"เธอจะไปคนเดียวจริง ๆ เหรอ?" ซากิเอ่ยทักขณะที่กำลังร่วมโต๊ะรับประทานอาหารท่ามกลางสายตาของรุ่นพี่รุ่นน้องที่จ้องมายังผู้กล้าฟราน
"ก็ใช่น่ะสิฉันไม่อยากจะให้พวกนายมาเสียเวลากับเรื่องอะไรแบบนี้หรอก" เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเพื่อน ๆ กลัวจะใจอ่อนยอมให้ไปด้วยทำให้เธอเคลื่อนไหวได้ลำบากยิ่งขึ้น
รถม้าอันหรูหรากำลังเคลื่อนตรงไปยังเมืองยานไล่ไปตามเส้นทางเดียวกับรถไฟแต่เพราะเมืองยานพึ่งถูกโจมตีไปจึงยังไม่ได้สร้างสถานีเพื่อรองรับคน
ถึงตอนนั้นจะบอกไปแบบนั้นก็เถอะแต่สุดท้ายก็ตามมาอยู่ดี แม้ทั้งสี่คนจะสนิทกันมากที่สุดตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียนพวกเธอก็มักจะเดินด้วยกันตลอด แต่จะมีเพียงซึฮากิที่ชอบแยกตัวออกไปคนเดียวเช่นเดียวกับพีชที่ชอบไปอ่านหนังสือในห้องสมุด
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่พีชก็แทบจะไม่ยุ่งกับพวกเราเลย โดนเกลียดหน้าหรือเปล่านะ?
"ท่านฟรานมาถึงแล้วครับ" ทหารองครักษ์กล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพเรียบร้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชาญก็ชะโงกหัวออกมาดูวิวทิวทัศน์ของผู้คนที่กำลังซ่อมแซมเมืองจนเกือบจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว
"ทำไมฉันไม่อยู่ที่นี่บ้างนะเผื่อจะได้สู้กับพวกโจรมั้ง"
"ฝันไปเถอะอย่างนายเนี่ยนะจะสู้กับคนที่ทำเมืองเละขนาดนี้ แค่มิโนทอร์โง่ ๆ ตัวหนึ่งเรายังสู้ไม่ได้เลย"
ระหว่างที่เพื่อนของฟรานกำลังตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ ๆ ฟรานก็เอาแต่กวาดสายตามองทำหน้าบึ้งตึง
จากรายงานของกองทัพแสดงว่ากิจังเป็นหนึ่งในพรรคพวกของโจรที่มาบุกเมืองสินะ นายคงจะมีเหตุผลอะไรแน่ ๆ ไม่ก็เป็นข่าวที่เขียนขึ้นมั่ว ๆ
"ขอแสดงความเคารพท่านฟรานและพวกพ้อง" ชายผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้นมีรอยแผลเป็นมากมายราวกับเคยผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วนกับร่างกายกำยำที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งได้
"ทำความเคารพพัศดีเบน!" ขนาดเป็นทหารองครักษ์ที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์ยังต้องทำความเคารพพัศดีเบนผู้ควบคุมเรือนจำกลางที่เป็นศูนย์รวมนักโทษทั่วอาณาจักรเซีย
"ตามสบายเลยทุกคนยังไงพวกโจรก็ถูกจับหมดแล้ว"
"เหรอคะ? ได้ยินมาว่าหัวหน้ากองโจรที่เป็นแวมไพร์กับคนสนิทของเขายังลอยนวลอยู่" ฟรานแย้งขึ้นมาทันทีไม่เกรงใจยศบนบ่าของเขาเลยสักนิด
"โฮะโฮ ท่านฟรานก็หาข้อมูลมาดีเหมือนกันนะครับสมกับเป็นท่านผู้กล้าจริง ๆ" แม้ฟรานจะตอบกลับเช่นนั้นแต่เบนก็ไม่ได้โกรธหรือรู้สึกแย่แต่อย่างใดกลับกันเขายังฉีกยิ้มจ้องมองฟรานตาไม่กะพริบ
"ขอบคุณค่ะ ถ้าอย่างงั้นพวกเราขอตัวเข้าไปข้างในนะคะ" ฟรานยื่นมือออกมาตรงหน้าเชิดหน้ามองเบนหวังให้จับมือทักทาย
"เป็นเกียรติที่ได้พบครับท่านฟราน" ฝ่ามือที่ใหญ่กว่าสองเท่ากุมมือของฟรานพร้อมกับยิ้มอ่อนแต่หลังจากนั้นเขากลับนิ่งสงบอย่างกับโดนตัดออกจากโลกภายนอก
"พัศดีครับ?"
