตุ่นพวกนั้น แม้มันจะไม่มีท่าทีเป็นอันตรายแต่มันก็พยายามหลีกหนีอย่างกับกลัวพวกเธอเสียมากกว่า

    "ปกติมอนสเตอร์มันจะเป็นสัตว์ที่เราต้องจัดการไม่ใช่เหรอ? แล้วเจ้าพวกนี้เราต้องจัดการด้วยไหม"

    "คงจะไม่ ดูเหมือนชั้นนี้จะเป็นพื้นที่ของพวกมันหมดเลยต่อให้เดินไปรอบ ๆ ก็มีแต่หลุมแล้วก็ไม่เห็นมอนสเตอร์แบบอื่นเลย" ขณะที่พูดเช่นนั้นคิโนริก็ยังลูบหัวลูบตัวพวกมันไปด้วยทำให้หลานสงสัยทำตาม

    "ก็น่ารักดีออก แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเราจะกลับขึ้นไปยังไง?"

    ขณะที่พวกเธอกำลังเดินหน้าต่อโดยมีมอนสเตอร์ตัวตุ่นคอยนำทางแต่ที่ชั้นบนลุงโทลกับนาธาพยายามขุดดินด้วยดาบซึ่งนอกจากจะใช้เวลานานยังจะทำให้เสียแรงเปล่า ๆ อีก

    "รู้อย่างนี้น่าจะเอาพลั่วมาด้วย แถมเราสองคนก็ดันใช้เวทไฟเหมือนกันอีกจะขุดดินเหมือนเวทดินก็ไม่ได้"

    "อา...ผมว่าเราต้องรีบแล้วนะครับ ถ้าพวกเธอโดนดินพวกนี้ทับอยู่จะแย่เอา" โทลพยักหน้าตอบรับช่วยกันขุดคนละไม้คนละมือจนทะลวงลงมาข้างล่างได้สำเร็จแต่ที่นั่นกลับว่างเปล่า

    "พวกเธอหายไปไหนนะ?" เปลวไฟสีชาดลุกโชนดั่งคบเพลิงขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสว่างไกลออกไปเป็นสิบเมตร

    พวกเขาทั้งสองคนเดินไปตามทางที่มีหลุมบ่อตลอดเส้นทางไปจนได้เห็นกับแสงสว่างที่ปลายทาง

    "นี่มันดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนสินะ" พวกเขากวาดสายตามองต้นไม้และแม่น้ำทอดยาวไปไกลจนยากที่จะคาดคะเนความกว้างใหญ่ที่แห่งนี้

    "มาแล้วเหรอคะ !" เสียงที่คุ้นเคยของคิโนริตะโกนทักแต่ไกลขณะที่พวกเธอกำลังนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้

    "โอ้ ! เรานึกว่าจะเป็นอะไรไปแล้วแต่ยังดูแข็งแรงกันอยู่เลยนี่"

    "แน่นอนอยู่แล้วพวกเราแข็งแกร่งจะตาย"

    "เหรอ…" เสียงอันพร้อมเพรียงเอ่ยออกมาเมื่อได้ยินคิโนริกล่าวเช่นนั้น

    "เอาเถอะน่า ถึงรูบี้จะบาดเจ็บแต่ก็ยังใช้เวทรักษาจัดการได้อยู่"

    นาธาและลุงโทลพุ่งเข้าหารูบี้ทันทีจนเธอตกใจกลัวเองเสียมากกว่า "เธอบาดเจ็บเหรอ?"

    "เอ่อ...ค่ะ"

    "ตอนที่ดินมันถล่มลงมาเธอบอกว่าโดนตัวอะไรสักอย่างลากไปมาและเหวี่ยงตัวเธอกระแทกกับกำแพง" คิโนริพูดแทนรูบี้หลังจากที่เห็นท่าทีสั่นกลัวของเธอ

    "คงเจ็บมากสินะถ้าอย่างนั้นเธอพักกันก่อนก็ได้..." พวกเขาหันไปสังเกตเห็นตัวตุ่นหลายตัวรวมกลุ่มกันอย่างกับกำลังประชุมหารือ

    "ถ้ามีเจ้าพวกนี้แสดงว่าต้องมี" พูดไม่ทันขาดคำก็มีหนอนยักษ์พุ่งขึ้นมาจากพื้นและมุ่งเป้าไปหาตัวตุ่นพวกนั้น

    "แกใช่ไหมที่ทำรูบี้ !" คิโนริก้มโค้งลงต่ำและพุ่งตัวออกไปด้วยการดีดขาสุดแรงและยังใช้ลูกไฟทั้งห้าหมุนวนรวมกันที่ฝ่ามือกลายเป็นกรงเล็บตะปบร่างของหนอนยาวหนึ่งเมตรขาดครึ่งทันที

    ความเร็วระดับนั้นสำหรับเด็กตัวน้อยเช่นนี้ถือว่ามีพรสวรรค์มาก ๆ เธอใช้เสริมกำลังคลุมตัวและเสริมความเร็วกับพละกำลังไว้ที่ขาและเท้า แม้ตัวจะลอยอยู่กลางอากาศแต่ก็ยังควบคุมลูกไฟพวกนั้นได้อย่างอิสระ

    "คิดเหมือนกันใช่ไหมนาธา?"

    "อืม...ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน" พวกเขาเฝ้ามองเด็ก ๆ ที่กำลังชำแหละซากหนอนยักษ์แม้เนื้อตัวจะเลอะเทอะแต่ก็ยังยิ้มสนุกได้จะมีก็แค่แมรี่ที่ยืนห่าง ๆ กลัวเปื้อน

    "นี่คือเด็ก ๆ ที่พวกซึฮากิเป็นคนสอนเองกับมือสินะ"

    ...

    2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2576

    หลังจากใช้เวลาเดินทางหลายวันในที่สุดซึฮากิก็มาถึงอาณาเขตก็อบลินที่ดูแห้งแล้งจนน่าแปลกใจทั้ง ๆ ที่มีต้นไม้ใบหน้าอุดมสมบูรณ์แท้ ๆ

    "ทำไมมันร้อนอย่างนี้ล่ะ?" เซนกระดกน้ำหมดรวดเดียวหลังจากอดทนมาหลายชั่วโมง อากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างกับอยู่ในเตาอบแม้จะมีต้นไม้แต่มันก็ช่วยได้แค่ให้ร่มพัก

    "จากแผนที่ที่ได้มารู้สึกว่าอาณาเขตของก็อบลินจะเป็นเงาฝนเพราะมีเทือกเขาใหญ่ขวางกั้นทางลม"

    "เฮ้ !" เมื่อมาถึงทางเข้าเมืองหลวงของอาณาเขตก็อบลินก็มีผู้นำเป็นก็อบลินตัวสูงใหญ่ร่างกายกำยำกระทบไหล่กับเซนก่อนจะเบ่งกล้ามจับมือกัน

    "มาถึงเหนื่อย ๆ ก็ต้องกินข้าวสิ" รอยยิ้มเบิกบานที่ส่งให้พวกซึฮากิอย่างกับเป็นเพื่อนสนิทที่จากกันไปนานแสนนาน







    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258