"มะไม่มีอะไร เชิญท่านฟรานเข้าไปได้เลยครับ" ท่าทีของเขาเหมือนจะอ่อนน้อมลงเล็กน้อยราวกับถูกฟรานดุด้วยสายตา
ฮึ ๆ ๆ เป็นอย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนพัศดีเบนจะเคยสู้กับกิจังด้วยแต่กิจังก็หนีไปได้ ระหว่างที่กำลังเดินเข้าเมืองเธอก็ดันเผลอยิ้มและหัวเราะในลำคออยู่คนเดียว
"ฟราน...ฟราน !"
"อะอะไร?" เธอสะดุ้งตกใจหลุดออกจากภวังค์
"เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวก็นึกว่าเพื่อนเราจะเป็นอะไรไปละ" ซันนี่ขมวดคิ้วจ้องมองด้วยความสงสัย
"ฮ่า ๆ ไม่มีอะไร พอดีว่านึกถึงมุกตลกที่เคยดู" เธอยิ้มเจื่อนหลบสายตามองออกไปรอบนอก
เป็นผลพวงจากการใช้สกิลนั้นหรือเปล่านะ? แต่ก็อาจจะคิดไปเองก็ได้
"นี่เป็นที่พักที่ทางกิลด์จัดหาไว้ให้นะครับ ถ้าขาดเหลืออะไรสามารถแจ้งได้ที่พนักงานกิลด์ได้เลยครับ"
"ค่ะ"
หลังจากที่พวกเธอเก็บข้าวของไว้ที่ห้องเรียบร้อยฟรานก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ยังซ่อมแซมอยู่
ต้องหาคนที่อยู่ในเหตุการณ์ให้มากที่สุดแล้วใช้สกิลนั้นหาเบาะแส เธอกวาดสายตาไปทั่วบริเวณไม่ได้สนใจพรรคพวกของเธอเลยสักนิด
"ฟรานดูแปลก ๆ นะว่าไหม?" ซันนี่กระซิบกับซากิเพราะเห็นว่าเขาสนิทกับฟรานมากที่สุด
"ถ้าพวกเธอเห็นก็คงคิดว่าแปลกแต่ฉันมองว่าเธอเป็นคนแบบนั้นมาตลอดนะ คนที่จะทำตามเป้าหมายของตัวเองจนบางครั้งก็เหมือนกับตัวเองอยู่ในโลกคนเดียว"
"อ้อเหรอ ปกติเธอมักจะพูดเก่งตอนอยู่ที่โรงเรียนน่ะสิพอมาเงียบ ๆ แบบนี้มันไม่คุ้นตา"
"เธอคงจะกำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่นั่นแหละ" ชาญเข้ามาแทรกกลางพอดีและพาซันนี่แยกตัวออกไปปล่อยให้ฟรานอยู่กับซากิสองคน
ขอให้โชคดีนะพ่อหนุ่ม ชาญยกนิ้วโป้งให้ก่อนจะจากไป
ฮึ เจ้าพวกนี้ ซากิเองก็รู้ได้ถึงความตั้งใจของชาญที่หาจังหวะให้พวกเขาอยู่กันสองคน
พักหลังมานี้เธอมักจะยุ่งอยู่กับตัวเองทั้งการฝึกและเรียนวิชาต่าง ๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกคนในฐานะผู้กล้า ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอย่างเธอก็ต้องคู่กับผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ ซากิเดินตามหลังฟรานไปไม่ได้สนใจว่าเธอจะไปที่ไหนเพียงแค่ได้อยู่ข้าง ๆ ก็พอใจ
เพราะฉะนั้นฉันจะทำให้เธอยอมรับให้ได้ "ฟราน!"
31 มกราคม พ.ศ.2576
ภายในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีช่างมากฝีมือรวมตัวกันสร้างอุปกรณ์ตามแบบแปลนของซึฮากิ
"ไหนตอนแรกนายบอกจะทำแค่เครื่องดื่มแล้วดูตอนนี้สิ" วาเลี่ยมยืนอึ้งไปครู่หนึ่งหลังจากที่ได้เข้ามาในโรงงานเพื่อดูความคืบหน้า
"เรื่องเครื่องดื่มมันก็เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่จะตีตลาดแต่ก็ยังมีสิ่งที่อาณาจักรเซียทำไม่ได้อยู่ก็คือตู้เย็น...ซึ่งตอนนี้พวกเขาอาจจะทำไปแล้วก็ได้ดูจากการวิจัยหลาย ๆ อย่าง"
"นายเป็นใช่สิ่งนั้นใช่หรือไม่?" วาเลี่ยมเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากคิดทบทวนกับตัวเองจึงได้เอ่ยถาม
"คุณหมายถึงอะไร?"
"ความรู้พวกนี้มันไม่มีทางหาได้ง่าย ๆ แถมต่อให้หามาได้ก็ใช่ว่าจะเข้าใจและสร้างมันขึ้นมาเองได้ ข้าขอถามอีกครั้ง...นายเป็นคนจากอาณาจักรเซียและเป็นผู้ถูกอัญเชิญใช่ไหม?"
ซึฮากิทำหน้านิ่งแต่การมองด้วยสายตาชินชาก็ถือเป็นคำตอบได้แล้ว
"ผมเชื่อว่าคุณคงรู้คำตอบอยู่แล้ว ถ้าตามหนังสือบันทึกการประชุมจะเห็นว่าพวกคุณเคยหารือเรื่องอาณาจักรเซียบ่อยมากเสียจนนึกว่าเป็นอาณาจักรคู่อาฆาตและการอัญเชิญหรือเทคโนโลยีของอาณาจักรเซียก็คงจะเคยผ่านหูผ่านตาหรือสืบมาบ้างแล้ว"
วาเลี่ยมมองด้วยสายตาเอื้อมระอาขณะที่ซึฮากิกำลังพูด "นี่นายรู้ตัวไหมว่าบางครั้งก็พูดรัวจนคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง"
"อะอ้อ ผมขอโทษแล้วกันพอดีว่ามันเผลอตัวไปหน่อย" ไม่ได้สิจะเอานิสัยตอนอยู่คนเดียวมาใช้ไม่ได้แต่พวกเขาก็ชอบถามนู่นถามนี่อยู่นั่นแหละ
"แล้วนายจะสร้างอะไรอีกล่ะ? ถ้ารวมของใหม่เข้าไปก็มีสามอย่างแล้วนะ"
"อืม..." ซึฮากิเดินไปรอบ ๆ ระหว่างที่ใช้ความคิด
"เอาแค่นี้ก่อนดีกว่า แค่น้ำอัดลม ตู้เย็นแล้วก็แบตเตอรี่ก็คงจะทำพวกมันปวดหัวไปได้สักพัก แล้วก็ตามสัญญาผมจะเอาแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ของกำไร"
"หวังกินระยะยาวสินะช่างเป็นคนที่ใจเย็นเสียจริง" วาเลี่ยมจับมือกับซึฮากิส่งยิ้มอันเป็นมิตรมองแล้วเห็นถึงความจริงใจก่อนจะแยกย้ายกันไป
หวังกินระยะยาวสินะข้อดีอีกอย่างก็คือลิขสิทธิ์ต่างหากล่ะ ถ้าพวกเขาแอบผลิตหรือดัดแปลงก็จะผิดสัญญาอาจจะนำไปสู่สงครามได้เลยด้วยซ้ำ
"ไปกันเถอะแม่ !"
ซึฮากิเดินผ่านเขตการค้าที่ผู้คนพลุกพล่านได้เห็นวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่กันอย่างสงบสุข
การปกครองที่มีผู้นำเป็นจุดสูงสุดจะดียิ่งเมื่อเป็นของคนที่เห็นแก่ประชาชน แต่จะย่ำแย่เมื่อตำแหน่งนี้เป็นของคนเห็นแก่ตัว
"สวัสดีครับคุณซึฮากิ" หนึ่งในทหารที่เคยจะจับเซนทำความเคารพถามสารทุกข์สุกดิบแต่ซึฮากิก็แทบจะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ
ทหารที่มีในเมืองไม่เกินสองพันนายแถมส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเลเวลสามถึงสี่ มีแค่ไม่กี่คนที่เลเวลสูงอย่างดูลุค ถ้าจะทำสงครามขึ้นมาเราก็เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว
"โอ้ ! มาสักทีพวกเราเก็บของรอกันเป็นชั่วโมงแล้ว" เซนตะโกนมาแต่ไกลขณะที่แบกกระเป๋าหนัก ๆ ไว้คนละใบ
"สถานีต่อไปอาณาเขตก็อบลิน"
...
แสงจากเตาไฟสว่างไปทั่วห้องครัวอันเงียบสงบมีเพียงเด็กหนุ่มหน้าใสที่กำลังม่วนอยู่กับการประดิดประดอยอาหาร
"เสร็จแล้ว !" เขาฉีกยิ้มปลื้มปีติยกอาหารจานนั้นออกไปวางที่โต๊ะด้านนอกและกลับไปทำเมนูอื่น ๆ ต่อทันที
อาหารพวกนี้ใช้สมุนไพรประเภทยาพิษถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงจะคิดว่าเป็นยาพิษแน่ ๆ แต่มันดันมีสรรพคุณดี ๆ อยู่เยอะด้วย
ยูกิหยดน้ำสีขาวลงในหม้ออาหารที่กำลังเคี้ยวได้ที่
การจะทำให้พิษเจือจางหรือหายไปต้องทำให้พิษเป็นกลางโดยใช้สารที่อยู่ตรงข้ามกัน เวทเดอะของเราต้องเกี่ยวกับการทำอาหารแน่ ๆ จากการวิเคราะห์ของซึฮากิแต่มันทำงานยังไงล่ะ? ปรุงอาหาร ความรู้เรื่องวัตถุดิบหรือทำให้อาหารอร่อยขึ้น
อาหารแปลกตาหลาย ๆ อย่างที่เขาเคยทำสามารถเพิ่มระดับของพลังเวทและเสริมสมรรถภาพทางกายแม้จะเล็กน้อยแต่แค่การกินอาหารกลับทำได้ขนาดนี้
"ท่านยูกิครับ !" ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการทำอาหารแต่ก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะมีเอลฟ์ตนหนึ่งเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา
"บอกให้เรียกแค่ยูกิ" เขาชักสีหน้ามองค้อนใส่ทันที
"ครับ ! พอดีว่ามีกลุ่มนักผจญภัยจะมาขอซื้ออาหารจากคุณยูกินะครับ"
"บอกไปว่าข้าไม่ทำตามที่สั่งจะมีของขายจากสิ่งที่ข้าอยากจะทำเท่านั้น"
"ครับ"
ไม่นานนักเอลฟ์หนุ่มก็กลับมาพร้อมกับกลุ่มนักผจญภัยเข้ามาในบ้านหลักของเมืองเอลโฟเรียโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต
"เฮ้ ! รู้จักมารยาทไหม? ถ้าไม่ก็เตรียมไสหัวออกไปจากเมืองได้เลย" พวกเขาไม่ทันได้พูดอะไรยูกิก็เปิดประเด็นด้วยคำพูดถากถางทันที
"ฮ่า ๆ ๆ เป็นสาวเป็นแส้พูดจาให้มันไพเราะหน่อยสิ" ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้ามาในครัวของยูกิก้มโค้งทักทาย
"พวกเราได้ยินมาว่าอาหารของคุณอร่อยและเสริมร่างกายได้ดี จะเป็นเกียรติมากเลยนะครับถ้าให้เราได้ชิมอาหารของคุณ"
"ถ้าอยากจะกินก็ไปซื้อที่ทำเสร็จแล้วสิจะมายุ่งอะไรในครัว" ยูกิพยายามจะผลักเขาออกไปแต่เขาดันจับมือของยูกิแทน
"มือนุ่มนะ- อ๊าก !" ขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับการลูบไล้มือของยูกิก็มีฝักดาบฟาดเข้าที่หัวเสียงดังฟังชัด
"พวกเราขอโทษจริง ๆ ที่เจ้าโง่นี่มันลามปามเธอ พอดีว่าเรากำลังจะเข้าดันเจี้ยนที่ค่อนข้างอันตรายเลยอยากจะหาเสบียงดี ๆ สักหน่อย" เพื่อนร่วมทีมของเขาพูดจาสุภาพและพยายามจะไม่เข้ามาในครัวต่างกับชายหนุ่มลิบลับ
"อยากได้เสบียงก็ไปซื้อในร้านสิ ที่นี่เป็นห้องทำงานของข้าและข้าจะไม่ทำอาหารตามคำสั่ง"
"เอ่อ...คือว่าพวกเราไปที่ร้านขายอาหารแล้วแต่ที่นั่นดันมีแต่สิ่งที่พวกเรากินไม่ได้น่ะ"
"ก็เลยจะให้ข้าทำอาหารเฉพาะพวกเจ้าเหรอ?" ยูกิพูดแทรกก่อนที่เขาจะพูดจบเสียด้วยซ้ำแถมท่าทางหงุดหงิดของยูกิไม่มีภาพที่จะยอมทำให้เลยแม้แต่น้อย
"ใช่ครับ พวกเราไม่กินเนื้อสัตว์ถ้าเป็นไปได้เราอยากจะได้อาหารที่เป็นผักผลไม้อะไรพวกนั้นอย่างเดียวครับ"
ยูกิทำหน้าบึ้งหลังจากฟังสิ่งที่พวกเขาร้องขอแต่ก็ยังยืนคิดพินิจอยู่พักหนึ่ง
"อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์..."
"ถ้าไม่ได้จริง ๆ พวกเราก็คงต้องขอโทษและขอตัวนะครับ"
ขณะที่พวกเขาเดินคอตกหันหลังกลับยูกิก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน "ข้าจะทำ"
"จริง ๆ นะครับคุณยูกิ"
"อืม จริง ๆ ข้าก็จะทำอาหารที่ไม่ใช้เนื้อสัตว์อยู่พอดี แล้วก็เจ้าไปรู้ชื่อข้ามาได้ยังไง?"
"เอ่อ...คุณยูกิไม่รู้จริง ๆ เหรอครับ? ก็ชื่อคุณมันอยู่ที่ซองใส่อาหารเลยนะครับ"
"หา?" ยูกิวิ่งพรวดออกไปที่ร้านอาหารและเมื่อได้เข้าไปข้างในจึงได้รู้ว่าอาหารทุกอย่างที่เขาทำถูกใส่ชื่อกำกับเหมือนกับยี่ห้อของมัน
"ยูกิมาแล้วจ้า !" เขาถึงกับยืนอึ้งไปสักพักหลังจากได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่มีการห่อและบรรจุอย่างดีอีกทั้งยังมีรูปที่วาดลวก ๆ เป็นดั่งตัวแทนของยูกิ
"นี่มันอะไรวะเนี่ย !"
"อ้าว ๆ คุณยูกิถ่อมาถึงที่นี่เลยหรือครับ ปกติคุณไม่เคยมาเลยแท้ ๆ" เอลฟ์หนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารออกมายิ้มทักทาย
"ให้ตายสิ" ยูกิถึงกับอุทานออกมาเสียงดังเหมือนกับบอกอ้อม ๆ ว่าเขาไม่พอใจกับชื่ออะไรแบบนี้แต่เจ้าของร้านก็ยังยิ้มเบิกบานต้อนรับ
...
"นี่เด็ก ๆ พวกเธอจะไปถึงชั้นไหนล่ะ?" โทลเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่พวกเธอพึ่งต่อสู้กับหมาป่าถ้ำหลายสิบตัวไป
"ขออีกสักชั้นนะครับลุงโทล" รอนโบกไม้โบกมือและยิ้มให้เห็นว่ายังสู้ได้สบาย ๆ
"ก็ได้ ๆ อย่าลืมดูสภาพร่างกายตัวเองด้วยนะทุกคน"
หลังจากที่เดินลึกเข้ามาสักพักจนได้เจอกับหลุมขนาดใหญ่และเบื้องหน้าก็เป็นเพียงกำแพงถ้ำที่ไม่สามารถไปต่อได้
"เดี๋ยวเอมากับฉันก่อนนะ พวกเธอเตรียมมานาไว้ให้ดีล่ะ" รอนกับเอค่อย ๆ ไต่เชือกที่ทำไว้ลงไปในหลุมที่ลึกกว่าสิบเมตร
"เป็นยังไงบ้าง !" คิโนริตะโกนถามจากด้านบนพร้อม ๆ กับเตรียมมานาทำท่าจะกระโดดลงไปได้ทุกเมื่อ
"ทางสะดวกลงมาได้เลย !" เอตะโกนตอบรับก่อนที่เพื่อน ๆ จะตามลงมากัน
หลังจากที่ลงมาได้สักพักพื้นบริเวณนั้นก็สั่นไหวอย่างกับมีตัวอะไรเคลื่อนไหวไปมาใต้พื้นดิน
"ระวังให้ดีนะทุกคน !" ลุงโทลยังคงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านบนเพราะถ้าลงมาจะเกะกะพวกเธอเสียเปล่า
"อา...ผมก็หวังพวกเธอจะไม่เป็นอะไรนะครับ ถ้าเกิดมีใครบาดเจ็บสาหัสขึ้นมาซึฮากิคงดุเราไม่หยุดแน่"
"ฮ่า ๆ ๆ นาธาทำไมนายถึงพูดอย่างกับซึฮากิเป็นท่านอาจารย์หรืออะไรทำนองนั้นเลยล่ะ"
"ผมเคยเป็นหัวหน้าหน่วยของเขาน่ะครับและผมก็เห็นมันมาตลอด"
"เห็นอะไร?" โทลขมวดคิ้วมองหน้านาธา
"ความพิเศษที่แม้แต่ผู้กล้าฟรานก็ไม่มี เขาสามารถพัฒนาการฝึกได้รวดเร็วและยิ่งตอนที่ผมได้เห็นเขาอีกครั้งมันก็ทำให้ผมยิ่งแน่ใจ..."
ทันใดนั้นหลุมขนาดใหญ่ก็ถล่มลงปิดมิดจนโทลและนาธาไม่อาจลงไปรวมกับพวกคิโนริได้
"เวรแล้วไง !" นาธาชักมีดสั้นออกมาเตรียมร่ายเวทระเบิดเพลิง
"หยุดก่อนถ้านายทำแบบนั้นแล้วพวกคิโนริที่อยู่ข้างล่างล่ะ?"
ฝุ่นที่เกิดจากดินถล่มปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นแม้แต่ไฟของรอนก็ไม่อาจส่องสว่างให้เห็นทางเดินได้อีกทั้งยังมีมอนสเตอร์อยู่รอบ ๆ ทำให้แมรี่และหลานกลัวจนตัวสั่น
"ทุกคนตั้งสติให้ดี เหมือนที่พี่กิสอนไว้ถ้ามองไม่เห็นให้ใช้เสียงในการตอบรับแทน" คิโนริพยายามตะเบ็งเสียงให้ทุกคนได้ยิน
"โอ้ ! จำได้สิ" เอตอบกลับทันที
"จ้า ๆ แม่หมาป่าสาว" แมรี่พูดด้วยถ้อยคำจิกกัดหยอกล้อ
"อย่าปล่อยมือฉันนะหลาน ก็มาสิวะเจ้ามอนสเตอร์ !" รอนจับมือหลานไว้แน่นจนเธอรำคาญเองเสียด้วยซ้ำ
หลายอยู่กับรอนสินะ เอ แมรี่แล้วรูบี้ล่ะ?
"รูบี้ ! ถ้าเธอได้ยินตะโกนกลับมาเดี๋ยวนี้"
"กรี๊ด !" เมื่อคิโนริได้ยินเสียงรูบี้กรีดร้องเธอก็พุ่งออกไปใช้ลูกไฟทั้งห้าหาเส้นทางแม้มันจะมีฝุ่นหนามากเพียงใด
"ซวยแล้วไง" เอวิ่งตามลูกไฟที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ เช่นเดียวกับพรรคพวกที่เหลือ
ไม่นานนักเมื่อพวกเขาหลุดออกมาจากจุดที่มีฝุ่นฟุ้งเวทไฟของรอนก็สามารถส่องสว่างนำทางได้ปกติแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเนินดินที่ถูกขุดเป็นหลุมมากมาย
"นี่มันอะไรวะเนี่ย? แล้วคิโนริล่ะ" เอเดินนำหน้าควบคู่ไปกับรอนและมีหลานกับแมรี่เดินตามหลัง
"มีสิ่งมีชีวิตสี่ไม่สิต้องเป็นห้าและมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามา" แมรี่เพ่งสมาธิใช้เวทตรวจจับหาตัวคิโนริ
"ตั้งรับ !" รอนตะโกนให้สัญญาณสร้างโล่มานาขึ้นมาเบื้องหน้าระหว่างที่เอกำลังเตรียมมานาไว้ที่มือปรับรูปลักษณ์เป็นหอกแหลม
ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังทางเดินตรงหน้าและมันก็มีมอนสเตอร์โผล่ออกมาจากความมืดคล้ายกับตุ๋นจมูกดาว "เอาเลย ตัวตุ่น" เอขว้างหอกมานาเล็งไปยังตุ๋นตัวแรกที่เข้ามาใกล้แต่ทันใดนั้นคิโนริก็ปรากฏตัวออกมาและป้องกันหอกของเอแทนเจ้าตุ๋นพวกนั้น
"นั่นมัน…คิโนริเธอกำลังทำอะไรอยู่?" หลานที่สงสัยว่าเหตุใดคิโนริถึงปกป้องมอนสเตอร์จึงได้ตะโกนถามออกไป
"พวกเขาช่วยรูบี้ไว้น่ะสิ" ขณะที่พูดเช่นนั้นรูบี้ก็ก้าวเท้าออกมาสู่แสงสว่างทำให้เห็นเนื้อตัวที่มอมแมมอย่างกับไปนอนคลุกฝุ่นมา
"หา? มอนสเตอร์เนี่ยนะ" พวกเขาค่อย ๆ ลดการป้องกันลงและกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ท่าทางสงสัยของพวกหลานกำลังจ้องมองและเข้าประชิดตัวตุ่นพวกนั้น แม้มันจะไม่มีท่าทีเป็นอันตรายแต่มันก็พยายามหลีกหนีอย่างกับกลัวพวกเธอเสียมากกว่า
"ปกติมอนสเตอร์มันจะเป็นสัตว์ที่เราต้องจัดการไม่ใช่เหรอ? แล้วเจ้าพวกนี้เราต้องจัดการด้วยไหม"
"คงจะไม่ ดูเหมือนชั้นนี้จะเป็นพื้นที่ของพวกมันหมดเลยต่อให้เดินไปรอบ ๆ ก็มีแต่หลุมแล้วก็ไม่เห็นมอนสเตอร์แบบอื่นเลย" ขณะที่พูดเช่นนั้นคิโนริก็ยังลูบหัวลูบตัวพวกมันไปด้วยทำให้หลานสงสัยทำตาม
"ก็น่ารักดีออก แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเราจะกลับขึ้นไปยังไง?"
ขณะที่พวกเธอกำลังเดินหน้าต่อโดยมีมอนสเตอร์ตัวตุ่นคอยนำทางแต่ที่ชั้นบนลุงโทลกับนาธาพยายามขุดดินด้วยดาบซึ่งนอกจากจะใช้เวลานานยังจะทำให้เสียแรงเปล่า ๆ อีก
"รู้อย่างนี้น่าจะเอาพลั่วมาด้วย แถมเราสองคนก็ดันใช้เวทไฟเหมือนกันอีกจะขุดดินเหมือนเวทดินก็ไม่ได้"
"อา...ผมว่าเราต้องรีบแล้วนะครับ ถ้าพวกเธอโดนดินพวกนี้ทับอยู่จะแย่เอา" โทลพยักหน้าตอบรับช่วยกันขุดคนละไม้คนละมือจนทะลวงลงมาข้างล่างได้สำเร็จแต่ที่นั่นกลับว่างเปล่า
"พวกเธอหายไปไหนนะ?" เปลวไฟสีชาดลุกโชนดั่งคบเพลิงขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสว่างไกลออกไปเป็นสิบเมตร
พวกเขาทั้งสองคนเดินไปตามทางที่มีหลุมบ่อตลอดเส้นทางไปจนได้เห็นกับแสงสว่างที่ปลายทาง
"นี่มันดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนสินะ" พวกเขากวาดสายตามองต้นไม้และแม่น้ำทอดยาวไปไกลจนยากที่จะคาดคะเนความกว้างใหญ่ที่แห่งนี้
"มาแล้วเหรอคะ !" เสียงที่คุ้นเคยของคิโนริตะโกนทักแต่ไกลขณะที่พวกเธอกำลังนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้
"โอ้ ! เรานึกว่าจะเป็นอะไรไปแล้วแต่ยังดูแข็งแรงกันอยู่เลยนี่"
"แน่นอนอยู่แล้วพวกเราแข็งแกร่งจะตาย"
"เหรอ…" เสียงอันพร้อมเพรียงเอ่ยออกมาเมื่อได้ยินคิโนริกล่าวเช่นนั้น
"เอาเถอะน่า ถึงรูบี้จะบาดเจ็บแต่ก็ยังใช้เวทรักษาจัดการได้อยู่"
นาธาและลุงโทลพุ่งเข้าหารูบี้ทันทีจนเธอตกใจกลัวเองเสียมากกว่า "เธอบาดเจ็บเหรอ?"
"เอ่อ...ค่ะ"
"ตอนที่ดินมันถล่มลงมาเธอบอกว่าโดนตัวอะไรสักอย่างลากไปมาและเหวี่ยงตัวเธอกระแทกกับกำแพง" คิโนริพูดแทนรูบี้หลังจากที่เห็นท่าทีสั่นกลัวของเธอ
"คงเจ็บมากสินะถ้าอย่างนั้นเธอพักกันก่อนก็ได้..." พวกเขาหันไปสังเกตเห็นตัวตุ่นหลายตัวรวมกลุ่มกันอย่างกับกำลังประชุมหารือ
"ถ้ามีเจ้าพวกนี้แสดงว่าต้องมี" พูดไม่ทันขาดคำก็มีหนอนยักษ์พุ่งขึ้นมาจากพื้นและมุ่งเป้าไปหาตัวตุ่นพวกนั้น
"แกใช่ไหมที่ทำรูบี้ !" คิโนริก้มโค้งลงต่ำและพุ่งตัวออกไปด้วยการดีดขาสุดแรงและยังใช้ลูกไฟทั้งห้าหมุนวนรวมกันที่ฝ่ามือกลายเป็นกรงเล็บตะปบร่างของหนอนยาวหนึ่งเมตรขาดครึ่งทันที
ความเร็วระดับนั้นสำหรับเด็กตัวน้อยเช่นนี้ถือว่ามีพรสวรรค์มาก ๆ เธอใช้เสริมกำลังคลุมตัวและเสริมความเร็วกับพละกำลังไว้ที่ขาและเท้า แม้ตัวจะลอยอยู่กลางอากาศแต่ก็ยังควบคุมลูกไฟพวกนั้นได้อย่างอิสระ
"คิดเหมือนกันใช่ไหมนาธา?"
"อืม...ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน" พวกเขาเฝ้ามองเด็ก ๆ ที่กำลังชำแหละซากหนอนยักษ์แม้เนื้อตัวจะเลอะเทอะแต่ก็ยังยิ้มสนุกได้จะมีก็แค่แมรี่ที่ยืนห่าง ๆ กลัวเปื้อน
"นี่คือเด็ก ๆ ที่พวกซึฮากิเป็นคนสอนเองกับมือสินะ"
...
2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2576
หลังจากใช้เวลาเดินทางหลายวันในที่สุดซึฮากิก็มาถึงอาณาเขตก็อบลินที่ดูแห้งแล้งจนน่าแปลกใจทั้ง ๆ ที่มีต้นไม้ใบหน้าอุดมสมบูรณ์แท้ ๆ
"ทำไมมันร้อนอย่างนี้ล่ะ?" เซนกระดกน้ำหมดรวดเดียวหลังจากอดทนมาหลายชั่วโมง อากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างกับอยู่ในเตาอบแม้จะมีต้นไม้แต่มันก็ช่วยได้แค่ให้ร่มพัก
"จากแผนที่ที่ได้มารู้สึกว่าอาณาเขตของก็อบลินจะเป็นเงาฝนเพราะมีเทือกเขาใหญ่ขวางกั้นทางลม"
"เฮ้ !" เมื่อมาถึงทางเข้าเมืองหลวงของอาณาเขตก็อบลินก็มีผู้นำเป็นก็อบลินตัวสูงใหญ่ร่างกายกำยำกระทบไหล่กับเซนก่อนจะเบ่งกล้ามจับมือกัน
"มาถึงเหนื่อย ๆ ก็ต้องกินข้าวสิ" รอยยิ้มเบิกบานที่ส่งให้พวกซึฮากิอย่างกับเป็นเพื่อนสนิทที่จากกันไปนานแสนนาน